แหล่งเรียนรู้วิชาภาษาไทยช่วงชั้นที่ ๓-๔
ไดอารีของคุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์ ปี49



แด่ครูชายแดนภาคใต้
ยินข่าวเทียนพ่ายแสงแรงอำมหิต ที่อุทิศพลีตนไร้คนเห็น
อุดมคติแรงกล้าพาลำเค็ญ ทั้งหญิงชายเลือดเย็นเข่นฆ่าครู
ฤๅเป็นสัตว์ในคราบคนล้นความโหด ทั้งเขลาโฉดไร้เมตตาน่าอดสู
กี่แสงเทียนต้องละลายพ่ายริปู กี่น้ำตาพร่างพรูจึงพอใจ


: ห้องเรียนสีชมพู - 26/05/2006 09:53



ชาตกาลผ่านร้อยรอยสืบศาสน์
พุทธทาสสืบถ้อยรอยธรรมขาน
ขององค์พระสัมมาโพธิญาณ
เพื่อโลกศานต์โอบเอื้อเจือไมตรี
สร้างสวนโมกข์พลารามนามอุโฆษ
ยังประโยชน์สื่อธรรมนำวิถี
ยูเนสโกประกาศถ้อยคราร้อยปี
รอยธรรมชี้บอกผล "คนสำคัญ"

: ห้องเรียนสีชมพู - 06/06/2006 15:31


หกสิบปีครองราชย์ล้วนหยาดเหงื่อ
หกสิบปีทรงเหนื่อยเพื่อไทยทั้งผอง
หกสิบปีร้อยใจไทยปรองดอง
หกสิบปีคุ้มครองดุจร่มไทร
ชนเกษมเปรมปรีดิ์ใต้ร่มฉัตร
ชนพิพัฒน์เพราะดำริชี้แนะให้
ชนทั่วหล้ารักในหลวงและห่วงใย
ชนอธิษฐานท้าวไทยังยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
เว็บมาสเตอร์ห้องเรียนสีชมพู

: ห้องเรียนสีชมพู - 06/06/2006 15:54



งามสีเหลืองเรืองรองผองพสก
ต่างโบกยกธงทองผ่องไสว
"ทรงพระเจริญกึกก้องจากผองไทย
เสียงจากใจผองพสกหกสิบล้าน
โบกพระหัตถ์รอยแย้มแต้มพระสรวล
"ทรงพระเจริญยิ่งอวลก้องคำขาน
ฉายพระเนตรบอกบ่งทรงเบิกบาน
ชนซาบซ่านซึ้งซาบอาบน้ำตา
คือภาพตรึงใจไทยทั้งชาติ
ภาพฉลองครองราชย์สะกดหล้า
ภาพจงภักดิ์สุดซึ้งหนึ่งราชา
ภาพจักราภูมิพลล้นเกล้าไทย

: ห้องเรียนสีชมพู - 11/06/2006 10:40

นิราศโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ
25-30 มิถุนายน 2549




ยี่สิบห้ามิยขอศึกษา
กคศมุ่งหมายให้พัฒนา ร่วมเวลาหกวันฝันเชี่ยวชาญ
ท่านอุทิศเปิดงานผ่านรอยยิ้มพูดนิ่มนิ่มทักทายฉายคำหวาน
พร้อมชี้แจงเหตุผลปนหลักการ ภาระงานมากนักจักรีบไป
ฝากการบ้านบูรณาการสานความคิดบ่งบอกทิศวิสัยทัศน์จัดมอบให้
"คติพจน์"งดงามเนื้อความใน อย่าเหลวใหลเอาจริงยิ่งต้องทำ
ท่านทวีป ปรีชามาปูพื้น มาตรฐานหยิบยื่นมิพูดพร่ำ
ตำแหน่งวิทยฐานะจะแนะนำผอครูอย่าล้ำแยกสายงาน
ปฏิบัติเขียนใบงานด้านถนัด บอกนวัตกรรมทำแตกฉาน
เพื่ออะไรอย่างไรในหลักการ สุ่มสี่ท่านเสนอเออแยบคาย
พอพักเที่ยงกินข้าวเคล้าน้ำพริกส่ายหน้าดิกเย็นชืดฝืดคอหลาย
กินเพื่ออยู่ตอกย้ำจำทรุดกาย หนึ่งจานหมายเพียงพอขอบอกลา
ยามบ่ายท่านบุญเรืองเปรื่องปราดนัก แนะนำหลักเกณฑ์กฎบทเนื้อหา
แล้วแยกกลุ่มสายครูดูหน้าตา ร่วมเฮฮาเอื้อนเอ่ยเปิดเผยตน

จึงพบครูผู้เคยสอนอ่านเขียน เรื่องสั้นเรียนมสี่มีผลิตผล
"สุมณฑา"คือครูผู้ปั้นคน กราบบัดดลหนูศิษย์ไงไม่เกเร
ยี่สิบหกท่านวันชัยในเขตใต้ พื้นที่ตรังแดนไกลดูหล่อเท่
เชี่ยวบริหารมุ่งหมายมาถ่ายเท เก็บกลอนเก๋เล่าสู่ผุ้อบรม
หลักผุ้นำย้ำบอกเหมือนตอกย้ำ ว่าผู้นำเชี่ยวชาญงานเพาะบ่ม
คุณธรรมมากล้นคนชื่นชม บริหารเหมาะสมงบประมาณ
รองผอต่อยอดถอดสมรรถนะ Powerpoint ดูซะตามคำขาน
สมรรถนะหนึ่งมุ่งวัดปฏิบัติงาน สมรรถนะสองบริการอย่างตั้งใจ
สมรรถนะสามค้นคว้าหาความรู้ พัฒนาตนคงอยู่เป็นนิสัย
ตัวบ่งชี้อบรมแลกเปลี่ยนไง ความรู้ใหม่เกิดแลกเปลี่ยนพลัน
สมรรถนะสี่ทีมงานการช่วยเหลือ กับผู้อื่นโอบเอื้อสมานฉันท์
นำก็ได้ตามดีก็มีพอกัน คราปรับตัวไม่หวั่นพบผู้คน
ให้แรงเสริมเติมน้ำใจให้เพื่อนพ้อง คำยกย่องชมเชยเอ่ยเกิดผล
เชิดชูเกียรติตามโอกาสอย่างแยบยล ย่อมล่วงพ้นการประเมินเชิญลองทำ
สมรรถนะห้าวิเคราะห์เหมาะปัญหา มีโครงการพัฒนาทุกคืนค่ำ
จุดเด่นด้อยรอยร่องต้องแนะนำ บ่งชี้ย้ำเชี่ยวชาญผ่านร่องรอย
ถึงพักเที่ยงทานข้าวคาวแกงหลน ยำหัวพร้าวแยบยลคนว่าหรอย
อีกแกงจืดสาหร่ายหมายตาคอย ผลไม้ชิ้นน้อยติดตามมา
เข้าภาคบ่ายม่ายหลงท่านพงศักดิ์ ผ่านพำนักพัทลุงตรังสงขลา
สมรรถนะสายงานท่านพรรณนาสมรรถนะห้าการวิเคราะห์แหมเหมาะใจ
สมรรถนะหกความสามารถการสื่อสาร คำพูดหวานโน้มน้าวสาวหลงใหล
พูดเขียนสื่อเจนจัดชัดอย่างไรสื่อเทคโนสมัยใหม่ล้วนจำเป็น
ความสามารถความจูงใจในโน้มน้าว ข้อมูลข่าวคล้อยตามความคิดเห็น
ทั้งสังเกตตรวจสอบรอบประเด็น บ้างก็เน้นสอบถามตามเพื่อนครู
สมรรถเจ็ดเด็ดดีที่ช่วยเพื่อน อย่าลืมเลือนชี้แนะแก่ทุกผู้
มีส่วนร่วมพัฒนาพาเพื่อนรู้ สร้างเครือข่ายเชิดชูบุคลากร
สมรรถนะแปดวิสัยทัศน์ ทิศทางพัฒนางานการสั่งสอน
รูปธรรมนำปฏิบัติชัดขั้นตอน ทันสมัยสะท้อนนโยบาย
สมรรถนะเก้าออกแบบการเรียนรู้ ประยุกต์แนะแก่เพื่อนครูได้หลากหลาย
กิจกรรมสอดคล้องผองหญิงชาย ธรรมชาติมาดหมายรายวิชา
หลากหลายแบบแยลยลกลการสอน เสนอผลผลิตป้อนจากศึกษา
นำปรับใช้ชี้ชัดการพัฒนา บันทึกมาหลังสอนให้ย้อนดู
สมรรถสิบหยิบเรื่องการปลูกฝัง มิหยุดยั้งคุณธรรมย้ำเรียนคู่
เสริมทักษะชีวิตกายจิตรู้ ให้หนูหนูภูมิใจเราไทยแท้
เสริมประชาธิปไตยใส่เหตุผล เคารพความคิดคนมิผิดแน่
เรื่องนักเรียนระบบการดูแล มีปัญหาช่วยแก้ก่อนเกินกาล
สมรรถนะสิบเอ็ดบริหารการเรียนรู้ บรรยากาศห้องหนูสะอาดอ้าน
แหล่งเรียนรู้คู่มุมวิชาการ เกิดประสานสัมพันธ์ในชั้นเรียน
สารสนเทศเอกสารประจำชั้น ข้อมุลปัจจุบันไม่ผิดเพี้ยน
การกำกับดูแลแหมแนบเนียน ทั้งอ่านเขียนร่วมก่อข้อกติกา
ยี่สิบเจ็ดท่านทวีศักดิ์ทักทายเกริ่น สายสะพายได้แต่เนิ่นน่าอิจฉา
สมรรถนะแต่วานสานต่อมา มีเวลาน้อยนิดยังติดใจ
ต่อด้วยเพชรจรัสแสงแห่งขุนศึก แม้วัยดึกเรี่ยวแรงยังแข็งไหว
ท่านโสภณนุ่มทองทองแท่งไง จาก กครุ่นใหญ่ล่องลงมา
มีลูกเล่นแพรวพราวคราวเสนอ มุขตลกพะเรอช่างเสาะหา
ทั้งสองง่ามสามง่ามตามเฮฮา หยิกหยอกหลอกวาจาแหมยอดคน

แนะประเมินการขอสาม ดนะ ดหนึ่ง ดสองละอย่าเพิ่งสน
วิชาการนะน้องต้องแยบยล สถานศึกษาเกิดผลเป็นอย่างไร
วิชาการแผนงบฯให้สบเหมาะ เอาชั้นเชิงเฉพาะเป็นหลักใหญ่
บุคลากรบริหารงานทั่วไป "เล็กลึก"ไงโอกาสมิพลาดมือ
หรือจะเป็นผลงานการเรียนสอน อธิบายบทตอนน่าเชื่อถือ
เมื่อสำเร็จตีข่าวให้เล่าลือ ลงหนังสือวารสารผ่านบทความ
รายงานโครงการท่านสอนสั่ง ปัญหาประดังจากสอบถาม
ทั้งสังเกตสำรวจและติดตาม พยายามวิเคราะห์ให้เหมาะดี
ชื่อต้อง"จ๊าบ"วาบเห็นเป็นต้องอ่าน สนองความต้องการของท้องที่
เขียนหลักการทำไมอย่างไรดี ได้อะไรบ่งชี้เป็นบรรยาย
ต้องวางแผนกลยุทธ์อุดช่องว่าง หารูปแบบเข้าทางอย่างมุ่งหมาย
CPO,CIPP Modelมีมากมาย บริบทรอบกายกำหนดแนว
สารบัญทำทีหลังอย่าหวังเหวิด ให้โครงการก่อเกิดจนแจ่มแจ๋ว
เขียนรายงานห้าบทเมื่อพร้อมแล้ว ทำเช่นนี้ไม่แคล้วสายสะพาย

บทที่หนึ่งขอบเขตนิยามศัพท์ ต้องสอดรับ "นิยาม"ความขยาย
วัตถุประสงค์เพียงหนึ่งสองนะน้องชายบทที่หนึ่งสมหมายได้ทุนทำ
รวบรวมวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง บทที่สองลากเนื้อหามาขยำ

เป็นภาษาเรียงร้อยเปลี่ยนถ้อยคำ ขอเตือนย้ำอ้างอิงสิ่งจำเป็น
บทที่สามดำเนินการอะไรได้เป็นผล สุ่มตัวอย่างทุกคนหรือว่างเว้น
สุ่มเจาะจงสุ่มแบบง่ายหลายประเด็น เครื่องมือเช่นอะไรให้บอกมา
เก็บรวบรวมข้อมูลอย่าสูญหาย นำวิเคราะห์แยบคายคือคุณค่า
ผู้เชี่ยวชาญท่านเซ็นให้เด่นตา มิรอช้าคิดคำนวณทวนค่าไว
บทที่ห้าอภิปรายขยายผล วัตถุประสงค์แต่ต้นสอดรับไหม
สรุปโครงการเด่นเป็นเช่นไร เสนอแนะแนบไปให้พร้อมเพรียง
แล้ววกมาหาครูมีอยู่น้อย แผนนวัตกรรมเนื้อกลอยมิอาจเลี่ยง
วิเคราะห์เด็กให้ดีมิเอนเอียง แล้วเรียบเรียงความสำคัญปั้นผลงาน
ให้ความหมายสะดุดชุดการสอน "สระย้อมเซ็ท"ไงหล่อนแยกเป็นฐาน
"เซ็ทแล้วย้อมยอมไหมผู้เชี่ยวชาญ เสียงหัวเราะเบิกบานผู้อบรม
"คาบลูกคาบดอกออกบ่อยบ่อบ "ดูของหนูหน่อย"ก็สุขสม
"ดูงานหนู"ก่อนท่านขานคำคม ลุงเกือบล้มเข้าใจผิดอนิจจา
คือเชี่ยวชาญชาญเชี่ยวเขี้ยวคมลึก ท่านโสภณวัยดึกยังเก่ากล้า
ทั้งความรู้หัวใจไม่ชรา "อายุขัย"ไวอะกร้าน่าจะอาย
"พรพันธ์ศักดิ์"ทักให้ได้ดูเว็บ งานวิจัยที่เก็บมีมากหลาย
ใช้google searchหามาแนบกาย ใช้บรรยายบทสองลองค้นดู
สามวันล่วงห่วงบ้านการเรียนสอน ก่อนจากจรมอบงานพร้อมการขู่
E-learning กลับมาจะเช็คดู คะแนนหนูจะต้องเห็นเป็นร่องรอย
คนบ้านไกลจากชุมพรคงนอนหนาว คราฝนพราวพร่างลงคงเหงาหงอย
ที่อบรมมองเมียงเพียงสาวน้อย คางเหนียงห้อยเกินแทนคนแดนไกล
เลียงเคียงสระแอบดูหนูแรกร่น พบแม่คุณว่ายแนบแอบหนุ่มใหญ่
ที่เจี๊ยวจ๊าวนั่นเด็กเล็กเกินไป พรากผู้เยาว์อ่อนวัยติดตะราง
ยี่สิบแปดเช้าพี่ปรีชามาคุยเกริ่น ท่านวิพลรับเชิญเปิดยิ้มกว้าง
จตุรงค์สุขแก้วเพื่อนร่วมทาง ให้ความรู้แจ่มกระจ่างแห่งจิตใจ

การพัฒนาปฏิบัติงานในหน้าที่ สองส่วนมีเจ็ดสิบห้าพาผ่านได้
วิชาการผลปฏิบัติชี้ชัดไป มาตรฐานตัวไหนสอดรับกัน
กับผู้เรียนมีอะไรให้เป็นผล สถานศึกษาชุมชนต้องสร้างสรรค์
แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญามาแบ่งปัน วิทยากรเพียรขยันแบ่งปันครู

สอนเทคนิคอ่านเขียนปฏิบัติ นำผลงานเด่นชัดว่าเลิศหรู
กระบวนการอย่างไรให้เด็กรู้ คุณธรรมค้ำชูเป็นอย่างไร
นำเสนอหมุนเวียนเปลี่ยนห้ากลุ่ม วิทยากรที่ประชุมช่วยแก้ไข
กลุ่มผู้สอนวอนวิรัชอรรถาไป เราส่งใจแรงเชียร์ก็เพลียแล้ว
กลุ่มผู้สอนขอบคุณด้วยเพลงบอก มีฉิ่งฉับขยับหยอกเสียงแจ่มแจ๋ว
ศศิเพ็ญปรีชามาร่วมแนว ออออแว่วครูวิรัชชัดวาจา

พัฒนาจรรยาบรรณท่านเชาวลิตท่านอุทิศให้แทนแน่นเนื้อหา
จรรยาบรรณรายข้อยกกรณีมา ให้เวลาป่าวร้องสองนาที
หนึ่งต้องรักเมตตาศิษย์ สอง อบรมบ่มชีวิตรู้เต็มที่
สามประพฤติเป็นแบบอย่างแนวทางดี ส่วนข้อสี่ไม่ปฏิปักษ์กักใจกาย
ห้าไม่แสวงหาประโยชน์อามิสสิน หกพัฒนาอาจิณรู้หลากหลาย
เจ็ดรักศรัทธาวิชาชีพวิรู้วาย แปดความสามารถมากมายให้เกื้อกูล
เก้าวัฒนธรรมภูมิปัญญาอนุรักษ์ อนุรักษ์สืบทอดอย่าให้สูญ
สมเชี่ยวชาญชั้นครูผู้เพิ่มพูน บริบูรณ์แบบครบจบจรรยา
แสนโชคดีที่เกิดแผ่นดินนี้ แผ่นดินศรีนักปราชญ์ศาสนา
พุทธทาสสืบถ้อยรอยสัมมาฯพฤษภาครบร้อยรอยสืบธรรม
มีพระมหากษัตริย์ครองฉัตรแก้ว ธ เพริศแพร้วจริยาสง่าล้ำ
หกสิบปีครองราชย์พระบาทนำฟ้าดินฉ่ำชนสุขทุกมวลชน
ชนเกษมเปรมปรีดิ์ใต้ร่มฉัตร ชนพิพัฒน์พระดำริชี้พบผล
ชนอธิษฐานถวายไท้ภูมิพล ปวงเทพดลขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ขอบารมีที่สั่งสมบ่มนิสัย ปฏิบัติธรรมวินัยแต่นานเนิ่น
บารมีพระบาทเจ้าเข้าอัญเชิญ ให้เชี่ยวชาญดำเนินผ่านด้วยดี
"พระสวัสดิ์บรรยายธรรมอันล้ำค่า ให้มนตราสัมฤทธิ์อิทธิบาทสี่
ทำสามาธิขัดเกล่าเก้านาที สอนสั่งชี้วิชาพุทธฉุดเด็กไทย
ตกเย็นย่ำร่วมงานสานสานความฝัน งานราตรีสังสรรค์เพิ่มสดใส
ทั้งกินดื่มร้องเพลงครื้นเครงไป ก่อนจากไกลอำลาครารุ่งเช้า
ที่เลือนรางจะกระจ่างในวันพรุ่ง ดรรุ่งจะต่อจิ๊กซอว์เข้า
ที่มืดมิดจะกระจ่างห่างมึนเมา ที่เคยเขลางมโง่จะโผล่พ้น
ขอขอบคุณทีมงานสานความฝัน ท่านเกษมสร้างสรรค์ให้เกิดผล
ท่านอุทิศอนุมัติในบัดดล ทั้งแมวเพ็ญวิ่งวนช่วยเหลืองาน

ธนาวุฒิ จิตติมา ล้วนน่ารัก พรพันธ์ศักดิ์ สุทธิพงษ์คอยส่งสาร
ประทับใจทุกข้อบริการ ขอให้ท่านชาญเชี่ยวเช่นเดียวกัน

ขอทุกคนกลับบ้านอย่างหวานชื่น ให้รับคืนทดแทนแสนสุขสันต์
ที่ห่างหายให้ทบทวีพลัน ให้พ้นสั่นระรัวหัวใจวาย
ขอขอบคุณโรงแรมเสาวลักษณ์ให้ที่พักบริการดีมิมีหน่าย
พนักงานดีจริงทั้งหญิงชายคราวหน้าหมายจะมาถ้างานมี
จบนิราศขาดบทรสรักหวาน ด้วยรถผ่านพ้นวัยไกลเหลือที่
ขออุทิศทุ่มเททุกนาทีเก็บสิ่งดีกล่อมเกลาเยาวชน
มิอาจเทียบเปรียบนิราศศาสตร์ครูภู่เพียงเชิดชูเฉกเช่นให้เห็นผล
โดยบันทึกอักษรเป็นกลอนกลทุกคำคนเก็บเกี่ยวเชี่ยวชาญเอย

: ห้องเรียนสีชมพู - 03/07/2006 16:39

การดูแลนักเรียน ๑ภาพลงตาพากดดัน

ลักษณะทางกายภาพของนักเรียนชั้น ม๑ จะมีความแตกต่างกันมาก บางคนก็ตัวโตเหมือนเด็กรุ่นหนุ่มรุ่นสาว บางคนตัวเล็กเหมือนนักเรียนชั้นประถม ๔ หรือ ๕ ที่รูปร่างใหญ่โตครูก็คิดว่าเด็กคนนั้นต้องมีความรับชอบและมีพฤติกรรมตามรูปร่างที่เห็นและมักจะถูกเรียกใช้งานบ่อย ๆ และหากนักเรียนเหล่านี้ทำผิด ครูก็มักจะดุว่ากล่าวด้วยถ้อยคำและอารมณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง ขณะเดียวกันเด็กรุ่นเดียวกันที่ตัวเล็กเกร็นจะได้รับการดูและและให้อภัยเป็นพิเศษ ทำผิดก็กลายเป็นน่ารักไปหมด เพราะตัวเล็กหลอกตา ตัวเล็กได้เปรียบ แต่ตัวโตที่โตแต่ตัวเสียเปรียบ ทั้งนี้เพราะครูลืมไปว่า เจ้าตัวโตและเจ้าตัวเล็กคือเด็กวัยเดียวกัน เด็กตัวโตจึงได้รับความกดดันค่อนข้างมาก หลายครั้งที่ครูแอบขำและหัวเราะพฤติกรรมของนักเรียนตัวโตที่บ่นงอดแงด น้อยใจ มารำพึงรำพัน โดยครูลืมไปว่าเขายังเป็นเด็กเหมือนเจ้าตัวเล็กเกร็นนั่นล่ะ เมื่อคิดย้อนไปเฮ้อ ! ครูหลงกดดันเธอมานานแล้วนะเนี่ย !



: ห้องเรียนสีชมพู - 28/07/2006 15:02

จิ๊กซอว์ต่อกลอนรักเกมเริ่มต้นเรียนรู้ร้อยกรอง

" เบื่อจังเลยครูขา" "เปลี่ยนที่เรียนดีกว่าครับ" "มีแต่งาน ๆ ๆ และงานเยอะจังเลย" "นอนดึกทกุกคืนเลย" เสียงบ่นเป็นหมีกินผึ้งของเจ้าตัวค่อนข้างโต นักเรียนโครงการวิทย์คณิตชั้น ม๒ ที่ถูกอัดด้วยเนื้อหาจนแน่นทั้งในห้องเรียนและจากที่เรียนพิเศษ เออ! แต่มันไม่เกี่ยวกับครูเลยนี่ "ของครูยังไม่ได้ให้เลยนะ" "โห! อย่าเลยครูขา คุณครูใจดี นะคะ ๆ" เสียงอ้อนรัวมาเกือบทั้งห้อง เนื้อหาที่ต้องให้ตามจุดประสงค์ยังรออยู่ จากการตรวจสอบประเมินความรู้เจ้าตัวขี้บ่นเหล่านี้ก็ยังไม่มีความรู้ที่เหมาะสมกับช่วงชั้นจะทำอย่างไรดีล่ะ

เกมสิ ก็ครูชอบการเล่นเกมและทำเกมลองดูหน่อยแล้วกัน เธอเสร็จครูแน่ จะให้เรียนรู้ร้อยกรองโดยไม่รู้ตัวเลย ว่าแล้วก็วางแผน

๑ ตัดกระดาษฟิวเจอร์บอร์ดขนาด A4 เป็นตัวฐาน และอีกแผ่นหนึ่งเป็นตัวจิ๊กซอว์จำนวน ๒๐ ชุด

๒ หากลอนไพเราะเหมาะกับวัยที่มีวรรคทอง

๓ หาภาพดารานักร้องวัยรุ่นที่เห็นแล้วพวกเขาและเธอต้องกรี๊ดมาตกแต่งแต่ให้ภาพมีความจางค่อนข้างมาก

๔ ปริ๊นท์ลงกระดาษสติ๊กเกอร์ A4

๕ ตัดเป็นชิ้น ๆ ให้มีข้อสังเกตที่ กลอนวรรคแรกจะมีเครื่องหมาย "ฟองมัน" และวรรคสุดท้ายจะมีเครื่องหมายอังคั่นคู่ให้เห็น

๖ จัดทำคู่มือการเล่น

๗ จัดทำกล่องบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจ ยั่วยุด้วยภาพชบาแก้วและก้านกล้วย

๘ นำไปลงมือเล่นโดยแข่งขันเป็นทีม(คู่) คู่ใครชนะในแต่ละชุดจะได้ ๑ แต้ม ใครแพ้ในชุดนั้นไม่มีคะแนน คู่ใดทำแต้มได้มากที่สุด ๑๐ คะแนน คู่รอง ๙๕ คะแนน ลดลงไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ

ภาพที่เห็นเด็กสนุกวุ่นวาย ครูยิ้มบ้าง เอะอะบ้าง ลงท้ายด้วยค่อนข้างเหนื่อย

คำพูดย้อนกลับ

ห้องเก่ง "ครูครับ ! นี่ต่อกลอนรึต่อรูปล่ะครับ ไม่เห็นจะได้อ่านเลย แต่วันต่อไปเอาอีกนะครับ"

ห้องอ่อน "ขอเล่นต่อได้มั้ยคะ สนุกไม่อยากเลิกเลยค่ะ"

"กรี๊ด ด ด ด จองพี่ฟีล์ม พี่ไอซ์"

ครู "พอแล้ว พอก่อน หยุด ไปทานข้าวได้แล้ว" "ใครไม่หยุดตัดคะแนน"

ข้อค้นพบ] เกมนี้ยังต้องพัฒนา ตัดภาพที่ชี้นำ ตัดแบ่งให้เด็กพิจารณาการสังเกตการสัมผัส

เฮ้อ! ภาทิพ สู้ สู้


: ห้องเรียนสีชมพู - 28/07/2006 16:40

คำสัญญาของก้อนดิน
๏เพราะพระองค์เหนื่อยล้ามาเนิ่นแล้วเพราะพระแผ้วพรวนดินมิสิ้นสุด
เพราะดินแตกแยกผืนต้องยืนยุดพระเพียรฉุดดินคืนเป็นผืนเดียว
สองพระกรเคยแกร่งแรงกลับถอยดินต้องคอยรวมแก่นให้แน่นเหนียว
หนึ่งพระทัยเฝ้าถวิลดินกลมเกลียวหนึ่งพระองค์เพิ่มแรงเรี่ยวเมื่อดินดี
ดินสัญญาจะน้อมนำคำสั่งสอนความพอเพียงสังวรในวิถี
ผนึกดินทั่วหล้าสามัคคีถวายเป็นราชพลีแด่พระองค์๚

: ห้องเรียนสีชมพู - 30/07/2006 15:36

แฝกฟ้า
๏แฝกสานรากรัดดินมิสิ้นค่า แฝกรักษ์ธารามิเหือดหาย
แฝกแตกหน่อกอใหม่มิรู้วาย แฝกฟ้ามุ่งหมายมาเนิ่นนาน
อัจฉริยภาพแห่งฟ้าทั่วหล้ารู้
ฟ้าเฝ้ากู้กอบดินทุกถิ่นฐาน
ฟ้าเพียรแพร่หากล้าพระราชทาน
รอกี่กาลจึงเกิดแฝกแทรกทั่วไทย
ลงมือก่อนฟ้าเร้นมิเห็นฟ้า
รีบสืบทอดเจตนาจะได้ไหม
ทุกเรือนไร่แฝกชุ่มชอุ่มใบ
เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ถวายฟ้า ๚

: ห้องเรียนสีชมพู - 31/07/2006 17:23

เมื่อเธอไม่อ่านหนังสือครูจึงต้อง?


ปัญหาในการเรียนภาษาไทยในยุคความหลงใหลอิเล็คทรอนิกส์บันเทิง และยุคของการเรียนพิเศษ
ยากยิ่ง เพราะเวลาว่างของเธอนำไปใช้ในการเรียนพิเศษหมด เมื่อไหร่ที่เธอล้าก็จะนั่งฟังเพลงจาก
อิเล็คทรอนิกส์สมัยใหม่ที่เรียกว่า mp3 โดยใช้หูฟังคนละข้างกับเพื่อน เมื่อไรต้องการจะค้นหาสิ่งใดก็
ใช้เพียง คำสำคัญค้นหาและเมื่อพบเจอ ก็อ่านเฉพาะกรอบข้อความที่ตรงกับความต้องการ บริบทที่
ผู้เขียนเรียงร้อยไว้ อย่างงดงามถูกมองข้ามไป การอ่านที่เห็นจึงเป็นการอ่านที่ค่อนข้างหยาบ ประหนึ่ง
เธอกำลังอ่านพาดหัวข่าว

เมื่อครูให้เธออ่านแล้วสังเคราะห์ความรู้ออกมาแลกเปลี่ยนเนื้อหากัน เธอก็แสดงความเบื่อหน่าย
อ่านอย่างไร้จุดหมาย ไร้อารมณ์ความรู้สึก สายตาไม่อยู่ที่ตัวอักษรด้วยซ้ำ ครูได้พยายามแก้ไขเบื้องต้น
โดยทำแบบฝึกหัดออนไลน์ประเภท ทบทวนเนื้อหา"คิดก่อนคลิก" หวังให้นักเรียนอ่านแล้วมาทบทวน
เนื้อหา เธอก็ลอกแบบฝึกหัดมาทุกตัวอักษรไม่มีการ สังเคราะห์หรือสรุปใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อความที่ครูพิมพ์
สะกดผิดพลาดเธอก็ลอกมาเหมือนทุกอย่างแม้กระทั่งคำพูด ปฏิสัมพันธ์ของครูเช่น "นะคะ" "อย่างนี้นะจ๊ะ"เธอลอกมาหมด แต่ครูไม่ยอมแพ้หรอก


ครูทุ่มเทอีกครั้งตามประสาครูที่จะแก้ปัญหาและหาทางออกให้ได้ไปเรื่อย ๆ ก็มาลองใช้ห้องเรียน
ออนไลน์e-learning เธอก็แสดงความฉลาดแกมโกงออกมาอีกโดยฝากpassword ให้นักเรียนที่เรียน
เก่งทำให้แทน ครูเสียใจมากรู้สึกผิดหวัง กับการทุ่มเทและการกระทำของเธอ ขอลองอีกครั้งเถอะน่า
ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ผล ครูคงท้อจริง ๆ แล้วล่ะ

ว่าแล้วครูก็จัดแจงนำจุดประสงค์ทุกข้อที่ต้องการให้นักเรียนไปถึงเป้าหมายมาวางไว้ รวบรวม
แบบเรียนและ แหล่งสืบค้นเปิดบทเรียนใหม่ชื่อว่าแข่งขันทักษะทางวิชาการภาษาไทย สร้างคลังข้อสอบ
e-learning ซึ่งมี ทั้งเติมคำ เลือกตอบ ถูกผิด และจับคู่ไว้มากพอสมควร แล้วให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อน
เพื่อจัดทีมในการแข่งขัน ครูลงทะเบียนสมาชิกให้ เวลาในการแข่งขันก็คือเวลาในคาบเรียนของแต่ละ
ห้อง ครูเปิดให้นักเรียนใช้ตัวช่วยได้ คือให้เปิดหนังสือ สมุดและเว็บต่าง ๆ ได้แต่ห้ามถามทีมอื่น


เมื่อถึงเวลาสอบ ภาพที่เห็นคือนักเรียนตั้งใจทำแบบทดสอบมากเปิดตัวช่วยต่าง ๆ มือเป็นระวิง
บางคนก็สั่น ตื่นเต้นกลัวหมดเวลาบางคนเปิดหาข้อความที่ต้องการไม่เจอ เพราะไม่เคยเปิดอ่านเลย
สุดท้ายเมื่อหมดเวลา นักเรียน ทีมแรกได้ 27 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ครูดีใจมากคิดว่าไม่น่า
จะมีใครสูงกว่านี้ แต่ที่ทำให้ครูตื่นเต้นดีใจกว่าคือ นักเรียนทำได้สูงสุดถึง 282 เกินความคาดหมาย
ของครูมาก เมื่อครูถามได้ความว่านักเรียนที่ได้คะแนนสูงได้อ่าน เตรียมตัวมาล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาสอบ
จึงสามารถหาข้อมูลที่เคยผ่านตาได้

ข้อค้นพบสำหรับครู อย่างนี้แหละ ใช่เลย
ข้อค้นพบและบทสรุปสำหรับนักเรียน คือต้องอ่านหนังสือให้ผ่านสายตาเพื่อจะได้สะดวกเวลาสืบค้น


เมื่อเธอไม่อ่านหนังสือครูจึงต้อง เหนื่อยไงล่ะ



: ห้องเรียนสีชมพู - 01/08/2006 17:03

ได้ไปอ่านอารมณ์ขันของรัชกาลที่มาจึงอยากจะขยายต่อเผื่อใครจะสนใจ

อารมณ์ขันของรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านทรงเป็นนักเรียนอังกฤษ เมื่อเสด็จกลับไทยแล้ว ท่านก็ยังติดใจ 'พันช์' อันเป็นหนังสือชวนหัวประจำชาติของอังกฤษ พระองค์จึ่งได้ทรงออกหนังสือ "ดุสิตสมิต" ซึ่งมีกลอนอยู่ที่ปกหลังว่า
"หนังสือดุสิตสมิตบ่มิคิดคดีความ
ตั้งจิตจะนำความสุขะให้ฤดีสบาย
ถึงล้อก็ล้อเพียง กละเยี่ยงวิธีสหาย
บ่มีจะมุ่งร้ายบ่มิหมายประจานใคร
ใครออกจะพลาดท่าก็จะล้อจะเลียนให้
ใครดีวิเสษไซร้ก็จะชมประสมดี
ชมเรา็ก็แทงคิวผิวะฉิวก็ซอรี่
แม้แม้ดมิคืนดีก็จะเชิญ ณ คลองสานฯ"

ใน "ดุสิตสมิต" แต่ละเล่มนั้น บางทีก็ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองตั้งหลายเรื่อง มลปิ่น มาลากุล กล่าวาว่า การที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆลงใน "ดุสิตสมิต" ก็เพื่อจะให้ฤดีสบาย
ในหนังสือ ฉบับแรกที่ออกสู่ตลาด บทพระราชนิพนธ์ขำขันเรื่อง "ในประถมกาลแห่งโลก" มีเนื้อความว่า
วานร ๒ ตัว นั่งอยู่บนยอดไม้ตัวละต้น สนทนาโต้ตอบดังต่อไปนี้
ลิงขาว : จิ๊กๆ จิ๊กๆ ครอกอิ๊ด ครอกเจี๊ยก
ลิงดำ : เจี๊ยก ครอกๆ จิ๊กๆ อี๊ดครอก
ลิงขาว : ครอกๆ จิ๊กๆ จิ๊กๆ เจี๊ยก อิ๊ด ครอก
ลิงดำ : อิ๊ดครอก เจี๊ยก ครอกๆ จิ๊ก จิ๊ก
ฝ่ายวานรฝูงอื่นหนวกหูเหลือที่จะทนทาน จึงตรูเข้ามาพร้อมกับไล่กัดทั้งลิงขาวและลิงดำ และไล่ตะเพิดไป

อีกเรื่องหนึ่ง
ในสมัยเมื่อมนุษย์แยกจากลิงใหม่ๆ
อ้ายขาวกับอ้ายดำ ไปไล่เนื่อในป่าเดียวกัน ต่างคนต่างมุ่งจะเอากวางตัวเดียวกัน จึงเกิดทุ่มเถียงกันดังต่อไปนี้
ขาว : แอ๊ แอ้อ้าอืออ๊ะโอ๊ะ ฮือๆ ฮี่
ดำ : แอ๊ แอ้อ้าอ๊ะอือ แอ้ ฮี่ๆ ฮื่อๆ
ขาว : (ตะโกน) อะแอ๊ อะแอ๊ ง่ำๆ ง่ำ
ต่างคนต่างเอาขวานจามกัน กวางก็วิ่งหนีไปฉิบ ฉะนั้นพอกลับบ้านเลยถูกเมียขนาบแย่ทั้งคู่

เรื่องนี้ชื่อเรื่อง "ในประถมวัยของมนุษย์"
หนูจ้อยกับหนูจิ๊ดเล่นอยู่ด้วยกัน ถือขนมคนละก้อน
หนูจ้อย : หนมของหนูเกือบหมดแล้ว จิ๊ดขอหนมให้หนูบ้าง
หนูจิ๊ด : หนมของหนูเกือบหมดแล้ว จ้อยขอหนมให้หนูบ้าง
หนูจ้อย : ดูชิ คุมเหงนี้ แง
หนูจิ๊ด : ก็อยากคุมแหงก่อนไม่ล่า แง

ในระหว่างเด็กวัดลูกศิษย์
เด็กเล็ก : คราวนี้กูสิวะ
เด็กน้อย : ทีกูต่างหากวะ
เด็กเล็ก : อ้ายนี้เล่นโกงนี้ว่ะ
เด็กน้อย : มึงละสิโกง
เด็กเล็ก : มึงแหละสิโกงราวกับห่า
เด็กน้อย : มึงนะสิห่า
เลยวางมวยกัน อาจารย์จับเฆี่ยนทั้งคู่

เรื่องสุดท้ายนี้ชื่อเรื่อง "แรกนา"
มส : อือ! วันนี้อย่างไรตื่นเช้าจริง ?
จส : ฉันไปดูแรกนา
มส : อ้อ! สนุกฤๅ
จส : ในว่าน่ะแกไม่เคยไปดูแรกนาฤๅ
มส : ก็เคย
จส : ถ้าเช่นนั้นจะต้องถามทำไมว่าสนุกฤๅ ไม่สนุก ?
มส : ก็หมายว่า จะมีอะไรแปลกกว่าปีอื่นๆ บ้าง
จส : จะมีอะไรแปลกได้ในพิธีเช่นนี้
มส : พระโคกินอะไร
จส : ก็ตามเคย กินหญ้า ที่จริงจะว่าไป พระโคออกจะดีกว่าคนเราอีกนะ แกเคยใคร่ครวญดูบ้างไหม ?
มส : จะดีกว่าคนอย่าง ?
จส : คือกินอาหารที่ควรบริโภค เป็นของถูกแก่ธาตุ และกินไม่เกินกว่าที่ธาตุไฟจะย่อยอาหารให้ละเอียดได้ ฉะนั้นโคจึงไม่ต้องเจ็บไข้เหมือนคนเรา แกเคยได้ยินที่บ้างว่าโคเป็นอหิวาต์
มส : พูดเหลวตามเคยแต่เช้าเทียวนะพ่อคุณ

ที่มา : พระราชอารมณ์ขันจากวังสวนจิตรฯ

ป้าย: ทรงพระเจริญ
บล็อกของ http://gotoknoworg/blog/love-king/42013
เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2549


: ห้องเรียนสีชมพู - 01/08/2006 17:15

แม่และต้นแบบแห่งการอ่าน

ภาพของหญิงวัยกลางคนที่กำลังร้องไห้ พร้อมกับเอามือป้ายเช็ดน้ำมูกน้ำตาอยู่เนือง ๆ ในมือถือหนังสือเก่า ๆ มีรอยขาดไปทั่วเพราะผ่านการใช้งาน ผ่านมือมาหลายผู้คน เด็กในวัยห้าขวบสงสัยยิ่ง เข้าไปถามแม่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าทำไมแม่จึงร้องไห้ แม่บอกว่าแม่สงสารกัณหากับชาลีที่ถูกชูชกทำร้าย ถามแม่ต่อไปว่าทำไม แม่จึงเล่ารายละเอียดให้ฟัง ก็ฟังไปอย่างนั้นตามประสาเด็ก

ในบ้านยายในวัยเจ็ดสิบกว่าในขณะนั้นก็อ่านหนังสือนิยายรายสัปดาห์ในสมัยนั้นยายจะอ่านออกเสียงเบา ๆ เราก็พลอยได้รับรู้เนื้อหาไปด้วย พ่อจะอ่านหนังสือพิมพ์ที่พ่อค้าห่อของให้มา หรือไม่ก็ไปยืมหนังสือพิมพ์ของข้างบ้านมาอ่าน ขณะที่พี่ชายอ่านเพลินจิตต์ฉบับกระเป๋า เพชรพระอุมา ร้อยป่า หล่อนเกิดมาเพื่อฆ่า ทุกคนอ่าน อ่าน และก็อ่าน เราก็เลยอยากจะอ่านออกบ้าง ก่อนเข้าโรงเรียน ๑ ปี ประมาณ ๖ ขวบ พ่อจึงสอนอ่านเขียนให้ล่วงหน้า เราก็ท่อง"พ่อหลีพี่หนูหล่อ" ได้ก่อนเข้าโรงเรียนเสียอีก ชั้น ป๔-๖ เมื่อไปเรียนหนังสือกับพี่สาวที่เพชรบุรี ข้างบ้านเขารับหนังสือ ทานตะวันซึ่งเพิ่งจะออกใหม่ในขณะนั้นติดใจพระเอก แดน นักล่าปลาบึกแห่งลุ่มน้ำโขง อย่างมาก การผ่านไปแต่ละสัปดาห์ช้าเหลือเกิน ในขณะที่พี่สาวซึ่งเป็นพนักงานของ ธกส พอจะมีเงินเพื่อเจียดซื้อหนังสือได้บ้างก็รับหนังสือคุณหญิงกับชาวกรุง ซึ่งเป็นหนังสือที่มีระดับในหมู่นักอ่าน เรารู้จัก ถนัดศอ โก้บางกอก หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ลาวคำหอม รง วงศ์สวรรค์ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยอย่างนั้นการอ่านก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเรียนชั้น มศ๑ รุ่นพี่เขาอ่านนิยายเรื่องกลิ่นร่ำของบุษยมาส แล้วเดินเล่าให้เราฟังขณะไปโรงเรียน ฟังแล้วอยากอ่านมาก เพราะแอบหลงรักพระเอกและสงสารนางเอกเป็นอย่างยิ่ง จึงเริ่มเข้าห้องสมุดยืมหนังสือนิยาย โดยอ่านจากนิยายรักหวานแหววของบุษยมาสและพัฒนาไปสู่ชูวงศ์ ฉายะจินดา จนหนังสือหมดห้องสมุดทั้งที่โรงเรียนและห้องสมุดประชาชน และตอนนั้นเริ่มติดนวนิยายจากบางกอก ด้วยถึงขั้นหุ้นกับเพื่อนคนละหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ เพิ่อซื้อหนังสือบางกอกรายสัปดาห์ และในชั้น มศ๑ มีโอกาสอ่านเรื่อง ราชาธิราช ในแต่ละคาบครูอ่านให้ฟังและเพื่อนอ่านทีละนิด ๆ มันเชื่องช้าเหลือเกินอยากอ่านอยากรู้เรื่องสมิงพระรามใจจะขาด ไม่ทันใจเอาเสียเลย จึงต้องไปอ่านเองมาล่วงหน้าพอขึ้น มศ๒ ครูสอนวิชาภาษาไทยน่ารักมาก สอนเรื่องอิเหนา อาจารย์เล่าเรื่องย่อให้ฟังจนจบ เราฟังแล้วภาพจินตนาการขณะที่อิเหนาเขียนกลอนบนกลีบดอกไม้จีบนางบุษบาขณะเล่นน้ำ และภาพอิเหนาแอบซ่อนหลังองค์พระปฏิมา เหมือนนวนิยายรักโรแมนติกอย่างไรอย่างนั้น จึงรีบเข้าห้องสมุด เพื่อหาวรรณคดีเรื่องอิเหนามาอ่านจนจบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ คุณครูระเบียบ หล่านาค เป็นครูที่สอนสนุก ตลกท่านท่องกลอนพระมะ เหลเถไถให้ฟัง เกิดความใคร่รู้มาก ก็ไปหามาอ่านจนจบ แล้วมาท่องให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ว่าเราบ้าไปเสียแล้ว โธ่ ! ไม่มีอารมณ์ร่วมเอาเสียเลย เมื่อได้มีโอกาสไปเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่ในตัวเมือง การอ่านยิ่งพัฒนาไปตามลำดับเพราะหนังสือมีมากขึ้นนอกจากจะอ่านในห้องสมุดของโรงเรียนแล้ว ยังเป็นมาชิกของร้านเช่าอีกด้วย เงินที่ได้มาเพียงเล็กน้อยจึงจำเป็นต้องทำธุรกิจเพิ่มคือซื้อขนมในตลาดมาขายเพื่อน ๆ ในห้อง ได้กำไรวันละ ๑๐ บาท ก็มากพอที่จะเช่าหนังสืออ่านได้อย่างสบายในวัยนี้นักเขียนที่ชื่นชอบคือพนมเทียน ทมยันตี โรสลาเรน นักเขียนหวาน ๆ อย่าบุษยมาสอ่านไม่ได้แล้วติดการอ่านงอมแงม บ างครั้งนอนเกือบสว่างถึงขั้นไปโรงเรียนไม่ได้ก็มี และจากการสั่งสมการอ่านในขณะนั้น ผลักดันให้เกิดทักษะทางการเขียนเกิดผลงาน ๒ ชิ้น คือเรียงความเรื่อง "ห้องสมุดคือขุมทรัพย์ทางปัญญา" ได้รางวัลที่ ๒ จากงานสัปดาห์หนังสือ และเรื่องสั้นเรื่อง "ใครผิด" แต่งได้ดีจนอาจารย์ผู้สอนถามว่าแต่งเองหรือ ?


ปีการศึกษา ๒๕๒๐(พศ๒๕๒๑) มาเรียนวิชาครู ปกศสูง ณ วิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี ก็เป็นสมาชิกของห้องสมุดประชาชนอีกเช่นเดิม แต่นักเขียนคงผลิตนวนิยายไทยออกมาให้อ่านไม่ทันเสียแล้ว ประกอบกับขณะนั้นนวนิยายจีนกำลังมาแรง ทั้งละครและภาพยนตร์ผู้คนให้ความสนใจกันมาก ไม่ว่าจะเป็นมังกรหยก ทวนคู่ะท้านภพ เดชเซียวฮื่อยี้ เมื่อดูหนังเกิดอรรถรสประทับใจมาก พี่ชายเช่าหนังสือมังกรหยกมาอ่านเป็นชุดโกเล้งกำลังดังเต็มที่ ลองหยิบหนังสือของพี่ชายมาอ่าน เริ่มแรกอ่านค่อนข้างยาก เพราะชื่อตัวละครจำยาก และมีหลายตัว เราไม่ชินต่อชื่อภาษาจีนพลิกกลับไปกลับมา พี่ชายจึงสอนว่าให้อ่านไปเรื่อย ๆ แล้วมันจะเข้าใจและเกิดมโนภาพเอง จริงด้วยลองอ่านแบบไม่รู้ไม่ชี้ ผ่านไปเรื่อย ๆ ก็จำได้เอง เมื่ออ่านติดก็อีกนั่นแหละ นวนิยายจีนในห้องสมุดและร้านเช่าก็อ่านหมดแล้วเช่นกัน

ปัจจุบันด้วยวัยและปัญหาเรื่องสายตา การอ่านหนังสือจะเป็นการอ่านฉบับย่อ ๆ โดยเฉพาะนวนิยายเรื่องย่อทางโทรทัศน์และวารสารคู่สร้างคู่สม ซึ่งคราใดที่เพื่อน ๆ เห็นเราอ่านหนังสือคู่สร้างคู่สมเขาจะยิ้มเหมือนเราเป็นตัวประหลาด หนังสือเหล่านี้น้ำเน่าจริงหรือ เราเป็นคนหนึ่งที่ซื้อและอ่านหนังสือเหล่านี้ กล้าพูดได้เลยว่าใครก็ตามที่เบะหน้าเมื่อเห็นชื่อหนังสือคู่สร้างคู่สมแสดงว่าไม่รู้จริง ไม่ใช่นักอ่าน เพราะวารสารเล่มนี้เป็นหนังสือสารคดี มีสาระที่หลากหลายมีความเป็นไทยและเป็นสากล มีเรื่องราวตั้งแต่ชาวบ้านถึงศักดินา มีเนื้อหาตั้งแต่บ้านนอกถึงนานาชาติ เข้มงวดไปด้วยการเขียนสะกดคำ เราจึงไม่อายเลยที่จะถามหาหรือยื่นเงินเพื่อซื้อหนังสือเล่มนี้

เมื่อทั้งชีวิตได้สั่งสมการอ่านมาโดยตลอดก็เกิดความรู้สึกว่าถึงเวลาแห่งการแบ่งปันแล้ว เพราะยังมีผู้คนอีกมากมายที่ขาดโอกาส ยิ่งเมื่อ พรบ แสดงความชัดเจนออกมาว่านักเรียนต้องเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้นักเรียนและครูต้องสามารถสืบค้นข้อมูลด้วยตนเองได้ แต่ขณะนั้นแหล่งเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ตมีเนื้อหาให้เด็ก ครูและผู้สนใจสืบค้นข้อมูลได้เพียงพอก็เปล่า เราจึงเริ่มต้นจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทยทางอินเตอร์เน็ต ชื่อว่าห้องเรียนสีชมพู (wwwstacth/bhatips )ซึ่งหมายถึงห้องเรียนแห่งความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทรด้วยการแบ่งปันทรัพยากรทางปัญญา ทั้งเรื่องที่มาจากวรรณคดี วรรณกรรม จากการสืบค้น และที่เกิดจาการสังเคราะห์หล่อหลอมสัปดาห์ละเรื่องสองเรื่องสั่งสมมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ เริ่มจากเนื้อหาที่ตรงกับหลักสูตรช่วงชั้นที่สอน เรื่องที่ร้องขอมาจากครูนักเรียนนักศึกษา และ ผู้สนใจจากที่ต่าง ๆ ที่ขอผ่านเว็บบอร์ด สมุดเยี่ยมและจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) เมื่อทำแต่ผู้เดียวไม่ทันก็หันมาใช้เหล่าสมาชิกตัวน้อยให้ช่วยอ่านศึกษาค้นคว้าและนำเสนอผ่านเว็บบอร์ดด้วย ปัจจุบัน ช่วงชั้นที่ ๓และ ๔ ใกล้สมบูรณ์แล้ว นอกจากนั้นยังได้บริจาคหนังสือให้กับผู้ด้อยโอกาสในทัณฑสถานครั้งละหลายสิบเล่ม เป็นสมาชิกของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กของครูหยุยที่บริจาคเงินเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้อยโอกาสเป็นรายปี และบริจาคเงินเพื่อซื้อหนังสือให้กับห้องสมุดของโรงเรียน เมื่อมองพฤติกรรมการอ่านของตนเองและผลงานการถ่ายทอดมวลประสบการณ์ทางการอ่านที่ปรากฏในแหล่งเรียนรู้ห้องเรียนสีชมพู ก็เกิดคำถามว่าใครทำให้เราเป็นเช่นนี้ ก็ปรากฏภาพเริ่มต้น คือภาพแม่หญิงชาวบ้านที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนกำลังป้ายน้ำมูกน้ำตาขณะที่อ่านพระเวสสันดรชาดก คนรอบข้างในครอบครัว ครอบครัวของเรา ครอบครัวที่ยากจน เป็นชาวนาที่ไม่มีนาเป็นของตนเองต้องเช่านาเขาทำ แม่มีลูกถึง ๙ คน สภาพบ้านคือฝาไม้ไผ่ขัดแตะโย้เย้ มีร่องรอยไม้ไผ่หลุดหักเนื่องจากแรกพัดพาของกระแสน้ำในคราน้ำท่วม และครูอาจารย์ท่านต่าง ๆ

ปัจจุบันที่เราได้ผ่านการอ่าน การเรียนรู้ เป็นครูสอนนักเรียนฝึกฝนให้เด็กอ่านออกเขียนได้มาเป็นเวลา ๒๖ ปี เกิดความทึ่งในตัวแม่อย่างยิ่ง ทึ่งเพราะแม่ไม่เคยเข้าโรงเรียน ภาษาในเวสสันดรชาดก เป็นภาษาที่ค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่เป็นภาษาบาลีสันสกฤต แม่อ่านแล้วแม่ร้องไห้ แสดงว่านอกจากแม่จะอ่านออกแล้วแม่ยังจับใจความสำคัญได้ และตีความแตกอีกด้วย ปัจจุบันแม่อายุ ๘๑ ปี แม่ก็หันมาอ่านคำสอนทางศาสนาบทสวดต่าง ๆ พร้อมกับชี้แนะให้เราอ่าน คราใดที่เราทุกข์หนังสือคำสอนทางศาสนาจึงเป็นยาขนานเอก จากภาพที่ย้อนไปตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ คือคำตอบว่าทำไมเราจึงรักการอ่าน ทำไมจึงอ่านเป็นนิสัย ทำไมจึงมีพลังแห่งการจัดทำแหล่งเรียนรู้เพื่อผู้อื่นมากมายเช่นนี้ คำตอบก็คือ เพราะแม่ คนในครอบครัว คุณครูและคนรอบข้างเป็นนักอ่านนั่นเอง



: ห้องเรียนสีชมพู - 05/08/2006 16:29

ฟ้ายิ้มแย้มแต้มฟ้าให้จ้าแจ่ม
ที่มืดแรมหลายเพลามาลับหาย
ฟ้าสดใสไพร่ฟ้าพาสบาย
ที่วุ่นวายหวั่นหวั่นพลันเบิกบาน
ฟ้าสดชื่นคืนไพร่ฟ้าลาลับโศก
สร่างวิโยคพ้นทุกข์พบสุขศานต์
ฟ้ากระจ่างห่างเจ็บทรมาน
บริวารไพร่ฟ้าน้ำตาคลอ

(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราชเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๙)

: ห้องเรียนสีชมพู - 05/08/2006 17:38

ได้อะไรหลายหลากจากการอ่าน

ได้เติบโตเรียนรู้คู่โลกกว้างได้ตัวอย่างมากมายหลายวิถี
ได้ปรับตัวมิตรรับซับไมตรีได้รู้รสบทกวีอิ่มเอมใจ
ได้อิ่มเอิบเคลิบเคลิ้มในคราเหงาได้พ้นเขลาหม่นหมองเป็นผ่องใส
ได้ปัญญาพารอดและปลอดภัยได้นิสัยดีงามตามปรัชญา
ได้ท่องเที่ยวทุกทิศานผ่านอักษรได้รู้ผ่อนสู้รับกับปัญหา
ได้เลี้ยงชีพครอบครัวเนิ่นนานมาได้พัฒนาศิษย์แกร่งรู้แบ่งปัน



: ห้องเรียนสีชมพู - 08/08/2006 18:23

ของของแม่


ของของแม่มาจากคำว่าสิ่งของที่เป็นของ(จาก)แม่ ยิ่งขยายคงจะยิ่งไม่รู้เรื่อง
เอาเป็นว่าสิ่งที่แม่อยากจะทำให้ลูก อยากจะให้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ก่อนวัยปูนนี้ไม่ค่อยจะเข้าใจ ไม่ค่อยจะเอาใจใส่ ไม่ค่อยจะใส่ใจ
แม้ลูกของแม่จะมากเกือบโหล แต่แม่ไม่เคยละเลยดูแลเอาใจใส่ เมื่ออยู่ไกลผลไม้ทุกอย่างที่มีในบ้านในสวนแม่จะเก็บไว้ หากว่ามันจะเน่าเสีย แม่ก็จะถนอมไว้และหาโอกาสที่จะฝากไปให้ถึงมือลูก ยังจำได้ถึงกล้วยตากที่มันไม่เหมือนกล้วยตากแต่เป็นกล้วยกึ่งตากกึ่งย่างกึ่งเผา เพราะกล้วยน้ำว้าในไร่สุกงอมลูกสวย แม่อยากจะให้ลูก ๆ ที่อย่ไกลได้ทาน กล้วยที่แม่ฝากไปมีมีไยมะพร้าวติดไปด้วย ไม่สวยงามเลยลูกได้รับขณะนั้น ไม่เกิดความอิ่มเอมแต่อย่างใด รู้สึกอายด้วยที่ได้รับกล้วยขี้เหร่อย่างนั้น
แม่จะทำอะไรเพื่อลูกอย่างนี้ตลอด ลูกก็จะบ่นตลอดเช่นกัน ทำทำไม เปลืองเงินเสียเวลา ซื้อหาในท้องตลาดอร่อยกว่า แม่ก็จะนั่งหน้าเสีย เสียใจแต่ไม่พูดอะไรหลายสิบปีสินะกว่าที่แม่จะได้อิ่มใจจากคำพูดไพเราะจากลูก หลายสิบปีกว่าของของแม่จะมีค่าต่อลูก นานมากพอที่จะทำให้แม่ตรอมใจ ตรอมตรม ทำให้เวลาของแม่น้อยลงไป
เมื่อแม่บ่น แม่สอน แม่ไม่เคยดุ แต่เราก็จะรำคาญ หน้าเง้าหน้างอใส่ พูดเหมือนตะคอกบ้าง เมื่อแม่ชราลง เราเริ่มเห็นความเป็นไปแห่งธรรมชาติ การสูญเสียพ่อแม่ของเพื่อนร่วมงาน คนข้างเคียง ไปทีละคนสอง เห็นคนดน้นคนนี้เศร้าที่สำคัญเราเสียพ่อไปโดยไม่ได้แสดงออกถึงความรักให้ท่านอิ่มใจเลย เริ่มใจหาย เริ่มมองย้อนถึงพฤติกรรมต่าง ๆ เริ่มอาย อายคนที่ไร้การศึกษาเช่น คนอิสานชาวเหนือที่เขาทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อแม่เขามีกิน เริ่มตระหนักหวั่นกลัว กลัวการจากไปของแม่ จึงเริ่มอัดเสียงของแม่ จากการอ่านบทสวดบ้าง จากการร้องเพลงกล่อมเด็กของแม่บ้าง เริ่มกอด เริ่มนอนกอด เริ่มดูแลอย่างใกล้ชิด แต่นั่นแม่ต้องรอมาจนแม่เกือบแปดสิบปีเชียวนะ
แม่ในปีที่แปดสิบ แม่ก็ยังต้องตื่นเช้ามาหุงข้าวใส่บาตร ทำโน่นทำนี่ ลูกที่ไปเยี่ยมได้แต่
พูดมาจากที่นอนว่า "แม่ไว้นั่นล่ะ เดี๋ยวมาทำให้" "แม่จะรีบไปไหน เดี๋ยวทำให้เอง" ทุกครั้ง
ที่ไปเยี่ยมได้แต่พูดเช่นนั้น และก็ตื่นหลังจากแม่ใส่บาตรเสร็จแล้วทุกที สุดท้าย
ก็มากินข้าวฝีมือของแม่ กินอย่างเดียวไม่พอก็บ่นกระปอดกระแปดอีกนั่นล่ะ เฮ้อ!
ปีนี้แม่อายุแปดสิบเอ็ดย่างแปดสิบสองแล้ว แต่แม่ยังขยัน ปลูกผักกินเองบ้างขายบ้าง
แม่ต้องเดินตะแคงด้วยโรคกระดูกผุ อันเกิดจากมีลูกมากและขาดแคลนอาหาร นั่งตรงนาน ๆ ไม่ได้
แต่แม่ก็ยังทำโน่นทำนี่อยู่นั่นล่ะ ล่าสุด แม่ปั่นนุ่น ทำหมอนไว้ให้ลูก ๆ เราไปก็บ่นอีก ทำทำไม
แก่แล้วยังทำอีก ใจน่ะห่วงไม่อยากให้แม่เหนื่อย แต่คำพูดที่ให้ก็กกระแนะกระแหนสารพัด
สุดท้ายก่อนกลับคว้าหมอนที่แม่ทำมา ๑ ใบ แม่ฝากให้น้องชายอีก ๑ ใบ คืนนั้นนอนกอดหมอนของ
แม่ โอ้โฮ! อุ่นจริง ๆ อบอุ่นมากอุ่นไปถึงใจ ไม่เหมือนหมอนใบไหนๆ ที่เคยหนุนนอนเลย
อุ่นจนถึงขั้นตั้งใจว่ากลับคราวหน้าจะให้แม่ทำหมอนใบใหม่ให้อีก เพราะเวลากอด
ก็ไม่ต่างจากกอดแม่ ทั้งนี้คงเป็นเพราะแม่ได้ถ่ายเทความรู้สึกความตั้งใจใส่ไว้ในนุ่นและ
หมอนที่แม่ทำขึ้น ณ เวลานี้ ความรู้สึกขณะนี้ สำนึกถึงขั้นว่าถ้าได้ผ้าถุงของแม่มาทำหมอน
ก็จะอบอุ่นและเป็นสุขยิ่งนัก
กว่าความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้น กว่าจะตระหนักในสิ่งที่แม่ตั้งใจทำ กว่าจะตระหนักถึง
คุณค่าของของแม่ ก็ปูนนี้แล้ว แม่คงรอความเข้าใจ ความรู้สึกนี้มานานมากแล้วสินะ
แล้วถ้าลูกของแม่ทุกคนตระหนักเช่นนี้ตั้งแต่ต้น แม่จะสดชื่นแค่ไหนกันนะ ป่านนี้
แม่ต้องสดใสและสะพรั่งกว่านี้แน่ เพราะสิ่งที่ลูกตระหนักและเห็นค่าแม่นั้นย่อมเป็น
เหมือนปุ๋ยและน้ำให้ต้นไม้สดชื่นอยู่เสมอ เกือบสายไปแล้วสินะ กว่าจะรู้ค่าของของแม่



: ห้องเรียนสีชมพู - 15/08/2006 16:49

การอ่านคือชีวิต


ดิฉันเกิดมาในสภาพแวดล้อมของคนอ่านหนังสือทั้ง ๆที่ ฐานะทางบ้านยากจนมาก แม่ซึ่งไม่เคยเข้าโรงเรียนกลับเป็นคนหนึ่งที่เป็นต้นแบบของการอ่าน ภาพการอ่านหนังสือของแม่และคนรอบข้างในวัยเด็กจำติดตา มือหนึ่งของแม่ถือหนังสืออีกมือหนึ่งป้ายน้ำมูกน้ำตา เมื่อเด็กในวัยห้าขวบเห็นสงสัยยิ่งจึงเข้าไปถามทราบว่าแม่กำลังอ่านหนังสือเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชกและกัณฑ์กุมาร แม่สงสารกัณหาและชาลีที่ถูกชูชกทำร้าย ซึ่งการอ่านของแม่จะเป็นการออกเสียงทีละคำเบา ๆ ไม่รวดเร็วนักเพราะท่านคงต้องประสมก่อน เช่นเดียวกับยายที่อ่านนิยายจากหนังสือบางกอกเล่มเก่า ๆ ของคนข้างบ้าน นวนิยายที่จำได้ตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออกคือเรื่อง เชิงชายชาญ จำได้เพราะ พี่ ๆ ซึ่งจบแค่ ป๔ ต่างถกเถียงกันถึงชื่อของพระเอกว่าชื่ออะไรกันแน่ ระหว่าง อาด-อง กับ อา-จอง ขณะอายุ๖ ขวบ พ่อก็สอนการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียน โดยพ่อและพี่ ๆ สอนให้อ่านแบบเรียนของชั้น ป๑ ดิฉันจึงอ่าน พ่อหลีพี่หนูหล่อ ตาเป๊าบิดาเจ้าเป้า และตาคำแกทำนากะเมียแก ได้ก่อนเข้าโรงเรียน และมีการพัฒนาความยากและความหลากเนื้อหาไปตามสภาพแวดล้อม หนังสือเล่มแรกที่อ่านออกคงจะเป็นหนังสือแบบเรียนภาษาไทย คือเรื่อง พ่อหลีพี่หนูหล่อ ที่พ่อเลือกเรื่องนี้สอนก่อนคงเพราะท่านเห็นว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ป๒- ป๓ อ่านหนังสือตามแบบเรียนที่ครูให้อ่าน เช่นนิทานร้อยบรรทัดที่เด็กชื่อตุ้มกับนก บทดอกสร้อย( แมวเอ๋ยแมวเหมียว) กาพย์พระไชยสุริยา

(เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ

พระแสงสำอางข้างเคียง

เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องซ้องเสียง

สำเนียงน่าฟังวังเวง

กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง

ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง ฯลฯ)

ทุกเย็นครูให้ท่อง ท่วงทำนอง เป็นจังหวะที่สนุกมาก ยังจำภาพการลงเสียงกระแทกกระทั้นครั้งนั้นได้ดี หรือจะเป็นเงาะป่า ยังจำได้ (บัดนั้น นวลนางลำหับพิสมัย ) รู้สึกสงสารซมพลามาก

ป๔ เริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ติดตามข่าว อพอลโล่ ๑๑ ประกอบกับการชมโทรทัศน์ของคนข้างบ้าน อ่านนิทาน วารสารเรื่องปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ ของกรมประมง ซึ่งเพื่อนพี่สาวที่จบวิทยาลัยเกษตรและทำงานกรมประมงนำมาให้อ่าน เกิดจินตนาการว่าวันหนึ่งจะต้องมีบ่อเลี้ยงปลาและมีปลาสวาย ปลานิล ปลายี่สก ตามข้อมูลนั้น อ่านเพชรพระอุมา ร้อยป่า หล่อนเกิดมาเพื่อฆ่า ซึ่งเรียกว่า เพลินจิตต์ฉบับกระเป๋า ที่พี่ชายอ่าน

ป๕-ป๗ เริ่มอ่าน หนังสือชาวกรุง คุณหญิง และทานตะวัน ตามที่พี่สาวรับและคนข้างบ้านรับ ในหนังสือชาวกรุงชอบอ่านคอลัมน์ก้างติดคอของถนัดศอ เริ่มรู้จักชื่อนักเขียน มรวคึกฤทธิ์ ปราโมชย์ ถนัดศอ รงษ์ วงศ์สวรรค์ ในหนังสือชาวกรุง รู้จักลาวคำหอม ศิราณี วศิษฏ์ เดชกุญชร จากหนังสือคุณหญิง และติดนวนิยาย เรื่องหนึ่ง ที่มีพระเอกชื่อแดน หรือแคนไม่มั่นใจ เป็นนักล่าปลาบึกจากลุ่มน้ำโขงในหนังสือทานตะวันซึ่งเป็นนิตยสารที่เพิ่งออกในขณะนั้น

มศ ๑ ติดนวนิยายในบางกอก นวนิยายเรื่องยาวของบุษยมาส และเรื่องราชาธิราช หนังสือบางกอกนั้นติดเนื่องจากพี่ชายซื้อประจำ ติดถึงขั้นเมื่อพี่ชายไม่อยู่หุ้นกับเพื่อนคนละครึ่งคือคนละ๑บาทห้าสิบสตางค์ ซื้อมาอ่านยังถูกพี่สาวของเพื่อนซึ่งเป็นคุณครูด่าว่าไร้สาระแล้วคุณครูท่านนั้นก็ริบไปอ่านก่อนจนจบแล้วจึงคืน ความรู้สึกขณะนั้นเหมือนจะลงแดงตาย นิยายของบุษยมาส เรื่องแรกที่อ่านคือเรื่อง กลิ่นร่ำ แอบรักพระเอกและสงสารนางเอกมาก จากที่เคยนั่งเรียนโต๊ะหน้ากลับไปนั่งด้านหลังสุดเพื่อที่จะได้แอบอ่านนวนิยายได้ เพราะถึงเวลากำหนดส่งแต่ดิฉันยังอ่านไม่จบ และเมื่อคุณครูให้อ่านเรื่องราชาธิราช ซึ่งทหารเอกคือสมิงพระราม ครูให้อ่านทีละคน ๆ ช่างช้าเสียจริง ๆ ขณะที่ครูให้เพื่อนอ่านดิฉันอ่านไปล่วงหน้าแล้วเพราะไม่ทันใจ ภาพพระเอกในใจก็จะมีทั้ง พระเอกของบุษยมาส และพระเอกของราชาธิราช

มศ๒ ได้พัฒนาการอ่านเพิ่มปริมาณและความหลากหลายของเนื้อหามากขึ้น ตอนนี้นวนิยายของบุษยมาสในห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุดประชาชนหมดแล้ว ต้องอ่านของชูวงศ์ ฉายะจินดา และเรียนเรื่องอิเหนา จำไม่ได้ว่าเป็นตอนใด เมื่อครูคนสวยซึ่งเพิ่งบรรจุ ท่านน่ารักมาก เล่าเรื่องย่อของอิเหนาได้อย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะตอนที่อิเหนาแอบเขียนกลอนบนกลีบดอกไม้ลอยน้ำมาหาบุษบาและสาว ๆ ที่กำลังเล่นน้ำ การละเมอถึงบุษบาของอิเหนาที่เฝ้าจูบกอดสังคามาระตา และพฤติกรรมที่แอบหลังองค์พระปฏิมาเพื่อหลอกบุษบายิ่งทำให้ดิฉันเคลิบเคลิ้มคิดว่าตัวเองเป็นบุษบา จนต้องยืมหนังสือเรื่องอิเหนาไปอ่านจนจบนั่นคือวรรณคดีร้อยกรองเรื่องแรกที่อ่านจบในเวลารวดเร็ว นอกจากนั้นยังเริ่มอ่านหนังสือใต้ดินแล้ว เพราะเพื่อนพี่สาวเป็นคนหัวรุนแรง รับวารสารอาทิตย์ รึอะไรสักอย่างเป็นวารสารของกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรง และเรื่องสั้นของเสนีย์ เสาวพงศ์ เริ่มรู้จักพิราบขาวพิราบแดง หิมะสีแดง รู้จัก จิตร ภูมิศักดิ์ ชลธิชา กลัดอยู่ ดรปรีดี พนมยงค์ ดรป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งท่านนี้เกี่ยวข้องกับ ธกสในขณะนั้น

มศ๓ ความสามารถในการอ่านพัฒนาขึ้นตามลำดับ นวนิยายที่อ่านในวัยนี้เปลี่ยนไป อ่านของวลัย นวาวะ และของพนมเทียน เท่าที่มีในห้องสมุดประชาชน แต่จำได้ว่าห้องสมุดสั่งซื้อมาไม่ทัน วรรณคดีมาจากอาจารย์ที่สอนคือ คุณครูระเบียบ เหล่านาค เป็นครูที่สอนตลกสนุกสนาน ท่านได้ท่องเรื่องพระมะเหลเถไถ ให้ฟังและเล่าเนื้อหาให้ฟังเล็กน้อยรู้สึกสนุก จึงไปยืมมาอ่านอีกด้วยความแปลกในภาษาถึงกับท่องจำได้ มาท่องให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับว่าบ้า นอกจากนั้นได้ของแถมมาโดยไม่ตั้งใจคือระเด่นลันได คุณครูคนเดียวกันนี้ได้ ท่องบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ บท

๏ อ้าอรุณแอร่มระเรื่อรุจี ประดุจมะโนภิรมระตี
ณ แรกรัก
๏ แสงอรุณวิโรจน์นะภาประจักษ์ แฉล้มเฉลาและโสภินัก
ณ ฉันใด
๏ หญิงและชาย ณ ยามระตีอุทัย สว่าง ณ กลาง กะมลละไม
ก็ฉันนั้น ฯลฯ

จาก มัทนะพาธา เกิดความรู้สึกไพเราะยิ่งนัก จึงไปหาอ่านอีก จึงได้อ่านเรื่องสกุนตลา แถมมาอีกเรื่องหนึ่ง และขณะนั้นเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง ๒วิชา และ ๒วิชานี้ทำให้เรียนได้ที่ ๑- ๓ ของห้องคือภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาอื่น ๆ เกือบตกกับตก ด้วยนิสัยที่ชอบอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนครู จึงอ่านเนื้อหาใน English for Thai Student และ หนังสือไวยากรณ์อังกฤษชื่อ Standard ของ Oxford (ไม่มั่นใจนัก ) เมื่อครูอธิบายจึงมักชิงพูดล่วงหน้าจนกระทั่งครูคงจะ รำคาญ ให้ออกมาอธิบายหน้าชั้น ยิ่งทำให้สนุกยิ่งขึ้น และได้นำความพยายามของ คิงอาเธอร์ที่เอาอย่างความพยายามของแมงมุมในการกระโดดข้ามเพื่อสานใยครั้งแล้วครั้งเล่า ในการกู้บ้านเมืองกลับมาใช้ในการดำเนินชีวิตด้วย

มศ๔- ๕ มีโอกาสเข้าเรียนในตัวเมือง คือ โรงเรียนศรียาภัย โลกของการอ่านจึงเปิดกว้างขึ้น เพราะนอกเหนือจะได้ยืมหนังสือจากห้องสมุดของโรงเรียน ห้องสมุดประชาชนแล้ว ยังมีร้านหนังสือให้เช่าอีก มศเริ่มรู้จักการอ่านเรื่องสั้นเรื่องตึกกรอส หางแมว มอม เรื่องมอมนี่ยังซึมซับเป็นมโนภาพถึงปัจจุบัน เลี้ยงสุนัขกี่ตัวก็อยากให้ชื่อมอมหมด รู้สึกว่าชื่อนี้ล่ะใช่เลย ต่อมาเริ่มอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์สากล ทั้งนี้มีแรงจูงใจมาจากครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ เป็นคุณครูผู้หญิงท่านหนึ่ง ท่านเล่าเรื่องเกี่ยวกับประเทศกรีก เมืองบาบิโลน สงครามโลกครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ จนมองเห็นภาพผู้นำแต่ละคน เห็นภาพการพูดจาต่อรอง การทำสัญญาต่าง ๆ จนรักที่จะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ผลจากการสั่งสมการอ่านในช่วงนั้นทำให้มีผลงานการเขียนที่โดดเด่น ๒ เรื่องคือ เรียงความเรื่อง “ห้องสมุดคือขุมทรัพย์ทางปัญญา” ได้ที่ ๒ ของจังหวัด ในงานสัปดาห์หนังสือ รู้จักการสืบค้นประวัติของห้องสมุดแห่งแรก กระทั่งกษัตริย์ที่สร้างห้องสมุดตั้งแต่สมัยกรีก และเขียนเรื่องสั้นเรื่อง “ใครผิด” เสนอแนวคิดเรื่องปัญหาครอบครัวกับยาเสพติด จนคุณครูถามว่าแต่งเองหรือ ส่วนการอ่านเรื่องบันเทิงในช่วงนั้นจะอ่านของพนมเทียน โรสลาเรน ทมยันตี สำนวนภาษาจะเลื่อนขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง อ่านวรรณคดีอังกฤษเรื่องโอลิเวอร์ทวิส รีเบคก้า และอีกหลายเรื่อง การติดหนังสือนวนิยายในช่วงนี้ถึงขั้นยอมลาโรงเรียนเพียงเพื่อที่จะอ่านให้จบเรื่องในคืนนั้น ๆ จะได้คืนหนังสือให้แก่ร้านเช่า ผลการเรียนในช่วงนี้จึงไม่ดีเท่าที่ควร ขณะเดียวกันคุณครูได้แนะนำให้อ่านสามก๊กฉบับพระยาพระคลัง(หน) และร่มฉัตร ภาษาในหนังสือคงจะสูงเกินวัยของดิฉัน จึงเพียงแต่ยืมมาตั้งไว้ตั้งท่าจะอ่านแต่ไม่ได้อ่านจนกระทั่งทางห้องสมุดเรียกคืน พร้อมกับต้องเสียค่าปรับเป็นเงินถึงหนึ่งร้อยบาท ซึ่งเป็นเงินที่ค่อนข้างสูงในสมัยนั้น

ปกศสูง เรียนวิชาเอกภาษาไทย วิชาโทศิลปศึกษาที่วิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี (รุ่นแรกวิทยาลัยยังไม่มีความพร้อมที่จะเปิดวิชาภาษาอังกฤษ) โลกการอ่านจะเป็นการอ่านเพื่อวิเคราะห์ เช่นเรื่องสั้น นวนิยาย บทกวีนิพนธ์ วรรณคดีนิราศ นวนิยายของครูคำหมาน โดยเฉพาะกำสรวลโคลงดั้นและนิราศนรินทร์ได้อ่านพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับทำหน้าที่รับผิดชอบบรรณารักษ์ของภาควิชาภาษาไทยให้เพื่อน ๆ และน้องยืมหนังสือช่วงพักเที่ยง มีสิทธิพิเศษในการยืมหนังสือได้ มากกว่าคนอื่น ๆ มีความสุขกับการอ่านมาก ไม่ต้องลงทุนแต่อย่างใด ผลพลอยได้จากเรียน ปกศสูงวิชาโทศิลปศึกษา เมื่อครูได้เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ศิลป์ เล่าถึงประวัติของจิตรกรต่าง ๆ รู้สึกอิ่มเอิบยิ่งนัก ถึงขั้นเข้าไปอ่านและฝึกแปลประวัติศาสตร์ศิลป์ของจิตรกร คำบรรยายใต้ภาพที่เป็นาษาอังกฤษ ซึ่งต้องเวลาในการนั่งอ่านที่ห้องสมุดค่อนข้างนาน เพราะหนังสือเหล่านี้ห้ามยืมออกนอกห้อง ตลอดระยะเวลาที่ได้อ่านหนังสือดิฉันรู้สึกว่า “คุณครูมีอิทธิพลต่อการไขว่คว้าในการอ่านค่อนข้างมาก” ในความรู้สึกของดิฉัน ครูเหมือนมัคคุเทศก์ในการอ่าน

ปี พศ๒๕๒๓-๒๕๒๘ บรรจุเป็นครูสอนในถิ่นทุรกันดาร คือ อพระแสง ในสมัยนั้นซึ่งมีปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์ด้วย การอ่านที่เป็นหลักคือการเตรียมเนื้อหาการเรียนการสอน ขณะเดียวกันได้เรียนต่อปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โลกการอ่านกว้างยิ่งขึ้น ตำราของ มสธให้ความรู้ความกระจ่างแก่การเป็นครูอย่างยิ่ง ทั้งตำราภาษาไทย และวิชาเทคโนโลยีซึ่งอ่านแล้วเกิดภาพพจน์เกิดแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้มากมาย ชอบอ่านวิชาเทคโนโลยีของ ดรชัยยงค์ พรหมวงศ์ มากเพราะมีความทันสมัย ได้รู้แนวทางการผลิตสื่อที่ไม่เคยรู้จัก การจัดทำชุดการเรียนการสอน ทำให้เรียนได้ดีถึงขั้นเกียรตินิยมของ คณะศึกษาศาสตร์ รุ่นแรกของ มสธ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลายเป็นครูที่สนใจรักในการผลิตสื่อเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และทำให้ประสบผลสำเร็จในการทำผลงานทางวิชาการในเวลาต่อมา ต่อจากนั้นได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุดของโรงเรียน จึงอ่านหนังสือได้อย่างหลากหลาย ชีวิตที่อยู่บ้านพักในโรงเรียนจึงได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ ทั้งวารสาร นวนิยาย ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ

ปีพศ๒๕๒๙-๒๕๓๒ อยู่ในช่วงการป่วยเป็นมะเร็ง ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลค่อนข้างนาน มีเพื่อน ๆ หาหนังสือมาให้อ่านมากมาย จึงเริ่มอ่านนวนิยายแปลประเภทสอบสวนสืบสวน โดยเฉพาะ เฮอคูล ปัวโร ของอกาธา คริสตี้ หาอ่านจนครบชุด และเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

ปี พศ๒๕๓๓ -๒๕๓๘ เป็นช่วงที่หันมาสนใจเกี่ยวกับการอ่านตำราวิชาการมากขึ้น เพราะวารสารข้าราชการครู สารพัฒนาหลักสูตร ต่างผ่านเข้ามาในห้องของผู้อำนวยการที่ดิฉันได้ทำงานอยู่ มีเนื้อหาแนวการสอนใหม่ตลอดเวลาทำให้ทันสมัย มีผลงานนำเสนอในโอกาสต่าง ๆ และช่วงเวลานี้ได้ไต่ระดับการอ่านไปอีกขั้นหนึ่งคือการอ่านวิทยานิพนธ์ เพราะต้องการจะทำผลงานทางวิชาการแต่ไม่มีความรู้เรื่องการทำรายงาน ๕ บท กัลยาณมิตร คือ อราตรี เชื้อบ่อคา เพื่อน รุ่นพี่ซึ่งจบปริญญาโทจาก มศวประสานมิตรได้พาไปเข้าห้องสมุดของมศวประสานมิตรชั้นของวิทยานิพนธ์ สอนวิธีการอ่านการบันทึกข้อมูล การเขียนอ้างอิง การเลือกเรื่องอ่านให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย เป็นเวลา ๓ วันเต็ม จึงอ่านงานวิจัยเป็นตั้งแต่นั้นและทำให้สามารถเขียนรายงานผลงานวิชาการจนได้รับอนุมัติเป็นอาจารย์ ๓ ระดับ ๖ -๘ ในปีพศ๒๕๓๘

ปี พศ ๒๕๓๙ - ปัจจุบันจะอ่านหนังสือ ๕ ลักษณะคือ
ตำราวิชาการ การพัฒนาการเรียนการสอน หลักสูตร การ พัฒนาสื่อ งานวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน วรรณกรรมวรรณคดี หลักการใช้ภาษาไทย ภูมิปัญญา เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน จัดทำแหล่งค้นคว้าสำหรับครู นักเรียนนักศึกษาและผู้สนใจที่ต้องการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

บันเทิงคดีสารคดี นวนิยายฉบับย่อของละครโทรทัศน์เรื่องต่าง ๆ วารสารคู่สร้างคู่สม วารสารชีวจิต หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และรายสัปดาห์ ซึ่งซื้อหามาอ่านเอง จากร้านเช่าที่เป็นสมาชิกประจำและส่วนหนึ่งอ่านจากเว็บไซต์ ปรัชญาคำสอน หนังสือประเภทนี้จะอ่านเมื่อมีความทุกข์ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ เช่น ปี พศ๒๕๔๖ ป่วยระยะยาวต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน เพื่อนหาหนังสือดี ๆ มาให้อ่านมากมาย หนังสือที่ประทับใจในการอ่านมากและอยากบอกให้ทุกข์คนหาอ่านคือ สอนลูกให้เป็นมังกรของใบไผ่สีเขียว และสามก๊กฉบับนักบริหาร สอนลูกให้เป็นมังกร สอนได้ดีจริง ๆ คือสอนลูกให้เป็นคนดีของสังคม สอนให้ลูกให้อยู่ในสังคมอย่างปลอดภัย ส่วนสามก๊กฉบับนักบริหารนั้นเหมาะแก่คนที่เป็นทั้งหัวหน้าและลูกน้อง ให้รู้จักวางตัว การดำเนิน การวางแผนต่าง ๆ ความสุขที่ได้จากการอ่านในครั้งนั้นช่วยทำให้บรรเทาความเจ็บปวดและความกังวลเกี่ยวกับโรคร้ายไปได้ แต่เมื่อทุกข์ใจ รุ่มร้อนเพราะไม่สมหวัง ไม่ได้ ไม่เป็นเช่นคนอื่นเขา น้อยใจในโชคชะตา พยายามสงบใจอย่างไรก็ไม่สงบ ก็ต้องหันมาอ่านคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเพื่อนมาฝากไว้ให้อ่านตั้งแต่ป่วยกาย แต่ไม่ยอมหยิบมาอ่านเหมือนเป็นยาขม แต่เมื่ออารมณ์ขณะนั้นเหมือนจะบ้า ก็ต้องหยิบมาอ่านเพราะเป็นหนทางสุดท้ายที่จะเลือก ก็หยิบหนังสือ อตัมมยตา มนตราสำหรับชีวิต : พุทธทาสภิกขุ อตัมมยตา คือไม่เอาแล้วโว้ย ! ไม่เอาอะไร ไม่เอารัก โลภ โกรธหลง ความผูกพันที่เป็นอารมณ์สนุก ตื่นเต้น เบิกบานและอิ่มเอิบทั้งหลาย ได้เห็นอารมณ์ขันของท่านพุทธทาสจากตัวหนังสือ และได้ข้อสรุปว่า ไม่มีอะไรที่ไปยึดถือแล้วไม่กัดไม่มี ทำให้ความ รุ่มร้อนในใจสงบได้ จึงทำให้หยิบเรื่องที่ ๒ ตามมาคือ สวรรค์ในหน้าที่การงาน ธรรมะที่ควรรู้จักเพื่อทำงานให้สนุก : พุทธทาสภิกขุ หนังสือเล่มนี้สอนให้ทำงานโดยไม่หวังผล ใจความสำคัญที่จับได้คือ ธรรมะก็คือหน้าที่ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังปฏิบัติหน้าที่ (ธรรมะ) จนวาระสุดท้าย โปรดเทศนาให้นักบวชนอกศาสนาที่มาขอเฝ้าทูลถามปัญหาให้สั่งสอน ขณะที่พระองค์กำลังจะเสด็จปรินิพพาน จนนักบวชนอกศาสนารู้ธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้ ความปิติที่เกิดจากการอ่านหนังสือ ๒ เล่มนี้อยากจะให้คนอื่นที่กำลังทุกข์หาทางออกไม่ได้ได้อ่านได้รับรู้เหมือนที่ดิฉันรับรู้จึงถ่ายทอดลงเว็บบอร์ดในอินเตอร์เน็ตในกระดานสีชมพูเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๘ จากพฤติกรรมการอ่านที่ได้ถ่ายทอดมาตั้งแต่ต้น ดิฉันพบว่าบริบทที่มีอิทธิพลต่อการอ่านของดิฉันนั้นมีหลายปัจจัย เริ่มตั้งคนในครอบครัว คุณครู ความพร้อมของแหล่งเรียนรู้ การศึกษา บทบาทหน้าที่ในการทำงาน และสภาวะทางอารมณ์ และคุณค่าของการอ่านนั้นมีมหาศาลทำให้ดิฉันเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักคิดวิเคราะห์ ประเมินค่า รู้จักการปรับตัว การแบ่งปัน อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และด้วยความตระหนักในคุณค่าในการอ่านดิฉันจึงได้อุทิศตนในการบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสในการอ่าน การเรียนรู้แก่องค์กรหลาย ๆ องค์กร เช่นเป็นสมาชิกบริจาคเงินสนับสนุนการอ่านการเรียนรู้ของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กของครูหยุยมาตั้งแต่ ปี พศ๒๕๓๒ - ปัจจุบัน บริจาคหนังสือให้แก่นักโทษในทัณฑสถานสุราษฎร์ธานี บริจาคเงินเพื่อซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียนสุราษฎร์ธานีเป็นต้น

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าบริบทต่าง ๆ ทั้งคนในครอบครัว คุณครู แหล่งเรียนรู้ เป็นปัจจัยให้ดิฉันต้องอ่านหนังสือมาตลอดชีวิต คราใดที่หนังสืออ่านหมด กระทั่งกรอบข้อความโฆษณาก็ต้องอ่าน แต่เมื่อใดที่มีหนังสือหลากหลายก็จะอ่านตามความจำเป็นเร่งด่วนหรือเรื่องที่ชอบก่อน ทั้งนี้เพราะอ่านแล้มีความสุข ความสุขที่เกิดจากการอ่านนั้นมีทั้งจากตำราวิชาการ บันเทิงคดี สารคดี และปรัชญาคำสอน กล่าวคือ ความสุขจากการอ่านตำราวิชาการ จะเกิดความสุขเมื่อได้ค้นพบความรู้ใหม่ ได้ค้นพบข้อเท็จจริง ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้ค้นพบแนวทางหนทางในการพัฒนาตนเอง แนวทางในการช่วยเหลือผู้สนใจ นักเรียนนักศึกษา ความสุขจากการอ่านบันเทิงคดีสารคดี จะเป็นพวกนวนิยายประโลมโลก ซึ่งก็ช่วยประโลมใจจริง ๆ ช่วยปลุกปลอบให้คลายเหงา ให้ความอิ่มเอิบแก่จิตใจส่วนสารคดีจะเป็นความสุขที่ได้พบเห็นโลกกว้าง วิถีชีวิต การดำเนินชีวิตความงดงามธรรมชาติ การเยียวยารักษากายใจ เป็นความสุขแบบอิ่มเอิบซ้อนบนความปิติหลังจากอ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีและสารคดีนี้สามารถทำให้ดิฉันหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มได้ ความสุขจากการอ่านหนังสือปรัชญาคำสอน เป็นความสุขแบบยั่งยืนเพราะก่อนที่จะหยิบมาอ่านนั้นดิฉันจะมีความทุกข์อาจเป็นความทุกข์กายหรือทุกข์ใจแล้วหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ จึงต้องอ่านหนังสือประเภทนี้ เมื่ออ่านแล้ว จะพบหนทาง มีความสงบเกิดขึ้น ความรุ่มร้อนวุ่นวายในจิตใจค่อย ๆ เบาลง และกลายเป็นความปิติในที่สุด การอ่านหนังสือของดิฉันเป็นไปตามบริบทแวดล้อม ขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้นต้องการความรู้ ต้องการความเพลิดเพลิน ต้องการหาแนวทางแก้ปัญหา หรือว่าสถานที่อยู่นั้นมีหนังสืออะไร และที่สำคัญไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดจะมีหนังสือติดกระเป๋าทุกครั้ง และการมีหนังสือติดตัวนี่เองที่ช่วยให้หายเบื่อจากการเดินทางเมื่อรถยนต์หรือรถไฟมีปัญหาในการเดินทาง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่รถไฟมีปัญหา ขณะนั้นมีรามเกียรติ์ฉบับร้อยแก้วติดมือไป เพราะต้องการอ่านให้จบเพื่อมาเล่าให้นักเรียนฟัง ถ้ารถไม่เสียดิฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าจะอ่านหนังสือเล่มนั้นจบหรือไม่ แต่เพราะรถไฟเสียต้องรถจักรมาลากเป็นเวลาถึง ๓ ชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นนั่งบ่นพึมพำ บ้างถอนหายใจวุ่นวายกันไป แต่ดิฉันนั่งได้อย่างสงบ อ่านเรื่องรามเกียรติ์ไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เช่นเดียวกันกับการนั่งรอรถที่สถานีไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งสายใต้ ซึ่งดิฉันจะต้องมานั่งคอยก่อนเป็นเวลานานเพราะกังวลกลัวตกรถ กลัวปัญหารถติด ก็จะซื้อหนังสือนวนิยายฉบับย่อ วารสารนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และปริศนาอักษรไขว้ มานั่งอ่านอย่างมีความสุข


: ห้องเรียนสีชมพู - 15/08/2006 16:58

โรงเรียนประจำ ทำให้เธอเป็นเช่นนี้ (ใช่หรือไม่)

ก่อนที่ครูจะรู้จักกับเธอ เพื่อนรุ่นพี่มาบอกกับครูว่า ฝากหลานด้วยนะ เป็นลูกของคนคุ้นเคย
ให้ทำได้ทุกอย่าง ผู้ปกครองพร้อมสนับสนุน เมื่อครูเห็นบุคลิกของเธอ ครูก็เห็นด้วย ตัวโต บุคลิกดี
คำพูดดี ครูจึงให้เธอเป็นหัวหน้าห้องไปก่อน แต่เมื่อเข้าห้องเรียนในคาบแรก เธอไม่ใส่ใจต่อการเรียนเลย
ในมือเธอมีกล่องคอนเทคเลนส์ เธอเล่นไปเล่นมา ดวงตาสีหน้าจดจ่อกับเจ้าสิ่งที่อยู่ในมือ บางครั้งกันมา
ชวนเพื่อนร่วมใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ในมือเธอด้วย สรุปว่าตลอดคาบนั้นเธอเรียนเรื่องเดียว คือคอนเทคเลนส์

หลังจากนั้นครูก็สังเกตและเก็บข้อมูลของเธอมาโดยตลอด และได้รับคำร้องเรียนจากเพื่อนครูท่านอื่น ๆ
ทั้งอาจารย์ที่เป็นคนไทยและอาจารย์ชาวต่างประเทศ ครูจึงไปสอบถามข้อมูลเพื่อนครูที่ฝากเธอมาว่าพื้นเดิม
เป็นอย่างไร ก็ทราบว่าเธอเข้าโรงเรียนประจำตั้งแต่ชั้นอนุบาล และมีปัญหาด้านพฤติกรรมและจิตใจมาตลอด
เมื่อเธอเรียนถึงชั้น ป ๕ เธอมีปัญหาถึงขั้นโทรศัพท์ถึงผู้ปกครองว่าถ้าไม่มาพาเธอออกไปวันนี้เธอจะกระโดด
ตึกเพื่อฆ่าตัวตาย เธอได้รับความอับอายจากการอยู่ประจำหลายครั้ง เกี่ยวกับความไม่รับผิดชอบของเธอ เธอได้รับการ
ประจานหน้าแถว เรื่องที่เธอตากชุดชั้นในผิดที่ตามระเบียบของหอพัก เธอผ่านการรับโทษเรื่องการดุด่า ตักเตือน
หักคะแนนและตีจนเธอรู้สึกเฉย ๆ กับมัน

เมื่อครูมีข้อมูลอย่างนั้นก็พยายามใกล้ชิดและช่วยเหลือเธอ แต่ตลอดเวลาเธอก็ไม่แสดงว่าเธอจะเป็นคนรับผิดชอบ
ขึ้นมาได้ ครูจึงต้องเปลี่ยนหัวหน้าห้องใหม่ ให้ผู้ชายมารับผิดชอบแทน เธอเหลือหน้าที่เพียง ๒ อย่าง คือ
การเรียนและเวรทำความสะอาดห้อง เธอก็ไม่ปฏิบัติเลย เธอค้างงานในรายวิชาต่าง ๆ เกือบทุกวิชา เธอไม่ใส่ใจ
ไม่ฟังครูในทุกวิชา หัวเราะเสียงดังอย่างไร้มารยาท เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ผมยาว ไม่ตัดตามกำหนดเวลา หวีผม
เสยผมเกือบทุกนาที แต่เธอจะมีดีอย่างหนึ่งคือพูดกับครูเพราะและยิ้มแม้จะถูกดุตักเตือนก็ตาม

ครูได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปเล่าให้เพื่อนครูซึ่งคุ้นเคยกับครัวของเธอฟัง เมื่อแม่ของเธอทราบก็มาพบครู
แม่และพ่อของเธอเป็นคนดีมาก รับรู้ข้อมูลโดยไม่โต้แย้งเลย มีแต่รับทราบและเห็นด้วย แม่เธอฝากให้ครู
ช่วยดูแลเธอด้วย ในขณะที่ครูต้องดูแลเธอซึ่งเป็นนักเรียนที่เหลวไหล แต่ครูก็โชคดีที่แม่และพ่อของเธอเป็น
คนดี ดีจนกระทั่งครูต้องเว้นระยะการให้ข้อมูลด้านลบของเธอบ้างเกรงว่าแม่และพ่อของเธอจะเครียด ขณะเดียวกัน
เพื่อนครูที่สนิทกับครอบครัวของเธอก็ได้รับผลกระทบครูทุกคนจะมาพูดใส่ว่า"เด็กเธอนั่นล่ะ" ทำเอาเพื่อนครู
คนนี้เครียดต้องคอยหลบหน้าครูที่สอนเธอเช่นกัน

การเข้าค่ายวิทยาศาสตร์และค่ายภาษาอังกฤษที่ประจวบคีรีขันธุ์เมื่อวันที่ ๒- ๖ กันยายน ๒๕๔๙ เธอฉายภาพ
ที่เป็นตัวตนของเธอออกมามากมาย ที่ค่ายหว้ากอ เริ่มตั้งแต่การผิดกฎระเบียบ เธอนำสิ่งของที่ครูห้ามไปไม่ว่า
จะเป็นอุปกรณ์ เสริมความงาม เครื่องเล่นวีซีดี โทรศัพท์เธอถูกริบครั้งแล้วครั้งเล่าแต่เธอก็จะล้วงสิ่งใหม่ขึ้นมาได้
ทันทีเหมือนโดเรม่อน เมื่อถูกริบเธอจะยิ้มอาย ๆ ไม่โต้ตอบ ไม่แสดงกริยิาก้าวร้าว เมื่อถึงเวลาทำกิจกรรมเข้าค่าย
วิทยาศาสตร์ ๒ วัน ๒ คืน เธอนั่งเฉยตลอด ไม่สนใจใด ๆ ต่อเมื่อมาถึงเกม ลมเพลมพัด พัดอะไรต่าง ๆ ที่เธอมี
อยู่เธอก็ไม่ลุกขึ้น สุดท้ายเมื่อวิทยากร บอกว่า "ลมพัดคนสวย" เธอรีบลุกขึ้นก่อนใคร ครูทุกคนหัวเราะขำเธอ
และที่นั่นในเวลากลางคืนเธอได้แสดง พฤติกรรมเด็กประจำ ในเวลานอน เธอไม่นอน เธอวางแผนกับเพื่อนคอเดียวกัน
ของเธอแกล้งเพื่อนที่หลับไม่ว่าจะเป็นนำขนมไปโปะหน้า นำไม้กวาดไปแหย่ก้นเพื่อน นำไฟฉายส่องปากเพื่อน
และเปิดชุดนอนของเพื่อนตัวเล็ก ๆ แล้วหัวเราะกัน

ที่ค่ายภาษาอังกฤษ บานีโต บีช รีสอร์ต บ้านกรูด บางสะพาน ขณะที่อาจารย์ชาวต่างประเทศกำลังแบ่งฐาน
กิจกรรม ฐานของเธออยู่ริมทะเล ซึ่งอาจารย์แจ้งให้ทราบแล้วว่า มีแมงกะพรุนมาก อันตรายห้ามลงน้ำ เธอนำแมงกะพรุน
มาตำด้วยไม้ใส่น้ำแล้วนำไปสาดเพื่อนที่กำลังหันหลัง เพื่อน ๒ คนที่โดนขึ้นผื่นแสบร้อน พวกครูช่วยกันปฐมพยาบาล
แต่เขาไม่พูดอะไรเลย เธอสนุกยังวางแผนร้ายต่อไปอีก พอตกค่ำเธอก็ทำเช่นเดิมคือ สาดน้ำแมงกะพรุนใส่เพื่อนผู้ชาย
จนพวกเขามาฟ้องครู คืนนั้นพวกครูจึงได้สะสางเรื่องราวต่าง ๆ ของกลุ่มเธอ ครูให้พวกเธอเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กระทำ
ไป เธอเล่าอย่างสนุกสนาน เป็นความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น เพื่อนครูอบรมเธอถึงเที่ยงคืน ครูจัดการคุยกับกลุ่มย่อย
ต่อถึง ๐๑๐๐ น ของวันใหม่แล้ว พวกเธอทำท่าว่าง่วงสุด ๆ ครูก็ง่วงเช่นกัน ครูคิดว่าเธอคงจะสำนึก แต่ไม่ใช่
เพียงครูคล้อยหลังเพื่อนกลุ่มเธอก็นำผลไม้มาวางที่และโรยแป้งไปบนหน้าเพื่อนและนำผ้าเช็ดตัวไปปิดจมูก เพื่อน
อีกคนหนึ่งซึ่งที่ไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเธอ พวกนักเรียนกลุ่มนี้ถูกกลั่นแกล้งครั้งแล้วเล่า ครูรู้ครูอบรมไม่มีความหมายเลย
ในที่สุด เพื่อนครูอีกท่านหนึ่งต้องไปนอนที่ห้องของเพื่อนที่ถูกกลั่นแกล้งพวกเขาถึงได้นอนหลับสนิทกัน

เธอและเพื่อนยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เธอนำชุดชั้นในของเพื่อนร่วมบ้านพักไปแขวนที่ดวงไฟและนำกางเกง
จากกระเป๋าคนนี้ไปใส่กระเป๋าคนนั้นให้เขาเข้าใจผิดกัน แต่ทุกคนรู้ว่าใครทำ ในที่สุดกรรมก็มาถึงเธอ เมื่อเธอเล่น
ฟันดาบกับเพื่อน เพื่อนพุ่งดาบหวายใส่เธอถูกบริเวณใต้ตา ด้วยความโมโหแม้พวกครูจะส่งสารเธอเพียงใดก็ตาม
แต่พวกครูต่างปกปิดอาการห่วงใยทำท่าไม่ใส่ใจ ไม่ถามอะไรเธอทั้งสิ้น แต่ขณะนั้นครูได้คุยกับผู้ปกครองของเธอตลอด

แม่ของเธอเป็นคนดีมากรับฟังเรื่องทุกอย่าง พร้อมที่จะให้ครูคอยช่วยเหลือตักเตือนอบรมลูก ครูจึงมีกำลังใจ
ที่จะดูแลเธอต่อไป ครูบอกแม่ของเธอว่า แม้ว่าเธอจะเกเร แต่ครูดีใจที่พ่อและแม่ของเธอเป็นคนดี เข้าใจ รับฟัง
และยินดีให้ครูช่วยเหลือ ครูมองเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้ว มองว่าพฤติกรรมที่เธอแกล้งเพื่อน ๆ นั้นก็คือพฤติกรรมของนักเรียน
ประจำนั่นเอง ห่างไกลการอบรม ดูแล ขาดอ้อมกอด ขาดความใกล้ชิดในขณะเธออยู่ในวัยที่แม่ควรจะดูแล
แต่เธอต้องมาอยู่หอพักตั้งแต่อนุบาล เธอรับอะไรจากเพื่อน จากสื่อมากมายโดยไม่รู้จักการไตร่ตรอง ในขณะที่
เธอละเมอหรือฝันร้าย ในขณะที่เธอตัวร้อน ไม่มีอ้อมกอดของพ่อและแม่มาคอยโอบกอดเลย ครูพยายามทำความเข้าใจ
พยายามที่จะให้ยาเธอ ขนานี้ไม่ได้ผล ลองขนานนี้ ลองไปหลายขนานแล้วนะ แต่ยังไม่ได้ผลเลย
ครูจะต้องคิดวิธีการแก้ไขพฤติกรรมของเธออีกนานมั้ยนี่

ปล ถึงร้ายก็รักนะ




: ห้องเรียนสีชมพู - 08/09/2006 17:13

ฮือ ๆ ๆ ผมไม่อยากเรียนโรงเรียนนี้ครับ


เมื่อเปิดเทอมมีนักเรียนชายหายหน้าไปหนึ่งคน นามสกุล เป็นนามสกุลของคนใหญ่คนโตในท้องถิ่นที่ครูบรรจุครั้งแรก และครูมีลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ นามสกุลนี้หลายคน ครูถามเพื่อน ๆในห้องว่าเขาหายไปไหนทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้ พวกเธอทั้งหลายได้เรียนปรับความรู้พื้นฐานกับอาจารย์ชาวต่างประเทศมาแล้วเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ พวกเธอบอกครูว่าเขามาเรียนเพียง ๑ สัปดาห์แล้วเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มเป็นแผลที่หน้าจึงลาเรียนในช่วงนั้น ทางสำนักงานโครงการ EP ก็ทราบเช่นกัน ครูจึงเฉยเสีย แต่ผ่านไปเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ก็ยังไม่มา ครูจึงติดต่อไปยังผู้ปกครอง แม่รับสายบอกกับครูว่า เธอไม่ยอมมาอยู่กับแม่ที่ในเมือง เธอไม่ยอมจากอาและย่าที่เลี้ยงดูเธอมาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เล็ก ทำอย่างไรเธอก็ปฏิเสธการมาเรียนที่นี่ เธอสอบได้ทั้ง ๆ ที่ เธอไม่ตั้งใจจะสอบ หรือเธออาจตั้งใจสอบให้ได้เพื่อจะได้รางวัลคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คและโทรศัพท์มือถือใหม่จากย่าและอา และเมื่อครูถามชื่ออา จึงทราบว่าอาที่เลี้ยงเธอมาอย่างประคบประหงมก็คือ ลูกศิษย์ของครูเอง

ทำไมเธอจึงติดอาและย่ามากกว่าแม่แท้ ๆ เหตุผลก็คือครอบครัวนี้สูญเสียลูกชายไปก่อนวัยอันควรทั้ง ๒ คน เมื่อพ่อเธอเสีย เธอคือผู้ชายคนเดียวของตระกูล อาคนหนึ่งเป็นโสด อีกคนหนึ่งมีครอบครัวแต่ไม่มีลูก ย่าและอานำเธอไปเลี้ยงตามใจทุกอย่าง ในขณะที่แม่พบเธอเพียงเสาร์อาทิตย์และไม่ได้ตามใจเธอเช่นย่าและอา

เวลาผ่านไปสัปดาห์ที่ ๓ เธอกำลังจะถูกแขวนลอยชื่อ เพราะไม่มาติดต่อกันเป็นเวลานาน ครูจึงขอร้องแม่และอาให้พาเธอมาโรงเรียนสักครั้งเพื่อทดลอง อาเธอต้องขับรถ –ไปกลับ ร่วม ๒๐๐ กิโลเมตร ยอมลางานมาเฝ้า เพราะเพียงเคลื่อนรถออกเธอก็ร้องไห้ มีอาการไข้ ปวดหัว โทรศัพท์ตามอาให้มารับด่วน เธอมาได้ ๑ วัน ก็หายไปอีก ๒ วัน เมื่อครูโทรศัพท์ไปเธอก็รับปากครูว่าจะมา และก็เช่นเดิม อามาส่งแล้วรีบไปทำงาน เธอก็โทรหาอาและแม่ให้มารับไปอีก บรรดาครูและเพื่อน ๆ พูดปลอบอย่างไรก็ไม่ยอม ครูชักแม่น้ำทั้ง ๕ พูดก็แล้ว เธอก็บอกว่า วันนี้ไม่เรียน ขอเป็นวันพรุ่งนี้จะมาเรียน สุดท้ายเธอไม่มาอีก

เช้าวันนั้นครูกลุ่มใหญ่มุงดูเธอที่กำลังร้องไห้ เธออยู่ในอ้อมกอดของครูคนหนึ่ง มีเสียงวิจารณ์กันว่า อาทำร้ายเธอ ทุบตีเธอ ทุกคนคิดว่าอาใจร้าย ผอได้ยินก็แจ้งว่าให้ตามแม่มาพบ เพราะอาไม่มีจิตวิทยา ทำร้ายเด็ก ให้เปลี่ยนผู้ปกครอง ครูเห็นเหตุการณ์และรู้ความจริงทั้งหมดก็จูงมือเธอเดินมา แล้วแม่เธอก็มา ความเป็นจริงก็คือเธอสัญญากับอาว่าจะมาเรียน อามาส่งเธออีกแต่เธอไม่ยอมลงจากรถ อาเธอต้องขับรถกลับไปทำงานอีก ๑๐๐ กิโลเมตร อาเธอเครียดมาก งานก็ทำไม่ได้ เป็นห่วงเธอก็แสนห่วง ครูและเพื่อน ๆ ก็พยายามพูดกับเธออีก สุดท้ายเธอก็กลับไป และเธอก็บอกว่าจะไปเรียนที่โรงเรียนกันดารแห่งนั้น เพราะได้อยู่ใกล้ชิดกับอา แม้เธอจะตกลงอย่างนั้น และแม่เธอก็เกรงใจครูและโรงเรียนมากที่เธอขาดมาตลอด แต่ครูก็ยังไม่ส่งรายชื่อว่าเธอลาออกให้กับทางโรงเรียน เพราะครูคิดว่าขอแค่เธอให้โอกาสมาเรียนที่นี่สัก ๑ -๒ วันเต็ม เธอต้องติดใจจะเรียนที่นี่แน่ ๆ ครูทราบว่าเธอเริ่มไปเรียนที่แห่งนั้นได้เกือบสัปดาห์…

สุดท้ายเธอก็กลับมา โดยที่ครูไม่ต้องตาม เธอโทรศัพท์มาถามเพื่อนว่า ครูยังให้เธอมาโรงเรียนได้อีกหรือไม่ ครูก็บอกไปว่ายินดีต้อนรับ ในวันจันทร์เธอก็มา เธอมีเรื่องเล่ามากมายถึงสาเหตุที่เธอต้องตัดใจมาเรียนที่นี่ วันแรกเธอผจญกับนักเรียนรุ่นพี่ต่อยและแทงกันเกือบถูกเธอ เมื่อถึงชั่วโมงเรียนไม่มีครูเข้าสอน วิชาคอมพิวเตอร์ที่เธอรัก เธอทำเสียงล้อว่า “อย่างนี้เรียกว่าจอนะนักเรียน อย่างนี้เรียกว่าเมาส์ อย่างนี้เรียกว่าคีย์บอร์ด” แต่เธอยังมาไม่เต็มสัปดาห์อยู่ดี ในแต่ละสัปดาห์เธอยังขาดเรียน ๑ – ๒ วันด้วยปัญหาสุขภาพ ร่างกายเธอผอมเล็กประมาณเด็ก ป๔ เธอตื่นตั้งแต่ ๔ นาฬิกา นั่งรถไปกลับ ไม่ยอมนอนกับแม่ และเป็นไมเกรน เพราะเครียดที่ต้องจากย่าและอามาเรียน เธอต้องพบจิตแพทย์อยู่ระยะหนึ่งด้วย สุดท้ายครูต้องตั้งรางวัลเพื่อล่อใจเพื่อน ๆ ให้ผลักดันให้เธอมาเรียนให้ครบ ๕ วัน เมื่อไรที่เธอมาครบ ๕ วันครูจะเลี้ยงส้มตำ เพื่อน ๆ ต่างลุ้นทุกวิถีทาง เธอก็สงสารเพื่อนอยากให้เพื่อนได้รับประทานส้มตำ แต่สุขภาพเธอไม่ให้ทั้ง ๆ ที่เธอตั้งใจแล้ว แต่แล้วสัปดาห์นั้นก็เป็นสัปดาห์เริ่มต้นของเธอที่เธอมา ๕ วัน แลละครบเช่นนั้นทุกสัปดาห์ในเวลาต่อมา ครูเลี้ยงส้มตำ เธอเลี้ยงไก่ทอด เพื่อนเธอเลี้ยงเค้ก ทุกคนมีความสุขกันมาก

ปัจจุบันเธอกลายเป็นเหยื่อให้ครูล้อได้เกือบทุกวัน ในเวลาที่มีกิจกรรมให้โรงเรียนต่าง ๆ มาร่วม ครูจะแกล้งประกาศว่า “ขอให้เด็กชายโรงเรียนมาขึ้นรถได้แล้วค่ะ” เธอจะอายมาก เดี๋ยวนี้เพื่อน ๆ ก็ล้อเธอด้วย ครูไม่ได้ตั้งใจนะ แต่อดหมั่นไส้ภาพต่าง ๆ ในครั้งที่ครูและเพื่อน ๆ ของเธอต้องเฝ้าพูดกล่อมและตื๊อในเวลาเหล่านั้นไม่ได้นี่นา

ปล เธอคือเด็กผู้ชายตัวเล็กผอม หน้าตาคมคาย ผิวคล้ำ พูดจาและแต่งกายสุภาพเรียบร้อย มีน้ำใจช่วยเหลือทำความสะอาดห้อง e – learning และเห็นว่าเธอได้รับการสอนมาอย่างดี ชอบมา มาเล่า มาฟ้องโน่นนี่ อยู่บ่อย ๆ ไงล่ะ




: ห้องเรียนสีชมพู - 19/09/2006 17:53

๏ มิได้ก่อกรรมทำเข็ญให้เป็นเหตุ
ไยอาเพศพบพิบัติซัดกระหน่ำ
พวกนายทุนกินป่าพาชนช้ำ
ผู้ก่อกรรมกลับสุขซุกเงินงาม
มองมิเห็นรวงข้าวเฝ้ารอเกี่ยว
พืชผักเขียวม้วนวนน้ำล้นหลาม
หมูวัวควายแตกคอกออกเขตคาม
จระเข้แตกฟาร์มกระจัดกระจาย
โบราณสถานผ่านร้อนหนาวถึงคราวทรุด
เกินยื้อยุดฉุดรั้งดังใจหมาย
โครงการหลวงดอยคำถูกทำลาย
สถานที่หลากหลายล้วนจ่อมจม
สี่สิบหกจังหวัดถูกซัดโศก
วิปโยคหยิบยื่นความขื่นขม
จะเยียวยากี่ฝนพ้นระทม
จะปลุกปลอบกี่ลมจึงลืมเลือน
ขอพบเพียงอุทกภัยทำไทยช้ำ
ไทยอย่าซ้ำฆ่าไทยด้วยใจเถื่อน
หากไทยแตกแยกกอต้องขอเตือน
ภัยพิบัติเยี่ยมเยือนเกินเยียวยา ๚

: ห้องเรียนสีชมพู - 20/10/2006 12:32

โรงเรียนสุราษฎร์ธานี IT เพื่อการเรียนรู้

S- Society ที่คาดหวังI- Innovationตั้งให้เกิดผล
U- Unity การศึกษาไทยให้เยี่ยมยลN- (K)nowlege-managementทุกแห่งหนในเร็ววัน
R- Resourceesเร่งสร้างอย่างหลากหลายT- Technology แผ่ขยายการสร้างสรรค์
A- Approach การเรียนรู้สู่ช่วงชั้นE- Enlargementแบ่งปันสู่สังคม
TT- Team and Tools มากูลเกื้อR- Reinforcement ทุกเมื่อต่างสุขสม
H- Honour เกิดคุณค่าน่านิยมN- Need แก้ปมจนคลี่คลาย
A- Achievement สูงล้นชนประจักษ์E- Experienceที่ทอถักนำขยาย
NI- Nice บริบทแบบแผนแสนแยบคายT- Topหลากหลายสมหวังอย่างยั่งยืน

: ห้องเรียนสีชมพู - 23/10/2006 11:59

ปฏิรูป

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

๏ เพียงเงินสะบัดให้ชนะใจประชาชน
แจกจ่ายประโยชน์ผลตะละคนพินอบมา
๏ ตำแหน่งและแบ่งหุ้นเฉพาะคุณเสน่หา
เบิกทางสะดวกมาจะเสนอสนองคุณ
๏ มอมเมาเสมอหน้ากริยาสินักบุญ
กอบโกยอนันต์หุ้นตะกละกลามมิเหมือนคน
๏ เปิดเผยประณามทั่วคณะชั่วละโมบชน
ซึมทราบ ณ แห่งหนสติคิดคะนึงความ
๏ ล้มล้างเผด็จกินจรถิ่นประเทศคาม
ปิดกั้นสกัดห้ามจะมิหวนไผทไทย
๏ ย้อนยุคสิยุคย้อนก็สะท้อนสะเทือนไกล
ที่ก้าวก็ถอยไปปฏิรูปก็หวนมา ๚

: ห้องเรียนสีชมพู - 23/10/2006 16:13

[ลองเขียนกลอนกลบทเบญจวรรณ ๕ สี

หลงใหลเลยลองเลียนเขียนดูบ้าง
งกเงิ่นง้างงวยงงหลงอักษร
เนิ่นนานนมน้องหนูผู้ไกลกลอน
ขวบคืนค่อนคืบคลานงานมิเดิน

ใจจดจ่อจับจ้องลองสักหน่อย
เริ่มเรียงร้อยรู้รสบทขัดเขิน
ตาติดตามติติงสิ่งเผชิญ
สุดสรรเสริญสิ่งสร้างยังห่างไกล


: ห้องเรียนสีชมพู - 27/10/2006 16:15

นกนางนวล

นกนางนวลนอนแนบแอบกกคู่
ให้หดหู่ไห้หวนชวนคิดถึง
รักร้างรารักแรกแทรกตราตรึง
เจ็บใจจึงจางจากพรากพลัดมา
เคยเคียงคู่คลอเคล้าเย้าหยอกแนบ
อกอิงแอบอุ่นไอในอุษา
ชายชิดชู้ชูเช่นเป็นดวงตา
เมฆหมอกมาหมองหม่นจนเจียนตาย
เดินเดียวดายโดดเดี่ยวเปลี่ยวใจแสน
เคืองขัดแค้นขื่นขมมิสมหมาย
กี่กัปกาลเกิดกรุ่นละมุนกาย
ชมเชยชายโฉมชู้คู่นางนวล

นกนางนวลคู่เคล้าคลอเคลีย
ใจเจ็บจากรักเสียโศกเศร้า
นางนวลแนบนัวเนียนวลยั่วหยอกนา
เกิดก่อกิเลศเร้าร่ำไห้ชายหวน


: ห้องเรียนสีชมพู - 29/10/2006 15:52

คลื่นใต้น้ำ

๏ ฝั่งฝันเพียงคลื่นเคล้า… เคลียคลอ
สาดซัดฟองลอออุ่นเย้า
ทุกยามฝั่งคอยรอรับคลื่น สาดนา
ไยคลื่นครวญเฉกเศร้าโศกล้นเหลือแสน ๚

๏ โครมครามยามคลื่นม้วนสาดมา
เพียงกระทบหินผาผกย้อน
อึกกระทึกหากหา เหตุเกิดขึ้นนอ
เสียงคลื่นเงียบสะท้อน เหตุร้ายอาจมี ๚

๏ อำนาจหากหดสิ้นสูญหาย
ชนย่อมเกิดเสียดาย เดือดร้อน
รวมพลก่อกวนหมาย คืนอำ- นาจนา
กวนคลื่นกระแสซ้อน ซ่อนใต้สายชล ๚

๏ จำใจขจัดคลื่นย้อน ยอกมา
จำยื่นกาลเวลาหลอกไว้
จำเป็นเพื่อความผา-สุขทั่วไทยนอ
จำพรากพลัดเรือนไซร้สืบด้วยกฎกรรม ๚ะ


: ห้องเรียนสีชมพู - 29/10/2006 15:53

[เมื่อบรรยากาศไม่เป็นใจให้เรียนรู้

บรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงบ่าย หากเป็นวิชาที่ต้องอธิบาย หรืออยู่กับที่ นี่ สามารถฆ่าครูให้ตายได้จริง ๆ วันนี้ในคาบ ๕ คือช่วง ๑๒๒๐ – ๑๓๒๐ น ครูสอนชั้น ม๒ การเรียนการสอนยังสามารถดำเนินไปตามแผนการสอนที่กำหนดไว้ได้ แม้ว่านักเรียนจะเพิ่งมาจากทานข้าว ที่การเรียนการสอนเป็นไปตามแผนได้นั้นไม่ใช่เพราะฝีมือครู แต่เป็นเพราะมีตัวแปรแทรกเข้ามา คือหัวหน้าห้องของห้อง ๒ จะต้องไปเรียนที่สิงคโปร์ เขาขอให้ครูเขียนอะไรให้เขาหน่อยประกอบกับนักเรียนที่แต่งกลอนดอกสร้อยมาเพื่อขอปรับคะแนน ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกลอนดอกสร้อย เมื่อครูสอนและสาธิตการเขียน นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับพวกเขาและออกตลก ๆ บรรยากาศจึงสนุกครื้นเครงและครูก็สามารถนำดำเนินการสอนต่อไปได้

แต่พอถึงคาบ ๖ เวลา ๑๓๒๐ – ๑๔๒๐ น นี่สิ ขณะที่ครูไปถึงห้องนักเรียนมีอยู่เกือบครึ่งห้องสอบถามทราบว่า คาบก่อนหน้าครูเป็นคาบศึกษาค้นคว้าอิสระ นักเรียนจึงแยกย้ายไปตามความสนใจ เมื่อนักเรียนมาครบได้สนทนาซักถาม และทบทวนความรู้เดิมแล้ว ครูก็เริ่มให้นักเรียนอ่านบทโคลงสุภาษิตพร้อมกับครูอธิบาย ครูสังเกตว่า บางคนพยายามขยี้ตา บางคนตาแดง บางคนหาว ท่ามกลางอากาศร้อนนั้น บางคนยุ่งอยู่กับการจัดการพัดลมให้หันส่ายมาด้านตนมากที่สุด การดำเนินการสอนมันกำลังไม่เป็นไปตามแผน ถ้านักเรียนง่วงขนาดนี้ อากาศร้อนอย่างนี้ จะเรียนรู้เรื่องได้อย่างไร สอนคาบลูกคาบดอกก็เถอะน่า บางคนฟุบไปแล้ว จะดุด่าว่ากล่าวหรือ ครูเองก็เคยง่วงมากจนปากกาตกจากโต๊ะ หรือเขียนหนังสือไม่เป็นตัวนี่นา เมื่อคนง่วงจริง ๆ มีสิ่งเดียวคือฟุบงีบไปสัก 2-3 นาที แต่จะให้นักเรียนฟุบหลับขณะที่ครูสอนหรือ ใครผ่านมาเห็นตายแน่เลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องธรรมชาตินะ อย่างนั้นก็ “ทั้งหมดยืน รีบวิ่งไปล้างหน้า ดื่มน้ำภายในเวลา ๕ นาที” หลายคนยิ้มอย่างยอมรับว่าครูรู้ว่าเขาง่วง ต่างวิ่งออกไปบางกลุ่มยังนั่งอยู่บอกว่าหนูเพิ่งจะล้างหน้ามาก่อนคาบครูค่ะ เจ้าอ้วนดำแก้มป่อง แอบนำแป้งเด็กของเพื่อนหญิงออกมากระมิดกระเมี้ยนทาแก้ม มองแล้วนึกถึง “หมาหมีคลุกนุ่น” นัก แต่ก็ดีนะ อย่างน้อย ๆ เขาก็สดชื่นขึ้นมาบ้าง

เมื่อนักเรียนกลับมาบางคนมาหน้าตา หัวหูเปียกโชก บ้างก็ซื้อน้ำมาคนละขวด ๒ ขวด ครูเคยอ่านงานวิจัยมาพบว่า การดื่มน้ำในห้องเรียนบ่อย ๆ เป็นสิ่งดี จึงได้บอกให้นักเรียนมีน้ำดื่มประจำ อย่างน้อยที่สุดน้ำก็ทำให้ไม่ง่วงนอน เมื่อทุกคนกลับมาพร้อมจึงได้ดำเนินการสอนต่อ แต่เนื่องจากภาษาในโคลงสุภาษิตเป็นภาษาโบราณ แม้ครูจะอธิบายและเชื่อมโยงไปสู่เรื่องราวประจำวันแล้ว แต่ครูสังเกตท่าทางนักเรียนแล้วยังไม่ค่อยจะเข้าใจหรือตระหนักต่อคำสอนนัก ครูมองว่านักเรียนในยุคนี้ไม่ค่อยจะซาบซึ้งกับคำสอนที่สื่อด้วยภาษาที่กลั่นกรองอย่างสละสลวยนักหรอก เพราะนักเรียนชินต่อการโฆษณาชวนเชื่อจากสื่อด้านเทคโนโลยีมากกว่า นักเรียนพร้อมจะรับและปฏิบัติตามสื่อโฆษณาทั้งหลาย โดยไม่ต้องไตร่ตรอง จึงมองคำสอนจากโคลงสุภาษิตเหมือนเป็นอะไรสักอย่างที่ต้องเรียนเพื่อสอบเอาคะแนน บรรยากาศยังไม่เป็นที่ต้องใจของครูนัก แต่ยังไม่ถึงทางตันหรอกน่า ครูรู้นี่นาว่า นักเรียนชอบอะไร ถ้าอย่างนั้นก็

ครูแจกกระดาษซึ่งเป็นกระดาษหน้าเดียวที่ยังสามารถนำมาใช้ได้อีก ๑ หน้า ให้นักเรียน ๒ คน / ครึ่งแผ่น เขียนชื่อเลขที่ของทั้ง ๒ คน โดยยังไม่บอกว่าให้ทำอะไรกับกระดาษแผ่นนั้น บอกเพียงแต่ว่าจะเก็บคะแนน ๑ คะแนน (เพียง ๑ คะแนน จริง ๆ ) แล้วให้นักเรียนอ่านเนื้อหาส่วนที่เหลือในใจจำนวน ๒ หน้า ในเวลา ๑๐ นาที นักเรียนก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านเต็มที่เพราะยังไม่ทราบว่าครูจะให้ทำอะไร เมื่อครบ ๑๐ นาที ครูให้นักเรียนตั้งคำถามพร้อมกับคำตอบ นักเรียนทุกคนต่างมุ่งมั่นในการทำงาน แต่ละคู่ปรึกษากัน “ถามตรงนี้ดีกว่านะ” “ตอบอย่างนี้นะ” ไม่นานทุกคู่ก็ทำสำเร็จ

เย้ ! ครูแก้ปัญหาไปได้อีกครั้งแล้วล่ะ




: ห้องเรียนสีชมพู - 01/11/2006 11:29

๏ อ่อน เพียงนบนอบผู้ ภักดี สยามแฮ
นอก นิ่มนวลวจี แจ่มจ้า
แข็ง ขัดต่อไพรี อริราช หรอกนา
ใน แกร่งเพียงเหล็กกล้า ท่านผู้นำไทย ๚

๏พัก รบหวังพบหน้า นงคราญ
พิง พักหลังราชการ ล่วงพ้น
ขิง เผ็ดกลับถูกสาน สืบร่ วม รัฐนอ
แก่ เกียรติศักดิ์ภักดิ์ท้น แต่ท้าวไผทไทย ๚

๏มอง เห็นเป็นห่วงบ้าน เมืองเรา
มอง รัฐกำจัดเกลา กร่อนร้าย
มอง มารมุ่งคืนเอา อำนาจ มานอ
มอง เหตุการณ์คลับคล้าย คลื่นคล้อยรอโถม ๚

๏ กวน เมืองหมายมุ่งสร้าง เสียหาย
น้ำ นิ่งนอนสงบคลาย ขุ่นข้อง
ให้ รัฐจัดนโยบาย ตามบท- บาทพ่อ
ขุ่น ข่มรอร่ำร้อง เมื่อไร้ผลงาน ๚

๏ เสีย อำนาจป่นปี้ เพียงตน
เสีย ชาติโกลาหล แน่แท้
เสีย ดายครู่เดียวดล เดิมสู่ คืนนา
เสีย ศักดิ์หากภักดิ์เจ้า จุ่งรู้ควรเสีย ๚

๏น้ำ ลายหลอกล่อให้ หลงใหล
ลด สิทธิ์หนอนเน่าใน โผล่พ้น
ตอ ตำต่อชาวไทย ทุกข์ทั่ว กันนอ
ผุด โผล่เพียงสืบค้น ข่าวแจ้งประจาน ๚ะ๛

: ห้องเรียนสีชมพู - 02/11/2006 12:13

การใช้กิจกรรมเสริมตามความถนัดและสนใจของนักเรียนโครงการฯ

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ครูนั่งวางแผนการสอนเพื่อเสริมเติมเต็มในหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะกับนักเรียนชั้น ม๒/๒ที่เป็นนักเรียนโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพราะจากการสังเกตพฤติกรรมในการทำงานที่ผ่านมา พบความแตกต่างระหว่างนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลาในการทำงาน และความสนใจใฝ่รู้ในการเรียนภาษาไทย

ที่ผ่านมา เมื่อครูให้ทำกิจกรรมนักเรียนบางคนทำสำเร็จในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งระหว่างคนที่ทำสำเร็จคนแรก คู่แรก หรือกลุ่มแรก จะทิ้งช่วงห่างกับ คน คู่ หรือกลุ่มสุดท้ายประมาณ ๒๐ – ๓๐ นาที เมื่อ เด็กกลุ่มนี้ทำงานบรรลุตามเป้าหมาย เขาก็ควรจะได้รับรางวัลพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ต้องนั่งรอเพื่อนไปเรื่อย ๆ จนกว่าทุกคนจะเสร็จพร้อมกัน หรือจะให้เขาทำงานเพิ่มก็ใช่ที่ เพราะสมาธิและความสนใจของเขาก็มีเพียงเท่านั้นล่ะ ที่เขาทำให้สำเร็จเขาก็หวังจะได้มีเวลาพักผ่อนในช่วงนั้น แต่บางครั้งด้วยความเป็นเด็กก็อาจจะไปแหย่หรือพูดคุยรบกวนเพื่อนที่ยังทำไม่เสร็จ หากนั่งคุยนั่งเล่น คนที่ผ่านไปมาก็ไม่เข้าใจอีก อาจจะคิดว่า เด็กคนนั้นไม่สนใจการเรียนเลย ทำไมครูไม่ดูแล ซึ่งเขาคงไม่มาถามสาเหตุจากครูหรอก

ด้วยเหตุที่ครูชอบเล่นปริศนาอักษรไขว้จากหนังสือต่าง ๆ อยู่เสมอและได้พบเกมปริศนาเกมหนึ่งเป็น “ปริศนาหาเหตุผล” ผู้เล่นต้องอ่านข้อความ วิเคราะห์ สังเกต หาข้อเท็จจริง ในแต่ละรายการที่เขาให้ข้อมูลมา แล้วหาข้อสรุปให้ได้ว่าข้อมูลที่ถูกต้องหรือคำตอบที่เขาต้องการนั้นคืออะไรบ้าง กิจกรรมดังกล่าวครูมองเห็นว่าเป็นเกมภาษาที่ต้องอาศัยทักษะทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเหมาะสมกับนักเรียนกลุ่มนี้ ครูจึงจัดทำเอกสารสำหรับนักเรียนเล่น ๔ คน ต่อ ๑ ฉบับ

เมื่อถึงเวลาเรียน ครูสอนนักเรียนไปตามแผนที่กำหนดปกติ โดยไม่บอกว่าครูมีกิจกรรมอะไรจะให้เล่น เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ตามเนื้อหาที่กำหนด และได้ทำกิจกรรมที่มอบหมาย ๒ ข้อ คือ วิเคราะห์เนื้อหาโคลงสุภาษิตจำนวน ๓ บท คือ สามสิ่งที่เกลียด สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน และสามสิ่งควรเคารพ ครูให้นักเรียนโคลงแต่ละบทมีผลต่อผู้ที่ประพฤติ ผู้ที่คบ หรือสังคมอย่างไร และให้นักเรียนศึกษาความงามด้านศิลปะการแต่งของโคลงทั้ง ๓ บทว่า มีความงามอย่างไร นักเรียนทำร่วมกันเป็นคู่ ๆ คู่ใดทำเสร็จก่อน ก็จะได้นำเกมปริศนาหาเหตุผลไปเล่น สำหรับบางคนที่เป็นผู้หญิงรู้สึกจะไม่ค่อยเข้าใจวิธีการเล่นตามคำอธิบายของเกม ครูต้องยกตัวอย่างประกอบเสริมนักเรียนจึงเข้าใจ จากการสังเกตพบว่านักเรียนยิ้มอย่างมีความสุข คนที่ยังไม่เสร็จจากงานที่มอบหมายก็จะบอกว่า “อย่าเพิ่งแจกสิครู ไม่ยุติธรรมเลย เวลาในการเล่นก็ไม่เท่ากันสิ” นี่ล่ะธรรมชาติของเด็กวิทย์ - คณิต กลัวแพ้เพื่อนอย่างไรล่ะ และแล้วทุกคนก็ทำงานที่มอบหมายสำเร็จก่อนเวลาและได้นำเกมไปเล่นทุกคน แต่ละกลุ่มสุมหัวกันวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็นอย่างมุ่งมั่นน่ารักมาก แต่ยังได้คำตอบไม่ครบ ซึ่งครูนัดหมายว่าจะมาเฉลยกันชั่วโมงหน้า ไม่อยากจะบอกเลยว่าเกมนี้ครูทำไม่สำเร็จ คงยากเกินกว่าครูภาษาไทยอย่างครูมั้ง ?

อย่างนี้เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนหรือเปล่าล่ะนี่


: ห้องเรียนสีชมพู - 02/11/2006 16:02


๏ เจียนใบตองผองมาลีหลากสีสัน
จับจีบชั้นสอดแซมแต่งแต้มสี
ธูปเทียนวางกลางกระทงมั่นคงดี
เกิดกระทงประเพณีแต่โบราณ
อธิษฐานผ่านชลาคราเพ็ญฉาย
ขอสมหมายดังจิตอธิษฐาน
ไทยอย่าแตกแยกย้ายเช่นสายธาร
ไทยอย่าผลาญเข่นฆ่าประชาไทย
กาลกินีลี้ลับกับสายน้ำ
ความเย็นฉ่ำซึมซับดับร้อนไหม้
ขอผ่านพ้นวิตกอุทกภัย
ขอพืชพรรณชอุ่มใบเลี้ยงประชา
ขอองค์พระมหากษัตริย์แห่งฉัตรแก้ว
ทรงผ่องแผ้วเจิดแจรงคู่แหล่งหล้า
เป็นร่มฉัตรร่มเงาเหล่าประชา
เป็นมหากษัตรายั่งยืนชนม์
อธิษฐานผ่านกระทงตรงริมฝั่ง
ขอสมหวังวาดไว้ให้เกิดผล
แม้นลอยเดี่ยวเปลี่ยวคู่ดูชอบกล
หากสุขล้นที่สืบสานงานประเพณี๚

: ห้องเรียนสีชมพู - 06/11/2006 10:00

 

คราไทยแล้งทรงแต่งเมฆเสกเป็นฝน
คราน้ำล้นแก้มลิงสิ่งมอบให้
ทรงดำริ“พอเพียง”เลี้ยงชีพไทย
เมื่อคราหนาวอุ่นไอพระเมตตา
ไทยแตกร้าวกาวประสานแตกซ่านหยุด
คราไทยทรุดแทรกศาสตร์ผงาดกล้า
หกสิบปีพลีเหงื่อเพื่อประชา
สามพันกว่าโครงการชาญราชัน
แปดสิบชนม์ขอผลบุญหนุนนำส่ง
ขอพระองค์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
พระชนม์ยั่งยืนนานกาลนิรันดร์
เป็นมิ่งขวัญ “ดวงใจในแผ่นดิน”


: ห้องเรียนสีชมพู - 04/12/2006 11:16

แหล่งเรียนรู้วิชาภาษาไทยช่วงชั้นที่ ๓-๔