โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพู  
สมุดเยี่ยม

บทอัศจรรย์ในวรรณคดีไทย

ความหมาย
        บทอัศจรรย์คือบทที่พระนางมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งกวีแต่ละท่านจะมีลีลาในการนำเสนอ
โดยใช้ภาษาและสิ่งสมมุติที่แตกต่างกัน บ้างก็ใช้ลักษณะของลมพายุ คลื่น ทะเล บ้างก็ใช้
ผีเสื้อกับดอกไม้ ถือว่าเป็นการนำเสนอศิลปะอย่างหนึ่งของกวี เพราะกวีจะไม่นำเสนอแบบ
ตรงไปตรงมา ผู้อ่านไม่สามารถแปลความตามตัวอักษรได้ ต้องอาศัยจินตนาการ

       ในวรรณคดีไทยมักมีบทอัศจรรย์ แทรกอยู่ด้วย เรื่องความรักและเพศสัมพันธ์

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ในการพรรณนาฉากรักฉากพิศวาสของตัวละครหญิงชาย กวีไทย

ไม่นิยมกล่าวตรงไปตรงมา แต่จะกล่าวถึงโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบหรือใช้ สัญลักษณ์แทน

บทนี้เรียกว่า “บทอัศจรรย์” กล่าวคือกวีใช้ธรรมชาติเป็นสัญลักษณ์แทนการแสดงพฤติกรรม

ทางเพศ บทอัศจรรย์จึงเป็นบทที่ต้องใช้ความสามารถในการแต่ง เพื่อให้เป็นงานศิลปะมิใช่

อนาจาร

ที่มา : http://ebook.nfe.go.th/ebook/html/002/197.htm

บทอัศจรรย์ในขุนช้างขุนแผน พลายแก้วกับนางพิมพ์

        ๏ สนิทหลับรับขวัญเจ้าทั้งหลับ ดังยิ้มรับให้พี่มาร่วมหมอน
โฉมแฉล้มแย้มยิ้มพริ้มเพรางอน งามเนตรเมื่อเจ้าค้อนพี่ยามชม
คอคางบางแบบกระทัดรัด เล็กยาวขาวขัดดูงามสม
ไม่พร่องบกอกนางอล่างนม ค้อยผงมสงวนต้องประคองทรวง ๚
บทอัศจรรย์  
     ๏ ประเดี๋ยวจับประเดี๋ยวจูบเฝ้าลูบชม แก้มกับนมนี่เจ้าชื้อมาหรือขา
ทำเล่นเหมือนเป็นเชลยมา ฟ้าผ่าเถอะไม่ยั้งไม่ฟังกัน
จะหยิกเท่าไรก็ไม่เจ็บ ฉวยเล็บมาจะหักให้สะบั้น
อุยหน่าอย่าทำสำคัญ ฟาดฟันเอาเถิดไม่น้อยใจ
ทำเล็บหักเหมือนไม่รักพี่จริงจัง ถึงเงินชั่งหนึ่งหารักเท่าเล็บไม่
เข้าชิดสะกิดพิมยิ้มละไม อุ้มแอบอกไว้ด้วยปรีดา ๚
   
อีกตอนหนึ่ง  
     พายุหนักชักใบไดครึ่งรอก แต่กลับกลอกกลิ้งกลับเป็นนักหนา
ทอสมอรอท้ายเสียหลายครา จนเภตราหยุดแล่นเป็นคราวคราว
สมพาสพิมดุจริมแม่น้ำตื้น ไม่มีคลื่นแต่ละลอกกระฉอกฉาว
ปะสายทองดุจต้องพายุว่าว พอออกอ่าวก็ล่มจมไปเลย
   

 

บทอัศจรรย์ในพระเพื่อนพระแพงของกวีล้านนา : เก็บจากจอมยุทธเมรัย : พันทิพย์

ฉากอัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อ พระลอ พร้อมพี่เลี้ยงนายแก้วนายขวัญ ตามไก่มาแล้วปลอมตัวหลบ
เข้าไปเที่ยวในสวนของเพื่อนแพง

ด้วยหัวใจระอุด้วยไฟรัก เพื่อนแพงรบเร้าให้นางรื่นนางโรยเดินทางไปตามหาพระลอที่สวน มาพบกับ
นายแก้วนายขวัญที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในสระ ยังไม่ทันจะถามชื่อแซ่กันด้วยซ้ำเกี้ยวพาราสีอยู่ไม่นานก็ชวนกัน
เสพสังวาสในสระนั้นแล

ในระหว่างเล่นน้ำในสระด้วยกันนั้น โคลงแต่ละบทเปรียบเทียบและใช้สัญลักษณ์ในทางสังวาสได้
อย่างงดงามทุกโคลงลองอ่านดูเถอะขอรับ

๏ นางโรยนางเรียกด้วย.............คำงาม
ขวัญอ่อนดั่งขวัญกาม...............ยั่วแย้ม
ใบบัวหนั่นหนาตาม...................กันลอด ไปนา
หอมกลิ่นบัวรสแก้ม..................กลิ่นแก้มไกลบัว
๏ ใบบัวบังข้าขอบ...................ใจบัว
ดอกดั่งจะหัวรัว......................เรียกเต้า
เชยชมภิรมย์ชัว......................ซมซาบ บัวนา
ถนัดดั่งเรียมชมเจ้า.................พี่เหล้นกับตน
๏ บัวนมบัวเนตรหน้า...............บัวบาน
บัวกลิ่นขจรหอมหวาน..............รสเร้า
บัวสมรละลุงลาญ....................ใจบ่า นี้นา
บัวบาทงามจวบเท้า..................เกศแก้วงามจริง
๏ โกมุศกาเมศแก้ว...................โกมล พี่เอย
หอมกลิ่นจงกลกล...................กลิ่นแก้ว
จงกามินีปน...........................รสร่วม กันนา
จงกอบอย่ารู้แคล้ว.................ก่อเกื้อกรีฑา
๏ สรนุกบัวซ้อนดอก...............บัวพระ พี่นา
ปลาช่อนปลาไซ้พระ................ดอกไม้
สลิดโพตะเพียนพะ..................กันชื่น ชมนา
รวนเพรียกแนมหลิ่งไสร้...........เหยื่อหย้ามฟูมฟอง
๏ สนุกข้างนี้แนบ....................จอมใจ พี่เอย
สองสนุกกันใน........................ฝ่ายนั้น
ทำขวัญสนุกใด.......................จักดุจ นี้เลย
หนีซอกซอนซ้ำหั้น....................เชิดชู้เทียมรงค์

ต้องยกมาให้อ่านกันยาวๆขอรับ เพื่อก่อให้เกิดจินตนาการอันบรรเจิด แล้ว โอ้ โห
ลองมาไล่จินตนาการกันซักหน่อย

โคลงสามบทแรกที่ยกมา เป็นการปูพื้นและเกี้ยวพาราสีก่อนที่จะเสพสังวาสกัน โดยการใช้บัวในสระ
ที่ลงอาบน้ำด้วยกันเป็นสัญลักษณ์ ใช้ภาษาที่งดงามและยั่วเย้าให้เกิดอารมณ์ทางเพศสูงยิ่ง ถ้าได้อยู่ในสระน้ำ
ตรงนั้น ใครเล่าจะอดใจไหวมีข้อสังเกตตรงนี้หน่อยหนึ่ง ตามท้องเรื่อง นางรื่นนางโรย
ไปพบนายแก้วนายขวัญนั้น พอปะหน้าก็เกิดความเสน่หายังไม่ทันจะถามไถ่ชื่อแซ่ด้วยซ้ำ
บทสังวาสก็เริ่มต้น ทันสมัยจริงๆ เพราะผู้หญิงเป็นคนเกี้ยวผู้ชาย ไม่รักนวลสงวนกายกันเลย

สามบทต่อมาเป็นบทในเชิงสังวาส ไม่อยากจะจินตนาการเล้ยยย
แต่ถ้าถามว่าบทอัศจรรย์ในน้ำตรงนี้ จอมยุทธฯ ชอบบทไหนมากที่สุด ก้อต้องบอกว่าบทที่ใช้ปลา
เป็นสัญลักษณ์ขอรับงดงามและผุดผ่อง งามถึงขั้นจินตนาการเห็นภาพอันวิจิตรตระการ ขอบอกว่าสุดยอด

หลังเสร็จสมในสระน้ำก็ยกพลขึ้นบกอีก อะไรจะยอดเยี่ยมปานนั้น โคลงตรงนี้บอกไว้ว่า

     ๏ สรงสนุกน้ำแล้วกลับ..............สนุกบก เล่านา
สองร่วมใจกันยก.....................ย่างขึ้น
ขึ้นพลางกอดกับอก..................พลางจูบ
สนุกดินฟ้าฟื้น.........................เฟื่องฟุ้งฟองกาม

 

เมื่อขึ้นมาในสวนก็ยังไม่ยอมเลิกอีก ดูโคลงอีกสัก ๒ บท

     ๏ สองนางนำแขกขึ้น................เรือนสวน
ปัดฟูกปูอาสน์ชวน...................ชื่นชู้
สองสมพาสสองสรวล..............สองเสพย์
สองฤดีรสรู้...........................เล่ห์พร้อมเพรียงกัน
๏ เสร็จสองสมพาสแล้ว............กลกาม
สองอ่อนสองโอนถาม...............ชื่อชู้
สองมาแต่ใดนาม.....................ใดบอก ราพ่อ
ให้แก่สองเผือรู้.......................ชื่อรู้เมืองสอง

เสร็จกิจจึงจะถามชื่อ แหม......

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 22 ต.ค. 45 11:39:10 ]

ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W1836417/W1836417.html

 

     ก่อนจะเข้าเรื่องลิลิตพระลอต่อ จอมยุทธฯขอนำฉากอัศจรรย์ที่เป็นโคลงสี่สุภาพ จากวรรณกรรมเ
รื่องอื่นมาเพื่อเป็นทางเลือกในการเสพอรรถรสด้านนี้ หลายๆลีลา

ชุดแรกเป็นโคลงที่นำมาจาก " ลิลิตเพชรมงกุฎ " ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งนำเอานิทานจาก
" นิทานเวตาล "มาแต่งเป็นลิลิต กล่าวถึงเจ้าชายเพชรมงกุฎ พระราชโอรสของท้าวรัตนนฤเบศร์
แห่งนครศรีบุรี ที่จากบ้านจากเมืองไปประพาสป่า เกิดหลงป่า จนไปถึงเมืองหนึ่งซึ่งมีพระราชธิดาชื่อว่า
ประทุมวดี ในที่สุดได้นางเป็นชายาและพานางกลับบ้านเมือง โดยใช้กโลบายอันชาญฉลาดของพี่เลี้ยง
ตอนหนึ่งบนปราสาทของเจ้าหญิงประทุมวดีมีบทอัศจรรย์ ความว่า

๏ พระเสด็จไคลสู่ห้อง...............บรรทม
ถึงอาสน์บรรจถรณ์สม..............ม่านแพร้ว
พรวนเงินพรวนคำสม................สายสูตร
ยี่ภู่ทองรองเตียงแก้ว................เพริศแพร้วเพดาน
๏ โอฬารสารเสนาะพร้อง............พาที
สองเกษมเปรมปรีด์..................ผ่องแผ้ว
รวยรื่นรสฤดี...........................ปราโมทย์
พระตระกองกายแก้ว.................แนบเนื้อแนมนม
๏ ชมพักตร์จุมพิศเน้น................นวลปราง
เอนแอบอุรานาง........................แนบไท้
สองร่วมภิรมย์ปาง....................ประดิพัทธ์ กันแฮ
ดุจลดารัดไม้...........................เมื่อเมื้อราตรี
๏ พยุพยับเมฆครื้น...................ครวญหาญ
วิรุณร่วงโรยรินฉาน..................ครึกครื้น
เวหาฮึกมืดมัวปาน....................เดือนดับ
บงกชแบผกาชื้น......................กลิ่นหรื้นรัญจวน

ขอต่อด้วยร่ายตรงนี้อีกหน่อยขอรับเพื่อให้ต่อเนื่อง

ร่าย-พระภูธรธิราช สุขสมพาสพระยุพา มโหฬาดิเรก เป็นเอกโอชา สองเสน่หาสโมสร
ในบรรจถรณ์ทิพรัตน์ โดยกำหนัดนิยม แรกเริ่มสมสังวาส ห่อนเคลื่อนคลาดคลารส.......

เมื่อพูดถึงวรรณกรรมเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถ้าไม่นำ โคลงสี่สุภาพบทอัศจรรย์ จาก
" ลิลิตพระศรีวิชัยชาดก " มานำเสนอด้วยก็กระไรอยู่ เพราะตรงนี้ถือเป็นโคลงครูในแบบบทอัศจรรย์
ของจอมยุทธฯ ก็ว่าได้(เอิ้ก)

ก่อนถึงบทอัศจรรย์ตรงนี้ ขอเล่าเนื้อเรื่องเพื่อดูภูมิหลังซะหน่อย

ลิลิตพระศรีวิชัยชาดก เป็นเรื่องราวประวัติของพระโพธิสัตว์ที่มีชื่อว่า " ศรีวิชัยกุมาร "
ผู้ทรงมีสติปัญญาอันเปรื่องปราดพระองค์ได้ฝึกเลี้ยงนกแสนรู้ไว้ตัวหนึ่งตั้งชื่อว่า " สุรเสน " ภายหลังได้ใช้นกแสนรู้ไปสืบข่าวสารและหาข้อมูลของผู้ที่สมควร
จะเลือกเป็นพระชายา หลังจากสืบหาจนครบถ้วนตามเมืองต่างๆ ก็ไปพบเห็นพระราชธิดาของเมืองหนึ่ง
นางเป็นสตรีที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและทรงโฉมเป็นอย่างยิ่ง พระศรีวิชัยกุมารได้ทำพระราชสาส์น
ขอนางต่อพระราชบิดา แต่พระราชบิดาทรงพระพิโรธตรัสตอบว่าจะยกพระราชธิดาให้ก็เฉพาะชายที่
สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เท่านั้น พระราชกุมารใช้วิธีบนบานศาลกล่าวต่อเทพ
ประจำเมืองให้ช่วยเหลือ จนเทพกรุณาพาเหาะขึ้นไปบนปราสาทชั้นที่ ๗ ที่พระราชธิดาประทับ
อยู่ หลังจากมีการทดสอบสติปัญญากันพอหอมปากหอมคอแล้วพระราชธิดาก็ตกลงปลงใจ
ยอมเป็นพระชายาในที่สุด

แม้จะเป็นเรื่องราวชาดก แต่ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็รจนาบทอัศจรรย์ไว้อย่างสุดยอด
ลองอ่านดู นะครับ

๏ อ้าอรวรนุชเนื้อ........................นฤมล
เรียมใฝ่มาฝากชนม์.....................ชีพด้วย
ตราบสิ้นสุธาดล.........................อากาศ ก็ดี
สูญสมุทรสุเมรุม้วย.....................ไป่ม้วยเสน่ห์นาง
๏ ตรัสพลางชายเนตรต้อง............ตาสมร
เสียวกระสันเสมอศร....................เสียบไส้
แดดิ้นดั่งไฟฟอน........................รสราค
กรตระกองลูบไล้........................แนบเนื้ออิงองค์
๏ บุษบงส่งดอกพ้น....................ชลธาร
พอแสงสุริยฉาน........................จรัสต้อง
คลายคลี่ผกาบาน........................แบะกลีบ
ภุมเมศรู้รสจ้อง.........................จรดเคล้าเสาวคนธ์
๏ ฝนสวรรค์อั้นอดถ้า..................ฤดูกาล
ครั้นวลาหกทะยาน.......................ยั่วฟ้า
เมขลาล่อมณีกาล........................อสุรโกรธ
ฝนก็ซกเซ็งซ้า............................ทั่วท้องธรณี
๏ คีริมหิมเวศห้วย.......................เหวธาร
สระหนองคลองละหาน...............เปี่ยมน้ำ
พฤกษาชุ่มใบบาน.......................เบิกช่อ
จัตุบททวิบาทซ้ำ.........................ชื่นเต้นตามคะนอง
๏ สองสมบรมสุขล้ำ...................เปรียบสอง
สองเกษมสมปอง......................เกลือกเคล้า
สองกรสองตระกอง..................องค์แอบ กันนา
สองฤๅหยุดยั่วเย้า......................ยิ่งเย้ายวนสม

ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ สำหรับพรรณาโวหารโดยใช้ความเปรียบเทียบ บทอัศจรรย์ชุดนี้
ที่แสดงถึงการใช้สัญลักษณ์จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมารจนาและเรียบเรียงเข้าด้วยกัน
วิจิตรบรรเจิดจริงๆแล้วจะไม่ให้ จอมยุทธฯ ถือโคลงครูชุดนี้เป็นต้นแบบในการแต่งโคลงบทอัศจรรย์ได้อย่างไร ?

แก้ไขเมื่อ 22 ต.ค. 45 21:08:51

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 22 ต.ค. 45 16:34:55 ]

มาว่าถึงลิลิตพระลอกันต่อครับ

     หลังจากผ่านเหตุการณ์แรก ซึ่งเป็นฉากรักหมู่สองคู่ระหว่างนางรื่นกับโรย และนายแก้วกับนายขวัญ
ก็จะมาถึงเหตุการณ์ที่สอง ซึ่งเป็นบทอัศจรรย์ระหว่างพระลอ กับพระเพื่อนพระแพง เป็นฉากรักที่เกิดขึ้น
ระหว่างหนึ่งชายกับสองหญิง ที่ภาษาสมัยใหม่เขาเรียกว่าแซนด์วิช นั่นเอง

คงต้องท้าวความกันสักนิด

สองพี่เลี้ยงหลังเสร็จสมสังวาสแล้ว ก็คิดถึงนายตนที่กำลังลุ่มหลงอยากเห็นโฉมของกันและกัน
ก็ช่วยกันจนสำเร็จในสวนอันงดงามตระการตา พระเพื่อนพระแพงก็มาปรากฎกายอันงดงามให้พระลอ
ได้เห็น และต้องตกตะลึงในความงาม ขอยกบทชมความงามของพระเพื่อนพระแพงมาซักบทแล้วกัน

๏ งามยงงามยิ่งแม้................แมนมา แต่งฤๅ
โฉมระทวยทอตา....................แหล่งหล้า
สมนักบ่านี้นา........................สรบ่า นี้นา
สรดกว่าสรดโอ่อ้า..................อ่าโอ้เอาใจ

ส่วนสองคู่ชู้ชื่นที่เป็นบ่าวตัวดีก็หลบออกหายไปให้นายได้อยู่กันตามลำพัง

๏ สี่คนคิดชอบถ้อย..............สอนสั่งกันค้อยค้อย
สว่างร้อนไฟกาม

นี่ขนาดพระพี่เลี้ยงทั้งสี่คนเตือนกันสั่งสอนกันจนเห็นพ้องต้องกันว่า ควรลดไฟกามที่เร่งร้อนลง
เพราะนี่คือที่ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เป็นที่ต้องยำเกรง ต้องข่มใจไว้บ้าง แต่ก็โดนแรงราคะเผา
จนระทดท้อทั้งสามพระองค์แต่เมื่อสามกษัตริย์แก่นท้าวกำลังมีความสุข หน้าที่ของพระพี่เลี้ยงก็ต้องหมดลง
โคลงตรงนี้บอกไว้ว่า

๏ แรกรักแรงราคร้อน...............รนสมร
ยงยิ่งเปลวไฟฟอน...................หมื่นไหม้
มณเฑียรปิ่นภูธร.......................เป็นที่ ยำนา
ขืนข่มใจไว้ได้...........................เพื่อตั้งภักดี

โคลงบทนี้แปลความประมาณว่า ความรักครั้งแรกนี้ช่างร้อนแรงเปี่ยมไปด้วยกำหนัด
ร้อนรนคิดถึงแต่คู่สวาท ดังเปลวไฟที่เผาไหม้ตั้งหมื่นเท่า แต่ก็ควรข่มใจไว้เพราะนี้เป็นเรือนของ
พระเจ้าแผ่นดิน เพื่อแสดงความภักดี

แต่เมื่อโดนไฟราคะเผาผลาญ ใครเล่าจะทนได้ บทอัศจรรย์ก็ต้องเริ่มต้น

สามกษัตริย์ พระลอและพระเพื่อนพระแพง เป็นฉากรักระหว่างหนึ่งชายกับสองหญิงภายในห้อง ซึ่งขึ้นต้นบทอัศจรรย์ด้วยโคลง
สองสุภาพ ดังนี้

๏ ส่วนสามกษัตริย์แก่นท้าว................กรโอบองค์โน้มน้าว
แนบเนื้อเรียงรมย์
๏ เชยชมชู้ปากป้อน.........................แสนอมฤตรสข้อน
สวาทเคล้าคลึงสมร
๏ กรเกี้ยวกรกอดเนื้อ......................เนื้อแนบเนื้อโอ่เนื้อ
อ่อนเนื้อเอาใจ
๏ พักตราใสใหม่หม้า........................หน้าแนบหน้าโอ่หน้า
หนุ่มเหน้าสรสม
๏ นมแนบนมนิ่มน้อง........................ท้องแนบท้องโอ่ท้อง
อ่อนท้องทรวงสมร
๏ สมเสน่ห์อรใหม่หมั้ว......................กลั้วรสกลั้วกลิ่นกลั้ว
เกลศกลั้วสงสาร
๏ บุษบาบานคลี่คล้อย.......................สร้อยและสร้อยซ้อนสร้อย
เสียดสร้อยสระศรี
๏ ภุมรีคลึงคู่เคล้า.............................กลางกมลยรรเย้า
ยั่วร้องขานกัน
๏ สรงสระสวรรค์ไป่เพี้ยง.................สระพระนุชเนื้อเกลี้ยง
อาบโอ้เอาใจ
๏ แสนสนุกในสระน้อง.......................ปลาชื่นชมเต้นต้อง
ดอกไม้บัวบาน
๏ ตระการฝั่งสระแก้ว........................หมดเผ้าผงผ่องแผ้ว
โคกฟ้าฤๅปุน
๏ บุญมีมาจึ่งได้...............................ชมเต้าทองน้องไท้
พี่เอ้ยวานชม หนึ่งรา

พระลอเสพสังวาสกับพระเพื่อนก่อนพระแพง เป็นอย่างไรก็ต้องลองดูโคลงสองที่ยกมาให้อ่าน
รวดเดียวข้างบนนี้

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ 22 ต.ค. 45 22:35:39 ]

     บทอัศจรรย์จากลิลิตพระลอ ถือเป็นเคล็ดแห่งความสำเร็จทางกามที่โน้มน้าวให้เห็นความเป็น
นักรักระดับหัวกะทิซึ่งพระลอนี้สามารถเผด็จสวาทเพื่อนแพงได้ในห้องเดียวกัน และเล่นบทอัศจรรย์
ประเภทสองรุมหนึ่ง ซึ่งไม่มี
ในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ถ้าจะใกล้เคียงกันบ้างก็คงจาก เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนที่ขุนแผนได้นางพิม
แล้วไปเผด็จสวาทนางสายทองอีกหนึ่งคน แต่แม้เหตุการณ์จะเกิดบนเรือนเดียวกัน แต่ก็คนละห้อง

คราวที่แล้ว จบไว้ที่โคลงสองสุภาพชุดพระลอเสพสังวาสกับพระเพื่อน อ่านอย่างช้าๆแล้วลอง
จินตนาการจะเห็นภาพพระลอกับนางเพื่อนเสพสังวาสกันงดงามนัก โอ้ โห อีกแล้ว

๏ พระเพื่อนสมสมรแล้ว...................ลอราชเชยชมแก้ว
แก่นไท้แพงทอง

เพื่อความต่อเนื่อง ต้องอ่านบทอัศจรรย์ระหว่างพระลอกับพระแพงต่อเลย ขอรับ

๏ ลบองบรรพ์หลากเหล้น................บ่เหนื่อยบ่ได้เว้น
เพิ่มชู้ชมสมร
๏ ดุจอัสดรหื่นห้า............................แรงเร่งเริงฤทธิ์กล้า
เร่งเร้าฤๅเยาว์
๏ ดุจสารเมามันบ้า...........................งาไล่แทงงวงคว้า
อยู่เคล้าคลุกเอา
๏ ประโลมเล้าอ่อนไท้.........................แก้วพี่เอยเรียมได้
ยากด้วยเยาวมาลย์
๏ เอ็นดูวานอย่าพร้อง.......................เชิญพระนุชนิ่มน้อง
อดพี่ไว้เอาบุญ ก่อนเทอญ

ตรงนี้ขอถอดพอเอาใจความได้ว่า พระลอสามารถเสพสังวาสได้ทั้งเพื่อนทั้งแพง ด้วยแรงกำลังดังช้างม้าศึก
คึกคะนอง จนสองนางต้องครวญครางยอมแพ้ แต่ถึงพระแพงจะพูดจาเป็นเชิงเว้าวอนอย่างไร พระลอก็
ขอให้นิ่งขอให้อดไว้เอาบุญให้พระลอได้เสพสมตามปรารถนาก่อนเถิด เพราะรักเจ้าหลงเจ้าอยากได้เจ้าเหลือเกิน
แล้ว และต้องพรากจากกันไม่นานนี้ ทำนองว่าพี่คงตายแน่ถ้าไม่เห็นน้องสักวันเดียว

มาถึงตรงนี้ จอมยุทธฯ นึกถึงโคลงบทหนึ่งจาก นิราศนรินทร์ บทหนึ่ง คือ

๏ บำราศรสหื่นห้า...........................แหหาย
โหยคระหนรนกาย...........................ก่ำไหม้
รัวรัวราคราวพาย...........................เรือเร่ง แรงแม่
ทันถี่ทุกเล่มไหล้.............................หล่อต้นตามเผยอ

โคลงบทนี้ถอดความได้ประมาณว่า ตัวกวีมีอารมณ์กระสันถึงหญิงคนรักจนร่างกายมีแต่ไฟกิเลสเผาผลาญ
อยู่เต็ม จึงต้องเร่งพายเรือด้วยพายทุกเล่มสุดกำลัง ตีความดีๆแล้วจะร้องอะไรจะขนาดนั้น

มาถึงฉากรักระหว่าง พระลอกับพระแพงกันต่อ ซึ่งตรงนี้บรรยายไว้เป็นโคลงสี่สุภาพ

๏ บ่ มลายสมรเร่งเร้ง......................ฤทธิรงค์
สองอ่อนระทวยองค์.......................ละห้อย
ความรักดุจทิพย์สรง.......................โสรจชื่น
บัดชื่นบัดเศร้าสร้อย........................สร่างสร้อยสรดใส
๏ สะเทือนฟ้าฟื้นลั่น..........................สรวงสวรรค์
พื้นแผ่นดินแดยัน............................หย่อนไสร้
สาครคลื่นอึงอรร.............................ณพเฟื่อง ฟองนา
แลทั่วทิศไม้ไหล้...............................โยกเยื้องอัศจรรย์
๏ ขุนสีห์คลึงคู่เคล้า..........................สาวสีห์
สารแนบนางคชลี..............................ลาศเหล้น
ทรายทองย่องยงกรี.........................ฑาชื่น ชมนา
กระต่ายกระแตเต้น...........................ตอบเต้าสมสมร
๏ ทินกรกรก่ายเกี้ยว..........................เมียงบัว
บัว บ่ บานหุบกลัว...............................ภู่ย้ำ
ภุมรีภมรมัว......................................เมาซาบ บัวนา
ซอนนอกในกลีบกล้ำ...........................กลิ่นกลั้วเกสร
๏ บ่ คลาไคลน้อยหนึ่ง..........................ฤๅหยุด อยู่นา
ยังใคร่ปองประติยุทธ์.........................ไป่ม้วย
ปรานีดอกบัวบุษป์..............................บ่ชื่น ชมนา
หุบอยู่ บ่ บานด้วย...............................ดอกสร้อยสัตตบรรณ

เสร็จสมอารมณ์หมายแล้ว ทั้งสามก็ลงอาบน้ำในอ่างทองคำ เคล้าคลึงคลอเคลียกันจนตะวันคล้อยต่ำลง
จึงได้ขึ้นสู่พระที่ออดอ้อนอาลัยอาวรณ์ทอดถอนใจกว่าจะจากพราก

จากคุณ : จอมยุทธเมรัย - [ วันปิยมหาราช 11:16:12 ]

 

ก่อนที่พระลอ พระเพื่อนพระแพง จะเข้าบทอัศจรรย์ นางรื่นนางโรยได้มาส่งทั้งสามเสด็จบรรทม
แล้วแนะแนว พระเพื่อนพระแพงว่า

พี่เลี้ยงปิดม่านแล้ว . . . . รับขวัญ ท่านนา
ขวัญอ่อนอย่าไกลกัน . . . กับไท้
ขวัญสองแม่คือวัลย์ . . . . เวียนรอบ พระนา
ขวัญราชคงคือไม้ . . . . . . มาศเกี้ยววัลย์กรอง ฯ

ความหมายหยาบๆ คงอ่านไม่ยาก คือ พี่เลี้ยงเห็นว่าพระเพื่อนพระแพงไม่เคยกับเรื่อง
"เนื้อแนบเนื้อโอ่เนื้อ" มาก่อนอีกทั้ง เมื่อแรกเข้าบทอัศจรรย์ ต้องอัศจรรย์แบบ 2 : 1
เลยแนะแนวว่า สองแม่ก็จงปฏิบัติดั่ง "เถาวัลย์" ที่พันรอบ "ไม้" อันหมายถึงพระลอ

ส่วนความหมายละเอียดๆ แบบดูการใช้คำ และอื่นๆ ได้แก่

คำสร้อยบาท ๑ . . . "รับขวัญ ท่านนา"
นิรนามตอนแรกคิดว่าหมายถึงพระเพื่อนพระแพง แต่รู้สึกแปลกๆ ที่ใช้ท่านแทนพระเพื่อนพระแพง
ก็เลยมองว่า หมายถึง พระลอ . . . ซึ่งดูเข้าท่ากว่า
บาทนี้จึงเป็นการยัดความ คือ พี่เลี้ยงปิดม่านเตียง แล้วบอกแก่พระพื่อนพระเพื่อนว่า ให้ รับขวัญ ท่านพระลอ

บาท ๒ . . . "ขวัญอ่อน" ไม่น่าจะแปลว่า ขวัญอ่อนขี้ตกใจ แต่น่าจะแปลว่า ขวัญอ่อนไท้
ทีนี้ "กับไท้" หมายถึงตัวละครใด ?
ตอนแรกนิรนามคิด ไท้ หมายถึง พระลอ ซึ่งอ่านทั้งบาทก็ได้ความที่ลงตัว
แต่คิดอีกที "ไท้" มักจะใช้พระเพื่อนพระแพงมากกว่า จึงคิดว่า "ไท้" หมายถึง ผู้พี่ (พระเพื่อน)
และ "อ่อน" หมายถึง ผู้น้อง (พระแพง)
บาทนี้จึงอาจแปลได้ว่า เจ้าน้องจงอย่าอยู่ห่างจากเจ้าพี่
แปลลึกๆ ก็หมายความว่า พระเพื่อนต้องเข้าบทอัศจรรย์ก่อน ส่วนพระแพงก็จงอยู่ใกล้ๆ

บาท ๓ "เวียนรอบ" ก็คงหมายถึง เถาวัลย์ที่เลื้อยพันรอบไม้
อ่านอีกทียังหมายว่า "เวียนกัน ผลัดกัน เข้าบทอัศจรรย์" ก็ได้
แต่หากดูบาท ๔ ด้วย อาจต้องแปลแบบแรก คือ พระเพื่อนพระแพงดุจเถาวัลย์พันโอบรอบพระลอ


จากคุณ : นิรนาม ณ ถนนฯ - [ 24 ต.ค. 45 14:35:24 ]


ความคิดเห็นที่ 25

บาท ๔ "คง" ทำไมต้องเป็น "คง" ?
"คง" มี ๒ ความหมาย คือ หนึ่ง . . . ยังมียังอยู่เช่นเดิม (คงอยู่)
สอง . . . เป็นคำบอกลักษณะคาดคะเน (คงจะเป็นเช่นนั้น)
แต่คิดว่า ไม่น่าจะใช่ความหมายที่สอง เพราะ พี่เลี้ยงแนะกันขนาดนี้ คงไม่ใช่การคาดคะเนแล้ว
ถ้าให้เดาเบื้องหลังการถ่ายทำ นิรนามเดาว่า เหตุที่ใช้ คง ก็เพื่อสัมผัสอักษรถัดไป เป็น "คงคือ"

มาศ น. ทอง, กำมะถัน
เกี้ยว น. เครื่องประดับสำหรับสวมจุก; เครื่องประดับที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น ; ผ้าคาดพุง,
ก. รัด, พันแน่น, ติดแน่น ;
พูดให้รักในเชิงชู้สาว, พูดแทะโลม, พูดเลียบเคียงเพื่อให้สมปรารถนา
วัลย์ น. เถาวัลย์, เครือเขา, ไม้เถา.
(นิรนามเปิด พจนก. โคลงยวนพ่าย ด้วย มีบาทหนึ่ง (บาท ๒) เขียนว่า
มืงคือวัลเฝือแฝง . . . มิ่งไม้)

กรอง มี ๔ ชุดความหมาย
๑ ก. ร้อย เช่น กรองมาลัย=ร้อยดอกไม้ ; ถัก, ทอ. (กรองทอง=ผ้าทอ/ถักด้วยเส้นลวดทองหรือไหมทอง)
๒ ก. เอาของละเอียดออกจากของหยาบ, ใช้เครื่องกรองคัดเอากากออกจากน้ำ
๓ น. กำไล โดยมากใช้ประกอบคำอื่น เช่นกรองเชิง กรองได กรองศอ.
๔ น. กระชอน (ภาษาท้องถิ่นปักษ์ใต้)

แล้ว "มาศเกี้ยววัลย์กรอง" แปลยังดีละ (วะ) เนี่ย -_-
นิรนามเดาว่า ไม้มาศ วัลย์กรอง (สาน) เกี้ยว (รัด)
หรือ (ไม้) มาศวัลย์ (วัลย์ทอง) กรอง (สาน) เกี้ยว (รัด) ก็ได้
แปลเพี้ยนๆ ก็เป็น พระลอดุจไม้ยืนมั่น (คง) อยู่ โดยมี มาศวัลย์พันเกี้ยว (พาราสี)

บทเดียว นิรนามน้ำท่วมทุ่งกุลาร้องไห้เลย หิ๊หิ๊
. . . . .

อ้อ บทนี้น่าสังเกตว่า สัมผัสนอก ขวัญ-กัน-วัลย์ ถูกเล่น เป็น "ขวัญ" หน้าบาท

. . . . . . . . . . . . . . . . . รับขวัญ ท่านนา
ขวัญ . . . . . . . . กัน . . . . . . . . . . . . . . . . .
ขวัญ. . . . . . . . .วัลย์ . . . . . . . . . . . . . . . .
ขวัญ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

นอกจากนี้ ยังเล่น สัมผัสอักษรปลายวรรคหน้า กับ ต้นวรรคหลัง คือ
แล้ว-รับ, กัน-กับ, วัลย์-เวียน, ไม้-มาศ
ซึ่งปกติ ลิลิตพระลอ ไม่ได้เล่นครบทุกบาท หรือบางบทก็ไม่ได้เล่นเลย เช่นบท "พระลอลีลาศฟ้า ดินไหว"
นี่คงเป็นจุดให้สังเกตศึกษาว่า เมื่อใดถึงเลือกเล่น เมื่อใดถึงไม่เล่นลูกเล่นอะไร

จากคุณ : นิรนาม ณ ถนนฯ - [ 24 ต.ค. 45 14:50:37 ]


ความคิดเห็นที่ 43

ลิลิตพระลอ บทก่อนนิรนามรู้สึกว่า ยังแปลได้ต่างไปจากเดิมอีก
คือบท ๑ พี่เลี้ยงปิดม่านแล้ว . . . . รับขวัญ ท่านนา
ถ้าแปลเป็นว่า ทั้งวรรคนี้ เป็นคำพูดของพี่เลี้ยง การถอดความจะเนียนกว่าแปลแบบอื่น
คือแปลเป็นว่า พี่เลี้ยงพูดว่า "เมื่อพี่เลี้ยงปิดม่านแล้ว สองอ่อนไท้จงรับขวัญท่านนา"
ถ้าแปลแบบเดิมที่นิรนามแปล มันจะไม่สมบูรณ์เรื่อง บางจุดจะไม่มีประธานหรือกรรมของประโยค
คือเท่าที่สังเกตดู จะเห็นว่าผู้ประพันธ์ลิลิตพระลอมักจะเขียนโคลงครบโครงสร้างประโยคหนึ่งเสมอ
อย่างน้อยจะต้องมีประธานของประโยค เพื่อให้รู้ว่า ตัวละครทำอะไร พูดอะไร และกับใคร
เพียงแต่ปัญหาในการอ่านอยู่ที่ คำแทนตัวละครที่บางครั้งต้องอ่านช่วยว่า หมายถึงตัวละครใด

บาท ๒ นิรนามแปลไว้สองอย่าง แต่คิดว่า แปลแบบเดิมดูจะดีกว่าคือ
ขวัญอ่อน (พระเพื่อนพระแพง) อย่าไกลกัน . . . กับไท้ (พระลอ)
คือเห็นว่า ลิลิตพระลอใช้คำว่า "ธิราชไท้" (พระลอ) ก็บ่อยเหมือนกัน
. . . . .

ทีนี้มาดูบทต่อไป เมื่อปิดม่านแล้ว นางพี่เลี้ยงก็ออกมารอรับใช้เจ้านายอยู่นอกห้องบรรทม
เช่นเดียวกับพี่เลี้ยงฝ่ายชายทั้งสองของพระลอที่รอรับใช้อยู่นอกห้อง

สองนางลาราชไหว้ . . . . . บทมาลย์
ถึงนอกสองหับทวาร . . . . ท่านไว้
หับแล้วบ่ทันนาน . . . . . . .ยังพี่ นายนา
นั่งแต่ไกลกามไหม้ . . . . . สวาทเพี้ยงไฟฟอน ฯ

บาทเด่นของบทนี้คงจะเป็น "นั่งแต่ไกลกามไหม้ . . . . . สวาทเพี้ยงไฟฟอน"
พี่เลี้ยงสองฝ่ายนั่งอยู่ไกลกัน (นั่งใกล้กันคงจะไม่เหมาะ) มองตากันด้วยความสิเน่หา
ความปรารถนารุมเร้าอยู่ภายใน
"กามไหม้" น่าจะเรียกได้ว่าเป็น โวหารกวี
ไหม้ ตาม พจนก. ๒๕๒๕ หมายถึง ลุก, เผา (ใช้แก่ไฟหรือความร้อน)
หรือหมายถึง ถูกความร้อนจนเกรียมหรือเป็นถ่าน ; เกรียม, ดำคล้ำ.
กามไหม้ จึงหมายทำนองว่า
ความต้องการทางกามบังเกิด และเร่งเร้าอยู่ภายในใจ-กายอย่างแรง (ลุกโพลง)

สวาท น. คุณสมบัติที่ทำให้เกิดความรัก ความพอใจ หรือความยินดี เป็นต้น
ก. รัก, ยินดี หรือ พอใจ เป็นต้น
เพี้ยง ว. เท่า, เสมอ (ใช้ในโคลงแทนคำว่า เพียง)
อ. คำเปล่งออกมาเมื่ออธิษฐานให้เป้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ฟอน ก. บ่อน, กินข้างใน, พลอนทั่ว
ว. ย่อยยับ, แหลก, (ฟันฟอน=ฟันให้แหลก) ;
ที่ไหม้เป็นจุรณ, ที่ไหม้เป็นขี้เถ้า (เช่น กองฟอน)

"สวาทเพี้ยงไฟฟอน" ฟอน ควรเลือกความหมายที่เป็น กริยา
ทั้งวรรคจึงอาจแปลได้ว่า ความรักความปรารถนา ดุจ มีไฟ เผาผลาญทรมานอยู่ภายใน
. . . . .


จากคุณ : นิรนาม ณ ถนนฯ - [ 27 ต.ค. 45 13:06:30 ]




ความคิดเห็นที่ 44

บทต่อๆไป เป็นเรื่องของพี่เลี้ยงทั้งสองฝ่าย ที่มีความปรารถนาต่อกัน แต่ต้องยับยั้งชั่งใจเอาไว้
เพราะอยู่ในเขตห้วงห้ามในวัง และอยู่ในหน้าที่ด้วย
ช่วงนี้เป็นโคลง ๒ กับโคลง ๔ สุภาพรวม ๗ บท นิรนามจะยกมาเฉพาะบทที่ชอบใจ หรือน่าศึกษา

รัญจวนสมรหมื่นกลั้น . . . . .เพราะเพื่อภักดีหมั้น
จึ่งกลั้นใจคง ฯ

"หมื่นกลั้น" เป็นโวหารกวี ในคู่มือการอ่านอธิบายว่า
... ลิลิตพระลอนิยมใช้คำบอกจำนวนนับ เช่น หมื่น แสน โกฏิ ประกอบคำอื่นเพื่อสื่อความหมายว่า
มีความทุกข์มากล้น
เป็นการใช้ภาษาแบบเกินจริง เพื่อสื่ออารมณ์ได้อย่างเด่นชัด เช่น หมื่นไหม้, แสนศัลย์, นับโกฏิ. ...

หมื่นกลั้น ก็จึงหมายทำนองว่า ต้องข่มใจกลั้นอย่างมหาศาล

หมั้น=มั่น.
(หมั้น จะเป็น โทโทษของ มั่น หรือไม่ อันนี้ต้องศึกษาค้นคว้าภาษาในยุคนั้น ถึงจะบอกได้)

รู้อายองค์ยากแท้ . . . . . . . . ผิบ่รู้อายแล้
ง่ายพ้นประมาณ ฯ

บทนี้นิรนามชอบความหมายบทนี้ คู่มือการอ่าน ถอดความว่า
... เพราะรู้จักละอายใจจึงทำให้ต้องลำบากเช่นนี้ หากไม่รู้จักอายแล้วละก้อ
ง่ายนิดเดียว ...

แรงรักแรงราคร้อน . . . . . . . รนสมร
ยงยิ่งเปลวไฟฟอน . . . . . . . หมื่นไหม้
มณเทียรปิ่นภูธร . . . . . . . . .เป็นที่ ยำนา
ขืนข่มใจไว้ได้ . . . . . . . . . . เพื่อตั้งภักดี ฯ

ความหมายหยาบๆ ก็คงคล้ายๆที่เนื้อเรื่องบรรยายมาก่อนหน้า คือ ไฟรักไฟสวาทไหม้สุมทรวง
แต่ต้องยำเกรงสถานที่ราชวัง ต้องข่มใจตั้งมั่นในความจงรักภักดี (ไม่โผเข้าไปหานายพี่เลี้ยง)

ราค ไม่พบในพจนานุกรม ๒๕๒๕
คู่มือการอ่านให้ความหมายว่า ราค=ความใคร่, ความหมายเดียวกับ ราคะ คือ ความกำหนัด
รน ก. นิ่งอยู่ไม่ได้, เร่าร้อน
ยง มี ๓ ชุดความหมาย
๑ - ว. อร่ามเรือง, มักใช้เป็นส่วนท้ายของสมาส เช่น โฉมยง, ยุพยง.
๒ - ว. ยั่งยืน, มั่นคง เช่น อยู่ยง, ยืนยง
๓ - ว. กล้าหาญ เช่น ยงยุทธ์, เยี่ยมยง.
คู่มือการอ่าน ให้ความหมายว่า ยง=ยิ่ง
พจนก. โคลงยวนพ่าย ให้ความหมายว่า ยง=ยิ่งยง, กล้าหาญ, ยิ่ง.

มณเทียร น. เรือนหลวง, โบราณใช้ว่า มณเฑียร.
ปิ่น น.เครื่องประดับสำหรับปักผมเป็นมุ่นเป็นจุก ; จอม, ยอด เช่น ปิ่นพิภพ.
ภูธร น. พระราชา ; ภูเขา.
ยำ มี ๒ ชุดความหมาย
๑ - ก. คละเคล้า, ปะปน. น.ชื่อกับข้าวอย่างหนึ่ง ...
๒ - ก. เคารพ, นับถือ. (ยำเกรง=เกรงด้วยความเคารพนับถือ ยำเยง ก็ว่า)
(๓ - ภาษาชะแลง เอ๊ย ภาษาสะแลง ตาม พจนก.เถื่อน แปลว่า โดนรุมเล่นงาน หิ๊หิ๊)

เมื่อแปลละเอียดๆ ตามคำที่ใช้ อาจแปลบทนี้ได้ว่า

แรงรักแรงใคร่ เร่าร้อน ในใจนางพี่เลี้ยงทั้งสอง (สมร ถูกใช้เป็นคำแทนตัวละครนางพี่เลี้ยง)
คงอยู่ เป็นอยู่ ดำเนินอยู่ (ยง) ยิ่งกว่า ความร้อนของเปลวไฟเผาหมื่นเท่า
เรือนหลวง ของ จอมกษัตริย์ เป็นสถานที่ ที่ต้องให้ความเคารพ
จึงข่มใจไว้ได้ เพื่อดำรงตั้งมั่นอยู่ในความจงรักภักดี

เรานี้เราเผ่าผู้ . . . . . . ภักดี
ผิดเท่าธุลีกลัว . . . . . เกลียดใกล้
ผิผิดกึ่งเกศี . . . . . . . แหนงว่า ตายนา
ดีกว่าเป็นคนให้ . . . . ท่านชี้หลังตน ฯ

บทนี้นิรนามชอบการใช้คำในบาท ๒ คือ "กลัว . . . . เกลียดใกล้" (อ่านแล้ว ซู้ดปาก)
แต่การถอดความ ออกจากติดนิดนึงเรื่อง ประธาน และ กรรม ของประโยค
คู่มือการอ่านถอดความว่า "ใครทำผิดแม้เแต่เพียงน้อยนิด เราก็รังเกียจไม่อยากเข้าใกล้"
แต่นิรนามเข้าใจแบบนิรนามว่า
. . . เรื่องทำผิดเล็กๆน้อยๆ เราก็เกรงกลัวแล้ว และรังเกียจที่จะเฉียดกรายเข้าข้องแวะ (การทำผิด) . . .

เหตุที่แปลดังนี้ เพราะเห็นว่า บาท ๑ โอ่อ้างถึงชาติตระกูลว่า เป็น เผ่าพันธุ์ภักดี
บาท ๒ จึงน่าจะเป็นพูดต่อในขอบเขตของ ตัวเอง หรือ ขยายความเรื่อง เผ่าภักดีของตน
. . . . .

จบในส่วนของพี่เลี่ยงแล้ว เรื่องก็ตัดกลับไปเข้าบทอัศจรรย์ของพระลอพระเพื่อนพระแพง
ตามที่ จอมยุทธเมรับเล่าในกรอบที่ ๑๐ ตรงที่ขึ้นต้นว่า

๏ ส่วนสามกษัตริย์แก่นท้าว................กรโอบองค์โน้มน้าว
แนบเนื้อเรียงรมย์

อ้าว นิรนามเพิ่งเห็นว่ามีแปลซ้อนกันจอมยุทธฯ ในบท แรกรักแรงราคร้อน . . . รนสมร
เท่าที่อ่านดูแล้ว ก็แปลคล้ายๆกัน
ถือเสียว่า นิรนามช่วยเปิดพจนานุกรมให้เหล่าศิษย์น้องก็แล้วกัน
. . . . .จากคุณ : นิรนาม ณ ถนนฯ - [ 27 ต.ค. 45 13:14:22 ]

ที่มา : http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W3262276/W3262276.html

บทอัศจรรย์ในกาพย์พระไชยสุริยา(พระไชยสุริยากับพระนางสุมาลี)

        ขึ้นกดบทอัศจรรย์ เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง
นกหกตกรังรวง สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงง
แดนดินถิ่นมนุษย ์ เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง
ตึกกว้านบ้านเรือนโรง โคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน
บ้านช่องคลองเล็กใหญ่ บ้างตื่นไฟตกใจโจน
ปลุกเพื่อนเตือนตะโกน ลุกโลดโผนโดนกันเอง
พิณพาทย์ระนาดฆ้อง ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง
ระฆังดังวังเวง โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง
ขุนนางต่างลุกวิ่ง ท่านผู้หญิงวิ่งยุดหลัง
พัลวันดันตึงตัง พลั้งพลัดตกหกคะเมน
พระสงฆ์ลงจากกุฏิ วิ่งอุตลุตฉุดมือเณร
หลวงชีหนีหลวงเถร ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน
พวกวัดพลัดเข้าบ้าน ล้านต่อล้านซานเซโดน
ต้นไม้ไกวเอนโอน ลิงค่างโจนโผนหกหัน
พวกผีที่ปั้นลูก ติดจมูกลูกตาพลัน
ขิกขิกระริกกัน ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ
สององค์ทรงสังวาส โลกธาตุหวาดหวั่นไหว
ตื่นนอนอ่อนอกใจ เดินไม่ได้ให้อาดูร

ข้อความ : แนะนำให้ไปหาอ่านโดยพลันนะ
เลือกเอาฉากรัก (บทอัศจรรย์) ของพระโพธิสัตว์เข้าหอกับนางมุขวดี มาฝาก สำนวนดีมาก

เถิงรัตติง ขิ่งของชิดชั้น พายพั่นเจ้า กับนาง
นิตย์แนบเนื้อ ที่ในกลางหอ สองกอดคอ สองเหมาะม่อยหน้า
ลวดบ่หนาไหน ยังเสื้อและผ้า สองคิงคำ สอดซ้อน
สองสนุก ครุมุกมุ่นร้อน ย้าวเยือกข้อน โลมา
สองม่อนเมาะ สองเชิมสีเนหา สองปิยา กอดคอเอิ้มแอ้ม
สองขาก่วยก่าย สองแก้มก่ายแก้ม จูบชมเชย ชะช้อย
เชียมใจตน สองเจ้าแต่น้อย มาเถิงถูกหั้น ทีเดียว
สองรวมรัก กอดเกี้ยวกลมเลียว สองพันเพียว สองแฝงใฝ่ฝั้น
สองกอดคอ เหมือนเกลียวคำฝั้น สองเชยชมหน่องน้าว
สองแขนสาว กอดคอท่านท้าว อกอุ่นเอิ้มกันนอน
สองชมกลิ่นรส สองหัวเรียงหมอน สองสอดซอน นวดน้าวฝั้นเฝ้า
ถานานม แม่สองต้นเต้า พอมัวเมาหมาดหม้าน

อุดม รุ่งเรืองศรี (ปริวรรต).
คร่าวซอหงส์ผาคำ ของพระยาโลมาวิสัย ฉบับเทียบอักษรล้านนาและไทย,2524 น.68-69.


จาก : คำปัน เมืองแพร่ - - bakaew@thaimail.com - 28/03/2002 11:12


ข้อความ : หนังสือคร่าวซอหงส์ผาฅำ ของพระยาโลมาวิสัย ฉบับเทียบอักษรลานนาและไทย (สมัยนั้นยังไม่ใช้คำว่า ล้านนา) , 2524 ที่ ศ. ดร อุดม รุ่งเรืองศรี เป็นคร่าวยุคแรก เพราะมีโคลงสี่สุภาพ โคลงสาม โคลงสอง แต่งปิดท้ายแต่ละบท เพราะคร่าวมีวิวัฒนาการมาจากโคลง ที่มีข้อบังคับเหมือนกันคือ บังคับวรรณยุกติ์ แต่งประมาณ ต้น พ.ศ. 2300 เนื้อความในหนังสืออย่างใดจำบ่าได้ เพราะอ่านเมินแล้ว อ่านผ่อแล้วความม่วน ความ
ไพเราะของคร่าว สู้คร่าว

หงส์หิน ที่แต่งโดยเจ้าสุริยวงส์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ บ่าได้ คร่าวนี้แต่ง ประมาณ พ.ศ. 2400 กลาง ๆ ศ.ดร. อุดม รุ่งเรืองศรี ใช้ทำวิทยานิพนธ์ อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2516
วิทยานิพนธ์ เล่มนี้สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีครับ

จาก : น้อยโกสลา - - kosolkantha@thaimail.com - 18/06/2002 17:03

ที่มา : http://board.dserver.org/L/LannaBoard/00000188.html

บทอัศจรรย์จากเรื่อง พระอภัยมณี

         เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง ปักเป้าเหวี่ยงยักเปละกระแซะชิด
กุลาโคลงไม่สู้คล่องกระพร่องกระแพร่ง ปักเป้าแทงตะละทีไม่มีผิด
จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด ประกบติดตกผางลงกลางดิน



ยังมีต่อ....รอดำเนินการ

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


สมุดเยี่ยม

 

คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๔
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู ดูแลโดย
ครูภาทิพ ศรีสุทธิ์