
HOME สมุดเยี่ยม
ทดสอบภาษาไทย
หลักภาษาไทย
เรียนรู้ร้อยกรอง
|
กิจกรรมการเรียนรู้การเรียนรู้ สื่อ สารคดีเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร 1. นักเรียนอ่านเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร แล้วสังเกตการใช้สำนวนภาษา วิธีการนำเสนอเนื้อหา 2. นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากการอ่านเรื่องนี้ 3. เปรียบเทียบวัฒนธรรม ค่านิยม แนวคิด ในสมัยรัชกาลที่ 5 กับปัจจุบัน 4. ศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดเบญจมบพิตร 5. ศึกษาสำนวนโวหารที่ใช้ในการเขียนสารคดี 6. เขียนเล่าประสบการณ์การเที่ยวงานวัด งานประเพณีในท้องถิ่น |

พระพุทธชินราชจำลอง
|
ประวัติวัด .........วัดเบญจมบพิตร
มีชื่อเต็มว่า "เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" สร้างขึ้นในสมัย .......ต่อมาในรัชกาลที่
๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว |
|
สถาปนิกผู้ออกแบบและประธานในการก่อสร้าง คือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวัติวงศ์ ผู้ทรงปรีชาสามารถเชิงศิลปะหลายด้าน พระราชประสงค์ในการสร้างวัด สิ่งที่น่าสนใจในวัดเบญจมบพิตร
ยังมีอะไร ๆ
นอกจากนี้อีกมากมาย หากนักเรียนมีโอกาสไป กทม. ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง วิชาการ, กรม
คู่มือครูภาษาไทย ท ๑๐๑ ท๑๐๒ ชุดทักษสัมพันธ์ เล่ม ๑ คุรุสภาลาดพร้าว กทม.
๒๕๓๕ |
|
ความหมายของคำว่า สารคดี งานเขียนที่มุ่งเสนอเนื้อหาสาระที่เป็นข้อเท็จจริง โดยมีจุดมุ่งหมายให้ความรู้แก่ผู้อ่าน เป็นสำคัญและอาจจะให้ความเพลิดเพลินเป็นรอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของ ผู้เขียนสารคดีเรื่องนั้น
ๆ ที่จะมีความสามารถในการนำเสนอได้ดีเพียงใด ลักษณะสารคดี 1) เสนอเนื้อหา หรือเรื่องราว หรือสาระแก่ผู้อ่าน 2) ต้องชักนำความคิดผู้อ่านให้คิดตามแนวที่ผู้เขียนเสนอ หรือตามที่ผู้เขียนมุ่งหมายไว้ 3) ต้องให้ความบันเทิงชวนอ่าน คือ มีศิลปะในการใช้ถ้อยคำภาษา สามารถกระทบอารมณ์ ผู้อ่านให้สุนทรตามไปด้วย ประเภทของสารคดี 1) ความเรียง (Eassy) เป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนสารคดีที่เน้นเรื่องการแสดงความคิดเห็น ซึ่งได้จากประสบการณ์ การค้นคว้าหรือความคิดของผู้เขียน นอกเหนือจากการเสนอข้อเท็จจริง 2) บทความ (Article) คือ ความเรียงแบบหนึ่งซึ่งเน้นถึงข้อเท็จจริงโดยใช้หลักฐานอ้างอิงประกอบในลักษณะวิเคราะห์ ปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ หรือในการเสนอความเห็นทัศนคติของผู้เขียนต่อเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น หรือต่อเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม ในประเด็นของการใช้ถ้อยคำนั้น จะนิยมใช้ภาษาที่กระชับ ภาษาทางการ แต่ต้องมีความงามของภาษาแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ และชัดเจน และบทความแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้ 2.1) บทความบรรยาย 2.2) บทความแสดงความคิดเห็น 2.3) บทความวิเคราะห์ 2.4) บทความวิจารณ์ 2.5) บทความสารคดี 2.6) บทความวิชาการ 3) สารคดีท่องเที่ยว (Travelogue) คือ วรรณกรรมร้อยแก้วที่ผู้เขียนบันทึกเรื่องราวที่ได้ประสบมาด้วยถ้อยคำที่เป็นศิลปะ เพื่อให้ผู้อ่านเพลิดเพลินและได้ความรู้เรื่องใหม่ ๆ ในดินแดนใหม่ที่ผู้เขียนได้ไปเที่ยวมา เป็นการเสนอประสบการณ์จำลองให้แก่ผู้อ่าน โดยให้ความรู้ทางด้าน สภาพท้องถิ่น สภาพของคน ความเป็นอยู่ของคน ความรู้ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ประเพณีวัฒนธรรม การทำมาหากิน หรือที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น สารคดีท่องเที่ยว 4) สารคดีชีวประวัติ (Biography) เป็นงานเขียนที่กล่าวถึงเรื่องราว และพฤติกรรมของ บุคคลจริง จะเขียนเน้นด้านบุคลิกภาพ ความรู้ และความคิดเห็นในด้านต่าง ๆ ตลอดจนผลงานที่น่าสนใจเพื่อนำประวัติชีวิตนั้นมาศึกษาแง่มุมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการ ดำเนินชีวิตของผู้อื่นต่อไป สารคดีชีวประวัติ หากเป็นงานเขียนที่ผู้อื่นเขียนเรียกว่า ชีวประวัติ แต่ถ้าผู้เขียนเรียบเรียงเรื่องราวชีวิตของตนเองเรียกว่า อัตชีวประวัติ 5) อนุทิน (Diary) เป็นการบันทึกความจำ ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิต โดยปรกติแล้วผู้บันทึกมีเจตนาที่จะบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ของชีวิตตนเอง แต่การบันทึกนั้นได้สอดแทรกความสำนึกต่อเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของสังคมจะทำให้อนุทินนั้นมีประโยชน์ต่อการศึกษาเหตุการณ์ต่าง ๆ ของสังคมอีกด้วย
ฝ่ายเดียวก็ได้ เช่น ไกลบ้าน ซึ่งเป็นพระราชหัตถเลขา ที่พระบาทสมเด็จพระจุลเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเขียนถึงเจ้าฟ้าหญิงนิภานพดลฝ่ายเดียว พ่อสอนลูก ของนายทวี บุญยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขียนถึงลูกในขณะลี้ภัยการเมืองอยู่ในปีนัง ส่วน สาส์นสมเด็จเป็นจดหมายโต้ตอบ ระหว่างสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาริศรวนุวัติวงศ์ และ บันทึกความรู้ เป็นจดหมายโต้ตอบระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ กับ พระยาอนุมานราชธน เป็นต้น 7) บันทึกและความทรงจำ (Memoire and Memory) บันทึก คือ เรื่องราวหรือเหตุการณ์ ที่บุคคลบันทึกระหว่างปฏิบัติงานสำคัญเกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก เขียนขึ้นไว้เป็นหลักฐาน ประกอบเรื่องสำคัญ หรือระยะเวลาสำคัญ เช่น บันทึกของทูตไทยของนายบุญชนะ อัตถากร บันทึกไว้ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการ (ชื่อกระทรางสมัยนั้น) และ เหตุเกิด ในกรุงรัตนโกสินทร์ ของ วิสิษฐ์ เดชกุญชร เป็นต้นส่วน ความทรงจำ คือเรื่องราวในอดีต ที่ผู้แต่งพยายามเขียนเล่าด้วยการนึกทบทวนประสบการณ์ของตนเองจากการจดจำเรื่องราว ในหนหลัง เช่น ความทรงจำ ของสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ และ ฟื้นความหลัง ของ เสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) เป็นต้น8) จดหมายเหตุ (Archives) เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์ มักเป็นเรื่องราวของทางราชการ หรือกึ่งราชการ เช่นจดหมายเหตุของลาลูแบร์ (เมื่อ พ.ศ. 2230) จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. 116 ของ พระยาศรีสหเทพ (เส็ง) และ จดหมายเหตุความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทรเทวี เป็นต้น9) คติธรรม (Moral Precept) เป็นงานเขียนที่มุ่งสอนจริยธรรม หรือศีลธรรม โดยการนำเรื่องทางธรรมะมาเขียนให้เข้าใจง่าย เช่น สนิมในใจ ของ พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ ธรรมกับไทย : ในสถานการณ์ปัจจุบัน ของ พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตโต) ตามรอบพระอรหันต์ ของ พุทธทาสภิกขุ และ เสียงศีลธรรม ของ แปลก สนธิรักษ์ เป็นต้น
เป็นสาระประโยชน์ เช่น บทสัมภาษณ์ของ ส. ศิวรักษ์ สัมภาษณ์ พระยาอนุมานราชธน เป็นต้น ที่มา http://arc.rint.ac.th/center/pongsak/e_learning/unit5_12.html |
| การใช้สำนวนโวหาร
ภาษาเขียนที่ปรากฏในสารคดีบทความทั้งหลาย ประกอบด้วยโวหาร 5 โวหารด้วยกันคือ ขั้นตอนในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น 5 คือ 1) บรรยายโวหาร 2) พรรณนาโวหาร 3) เทศนาโวหาร 4) สาธกโวหาร 5) อุปมาโวหาร 1. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระ สำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้ บรรยายโวหาร เพราะเหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียน อย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจนงานเขียนที่ควรใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนอธิบาย ประเภทต่าง ๆเช่น เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ ตำรา บทความ การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เช่น บันทึก
จดหมายเหตุ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นประเภทบทความเชิงวิจารณ์ ข่าว เป็นต้น
2. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหาร จึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่ง ให้ภาพ และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มด้วยสำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ 3. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าว ได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่าน คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร จึงยากกว่าโวหารที่กล่าวมาแล้วทั้ง 2 โวหาร เพราะต้องใช้กลวิธีในการชักจูงใจ 4.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหารเช่นการเลือกยกตัวอย่างมีหลักที่ ควรเลือกให้เข้ากับเนื้อความ อาจยกตัวอย่างสั้น ๆ ในบรรยายโวหารหรืออาจยกตัวอย่าง ที่มีรายละเอียดประกอบในพรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เป็นต้น ในการเขียน ข้อเขียนต่าง ๆ นิสิตควรรู้จักเลือกใช้โวหารให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายในการเขียน และเนื้อหาในบางโอกาส อาจต้องใช้โวหารหลายชนิดในงานเขียนชิ้นหนึ่งก็ได้ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโอกาส จุดมุ่งหมายและเขียนได้อย่างถูกต้อง ตามลักษณะโวหารนั้น ๆ
5.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้ เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าอุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้ เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด ที่มา : http://www.praphansarn.com/lifewrite/clinicwriter185.asp |
จัดทำและนำเสนอโดย
คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี