ยินดีต้อนรับสู่ThaiDepart โฮมเพจ"ร้อยกล..ร้อยกรอง" สื่อการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี โดย..ครูแก้ว

๑.สัมผัสเลือน
           “วาสนา บุญสม” ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงของกลอน ได้เขียนเสนอเรื่องเทคนิคการเขียนกลอนบางประการ ไว้ในหนังสือ “กลอนสัมผัสใจได้อย่างไร” โดยบุคคลท่านนี้ได้เสนอแนะแนวทางเรื่องการเขียนกลอนที่ถูกต้อง และการเลือกสรรคำที่ใช้ในการเขียนกลอนหลายแง่มุมด้วยกัน ในส่วนเรื่อง“สัมผัสเลือน” นั้น ท่านเสนอความรู้และความคิดเรื่อง“วิธีการชิงสัมผัสและสัมผัสเลือน” ไว้ดังนี้
          ในการแต่งกลอนแต่ละวรรคไม่ใช้สระเสียงเดียวกันในตำแหน่งคำที่ ๓ กับคำที่ ๘ เพราะจะทำให้เกิดการใช้สระเดียวกันในวรรคเดียวกันมากมายเกินไป หรือเป็นการรับสัมผัสที่พร่ำเพรื่อจนด้อยความไพเราะและความสมดุล ดังกลอนตัวอย่างที่แสดงถึงความบกพร่องในการใช้คำของกลอนแต่ละวรรค ดังต่อไปนี้

“ห้วงลึกลมหายใจ”
          นายทุนจากญี่ปุ่นลงทุนมาก   เที่ยวออกปากสร้างโรงงานกว้านซื้อที่
ราวดอกเห็ดล้อมเมืองรุ่งเรืองดี   แต่ยายนี้ทอดถอนใจพึ่งใครเอย
     
“ศิลปินอย่างฉัน”

          ทุกข์วิบากยากจนทางชนชั้น   ศิลปินไทยอย่างฉันย่อมหวั่นไหว
ยามฉันใดฉันจนใครสนใจ   จะหันหน้าพึ่งใครไม่มีเลย
     

“อิจฉาริษยา”
          คนอิจฉาตาร้อนชอบค่อนว่า   มีจิตใจไร้เมตตามากสาไถย
ส่อนิสัยอันธพาลคิดจัญไร   ริษยาเรื่อยไปในทุกครา
     
          ในกลอนบทหลังสุดนี้จะเห็นว่ามีสัมผัสเลือนทั้ง ๔วรรค ได้แก่วรรคที่ ๑,๒ ,๓ และ ๔(ในส่วนที่เน้นตัวอักษรสีแดง) นอกจากประเด็นเรื่อง “สัมผัสเลือน” แล้ว “วาสนา บุญสม” ยังได้เขียนถึงเรื่องการใช้คำในประเด็นอื่นๆ อีกหลายประเด็น เช่น    

๒.ไม่ควรแต่งด้วยคำที่สลับตำแหน่งกัน
          ในการใช้คำบางครั้งจะมีการใช้กลุ่มคำซ้อนบางคำ หากสลับตำแหน่งของคำกันแล้ว ความหมายนั้นอาจจะเปลี่ยนไปทันที เช่น
ย่อยยับ เขียนเป็น ยับย่อย
แน่นหนา เขียนเป็น หนาแน่น
แหลกเหลว เขียนเป็น เหลวแหลก
ว้าวุ่น เขียนเป็น วุ่นว้า

 

แม้ในกลุ่มคำซ้อนบางคำ อาจใช้สลับตำแหน่งกันได้ และความหมายไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักก็ตาม เช่น
เกี่ยวข้อง เขียนเป็น ข้องเกี่ยว
ขมขื่น เขียนเป็น ขื่นขม
     
             "วาสนา บุญสม" แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ไม่สนับสนุนให้เขียนโดยใช้คำเช่นนั้นเลย ดังจะยกตัวอย่างกลอนที่มีข้อบกพร่องของการใช้คำสลับตำแหน่งกัน ดังต่อไปนี้
 
 
     ไม่ทะเลาเบาะแว้งแย่งชนะ   ไม่เกะกะกวนยั่วให้หัวหมุน
เพราะเรามีมารยาทชาติสกุล   ไม่หันหุนหรือหยาบคายร้ายเกเร
     
     ปลูกความงามความดีทีละนิด   ปลูกความคิดศรัทธามากกว่าเก่า
ไม่แบ่งแยกดึงดื้อถือเขาเรา   จิตหมองเศร้าจักจางจนห่างไกล
     
     ความรักอาจทำให้คนใจกล้า   ความเหว่ว้าทำให้ใจคนเหงา
ความอ่อนโลกทำให้คนใจเบา   คนอย่างเรามีรักได้คงไม่เลว
     
     ไม่รู้จักหาความหวานในการอยู่   ที่ไม่รู้รักชื่นหรือขื่นขม
มีแต่มาดปรารถนาเต็มอารมณ์   ที่งายงมในหมู่ของผู้ดี
     
 
 

๓. คำส่งในบทหลังไม่ควรเป็นคำสัมผัสระกับคำส่งในบทก่อนหน้า
 
       ไม่ควรใช้คำส่งด้วยสระเสียงเดียวกัน(สัมผัสสระ) ในสองบทติดต่อกัน เพราะจะทำให้กลอนขาดความไพเราะ เนื่องจากมีเสียงสระเดียวกันเฟ้อจนเกินไป เพราะการทิ้งคำส่งด้วยสระใดนั้นอย่าลืมว่าต้องมีการส่งสัมผัสต่อไปยังกลอนบทต่อไปอีกถึง 3 ตำแหน่ง สังเกตตัวอย่างต่อไปนี้ บทแรกส่งด้วยเสียงสระ "ไอ" บทที่สองต่อมาก็จบลงที่เสียงสระ "ไอ" เช่นกัน ทำให้มีการส่งด้วยเสียงสระ "ไอ" สองบทติดต่อกัน  
 

มรดกของพ่อ
 
 
     ฤดูดกลูกหมากหลากลูกไม้   ร่องเรือกสวนเรากว้างใหญ่ไร่ยังเหลือ
ต้นยังยืนรากยังซึมซับเลือดเนื้อ   ครอบป่าไร่คลุมใต้เหนือคู่ครัวไฟ
     
     จะค่นแค้นไม่อับจนคนรักสวน
 
ปู่เจ้าพรวนทรัพย์ในดินสินในไร่
ไม่คิดพรากแผ่นดินตนทอดกลไก   ปู่สิ้นใจยังผักซากเลี้ยงรากไม้
     
     มรดกตกถึงพ่อต่อคือสวน
 
มือพ่อพรวนมาแต่หนุ่มจนคุ้มใหญ่
ให้ใจพ่อมิเต้นก่อนเป็นไร   ค่อยพรากไปขายสร้างสนามกอล์ฟ
 
 
๔.คำที่สามของกลอนบทต่อมาไม่ควรสัมผัสสระกับคำส่งในบทก่อน
 
      ผู้ที่รักจะแต่งกลอนให้ไพเราะ ไม่ควรมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆนี้ เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้กลอนมีจุดรับส่งสัมผัสที่ดาษดื่น จนดูรุงรัง แม้จะไม่ผิดทางฉันทลักษณ์ก็ตาม ดังตัวอย่างกลอนต่อไปนี้  
 
เหลือไว้แด่ความทรงจำ
     หนุ่มเล้งหางานทำไม่ลำบาก   ขยันมากหนักเอาเบาสู้ไหว
เป็นจับกังอยู่ที่โรงสีไฟ   เถ้าแก่เนี้ยรักใคร่ในผลงาน
     
      รัฐบาลกำหนดออกกฎหมาย
 
นโยบายรักชาติอย่างอาจหาญ
แยกจีนไทยให้เห็นเป็นทางการ   ทุกทุกย่านถือคตินิยมไทย
 
 


๏..............๚๛