![]() |
![]() |
![]() |
|
|
ลักษณะพิเศษของกลบทมังกรคายแก้วก็คือ จะเอาคำที่ ๑,๒ ในแต่ละวรรคมาใช้ย้อนถอยหลังในตำแหน่งที่ ๗,๘ คล้ายๆ มังกรที่กลืนแก้วเข้าไป(ในคำที่ ๑,๒) แล้วคายแก้วออกมา (โดยคำที่ ๒ ต้องออกมาก่อนคำที่ ๑) ดังนั้นตำแหน่งที่ ๗,๘ ก็คือคำที่ ๒ และ ๑ ในวรรคนั้นนั่นเอง เช่น สารสงวน
จะมาใช้ในท้ายวรรคเป็น สงวนสาร
กลบท "ฉัตรสามชั้น" มีลักษณะคล้ายกันกับมังกรคายแก้ว คือการนำคำในต้นวรรคมาสลับที่ในสุดวรรคของแต่ละวรรคนั้น ๆ แต่ต่างกันตรงที่ มังกรคายแก้วใช้เพียงสองคำ ส่วน "กลบทฉัตรสามชั้น" นั้น จะใช้คำสามคำของต้นวรรค มาสลับคำในท้ายวรรค เช่น หวนสวาท
จะมาใช้ในท้ายวรรคเป็น สวาทหวน
กลบท " เบญจวรรณห้าสี"
มีลักษณะสำคัญอยู่ที่ คำที่ ๑ ถึง ๕ ในแต่ละวรรคจะสัมผัสอักษรกัน ทุกวรรคไป
แต่ละวรรคก็จะสัมผัสอักษรอย่างหนึ่งอย่างใด(คำว่าสัมผัสอักษร หมายถึงใช้เสียงพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน)เช่น
กลบท "กบเต้นสามตอน" นี้ มีช่วงจังหวะเป็นกลอนหก แต่แพรวพราวในการเล่นเสียงพยัญชะและสระ ถือว่า ใช้ศิลปะในการประพันธ์ชั้นสูงมาก จะเห็นว่าเป็นการเล่นเสียงพยัญชนะทั้งสามจังหวะ เช่น เจ็บคำ
จำคิด จิตขวย .......เล่นเสียงพยัญชนะ จอ
คอ จอ คอ จอ คอ ยังมีกลบทอีกมากมายหลายชนิด แต่ที่กล่าวมาแล้วนั้นเพื่อพอเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงศิลปะการประพันธ์ร้อยกรองของไทย ที่มีมาตั้งแต่โบราณ เป็นศิลปะทางการประพันธ์ที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของชาติ หากสนใจเรื่องกลบทและต้องการทราบรายละเอียด รวมถึงตัวอย่างมากกว่านี้ สามารถศึกษาหาอ่านได้จากหนังสือเรื่อง กลบทศิริวิบุลกิตติ์ ได้ค่ะ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||