นิราศภูเขาทอง
แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อรัชกาลที่
2
| ๏
ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด |
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร |
| โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร |
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
|
ความไม่แน่นอนของเกียรติยศชื่อเสียง
| ๏เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ |
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
|
| สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา
|
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์
|
สุราพาชีวิตตกอับ
| ๏
ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง |
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
|
| โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา |
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
|
เล่นคำ
"เมา"
| ๏ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก |
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
|
| ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
|
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน
|
เชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นกับความรัก
| ๏เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง |
ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ |
| เหมือนโศกพี่ที่ซ้ำระกำเจือ |
เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย |
ชีวิตคราตกอับ
| ๏เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้
|
ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
|
| ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ |
เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา
|
ให้ข้อคิดเรื่องการใช้คำพูด
| ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
|
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
|
| แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
|
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
|
ให้ข้อคิดเรื่องการมองคนอย่ามองที่เปลือกนอก
| ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาด
|
บังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้
|
| เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน
|
อุปมัยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา
|
บอกที่มาของชื่อจังหวัดปทุมธานี
และแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อรัชกาลที่ 2

| ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า |
พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี |
| ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี
|
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว
|
| โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง |
แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว |
| โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัว |
ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ |
| สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ
|
ต้องเที่ยวเตร็จเตร่หาที่อาศัย
|
| แม้กำเนิดเกิดชาติใดใด
|
ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
|
ถึงบ้านงิ้วนำคำว่า"งิ้ว"มาเชื่อมโยงกับศีลข้อ
3
| งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม
|
ดังขวากแซมเสี้มแซกแตกไสว
|
| ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย
|
ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง
|
โวหารภาพจน์ความงามของพืชพรรณน้ำ
| จนเดือนเด่นเห็นกอกระจับจอก
|
ระดะดอกบัวเผื่อนเมื่อเดือนหงาย
|
| เห็นร่องน้ำลำคลองทั้งสองฝ่าย
|
ข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร
|
| จนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผัก
|
ดูน่ารักบรรจงส่งเกสร
|
| เหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจร
|
ก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา
|
| สายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่า
|
เป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวา
|
| กระจับจอกดอกบัวบานผกา |
ดาษดาดูขาวดังดาวพราย |
เจียมตนประมาณตน
เมื่อคราตกอับ
| มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้ง
|
คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
|
| จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย
|
ก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน
|
| แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลก
|
อกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล
|
| เหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควร
|
จะต้องม้วนหน้ากลับอัประมาณ
|
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
| ทั้งองค์ฐานรานร้าวถึงเก้าแฉก
|
เผยอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
|
| โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก
|
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
|
| กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ
|
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
|
| เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น
|
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น
|
บอกเหตุที่รำพึงถึงความรัก
หญิงอันเป็นที่รักในนิราศขณะที่เป็นพระภิกษุ
| ใช่จะมีที่รักสมัครมาด
|
แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
|
| ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร
|
ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
|
| เหมือนแม่ครัวคั่วแกงพะแนงผัด
|
สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา
|
| อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา
|
ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อยอร่อยใจ
|
| จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น |
อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน |
| นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ |
จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอย |
นิราศพระบาท
| ๏เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น |
ระวังตนตีนมือระมัดมั่น
|
| เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครัน
|
ถ้าพลั้งพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล
|
| เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำ |
เปรียบเหมือนคำคนพูดไม่อ่อนหวาน
|
เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเข้าราราน
|
ถึงหนามกรานก็ไม่เหน็บเหมือนเจ็บทรวง |
| ๏อนิจจาธานินทร์สิ้นกษัตริย์
|
เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์
|
| แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน
|
จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง
|
| มะโหรีปี่กลองจะก้องกึก
|
จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
|
| ดูพาราน่าคิดอนิจจัง |
ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา
|

| ๏ กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก
|
ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้
|
| ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย
|
โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย
|
| ๏เข้าลำคลองหัวรอตอระดะ |
ดูเกะกะรอร้างทางพม่า
|
| เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา |
แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง |
| ๏พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม์ |
เป็นครุฑอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ
|
| หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำ
|
กินนรร่ำรายเทพประนมกร
|
| ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุข
|
สุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร
|
| ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคนธร |
กระจังซ้อนแซมใบระกาบัง
|
| นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย |
ใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง
|
| เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง |
วิเวกวังเวงในหัวใจครัน |
| ๏ถึงเขาขาดพี่ถามถึงนามเขา |
ผู้ใหญ่เล่ามาให้ฟังที่กังขา
|
| ว่าเดิมรถทศกัณฐ์เจ้าลงกา |
ลักสีดาโฉมฉายมาท้ายรถ
|
| หนีพระรามกลัวจะตามมารุกรบ
|
กงกระทบเขากระจายทลายหมด
|
| ศิลาแตกแหลกลงด้วยกงรถ |
จึงปรากฎตั้งนามมาตามกัน... |
นิราศเมืองแกลง
| ๏โอ้คลองขวางทางแดนแสนโสทก |
ดูบนบกก็แต่ล้วนลิงแสม
|
| เลียบตลิ่งวิ่งตามชาวเรือแพ |
ทำลอบแลหลอนหลอกตะคอกคน
|
| คำโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ง |
เขาว่าลิงจองหองมันพองขน
|
| ทำหลุกหลิกเหลือกลานพาลลุกลน |
เขาด่าคนจึงว่าลิงโลนลำพอง |
| ๏ลำพูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ |
สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง
|
| เสมอเม็ดเพชรรัตน์จำรัสเรือง
|
ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม |
| ๏กระแสงชลวนเชี่ยวเรือเลี้ยวลด |
ดูค้อมคดขอบคุ้งคงคาไหล |
| แต่สาชลเจียวยังวนเป็นวงไป |
นี่หรือใจที่จะตรงอย่าสงกา |
| ๏โอ้ยามนี้พี่เห็นแต่พักตร์เพื่อน |
ไม่ชื่นเหมือนสุดสวาทที่มาดหมาย |
| กลั้นน้ำตามาจนสุดที่หาดทราย |
เห็นเรือรายโรงเรียงเคียงเคียงกัน |
| ๏เสียงลิงค่างบ่างชะนีวะหวีดโหวย |
กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย |
| เสียงผัวผัวตัวเมียเที่ยวโยนกาย |
เห็นคนอายแอบอิงกับกิ่งยาง |
| โอ้ชะนีเวทนาเที่ยวหาผัว |
เหมือนตัวพี่เรียกน้องให้หมองหมาง |
| ชะนีเพรียกเรียกชายอยู่ปลายยาง |
พี่เรียกนางนุชน้องอยู่ในใจ |
นิราศประประธม
| ๏ถึงสวนหลวงหวงห้ามเหมือนความรัก |
เหลือจักหักจับต้องเป็นของหลวง |
| แต่รวยรินกลิ่นผกาบุปผาพวง |
จะรื่นร่วงเรณูฟูขจร
|
| ๏ถึงบางขวางปางก่อนว่ามอญขวาง |
เดี๋ยวนี้นางไทยลาวสาวสลอน
|
| ทำยศอย่างขวางแขนแสนงอน |
ถึงนางมอญก็ไม่ขวางเหมือนนางไทย |
| ๏ถึงวัดสักเหมือนหนึ่งรักที่ศักดิ์สูง |
ยิ่งกว่าฝูงเขาเหินเห็นเกินสอย
|
| แม้นดอกฟ้าคลาเคลื่อนหล่นเลื่อนลอย
|
จะได้คอยเคียงรับประคับประคอง |
| ๏เห็นต้นรักหักโค่นต้นสนัด |
เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว
|
| เหมือนตัดรักตัดสวาทขาดอาลัย |
ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วนะแก้วตา |
นิราศเมืองเพชร
| ๏ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด |
ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ
|
| เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ |
เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน |
| ๏โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตร |
เพราะแสนสุดเสน่หานิจจาเอ๋ย
|
| ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชย |
กระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู |
| ๏ในลำคลองสองฟากล้วนจากปลูก |
ทะลายลูกดอกจากขึ้นฝากแฝง
|
| ต้นจากถูกลูกชิดนั้นติดแพง |
เขาช่างแปลงชื่อถูกเรียกลูกชิด |
| ๏ตะบูนต้นผลห้อยย้อยระย้า
|
ดาษดาดังหนึ่งผูกด้วยลูกตุ้ม
|
| เป็นคราบน้ำคร่ำคร่าแตกตารุม |
ดูกระปุ่มกระปิ่มตุ่มติ่มเต็ม
|
| ลำพูรายชายตลิ่งดูกิ่งค้อม |
มีขวากล้อมแหลมรายดังปลายเข็ม
|
|
เห็นปูเปี้ยวเที่ยวไต่กินไคลเค็ม
|
บ้างเก็บเล็มลากก้ามครุ่มคร่ามครัน
|
| โอ้เอ็นดูปูไม่มีซึ่งศีรษะ |
เท้าระกะก้อมโกงโม่งโค่งขัน |
| ไม่มีเลือดเชือดฉะปะแต่มัน |
เป็นเพศพันธุ์ได้ผัวเพราะมัวเมา
|
| แม้นเมียออกลอกคราบไปคาบเหยื่อ |
เอามาเผื่อภรรยาเมตตาเขา
|
| ระวังดูอยู่ประจำทุกค่ำเช้า
|
อุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักเพราะรักเมีย
|
| ถึงทีผัวตัวลอกพอออกคราบ
|
เมียมันคาบคีบเนื้อเป็นเหยื่อเสีย
|
| จึงเกิดไข่ไร้ผัวเที่ยวยั้วเยี้ย |
ยังแต่เมียเคลื่อนคล้อยขึ้นลอยแพ
|
| ๏หิ่งห้อยจับวับวามอร่ามเหลือง
|
ดูรุ่งเรืองรายจำรัสประภัสสร
|
| เหมือนแหวนก้อยพลอยพรายเมื่อกรายกร |
ยังอาวรณ์แหวนประดับด้วยลับตา
|
| ๏เสียงชะนีที่เหล่าเขายี่สาน |
วิเวกหวานหวัวหวัวผัวผัวโหวย
|
| หวิวหวิวไหวได้ยินยิ่งดิ้นโดย |
ชะนีโหยหาคู่มิรู้วาย... |
| ๏ทั้งหอยแครงแมงดามันหาคล่อง |
ฉีกกระดองกินไข่มิใช่โง่
|
| ได้อิ่มอ้วนท้วนหมดไม่อดโซ
|
อกเอ๋ยโอ้เอ็นดูหมู่แมงดา
|
| ให้สามีขี่หลังเที่ยวฝั่งแฝง
|
ตามหล้าแหล่งเลนเค็มเล็มภักษา
|
| เขาจับเป็นเห็นสมเพชเวทนา
|
ทิ้งแมงดาผัวเสียเอาเมียไป |
| ฝ่ายตัวผู้อยู่เดียวเที่ยวไม่รอด
|
เหมือนตาบอดมิได้แจ้งตำแหน่งไหน
|
ต้องอดอยากจากเมียเสียน้ำใจ
|
ก็บรรลัยแลกลาดดาษดา...
|
นิราศวัดเจ้าฟ้า
ของหนูพัด
| ๏ถึงบางพรมพรหมมีอยู่สี่พักตร์
|
คนรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา
|
| ทุกวันนี้มีมนุษย์อยุธยา |
เป็นร้อยหน้าพันหน้ายิ่งกว่าพรหม...
|
| ๏ถึงเกาะเกิดเกิดสวัสดิ์พิพัฒน์ผล
|
อย่างเกิดคนติเตียนเป็นเสี้ยนหนาม
|
| ให้เกิดลาภราบเรียบเงียบเงียบงาม
|
เหมือนหนึ่งนามเกาะเกิดประเสริฐทรง
|
| ๏ออกกรูไล่ไปสิ้นขึ้นบินว่อน |
แฉลบร่อนเรียงตามดูงามสม
|
| เห็นเซิงไทรไผ่โพธิ์ตะโกพนม |
ระรื่นร่มรุกขชาติดาษเดียร
|
| พิกุลออกดอกหอมพะยอมย้อย |
นกน้อยน้อยจิกจับเหมือนกับเขียน
|
| ในเขตแคว้นแสนสะอาดดังกวาดเตียน |
ตลิบเลี่ยนลมพัดอยู่อัตรา
|
| สารภีที่ริมโบสถ์สาโรชร่วง |
มีผึ้งรวงรังสิงกิ่งพฤกษา
|
| รสเร้าเสาวคนธ์สุมณฑา |
ภุมราร่อนร้องละอองนวล |
| ๏เย็นระเรื่อยเฉื่อยฉ่ำด้วยน้ำค้าง
|
ลงพร่างพร่างพรายพร้อยย้อยหยิมหยิม
|
| ยิ่งฟั่นเฟือนเหมือนสมรมานอนริม |
ให้เหงาหงิมง่วงเงียบเซียบสำเนียง
|
| เสนาะดังจังหวีดวะหวีดแว่ว |
เสียงแจ้วแจ้วจักจั่นสนั่นเสียง
|
| เสียงหริ่งหริ่งกิ่งไทรเรไรเรียง |
เสียวสำเนียงนอนแลเห็นแต่ดาว
|