ยินดีต้อนรับสู่ThaiDepart โฮมเพจ"ร้อยกล..ร้อยกรอง" สื่อการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี โดย..ครูแก้ว
ฉันทลักษณ์ของร้อยกรอง

 

 
         ฉันทลักษณ์ คือ ตำราที่ว่าด้วยวิธีการร้อยกรองถ้อยคำให้เป็นระเบียบตามลักษณะบังคับ ของคำประพันธ์
    ร้อยกรองแต่ละประเภท ที่นักปราชญ์และกวี ได้บัญญัติวางไว้เป็นแบบ  
       
       
         ฉันทลักษณ์ จึงเป็นลักษณะบังคับของคำประพันธ์แต่ละประเภท
    สำหรับการแต่งร้อยกรอง มีลักษณะบังคับ ๙ ประการด้วยกัน ดังนี้  
       
             ๑. คณะ  
       
                   คือข้อบังคับเกี่ยวกับจำนวนบท จำนวนบาทจำนวนวรรค และ จำนวนคำ  
     
                           บท   คือคำประพันธ์ตอนหนึ่งๆ อาจจะสั้นหรือจะยาวก็แล้วแต่ชนิดของคำประพันธ์
                                       
                            บาท  คือส่วนย่อยของบท คำประพันธ์บทหนึ่งมีตั้งแต่ ๑ บาท ถึง ๔ บาท
                         
                            วรรค คือส่วนย่อยของบาท หนึ่งบาทมี ๑-๒ วรรค  
         
                         คำ    หมายถึงพยางค์คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง  
 
 
 
    ตัวอย่าง กลอน  ๑ บท มี ๒ บาท (บาทเอกและบาทโท)  
       ๑ บาท มี ๒ วรรค  
       ๑ วรรค มี ๖-๙ คำ  
     
    เช่น กลอนสุภาพหนึ่งบทจะมีคณะ ดังนี้  
   
...มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน   บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน   เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
  "พระอภัยมณี"...สุนทรภู่
    กลอน ๑ บท จึงมี ๔ วรรคเรียกว่า วรรคสดับ วรรครับ วรรครองและวรรคส่ง  
    คำสุดท้ายในแต่ละวรรคซึ่งจะมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องเสียงและสัมผัส จึง  
    มีคำเรียกเฉพาะตามวรรคนั้นๆจึงมีคำ ๔ คำที่ควรจำคือ "คำสดับ","คำรับ"  
    "คำรอง" และ "คำส่ง"  
    สำหรับคณะของคำประพันธ์ประเภทอื่น เช่นโคลงสี่สุภาพ กาพย์ ฯลฯ ก็จะมี  
   
คณะที่ต่างออกไปจากกลอนเป็นลักษณะบังคับเฉพาะคำประพันธ์นั้นๆ
 
       
        ๒ พยางค์  
     
            คือจำนวนคำของคำประพันธ์แต่ละชนิด ที่มีข้อกำหนดไว้แล้วว่า ในคำประพันธ์แต่ละ
    ชนิดนั้น กำหนดให้แต่ละวรรคมีกี่คำ
            ในด้านฉันทลักษณ์แท้จริงแล้วหมายถึงคำ แต่ในบางกรณีอาจเป็นเพียงเสียงของคำ
    เพียงหนึ่งเสียงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกเสียงและจังหวะของเสียงในคำประพันธ์นั้น ๆ
    เช่น ...............วัดหงส์เหมราชร้าง......รังถวาย  
       
                  คำว่า "เหมราช" ในโคลงจากข้อความข้างต้น ให้นับว่า "สองพยางค์" ก็จะทำให้  
    วรรคหน้าในโคลงสี่สุภาพ มีจำนวน พยางค์เป็น ๕ เท่ากับข้อบังคับ การนับพยางค์ในการแต่ง  
    คำประพันธ์จึงต้องดู คณะ และเสียงจังหวะของคำว่าควรจะลงตัวอย่างไรจึงจะได้ความไพเราะ  
    แต่หากเป็นการแต่ง "ฉันท์" แล้ว พยางค์ในฉันท์จะหมายถึงหนึ่งเสียงที่เปล่งออกมาเนื่องจาก  
    "ฉันท์" มีข้อกำหนดที่เคร่งครัดในเรื่อง ครุ-ลหุ ของเสียงแต่ละเสียง  
       
    ๓ สัมผัส  
       
              คือความคล้องจองในเรื่องเสียงของคำแต่ละคำ หากคำสองคำมีความคล้องจองใน  
    เสียงของสระ ก็เรียกว่ามีการ "สัมผัสสระ" ระหว่างคำสองคำดังกล่าว แต่หากคล้องจองในเรื่อง  
    ของเสียงพยัญชนะ ก็จะเรียกว่า "สัมผัสอักษร" ซึ่งเรียกว่าเป็นประเภทของสัมผัส  
              ในเชิงการประพันธ์มีสัมผัสอยู่สองอย่าง คือ สัมผัสบังคับ และ สัมผัสไม่บังคับ ส่วนที่  
    บังคับหมายถึงว่าต้องมีหากไม่มีก็จะผิดแบบฉันทลักษณ์ไปทันที ส่วน "สัมผัสไม่บังคับ" นั้น  
    จะมีหรือไม่มีก็ได้ หากมีไว้บ้างก็จะทำให้คำประพันธ์สละสลวยขึ้น  
        รายละเอียดของหัวข้อสัมผัส ดูจากหัวข้อสัมผัสบังคับ สัมผัสไม่บังคับ  
       
    ๔ คำครุ คำลหุ  
       
             "ครุ" แปลว่า หนัก "ลหุ" แปลว่า เบา  
             คำครุ ได้แก่ ๑.พยางค์หรือคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว เช่น โต แข ลา มี  
                         ๒. คำที่มีตัวสะกด เช่น รัก ลูก เกือบ พบ สั่ง  
                         ๓. คำที่ประสมด้วยสระ อำ ไอ ใอ เอา (เพราะคำเหล่านี้มีเสียงสะกด)  
              คำลหุ ได้แก่ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นไม่มีตัวสะกด เช่น ติ เถอะ ธุระ  
       
    คำครุ คำลหุ บังคับใช้ในการเขียน ฉันท์ เพราะฉันท์ มีข้อบังคับเรื่อง ครุ ลหุ  
       
    ๕ คำเป็น คำตาย ดูเพิ่มเติม
       
       
       
    ๖ คำเอก ตำโท  
       
            คำเอกคำโท หมายถึงพยางค์ที่บังคับด้วยรูปวรรณยุกต์เอก และรูปวรรณยุต์โท กำกับ  
    อยู่ในคำนั้น โดยมีลักษณะบังคับไว้ดังนี้  
     
            คำเอก ได้แก่ พยางค์ที่มีรูปวรรณยุกต์เอกบังคับ เช่น ล่า เก่า ก่อน น่า ว่าย ไม่ ฯลฯ  
    และให้รวมถึงคำตายทั้งหมดไม่ว่าจะมีเสียงวรรณยุกต์ใดก็ตาม เช่น ปะ พบ รึ ขัด ชิด  
       
           คำโท ได้แก่ พยางค์ที่มีรูปวรรณยุกต์โทบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงวรรณยุกต์ใดก็ตาม  
    เช่น ข้า ล้ม เศร้า ค้าน  
       
          คำเอก คำโท ใช้ในการแต่งคำประพันธ์ประเภท "โคลง" และ "ร่าย"และถือว่าเป็นข้อ  
    บังคับของฉันทลักษณ์ที่สำคัญมาก ถึงกับยอมให้เอาคำที่ไม่เคยใช้รูปเอก รูปโท แปลงมาใช้  
    เอก และ โท ได้ เช่น ช่วย ลุ่ย นำมาเขียนใช้เป็น ฉ้วย หลุ้ย ได้ เรียกว่า "โทโทษ"  
    ห้าม ข้อน นำมาเขียนเป็น ฮ่าม ค่อน เรียกว่า "เอกโทษ"  
       
           เอกโทษและโทโทษ นำมาใช้แก้ปัญหาได้ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้เอกโทษและโทโทษ  
       
    ๗ คำนำ  
       
       
       
       
       
       
    ๘ คำสร้อย  
       
       
       
       
    ๙ เสียงวรรณยุกต์  
      x