โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย
โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพู คุยกับครูภาทิพ
การพูดและการเขียน
|
การพูด ความสำคัญ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ในแต่ละสังคมกำหนดขึ้น
เพื่อทำความเข้าใจตกลงกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
ความหมาย ภาษาพูด
หมายถึง ภาษาที่ใช้สื่อสารกันด้วยการพูด สาระสำคัญ
2.2
ภาษาระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารโดยมุ่งให้เกิดความเข้าใจกันด้วยความรวดเร็วลดความเป็นทางการลงบ้างเพื่อให้เกิดความ โลกของเด็กไม่ใช่โลกของผู้ใหญ่
และในทำนองเดียวกันโลกของผู้ใหญ่ก็ย่อมไม่ใช่โลกของเด็ก 2.3
ภาษาระดับปาก เป็นภาษาที่ใช้ในการพูด มักใช้ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัวกับบุคคลที่สนิทสนม "ฮือ
! ไอ้เพลงเกี่ยวข้าวนี่มันปลุกใจเหมือนกันหรือ?" สมภารถามอย่างอัศจรรย์ใจ การแบ่งภาษาเป็น
3 ระดับข้างต้นนี้น ไม่ได้เป็นการแบ่งอย่างเด็ดขาด การใช้ภาษา ในชีวิตประจำวัน
มากขึ้น แต่ก็่ยังคงต้องระมัดระวังมมิให้ใช้ภาษาฟุ่มเฟือยหรือเล่นคำสำนวนจนดูเป็นการ พูดเล่นหรือเขียนเล่น 3)
ภาษาระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับกึ่งทางการเป็นภาษาที่ใช้ในระดับเดียวกับภาษาทางการที่ลดความเป็นงานเป็นการลง ผู้รับและผู้ส่งสารมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสโต้ตอบกันมากขึ้น อาจต้องสร้างความเข้าใจด้วยการอธิบายชี้แจงประกอบหรือมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือปรึกษา หารือกัน ภาษาระดับนี้มักใช้ในการประชุมกลุ่ม
การบรรยายในชั้นเรียน การให้ข่าว การเขียนข่าว หรือบทความ ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งนิยมใช้ถ้อยคำ
สำนวน ที่แสดงความคุ้นเคยกับผู้อ่านหรือผู้ฟังด้วย 4)
ภาษาระดับสนทนาทั่วไป ภาษาระดับสนทนาทั่วไป เป็นภาษาระดับที่ใช้ในการพูดคุยกันธรรมดา แต่ยังไม่เป็ฯการส่วนตัวเต็มที่ ยังต้องระมัดระวังเรื่องการให้เกียรติคู่สนนา เพราะอาจจะไม่เป็นการพูดจาเฉพาะกลุ่มพวกของตนเท่านั้น อาจมีบุคคลอื่นอยู่ด้วย หรืออาจมีบุคคลต่างระดับร่วมสนทนากัน ต้องคำนึงถึงความสุภาพ มิให้เป็นกันเองจนกลายเป็นการล่วงเกินคู่สนทนา 5)
ภาษาระดับกันเอง หรือระดับภาษาปาก
ภาษาระดับกันเองเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกับผู้คุ้นเคยสนิทเป็นกันเอง ใช้พูดจากันในวงจำกัด
อาจจะเป็นกลุ่มเพื่อนฝูง
ครอบครัวสถานที่ใช้ก็มักเป็นส่วนตัว เป็นสัดส่วนเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวก หรือที่นักเรียน ไม่จำเป็นต้องระวังให้สุภาพ
หรือมีระเบียบแบบแผนมากนักได้แก่ ภาษาถิ่น ภาษาสแลง ภาษาที่ใช้ติดต่อในตลาด ในโรงงาน
ร้านค้า ภาษาที่ใช้ในการละเล่น หรือการแสดงบางอย่างที่มุ่งให้ตลกขบขัน
เช่น จำอวด ฯลฯ
ซึ่งเป็นทั้งการให้เกียรติผู้อื่นและการรักษาเกียรติของตนเอง
เพราะเป็นเครื่องแสดงว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ได้รับการ อบรมสั่งสอนมาดี
เป็นผู้มีสมบัติผู้ดี และมีจิตใจดี 3.
การใช้ภาษาพูดปะปนในภาษาเขียน การเขียนบางอย่าง เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือพิมพ์ หรือการเขียนไม่เป็นทางการ อาจใช้ภาษาพูดเพื่อก่อให้เกิดภาพพจน์ หรืออารมณ์ชัดเจนขึ้น แต่การเขียนเพื่อสื่อสารเป็นทางการ ควรหลีกเลี่ยงภาษาพูด
ดังเช่น เขาพบว่าลูกค้าเกิดปัญหาเยอะแยะในเรื่องการรับปุ๋ย ผู้จัดการไม่เคยคิดเลยว่า
ลูกจ้างจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เมื่อมาพิจารณาถึงสาเหตุการลา
คุณจะพบว่ามันยังมีปัญหา เด็กวัยรุ่นมักแอบเข้าไปสูบยาในห้องน้ำบ่อยๆ 4.ปัจัยที่สนับสนุนการเขียน ปัจจัยที่จะช่วยให้เขียนได้ดีมีหลากหลายประการ
กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้ 4.1
ความรักและความสนใจ คนที่เขียนได้ดีต้องมีความรักและความสนใจ ที่จะเขียน
ไม่ย่อท้อที่จะแก้ ให้เวลาในการเขียน ปัจจัยพื้นฐานข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาการเขียนอย่างยิ่ง 4.2 การอ่านและฟังมาก ความพยายามที่จะอ่านและฟังความคิดของคนอื่นจะช่วยให้ผู้เขียนมีความคิดกว้างขวาง และมีข้อมูลพอที่จะเขียนได้
โดยเฉพาะการอ่านจะช่วยให้ผู้เขียนได้แนวทางการเรียบเรียงความคิด การใช้ภาษาสำนวน
การเลือกคำหรือหลักฐานประกอบการอ้างอิงหรือการดำเนินเรื่องให้น่าสนใจชวนติดตาม 4.3 การเก็บบันทึกข้อมูล นักเรียนที่ดีต้องหัดเก็บข้อมูลต่างๆไว้ รู้จักจดบันทึกถ่ายสำเนา หรือเก็บเอกสารดีๆ
เพราะการนำการเขียนที่ดีมาอ้างอิงจะทำให้ข้อเขียนของตนมีน้ำหนัก มีความกระจ่าง
ชัดเจน น่าสนใจมากขึ้น 4.4 การสังเกตและจดจำ การเป็นคนช่างสังเกตจะช่วยให้ผู้เขียนเป็นคนละเอียดอ่อน เข้าใจเลือกสาระและคำนำ มาเขียนให้น่าสนใจมากขึ้น เช่น สังเกตว่าข้อเขียนใดอ่านแล้วเข้าใจง่าย ประทับใจ ชื่นชมในตัวผู้เขียน กับพยายามสังเกตและจดจำแนวการเขียนนั้นนำมาพัฒนาเป็นลักษณะ การเขียนของตน 4.5 การฝึกการเขียนบ่อยๆ การเขียนบ่อยๆ จะทำให้ผู้ฝึกเขียนเกิดความชำนาญในการคิด การเรียบเรียงสาระ
ถ้อยคำสำนวน และความพยายามที่จะตรวจสอบภาษาที่ใช้ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่า จะใช้ภาษาได้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ 4.6
นิสัยรักการท่องเที่ยว คนที่ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ย่อมมีประสบการณ์มาก
ได้เห็นสิ่งแปลกๆ
ใหม่ๆ ทำให้เกิดความประทับใจ มีข้อมูลพอที่จะเขียนบรรยาย 4.7 ความมีมนุษยสัมพันธ์ การเขียนมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ที่ต่างฐานะ ต่างความคิด ต่างประเพณี วัฒนธรรมกันให้ผู้นั้นเข้าใจโลก
เข้าใจคน ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นบทเรียน ข้อคิด หรือเตือนใจ ทำให้สามารถมานำเหตุการณ์ การติดต่อของมนุษย์มาเป็นข้อมูลในการเขียนได้
5.
ข้อควรคำนึงในการใช้ภาษาไทย
การศึกาษาภาษาไทย นอกจากจะศึกษาลักษณะสำคัญของภาษาแล้ว ยังต้องศึกษาเรื่อง การใช้ภาษาที่ถูกต้อง
เหมาะสมหากผู้ใช้ภาษามีความรู้เรื่องการใช้ภาษาไม่ดีพอ อาจทำให้การติดต่อสื่อสาร เกิดความผิดพลาดสื่อสารได้ไม่ตรงความต้องการ
หรือสื่อึความได้แต่ไม่เหมาะสมทำให้ขาดประสิทธิภาพ ในการสื่อสาร
ความผิดพลาดหรือความไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นดังกล่าวล้วนมีสาเหตุมาจากการใช้ภาษาที่บกพร่อง หรือไม่คำนึงถึงการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ภาษาเป็นระบบสัญลักษณ์ซึ่งเกิดจากการที่คนในสังคมช่วยกันกำหนดขึ้น ดังนั้นการใช้ภาษาของมนุษย์จึงต้องอยู่ภายในระบบ
อันประกอบด้วยระเบียบและกฏเกณฑ์ที่สังคมยอมรับร่วมกัน หากใช้ผิดไปจากกฏเกณฑ์ที่ยอมรับกันแล้ว
อาจก่อให้เกิดความสับสนในการสื่อความหมายได้ ข้อควรคำนึงในการใช้ภาษาไทย
มีดังนี้ การใช้ภาษาผิด การใช้ภาษาไม่เหมาะสม การใช้ภาษาไม่ชัดเจน การใช้ภาษาไม่สละสลวย
5.1
การใช้ภาษาผิด การใช้ภาษาผิด หมายถึง การใช้ภาษาผิดหลักไวยากรณ์ หรือผิดความหมาย
อาจเกิดจากการใช้คำผิดความหมาย ใช้คำผิดหลักไวยากรณ์ ใช้กลุ่มคำและสำนวนผิด เรียงคำหรือกลุ่มคำผิดลำดับ
และประโยคไม่สมบูรณ์ ดังนี้ 5.1.1
ใช้คำผิดความหมาย คือ
การนำคำที่มีความหมายอย่างหนึ่ง ไปใช้โดยต้องการให้มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างไปจากความหมายไปจากความหมาย ที่ยอมรับกันอยู่เดิม
เช่น - น้ำท่วมเป็นเวลาหลายเดือน
บัดนี้แผ่นดินแห้งแล้งลงแล้ว(แห้ง) -
คลองที่ไม่จำเป็นถูกทับถมไปจนหมด(ถม) -
วิชัยเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสูสีกับใคร(สุงสิง) 5.1.2
ใช้คำผิดหลักไวยากรณ์ คือ การใช้คำบุพบท สันธาน หรือ ลักษณนามผิด เช่น -
เราแนะนำการป้องกันโรคให้กับเด็ก (แก่) -
ในหมู่บ้านของผมมีถนนสายใหม่ๆตัดผ่านหลายทาง(สาย) - พระภิกษุของวัดนี้ ทุกท่านล้วนแต่มีความสงบทางจิตแล้ว(รูป)
5.1.3 ใช้กลุ่มคำและสำนวนผิด ได้แก่ การใช้กลุ่มคำและสำนวนผิดไป จ ากไวยากรณ์
เช่น -
เขาถูกตำรวจจับได้คาหลังคาเขา (คาหนังคาเขา ) - ขอให้คู่บ่าวสาวอยู่ร่วมกันยืดยาว จนถือ ไม้เท้ายอดทองก ระบองยอดเงิน (ไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร)
- วันนี้อาจารย์บรรยายให้ฟังวิชาต่างๆ(วันนี้อาจารย์บรรยายว ิชาต่างๆให้ฟัง)
คนในสังคมต้องร่วมมือกัน) 5.1.5 ประโยคไม่สมบูรณ์ คือ ประโยคที่ขาดส่วนสำคัญของประโยคห รือขาดคำบางคำไป ทำให้ความหมายของประโยคไม่ครบถ้วน
เช่น - ผู้ชายที่คิดว่า ตนมีอำนาจเหนือผู้หญิง ( มักจิตใจหยาบกระด้าง)
-
ผู้หญิงที่คิดว่าการแต่งงานเหมือนกับการมัดตัวเอง
(ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ทุ่มเทให้การทำงาน) 5.2
การใช้ภาษาไม่เหมาะสม การใช้ภาษาไม่เหมาะสม หมายถึง การใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม กับกาลเทศะและบุคคลและการใช้ภาษาผิดระดับ อาจเกิดการใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน ใช้คำไม่เหมาะสมกับ ความรู้สึก ใช้คำต่างระดับและใช้ภาษาต่างประเทศปะปนในภาษาไทย
ดังนี้ 5.2.1 ใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน คือ การใช้ภาษาระดับภาษาปากหรือ ภาษาพูดปะปนกับภาษาเขียน
-
นักธุรกิจเหล่านี้ ทำยังไงถึงได้ร่ำรวยยังงี้(อย่างไร
, อย่างนี้) -
เขาได้รับคัดเลือกเป็นพนักงานดีเด่น
โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว (ไม่ทราบล่วงหน้า) -
ปัจจุบันนี้จังหวัดโคราช
เป็นเมืองที่เจริญมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(นครราชสีมา,จังหวัด ) 5.2.2
ใช้คำที่ไม่เหมาะแก่ความรู้สึก คือ การเลือกใช้คำที่สื่อความหมาย ไม่ตรงกับความรู้สึกของผู้พูดเช่น
-
เขาดีใจที่ต้องออกไปรับรางวัล(เขาดีใจที่ได้ออกไปรับรางวัล)
-
สุพรรณรู้สึกใจหายที่ต้องสูญเสียเพื่อนไปเสียที
(สุพรรณรู้สึกใจกายที่ต้องสูญเสียเพื่อนไป) 5.2.3 ใช้คำต่างระดับ คือ การนำคำที่อยู่ในระดับภาษาต่างกัน มาใช้ใ น ประโยคเดียวกัน เช่น
"ทับศัพท์"
มาใช้ปะปนในภาษาไทยซึ่งจะใช้ในภาษาพูดเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในภาษาเขียนหรือ ภาษาทางการและกึ่งทางการ
เช่น -
มีบริการส่งแฟ็กซ์แก่ลูกค้าฟรี(โทรสาร
, โดยไม่คิดเงิน) -
คะแนนสอบมิดเทอมที่ผ่านมาไม่นาพอใจ(กลางภาค) -
ไฟลท์ที่
71 จะมาถึงเวลาประมาณ
17.30 น. (เที่ยวบิน) 5.3
การใช้ภาษาไม่ชัดเจน
การใช้ภาษาไม่ชัดเจน
หมายถึง การใช้ภาษาที่ไม่สามารถสื่อความหมายที่ผู้ใช้ ต้องการได้ การใช้ภาษาไม่ชัดเจน อาจเกิดจากการใช้คำที่มีความหมายกว้างเกินไป การใช้คำที่มี ความหมาย ไม่เฉพาะเจาะจง การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้ง หรือการใช้ประโยคที่ทำให้เข้าใจได ้หลายความหมาย
ดังนี้ 5.3.1
ใช้คำที่มีความหมายกว้างเกินไป -
เขาถูกทำทัณฑ์บนเพราะทำความผิด
(ก่อการทะเลาะวิวาท) -
ใครๆก็อยากได้คนดีมาเป็นคู่ครอง(คนที่มีความรับผิดชอบต
่อครอบครัว) 5.3.2
ใช้คำที่มีความหมายขัดแย้งกัน -
นานๆครั้งเขาจะไปหาครูเสมอๆ(นานๆครั้งเขาจึงไปหาครู)
(เขาจะไปหาครูเสมอ) -
นักศึกษาส่วนมากมาสายทุกคน
(นักศึกษาส่วนมากมาสาย)
(นักศึกษามาสายทุกคน) 5.3.3
ใช้ประโยคกำกวม เช่น -มีการแสดงต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่มีชื่อในวรรณคดี(มีชื่อเสียง, มีชื่อปรากฏ)
(เขาสนิทกับอาจารย์ซึ่งเป็นน้องสาวคุณวิมล) (เขาสนิทกับน้องสาวอาจารย์วิมล) -ต้นเถียงกับหนุ่มอยู่ราวสองชั่วโมง
ในที่สุดเขาโกรธขึ้นมา ก็กระโดดเตะ อย่างแรง จนเขาหกล้มหน้าคะมำ
5.4
การใช้ภาษาไม่สละสลวย
การใช้ภาษาไม่สละสลวย หมายถึง การใช้ภาษาที่สามารถสื่อสารกันได้แต่เป็นภาษาที่ไม่ราบรื่น
การใช้ภาษาไม่สละสลวย อาจเกิดจากการใช้คำฟุ่มเฟือย การใช้คำไม่คงที่การไม่ลำดับความเหมาะสม และการใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ
ดังนี้ 5.4.1
ใช้คำฟุ่มเพือย เช่น -
ชายหาดวันนี้คลาคล่ำเต็มไปด้วยผู้คน (ชายหาดวันนี้คลาคคลาคล่ำไปด้วยผู้คน)
(ชายหาดวันนี้เต็มไปด้วยผู้คน)
(คนยากจนย่อมต้องทำงานหนัก) (คนที่ขัดสนเงินทองย่อมต้องทำงานหนัก) - นายกรัฐมนตรีไทยต้องเปิดเผยออกมาอย่างไม่ปิดบังว่า การไปเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ ยังไม่แน่นอน (นายกรัฐมนตรีไทยต้องเปิดเผยว่า
กรไปเยือนญี่ปุ่นใน ครั้งนี้ยังไม่แน่นอน) (นายกรัฐมนตรีไทยต้องไม่ปิดบังว่า
การไปเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ยังไม่แน่นอน) 5.4.2
ใช้คำไม่คงที่ เช่น -
นักเรียนบางคนมีผู้ปกครองมารับ บ้างก็ต้องกลับเอง (นักเรียนบางคนมีผู้ปกครองมารับ
บางคนต้องกลับเอง) (นักเรียนบางคนมีผู้ปกครองมารับ
บ้างต้องกับเอง) -
หมอออกตรวจคนไข้ตามเตียงต่างๆ พบว่าคนป่วยมีอาการดีขึ้น (หมอออกตรวจคนไข้ตามเตียงต่างๆ
พบว่าคนไข้มีอาการดีขึ้น) (หมอออกตรวจคนป่วยตามเตียงต่างๆ
พบว่าคนป่วยมีอาการดีขึ้น - ภาษาเพื่อการสื่อสาร มี 2 ประเภท คือ ภาษาเพื่อการสื่อสารทั่วไป และภาษากับการสื่อสารเฉพาะอาชีพ (ภาษาเพื่อการสื่อสารมี 2 ประเภท คือ ภาษาเพื่อการสื่อสารทั่วไป และภาษากับ การสื่อสาร เฉพาะอาชีพ)
-
ทักษะการใช้ภาษาทั้ง 4 ประเภท
ได้แก่ การอ่าน การเขียน การพูด การฟัง (ทักษะการใช้ภาษาทั้ง
4 ประเภท ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน -
ครอบครัวเขาเป็นครองครัวที่อบอุ่น
อยู่พร้อมหน้ากันทั้ง พ่อ แม่ พี่ น้อง) (ครอบครัวเขาเป็นครอบครัวที่อบอุ่น
อยู่พร้อมหน้ากันทั้ง พ ่อ แม่ พี่ น้อง) -
คุณสุดาเป็นอาจารย์อยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ
คณะแพทย์ศาสตร์ (คุณสุดาเป็นอาจารย์อยู่คณะแพทย์ศาสตร์
โรงพยาบาลจุฬาฯ)
5.4.4
ใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ เช่น -
มันเป็นความจำเป็นที่ข้าพเจ้าต้องจากไป (ข้าพเจ้าจำเป็นต้องจากไป) -
80 กว่าชีวติต้องไร้ที่อยู่อาศัย เพราะประสบอุทภัย (ชาวบ้านกว่า
80 คน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย เพราะประสบอุทกภัย) -
วันนี้เขามาในชุดสีฟ้าเข้ม (วันนี้เขาใส่ชุดสีฟ้าเข้ม)
ปัญหาทางภาษาประการหนึ่งที่เกิดขึ้นแก่ครูและนักเรียน
ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ก็คือ การแยกไม่ออกระหว่างภาษาเขียนกับภาษาพูดของผู้ใช้ภาษา ครูมักจะตำหนินักเรียนว่าใช้ภาษาพูดแทน ภาษาเขียน ส่วนนักเรียนก็มักคิดว่าเมื่อพูดกันก็ใช้ภาษาอย่างนี้ได้ เหตุไรเมื่อเขียนจึงจะต้องเปลี่ยนภาษา ให้ยุ่งยากเปล่าๆ ภาษาพูดของแต่ละคนมีวิธีใช้แตกต่างกัน
กล่าวคือ ทุกคนมีศัพท์เฉพาะ มีลีลามีวิธีเรียบเรียง ของตนเอง
บางคนชอบภาษาแบบหนึ่ง แต่ไม่ชอบอีกแบบหนึ่ง ใครชอบแบบใดก็ว่าแบบนั้นดี
ส่วนแบบที่ไม่ชอบ เมื่ออ่านหรือฟังแล้วจะรู้สึกรำคาญหู
ทำนองเดียวกับที่บางคนรู้สึกขบขันกับการตลกแบบหนึ่ง แต่ไม่หัวเราะเลย กับการตลกแบบอื่น
หรือชอบฟังเพลงแบบหนึ่ง แต่นทฟังเพลงแบบอื่นไม่ได้ ภาษาพูดซึ่งมีลีลาพิเศษเฉพาะบุคคล
แม้ว่าจะฟังดูเบาสมอง แต่ก็มิได้เป็นสื่อที่ดีเมื่อใช้พูดเป็นงานเป็นทางการ
ความแตกต่างกันของภาษาพูดของแต่ละบุคคลจะทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านต้องปรับตัวเข้ากับผู้พูด
ในการพูดทั้งผู้พูดและผู้ฟังสื่อสารกันโดยตรง การปรับตัวทำได้ไม่ยากเพราะผู้ฟังพร้อมที่จะฟังภาษาพูด ของบุคคลนั้น อยู่แล้ว และส่วนมากมักเป็นคนที่รู้จักหรือเคยปรับตัวเข้ากับภาษาของเขามาก่อน แต่ถึงกระนั้นเมื่อต้องไปฟังคนที่เราไม่คุ้นเคยพูด
เราก็ยังต้องปรับหูให้ฟังภาษาของเขามากอยู่ ภาษาเขียน นั้นเราต้องการเฉพาะเนื้อหา ไม่สนใจบุคลิกลักษณะของผู้พูดเมื่อมีภาษาที่เป็นกลางๆ คนอ่านก็ไม่ต้องปรับตัวทุกครั้งที่อ่านงานของผู้เขียนคนใหม่
ความหลากหลายไม่ใช้เหตุผลสำหรับคลายความ เบื่อหน่ายเสมอไป อาจเป็นเหตุให้รำคาญหรือเบื่อหน่ายก็ได้ เช่น การใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ถ้าเราอ่านหนังสือ หลายเล่ม เล่มแรกใช้ หนู เล่มที่สอง ใช้ดิฉัน เล่มที่สามใช้ อาฮั้น เล่มที่สี่ใช้ เดี้ยน เล่มที่ห้าใช้ เรา เล่มที่หกใช้ ตัวเอง เล่มที่เจ็ดใช้ชื่อตัว เราก็คงรู้สึกรำคาญ ยิ่งใช้บุรุษสรรพนาม อื่นต่างกันอีกด้วย จะเพิ่มความรำคาญมากขึ้น และถ้าใช้ "ลูกเล่น"ต่างกันอีกนอกจาผู้อ่านจะหนักสมองกับเนื้อหาของข้อเขียนแล้วยังต้องปวดเศียรเวียนเกล้า กับภาษาที่ผิดแปลกแตกต่างกันอีก 7.
ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน 7.1
ภาษาพูดอาจใช้คำบางประเภทต่างกันไปตามความถนัดของแต่ละบุคคล เช่น บุรุษสรรพนามเรียกตนเองว่า
ผม ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเป็นกันพูดกันอย่างไม่เป็นทางการนัก (เช่นเดียวกับบทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้)
นอกจากนั้นทำให้รู้ว่าผู้เขียนเป็นผู้ชายซึ่งไม่สำคัญ สำหรับการตอบข้อสอบ
ก็ถ้าเลือกคำตอบข้อสอบฉบับที่ผู้เขียนมาเป็นตัวอย่าง อาจพบคำว่า หนู ดิฉัน
ตัวเอง เป็นต้น นอกจากคำประเภทนี้
ผู้เขียนอาจใช้คำเฉพาะกลุ่ม คำต่ำกว่ามาตรฐานคำไม่สุภาพต่างๆ เช่น คำหยาบ
เป็นต้น คำเหล่านี้คนบ้างกลุ่มไม่เข้าใจหรือรังเกียจ
งานเขียนนั้นเป็นงานสำหรับคนทั่วไป จึงต้องใช้คำที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งทุกคนเข้าใจตรงกัน
ยอมรับร่วมกันว่าสุภาพไม่รังเกียจและคงอยู่ในภาษานาน เป็นคำที่ไม่ใช้เพื่อเป็น ทางระบายอารมณ์อันไม่ดีงามของผู้เขียน 7.2
ภาษาพูดมีสีหน้าท่าทาง สถานการณ์แวดล้อมเป็นเครื่องขยายความหมาย ของคำพูด
เช่น คนหนึ่งอาจพูดว่า"เสร็จแล้วนะ" คนฟังตอบว่า"ดี"
สองคนนี้เข้าใจกัน แต่คนอื่นไม่เข้าใจ เมื่อเขียนจึงต้องบรรยายสภาพแวดล้อม
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจด้วยจะเขียนตรงตามที่พูดทีเดียวไม่ได้ 7.3
ภาษาพูดกับภาษาเขียนนั้นต่างกันด้วยเสียงกับรูป เสียงพูดกับรูปเขียนไม่ตรงกัน
เช่น
เขา เมื่อจะออกเสียงเป็นเค้า ฉัน เป็น ชั้น อย่างไร เป็น ยังไง เป็นต้น
บางครั้งก็พูดตัดพูดต่อไม่ตรงกัน เช่น
มหาวิทยาลัย มีคนย่อว่า มหาวิยาลัย บ้าง มหายาลัย บ้างมหาลัย บ้าง ถ้าจะใช้ภาษาเขียนก็ต้องเขียน ให้เต็มรูป
ไม่ใช่เขียนตามเสียงพูดดังกล่าว
|
จัดทำและนำเสนอโดย
คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๔
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย
ของห้องเรียนสีชมพู
ดูแลโดยครูภาทิพ ศรีสุทธิ์ 07-2691448