ยินดีต้อนรับสู่ThaiDepart โฮมเพจ"ร้อยกล..ร้อยกรอง" สื่อการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี โดย..ครูแก้ว


    สรวงสวรรค์ ชั้นกวี รุจีรัตน์ ผ่องประภัสร์ พลอยหาว พราวเวหา
พริ้งไพเราะ เสนาะกรรณ วัณณนา สมสมญา แห่งสวรรค์ ชั้นกวี
  "สามกรุง"....น.ม.ส.

 

 

        มีกลอนอยู่เป็นจำนวนมากที่กวีทั้งในยุคก่อนๆ และในรุ่นหลัง ๆ ได้สร้างผลงานเอาไว้อย่างน่าประทับใจ จึงอยากจะให้นักเรียนได้เห็นตัวอย่าง การแต่งกลอนที่ชวนประทับใจ ซึ่งกวีและผู้รจนากลอนแต่ละท่าน ต่างใช้ศิลปะการประพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป การได้ศึกษากลอนของกวีและผู้เขียนท่านอื่นๆนั้น ย่อมทำให้เราได้เข้าถึงศิลปะการประพันธ์มากขึ้น ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นบทกลอนที่เคยอ่านแล้วประทับใจ จึงนำมาแสดงในที่นี้ ด้วยจุดประสงค์จะแสดงให้นักเรียน ได้เห็นแบบอย่างที่ดีในการแต่งคำประพันธ์ มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะล่วงละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา โฮมเพจ "ร้อยกล ร้อยกรอง" ขอขอบพระคุณกวีและผู้แต่งกลอน มา ณ ที่นี้ค่ะ

 
       
       
เสียงสวรรค์
 
       
       
      ๏
 ความมืดครอง ผองชีพ งีบระงับ

แผ่นหล้าหลับ สรรพสิ่ง ไม่ติงไหว
 
  เสียงอัปสร สะท้อนมา จากฟ้าไกล        แจ้วจับใจ ในเสน่ห์ เสียงเทพี  
       
      วิเวกหวาน ปานปน ด้วยมนต์ขลัง
       

ดื่มด่ำดัง สังคีต เทพดีดสี
 
  ผิวแผ่วผ่าน ม่านฟ้า ยามราตรี สู่ฤดี ที่สนิท ในนิทรา  
      
      มนุษย์เอ๋ย เคยคิด สักนิดไหม
       

ว่าวันวัย ในชีวิต นิดนักหนา
 
  บอบบางแสน แม้นกลีบ ทิพย์ผกา        นิ่มนวลกว่า นวลแสง แห่งนวลจันทร์  
       
      แต่บรรเจิด เลิศค่า น่าสงวน

ให้อบอวล หวนหอม ถนอมขวัญ
 
  ใช้เสียงใจ ไมตรี อารีกัน        เป็นคนธรรพ์ บรรเลง เพลงกล่อมใจ  
      
      อย่าสรรค์เพียง เสียงชั่ว ที่กลั้วพิษ
      

กล่อมชีวิต นิดนั้น ให้หวั่นไหว
 
   ตรารอยหมอง ครองติด ชีวิตไป ล่วงวันวัย ไหนจะกลบ ได้ลบเลือน  
      
      สิ้นเสียงซึ่ง ซึ้งแสน จากแดนสรวง
       

ซาบซ่านทรวง ดวงใจ ใดจะเหมือน
 
  ส่งเสียงสรวง ห้วงฟ้า แว่วมาเยือน        เป็นเสียงเตือน เพื่อนมนุษย์ ให้หยุดฟัง๚๛  
       
        มะเนาะ   ยูเด็น  
   
   
อายดิน
 
       
       เห็นรอยเท้า เคยยืน สะอื้นอก

อยากหยิบยก ออกมา ถ้าทำได้
 
  คิดเกลื่อนกลบ ลบรอย น้อยน้ำใจ        โอ้อาลัย ลานดิน จะสิ้นรอย  
      
      เคยฝากฝัง สั่งใจ โอ้ใจเอ๋ย
       

เมื่อก้าวเลย มาไกล ทำไมถอย
 
  เสียแรงฟ้า หวังให้เกิด มาเลิศลอย        มัวมาคอย เนิ่นสาย อายสุธา  
      
     ทะลึ่งโลด โดดได้ ไม่ยอมหยุด
       

พลาดสะดุด เซถลำ คว่ำถลา
 
  ลื่นไถล ลุกถลัน รั้นขึ้นมา        ถนัดตา โธ่ล้ม จนจมดิน  
    
     สงสารตัว ชั่วหรือ ที่ดื้อสู้
       

จนอดสู เจ็บอาย ไม่วายสิ้น
ทั้งหยาบหยาม หยันใจ ให้ได้ยิน       ราวพิษริน ราดจิต อนิจจา
    
      แหนงจิตฟ้า ฟ้าเหวย ใยเย้ยซ้ำ
       

ให้ชอกช้ำ เจ็บอาย น่าขายหน้า
สิ้นรอยดิน ใช่จะสิ้น คนนินทา        เมื่อชื่อตรา ไว้เพื่อหลู่ ในหมู่ชน
   
      เห็นรอยดิน เคยล้ม ก็ขมจิต
       

อยากจะปิด เนตรเร้น ไม่เห็นหน
  สงสารตัว ต่ำเคล้า รอยเท้าตน        อายผู้คน ยังไม่วาย มาอายดิน๚๛  
       
         โกวิท   สีตลายัน  
   
   
เขารอ
 
       
       
      เขานั่งรวม ร่วมกลุ่ม ใต้พุ่มสน

ใบหน้าหม่น มีเค้า ความเศร้าหมอง
 
  เห็นสนสวย ด้วยฝน หล่นละออง        ความชื่นของ น้ำค้าง ช่วยพร่างพรม  
      
      เมื่อมาลอง มองดู ในหมู่เขา
       

ล้วนหงอยเหงา เฝ้ากลืน ความขื่นขม
 
  ถูกรังเกียจ เหยียดค่า เหมือนอาจม        สู้ซานซม รอเศษ ความเมตตา  
      
      ผิวหนังแยก แตกร่อง น้ำหนองเฟอะ
       

น้ำเหลืองเลอะ ลามไหล ทั้งใบหน้า
 
  กลิ่นคาวเหม็น เป็นสะเก็ด เหมือนเกล็ดปลา        ใบหูหนา หน้าบู้ ดูพิกล  
      
      เนื้อเป็นจ้ำ ช้ำเขียว ปากเบี้ยวบูด
       

หนังเป็นหูด เห็นขยุย ขึ้นขุยขน
 
  นิ้วหงิกกุด หลุดหาย ก็หลายคน        ต่างครองตน ทนถ้า เวลาตาย  
      
      มองหน้ากัน ตามประสา คนอาภัพ
       

น้ำตาซับ ซึมไหล น่าใจหาย
 
  เป็นคนผู้ อยู่บ้าง เพียงร่างกาย     ถูกดูดาย คล้ายคน ที่ล้นเลว  
      
      รอเมตตา มาเตือน เพื่อนมนุษย์
       

ช่วยชักฉุด หลุดล่วง จากห้วงเหว
 
  ดับไฟร้อน ฟอนกาย เหือดหายเปลว        ชุบชีพเหลว แหลกดับ ให้กลับคืน๚๛  
       
       มะเนาะ   ยูเด็น  
   
   
ใบศรี
 
       
      
      ๏  เหมือนไข่มุกด์ เมื่อหล่น บนจานหยก

วนิพก พ่ายสิ้น เพียงยินเสียง
 
มธุรส โอษฐ์ฉะอ้อน ประอรเอียง ดาลเผดียง ดาเรศ เนตรอนงค์
     
      รอยลักยิ้ม ริมแก้ม เมื่อแย้มยิ้ม

พิศยิ่งพิมพ์ ใจพึง ตะลึงหลง
ช้อนชะม้าย ชายตา พาพะวง อยากผจง จุมพิต สนิทนวล
     
      แก้วกระหวัด รัดเกี้ยว เกลียวเกศแก้ว

รอยไรแนว เนียนระดับ รับถี่ถ้วน
เจ้าปักปิ่น ปัทมา ค่าเคียงควร ชดช้อยชวน เชยหวัง ระวังแวง
     
      เทียบทุกคำ ที่เขียน คือเทียนไข

ผู้เผาไหม้ ตัวเอง เพื่อเปล่งแสง
ยิ่งค่าความ งามเทิด เจิดแจรง ยิ่งเสียดแทง หัทยางค์ ให้ร้างเลย
     
      อย่าให้เหมือน ใบศรี ที่เบิกขวัญ

พอเสร็จพลัน เป็นใบตอง นะน้องเอ๋ย
ถนอมหน่อย อย่าลอยร้าง ไปอย่างเคย เก็บไว้เชย เมื่อช้ำ เช็ดน้ำตา๚๛
       
เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์
   
   
สังคมป่วย
 
       
    
     ๏
 ญาติฉันป่วย เต็มที เข้าตรีทูต

หมอยังพูด ปลอบว่า "รักษาหาย
การแพทย์เรา ก้าวหน้า อย่าโวยวาย เจ็บจวนตาย ยังรอด ได้ปลอดภัย"
     
      ก็สู้เชื่อ คำหมอ รอดูผล

ไม่นานคน ป่วยฟื้น ลุกขึ้นไหว
ไม่กี่วัน พลันหาย สบายใจ ฉะนั้นใคร ก็ขาน การแพทย์ดี
     
      เดี๋ยวนี้คน ป่วยหนัก ไม่ยักหวั่น

หาหมอทัน ก็เห็น ไม่เป็นผี
แต่การป่วย อย่างหนึ่ง ซึ่งเต็มที จะกี่ปี กี่วัน ไม่บรรเทา
    
      มันเกิดแก่ สังคม สะสมชั่ว

ล่อกันนัว ทุกโรค น่าโศกเศร้า
สมเพชจิต คิดมิตก เจ็บอกเรา หมอใดเล่า จะประทัง โรคสังคม
    
      โลกคลั่งความ ก้าวหน้า พาให้ทรุด

โรคมีบุตร ไม่มีพ่อ ก่อให้ล่ม
โรคเห็นแก่ ตัวผลาญ ให้ซานซม โรคโง่งม ทำให้ เฉื่อยไปพลัน
     
      และยังมี โรคอื่น นับหมื่นแสน

โรคแร้นแค้น ค่าครองชีพ บีบมหันต์
โรคโกงกด คดกิน ไร้ศีลธรรม์ โรคทั้งนั้น เกาะฝัง แก่นสังคม
     
      เข้าขั้นตรี ทูตแล้ว เพื่อนแก้วเอ๋ย

หากหมอเฉย คงดับ ชีพลับล่ม
หมอคือใคร...? ก็คือ "เรา" เฝ้าระดม สังคมล่ม แน่ถ้า เรารามือ๚๛
       
    จินตนา   ปิ่นเฉลียว  
    เพียงความเคลื่อนไหว
     
    
 ชั่วเหยี่ยวกระหยับปีกกลางเปลวแดด

ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา
พอใบไม้ไหวพลิกริกริกมา ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก
     
      เพียงกระเพื่อมเลื่อมรับวับวับไหว

ก็รู้ว่าน้ำใสใช่กระจก
เพียงแววตาคู่นั้นสั่นสะทก ก็รู้ว่าในหัวอกมีหัวใจ
     
     โซ่ประตูตรึงผูกถูกกระชาก

เสียงแห่งความทุกข์ยากก็ยิ่งใหญ่
สว่างแวบแปลบพร่ามาไรไร ก็รู้ได้ว่าทางยังพอมี
     
     มือที่กำหมัดชื้นจนชุ่มเหงื่อ

ก็ร้อนเลือดเดือดเนื้อถนัดถนี่
กระหืดหอบฮวบล้มแต่ละที ก็ยังดีที่ได้สู้ได้รู้รส
     
     นิ้วกระดิกกระเดี้ยได้พอให้เห็น

เรี่ยวแรงที่แฝงเร้นก็ปรากฏ
ยอดหญ้าแยงหินแยกหยัดระชด เกียรติยศแห่งหญ้าก็ระยับ
     
     สี่สิบปีเปล่าโล่งตลอดย่าน

สี่สิบล้านไม่เคยเขยื้อนขยับ
ดินเป็นทรายไม้เป็นหินจนหักพับ ดับและหลับตลอดถ้วนทั้งตาใจ
     
     นกอยู่ฟ้านกหากไม่เห็นฟ้า

ปลาอยู่น้ำย่อมปลาเห็นน้ำไม่
ไส้เดือนไม่เห็นดินว่าฉันใด หนอนย่อมไร้ดวงตารู้อาจม
     
     ฉันนั้นความเปื่อยเน่าเป็นของแน่

ย่อมเกิดแก่ความนิ่งทุกสิ่งสม
แต่วันหนึ่งความเน่าในเปือกตม ก็ผุดพรายให้ชมซึ่งดอกบัว
     
     และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ

เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว
มันอาจขุ่นอาจข้นอาจหม่นมัว แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน
     
     พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า

ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน
พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย๚๛

เนาวรัตน์   พงษ์ไพบูลย์

นกขมิ้น
     
     
 เขาคลอขลุ่ยครวญเสียงเพียงแผ่วผิว

ชะลอนิ้วพลิ้วผ่านจากมานหมอง
โอดสะอื้นอ้อยอิ่งทิ้งทำนอง เป็นคำพร้องพริ้งพรายระบายใจ
     
     โอ้ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร

นกขมิ้นเหลืองอ่อน จะนอนไหน
ค่ำลงแล้วแนวพนาและฟ้าไกล เจ้านอนได้ทุกเถื่อนท่าไม่อาทร
     
      แล้วหวนเสียงเรียงนิ้วขึ้นหวิวหวีด

เร่งอดีตดาลฝันบรรโลมหลอน
ถี่กระชั้นสั่นกระชากใจจากจร ระเรื่อยร่อนเร่มาเป็นอาจิณ
     
     โอ้ใจเอ๋ยอ้างว้างวังเวงนัก

ไร้แหล่งพักหลักพันจะผันผิน
เพิ่มแต่พิษผิดหวังยังย้ำยิน ระด่าวดิ้นโดยอนาถแทบขาดใจ
     
     ข้าเคยฝันถึงฟ้ากว้างกว่ากว้าง

ฝันถึงปางทับเปลี่ยวเรี่ยวน้ำไหล
ถึงช่อเอื้องเหลืองระย้าคาคบไม้ ในแนวไพรนึกเหมือนเป็นเพื่อนเนา
     
     รู้รสแรงแห่งทุกข์และสุขสิ้น

บนแผ่นดินแผ่นเดียวเปลี่ยวและเหงา
จิบน้ำใจจนทั่วเจียนมัวเมา ไร้ร่มเงารังเรือนและเพื่อนตาย
     
     เขาเคลียนิ้วเนิบนุ่มเสียงทุ้มพร่า

เหมือนหวนหาโหยไห้น่าใจหาย
เจ้าขมิ้นเหลืองอ่อนนอนเดียวดาย จะเหนื่อยหน่ายหนาวน้ำค้างที่กลางดง
     
     เสียงฉับฉิ่งหริ่งรับขยับเร่ง

จะพรากเพลงเพื่อนยินสิ้นเสียงส่ง
เขาเบือนนิ้วผิวแผ่วแล้วราลง เสียงนั้นคงเน้นครางอย่างห่วงใย
     
     เจ้าดอกเอยดอกขจรอาวรณ์ถวิล

นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะนอนไหน
เขาวางขลุ่ยข่มน้ำตาว้าเหว่ใจ ตอบไม่ได้ดอกหนาข้าคนจร๚๛

เนาวรัตน์   พงษ์ไพบูลย์

ขอบฟ้าขลิบทอง
     
     
 มิ่งมิตร........

เธอมีสิทธิ์ที่จะล่องแม่น้ำรื่น
ที่จะบุกดงดำกลางค่ำคืน ที่จะชื่นใจหลายกับสายลม

     ที่จะร่ำเพลงเกี่ยวโลมเรียวข้าว

ที่จะยิ้มกับดาวพราวผสม
ที่จะเหม่อมองหญ้าน้ำตาพรม ที่จะขมขื่นลึกโลกหมึกมน

     ที่จะแล่นเริงเล่นเช่นหงษ์ร่อน

ที่จะถอนใจทอดกับยอดสน
ที่จะหว่านสุขไว้กลางใจคน ที่จะทนทุกข์เข้มเต็มหัวใจ

     ที่จะเกลาทางกู้สู่คนยาก

ที่จะจากผมนิ่มปิ้มเส้นไหม
ที่จะหาญผสานท้านัยน์ตาใคร ที่จะให้สิ่งสิ้นเธอจินต์จง

     ที่จะอยู่เพื่อคนที่เธอรัก

ที่จะหักพาลแพรกแหลกเป็นผง
ที่จะมุ่งจุดหมายประกายทะนง ที่จะคงธรรมเที่ยงเคียงโลกา

     เพื่อโค้งเคียวเรียวเดือนและเพื่อนโพ้น

เพื่อไผ่โอนพลิ้วพ้อล้อภูผา
เพื่อเรืองข้าวพราวแพร้วทั่วแนวนา เพื่อขอบฟ้าขลิบทองรองอรุณ๚๛

อุชเชนี
 

บนลานอโศก
 
     
     
 หยาดน้ำแก้วกลอกกลิ้งกิ่งอโศก

โลกทั้งโลกลอยระหว่างความว่างเปล่า
มีความรื่นร่มเย็นแผ่เป็นเงา ลมแผ่วเบาบอกลำนำคำกวี
     
      เราพบกันฝันไกลในความรัก

เริ่มรู้จักซึ้งใจในทุกที่
มีแต่เรามิมีใครในที่นี้   
ใบไม้สีสดสวยโบกอวยชัย
     
     อยากให้รู้ว่ารักสักเท่าฟ้า

หมดภาษาจะพิสูจน์พูดรักได้
เต็มอยู่ในความว่างกว้างและไกล คือหัวใจสองดวงห่วงหากัน
     
     หลับตาเถิดที่รักเพื่อพักผ่อน

ฟังเพลงกลอนพี่กล่อมถนอมขวัญ
ใจระงับรับใจในจำนรรจ์ ต่างแพรพันผูกใจห่มให้นอน
     
     โอ้ดอกเอ๋ยดอกโศกตกจากต้น

เปียกน้ำฝนปนทรายปลายเกษร
โศกสำนึกหนาวกมลคนสัญจร นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะร่อนลง
     
      เมตตาแล้วแก้วตาอย่าทิ้งทอด

ช่วยให้รอดอย่าปล่อยบินลอยหลง
จะหุบปีกหุบปากฝากใจปลง จะเกาะกรงแก้วกมลไปจนตาย
     
     งามเอยงามนัก

แฉล้มพักตร์ผ่องเหมือนเมื่อเดือนฉาย
งามตาค้อนคมเยื้องชำเลืองชาย ลักยิ้มอายแอบยิ้มงามนิ่มนวล
     
     จะห่างไกลไปนิดก็คิดถึง

ครั้นดื้อดึงโดยใจก็ไห้หวน
ถนอมงามห้ามใจควรไม่ควร ให้ปั่นป่วนไปทุกยามนะความรัก
     
    ผีเสื้อทิพย์พริบพร้อยลอยแตะแต้ม

เผยอแย้มยิ้มละไมใจประจักษ์
ทุกกิ่งก้านมิ่งไม้เหมือนทายทัก ร้อยสลักใจเราให้เฝ้ารอ
     
     ฝันถึงดอกบัวแดงแฝงผึ้งภู่

คล้ายพี่อยู่เป็นเพื่อนในเรือนหอ
ชื่นเสน่ห์เกษรอ่อนละออ โอ้ละหนอหนาวนักเอารักอิง
      
     ในห้วงความคิดถึงซึ่งเงียบเหงา

ใจสองเราเลื่อนลอยอย่างอ้อยอิ่ง
คอยคืนวันฝันเห็นจะเป็นจริง โลกหยุดนิ่งแนบสนิทในนิทรา
     
     ร่มอโศกสดใสในความฝัน

ร่มนิรันดร์ลานสวาทปรารถนา
ร่มลำธารสีเทาเจ้าพระยา และร่มอาณาจักร.....ความรักเรา๚๛
   
เนาวรัตน์   พงษ์ไพบูลย์
 
 

ปณิธานหนุ่มสาว
 
     
     ๏
 เบื้องหน้าคือหญิงสาว

พลิ้วอาภรสีขาว ไร้เดียงสา
มีดวงดาววาวใสในแววตา โปรยประกายปรารถนาเป็นดอกไม้

      เธออ่านนิยายใฝ่ฝัน

สงสัยค่ายุติธรรม์หายไปไหน
การต่อสู้เพื่อสิ่งนี้จะมีใคร เธอก้าวไปค้นความจริง(อิงนิยาย
     
      เขาคือชายหนุ่ม

ร้อนรุ่มแกร่งกล้าหาความหมาย
โดยยึดมั่นการต่อสู้ลูกผู้ชาย ท้าทายภัยผองโลกหมองมัว

      เขาตะโกนสุดเสียง

ถกเถียงหยันหยามความชั่ว
ชายหนุ่มวิ่งสวนทางกับความกลัว เพื่อพบตัวมีค่าน่าพอใจ

      ชายหนุ่มกับหญิงสาว

จูงมือกันก้าวสู่หนไหน?
เพียงหลงทางที่ไม่มีทางไป หรือสร้างสรรค์บันไดไกลถึงฟ้า

      ......นี่คือคำตอบ

"ชีวิตที่มอบไว้แก้ปัญหา
ต้องสู้ ต้องทำ รับคำท้า เบื้องหน้าคืออะไรไม่พรั่นเลย"

(นิสิตนักศึกษา - ๒๕๑๖)

จิรนันท์ พิตรปรีชา