คำขึ้นต้น / ลงท้ายคำกราบบังคมทูล
แหล่งอ้างอิง : http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetailsql.asp?stcolumnid=2588&stissueid=2565&stcolcatid=2&stauthorid=17
ฉบับที่ 2565 ปีที่ 50 ประจำวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2546

โดย “สุดสงวน”

     นอกจาก “สุดสงวน” จะทอดตามองไปในวงสื่อมวลชนเองอยู่แล้ว มิตรทั้งสนิทและบางคนที่ห่างไกลต่างให้น้ำใจส่งเสียงบ้าง เอกสารบ้าง มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่เสมอ ต่อไปนี้เป็นเกร็ดที่เก็บรวบรวมมาเล่าสู่กันอ่าน เพื่อช่วยกันแก้ไขให้ถูกต้อง

     เรื่องที่หนึ่ง อาจารย์ภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งปรารภว่าเดี๋ยวนี้เขาใช้ “เล็กน้อย” หรือ “เล็กๆน้อยๆ” หรือ “นิดหน่อย” ฯลฯ ไม่เป็นแล้ว แต่เขาใช้แบบพวกลูกครึ่งที่ “ภาษาไทยไม่แข็งแรง”กันหมดแล้ว

     เช่นฝนตกไม่แรงมากเขาก็ใช้ว่า “ฝนตกเล็กๆ” ทั้งๆที่คำวิเศษณ์ในภาษาไทยเรามีมาก เช่น ฝนไล่ช้าง (แรงซู่เดียวก็หายไป) ฝนตกซู่ ฝนตกห่าใหญ่ ฝนตกไม่ลืมหูลืมตา ฝนตกหยิมๆ ฝนแสนห่า (วิธีเขียนหนังสือที่ใช้ตัวเลขแทนตัวหนังสือ ชื่อดอกไม้ไฟชนิดหนึ่งมีประกายไฟพุ่งออกมา แต่หมุนรอบตัว หรือชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง) ฝนชะลาน ฝนชะช่อมะม่วง ฝนตกปรอยๆ ฝนตกจั๊กๆฯลฯ

     มีตัวอย่างไม่เข้าท่าอีกมากที่เขาใช้ “เล็กๆ” แทนคำ “เล็กน้อย” หรือ “เล็กๆน้อยๆ” หรือ “นิดๆหน่อยๆ” ฯลฯ เช่น “คิดถึงเล็กๆ- ชอบเล็กๆ -ไม่พอใจเล็กๆ” ฯลฯ แต่ไม่อยากยกมามาก เดี๋ยวจะมีผู้จำไปใช้ ผิดวัตถุประสงค์คอลัมน์ “มองภาษา”

     เรื่องที่สอง เมื่อมีการแสดงขบวนเรือเสด็จพยุหยาตราชลมารค (จำลอง) อวดแขกบ้านแขกเมืองในช่วงการประชุมเอเปค มีเพื่อนโทรศัพท์มาเล่าให้ “สุดสงวน” ฟังว่า

     (ก)-นอกจากอาจารย์ ธงทอง จันทรางศุ วิทยากรพิเศษที่มาทำหน้าที่บรรยายชั่วคราวแล้ว ดูจะมี คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่ง แห่ง “ไอทีวี” อีกคนที่อ่าน “นาวิกสภา” ว่า “นา-วิก-กะ-สะ-พา” ได้ถูกต้อง นอกนั้นมักอ่านอย่างมักง่ายว่า “นา-วิก-สะ-พา” เฉยๆ ทั้งที่คำนี้เป็นคำสมาส

ถ้ามีคนอื่นที่อ่าน “นา-วิก-กะ-สะ-พา” ถูกต้องอยู่แล้ว ก็ขอชื่นชมด้วย

     (ข)-มีคนมาฟ้องผู้เขียนว่า “ทำไมนายกรัฐมนตรีอ่านว่า พะ-ยุ-หะ-ยา-ตรา”ไม่อ่านว่า พะ-ยุ-หะ-ยาด-ตรา เหมือนที่เราเคยได้ยินครูบาอาจารย์สอนมาแต่เล็กๆ” ผู้เขียนได้แต่สั่นศีรษะเพราะไม่ได้ยินด้วยหูตัวเอง ได้แต่แก้ตัวไปว่าก็น่าจะอ่านได้ทั้งสองอย่าง เพราะอ่านอย่างที่นายกฯอ่านเขาเรียกว่าอ่านแบบเรียงพยางค์ (เช่นอ่าน “เทศนา” ว่า “เท-สะ-นา” แต่ถ้าอ่านว่า “พะ-ยุ-หะ-ยาด-ตรา” ก็เรียกว่าอ่านตามความนิยมแบบไทย (เหมือนที่อ่าน “เทศนา” ว่า “เทด-สะ-หนา” ซึ่งไม่ถือว่าผิด)

     ตอบแบบนี้คงไม่หาว่าผู้เขียนเข้าข้างนายกฯมากไป เพราะเป็นเรื่องทางวิชาการ โดยเฉพาะหลักการอ่าน ซึ่งสรุปได้ ๒ ประการ คืออ่านตามอักขรวิธี กับ อ่านตามความนิยม

     (ค)-สมัยก่อนมีผู้ใช้ว่า “ขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค” ดีที่ทุกวันนี้ เมื่อข่าวจากทางราชการออกมา ไม่มีคำว่า “ทาง” แทรกไว้ เพราะคำว่า “มารค” (หรือ “มรรค”) ก็แปลว่า “ทาง” อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้คำที่มีความหมายเดียวกันซ้ำๆซากๆอีก (แต่ก็มีบางพวกที่ติดคำเก่าอยู่ พูดเพลินๆโดยไม่คำนึงถึงความหมายก็มีเหมือนกัน)

     เรื่องที่สาม เพื่อนที่ชมเสมอว่า “ไทยรัฐ” เป็นหนังสือพิมพ์ที่เขาชมว่าสะกดการันต์ได้ถูกต้องเสมอ (เช่นเดียวกับ “มติชน”) แต่อาจเป็นเพราะคอลัมนิสต์บางคนเป็นคนรุ่นใหม่ จึงมีการยกสำนวนไทยมาผิดจากที่เคยได้ยินได้ฟังมา

     ยกตัวอย่าง คอลัมน์ “ชะแว้ป” วันหนึ่ง ยกกลอนมาว่า “ยามมั่งมีผีผอมตอมกันแหลก ยามถังแตกผีอ้วนชวนกันหนี” เพื่อนยืนยันว่าเขาเคยได้ยินแต่สำนวนโบราณท่านว่า “ยามมั่งมีพีผอม มาตอมกิน ยามฉิบหายวายวอดตัวรอดสิ้น”

     ผู้เขียนเห็นด้วยกับเขาว่า สำนวนนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับ “ผี” ที่ตรงไหน หากแต่สำนวนเก่านั้น คำว่า “พี”(พอพานผสมสระอี) หมายความว่า “อ้วน” (จึงคู่กับคำ “ผอม”)

     สำนวนโบราณนั้นมีความหมายว่า “เวลามั่งมี ไม่ว่าคนอ้วนคนผอมต่างมาตอมกินด้วยกัน แต่เวลาที่ยากจนข้นแค้น เพื่อนที่มารุมกินก็หายหัวไปกันหมด”

     ส่วนสำนวนสมัยใหม่นั้น ความหมายคลาดเคลื่อนตรงที่ทำไมต้องมีผีอ้วน-ผีผอมมาเกี่ยวด้วย

     แต่ก็เป็นสำนวนกลอนที่ฟังคล้ายๆจะเข้าที เพียงแต่เห็นว่า ต่อไปในอนาคต สำนวนเดิมจะถูกแปรเปลี่ยนจนหาเค้าเดิมไม่พบ

     เมื่อคุยถึงสำนวนหรือพังเพยทำนองนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงกลอนบทหนึ่งซึ่งกวีนิรนามเขียนไว้ จำกันต่อๆมาว่า

     “เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา เมื่อไม่มีหมดมิตรมุ่งมองมา เมื่อมอดม้วยแม้หมูหมาไม่มามอง” ช่างเป็นสำนวนที่แสบๆคันๆดีแท้ๆ โดยเฉพาะโวหารกวีที่นำเอา “ม” มาเล่นคำล้อคำ แล้วได้ความไพเราะคมคาย ได้ครบถ้วนกระบวนความทีเดียว

     เรื่องที่สี่ ก็จากหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” เหมือนกัน ในคอลัมน์ “เทียบท่าหน้า ๓” ฉบับวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๖นี้เอง ในเรื่องนั้นผู้เขียนเขียนล้อเลียน (ซึ่งภาษาสมัยใหม่เขาใช้ว่า “แซว”) อดีตนายกรัฐมนตรี คุณบรรหาร ศิลปอาชา ว่า “เข่าเดี้ยง” คงเพราะสมัยก่อน “คลุกเข่า” มากกระมัง อะไรทำนองนี้

     ที่เพื่อนโวยวายมา (เพราะเพื่อนชื่นชมการสะกดการันต์ของไทยรัฐมากด้วยความจริงใจนั่นเอง) เพื่อนจึงเดือดร้อนมาก เมื่อเห็นการสะกดการันต์ผิด โดยเฉพาะคำว่า “คลุก” ซึ่งหมายถึง “เคล้าให้เข้ากัน ขยำให้ระคนเข้ากัน ประชิดติดพันเข้าไป ( เช่น เข้าคลุกวงใน) เกลือก ( เช่น คลุกเกลือ คลุกน้ำตาล) ซึ่งผิดกันไกลกับคำ “คุกเข่า” คือ “ย่อเข่าลงให้ติดพื้น”

     นี่เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ แต่เพื่อนเขาเห็นว่าหนังสือพิมพ์ที่เขายกย่อง (ด้านการสะกดการันต์) เขาจึงฝากผู้เขียนมาช่วยนำมาเล่าสู่กันฟัง (อ่าน) เพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกต้องในคราวต่อไป (การที่เราออกชื่อหนังสือ ชื่อคอลัมน์ก็ด้วยเหตุต้องการให้แก้ไขให้ถูกต้อง มิได้มุ่งหมายประจานแต่ประการใด)

     เรื่องที่ห้า ออกจะเป็นเรื่องใหญ่พอควร คือ “คำลงท้ายในคำประพันธ์” ที่เรียกว่า คำถวายพระพรหรือถวายสดุดีหรือเฉลิมพระเกียรติ (รวมทั้งคำกราบบังคมทูล) เนื่องในโอกาสสำคัญๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันประสูติ วันครบรอบพระบรมราชาภิเษก วันคล้ายวันเสด็จสวรรคต ( พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีฯลฯ) ฯลฯ

     เรื่องนี้ คนที่แต่งคำประพันธ์ในโอกาสเหล่านั้นต้องใฝ่รู้ให้ได้ ไม่ใช่คิดเอาเองว่า “น่าจะ” เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเห็นคนอื่นใช้ก็จำมาใช้บ้าง บางคนประเมินเอาเองว่า “ต้องใช้สูงเข้าไว้” ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง

     ตามหนังสือ “ข้อปฏิบัติในการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท” ได้ให้หลักไว้ดังนี้

     (หนึ่ง) สำหรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ให้ใช้คำขึ้นต้นว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” และใช้คำลงท้ายว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” (สรรพนามสำหรับพระองค์ท่านใช้ว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”และแทนตัวเองว่า “ข้าพระพุทธเจ้า”)

     (สอง ) สำหรับ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ใช้คำขึ้นต้นว่า “ขอพระราชทานกราบบังคมทูล ทราบฝ่าละอองพระบาท” และลงท้ายว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม” หรือ “ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”

     โดยใช้สรรพนามแทนพระองค์ท่านว่า “ใต้ฝ่าพระบาท” และแทนตัวเองว่า “ข้าพระพุทธเจ้า”

     (สาม) สำหรับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หนังสือดังกล่าวให้ใช้คำขึ้นต้นว่า “ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท” และลงท้ายว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”

     ส่วนสรรพนามให้ใช้ “ใต้ฝ่าพระบาท” กับ “ข้าพระพุทธเจ้า”

     (สี่) สำหรับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ให้ใช้ว่า “ขอประทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท” และคำลงท้ายว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด” โดยใช้สรรพนามว่า “ฝ่าพระบาท” กับ “เกล้ากระหม่อม” หรือ “เกล้ากระหม่อมฉัน”

     ( ห้า) สำหรับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” (อื่นๆ ซึ่ง ณ บัดนี้ ไม่มีพระชนมชีพอยู่แล้ว) รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ให้ใช้ว่า “กราบทูลทราบฝ่าพระบาท” และลงท้ายว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด” และใช้สรรพนามว่า “ฝ่าพระบาท” กับ “เกล้ากระหม่อม / เกล้ากระหม่อมฉัน”

     (หก) สำหรับพระวรวงศ์เธอ (ซึ่ง ณ บัดนี้มี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตรเพียงพระองค์เดียว) ให้ใช้ว่า “ทูล ทราบฝ่าพระบาท” หรือ “ทูลฝ่าพระบาททรงทราบ” ใช้คำลงท้ายว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด” ใช้สรรพนามว่า “ฝ่าพระบาท” กับ “กระหม่อม / หม่อมฉัน”

     (เจ็ด) สำหรับหม่อมเจ้า ให้ใช้คำขึ้นต้นและใช้สรรพนามเหมือนที่ใช้กับ พระวรวงศ์เธอ แต่ให้ใช้คำลงท้ายว่า “แล้วแต่จะโปรด”

   นี่คือระเบียบที่มีไว้เป็นบรรทัดฐานที่พอจะเป็นที่พึ่งของสื่อมวลชนได้ ผู้เขียนจึงใคร่ขอร้องเรียนสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (โดยเฉพาะ ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) โปรดจัดการปรับปรุงให้ทันสมัยแล้วพิมพ์ออกเผยแพร่ด้วยเถิด เพราะฉบับที่ผู้เขียนมีเป็นคู่มือที่ดีมากๆ คือฉบับที่พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วเผยแพร่ให้กว้างขวาง อาจให้สำนักพิมพ์หรือหน่วยงานใดก็ได้รับไปหาผู้จัดพิมพ์ออกมาขายในราคาถูกได้ยิ่งดี เพราะเป็นระเบียบประเพณีที่คนทั่วไปควรรู้เป็นอย่างยิ่ง