วรรณศิลป์


ที่นี่ห้องเรียนสีชมพู โครงงานการจัดทำแหล่งเรียนรู้และนำเสนองานของนักเรียน
โครงการภาษาอังกฤษโรงเรียนสุราษฎร์ธานี



เนื้อหาประกอบด้วย การแต่งคำประพันธ์ มหาเวสสันดรชาดก
การอ่านกวีนิพนธ์ คุณค่าทางวรรณศิลป์ การอ่านพิจารณาคุณค่าวรรณกรรม
การใช้ถ้อยคำสำนวนโวหาร

ความงามของภาษา

การอ่านวรรณคดีเพื่อพิจารณคุณค่า
การอ่านพิจารณาวรรณคดี โวหารภาพพจน์ การพิจารณาวรรณกรรมร้อยกรอง
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง นิราศธารทองแดง โวหารภาพพจน์

 


การอ่านกวีนิพนธ์


1.กวีนิพนธ์
คำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง มักมีคำเรียกแตกต่างกันไปหลายอย่าง เช่น กาพย์กลอน บทกวี หรือกวีนิพนธ์ ส่วนผู้แต่งมักเรียกตัวเองว่า กวี หรือ นักกลอน

1.1 ความหมายของกวีนิพนธ์
กวีนิพนธ์ หมายถึง คำประพันธ์ที่แต่งขึ้นอย่างมีศิลปะ และ มีคุณสมบัติเป็นสื่อกลางของความเข้าใจระหว่างผู้แต่งกับผู้อ่าน

คำว่าอย่างมีศิลปะ หมายถึง การสร้างสรรค์ความงามขึ้นด้วยตักอักษร เสียง จังหวะ หรือลำนำ และถ้อยคำ เป็นสัญลักษณ์แทนบางสิ่งบางอย่างอันก่อให้ผู้อ่านนึกภาพได้อย่างสวยงาม

คำว่า สื่อกลางของความเข้าใจระหว่างผู้แต่งกับผู้อ่าน หมายถึง กวีนิพนธ์นั้น นอกจากจะเป็นตัวแทนของประสบการณ์ของผู้เขียนแล้ว ยังเป็นตัวแทนประสบการณ์ของผู้อ่านอีกด้วย

1) ลักษณะสำคัญของกวีนิพนธ์

1.ความมีศิลปะหรือความงาม
2.กวีนิพนธ์ อาจมีรูปฉันทลักษณ์ตามแบบแผนของไทยแต่เดิม

2) องค์ประกอบของกวีนิพนธ์

1.รูปแบบ หมายความรวมถึงรูปฉันทลักษณ์ เสียง จังหวะ คำและการเรียงคำ
2.เนื้อหา กวีนิพนธ์นั้นมิได้บอก "สาร" หรือส่งสารออกมาตรงๆ แต่เป็นการกระทบใจผู้อ่าน

1.2 ประเภทของกวีนิพนธ์
กวีนิพนธ์อาจจำแนกเป็นประเภทต่างๆ โดยพิจารณาจากรูปฉันทลักษณ์ เป็นกวีนิพนธ์ ที่มีรูปฉันทลักษณ์ตามแบบแผน และกวีนิพนธ์ที่มีรูปฉันทลักษณ์อิสระ ซึ่งจะอธิบายโดยสังเขป ดังต่อไปนี้

1) กวีนิพนธ์ที่มีรูปฉันทลักษณ์ตามแบบแผน
ผู้อ่านกวีนิพนธ์ร่วมสมัยควรศึกษาประเภทและลักษณะของร้อยกรองของไทย แต่ดั้งเดิม เพื่อให้สามารถอ่านคำประพันธ์ นั้นๆ ได้ "รส" และถูกต้องมากยิ่งขึ้น ประเภทของกวีนิพนธ์ที่ควรศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีดังนี้
1.1 กาพย์ กาพย์เป็นร้อยกรองซึ่งมีกำหนดคณะ พยางค์ และสัมผัส มีลักษณะคล้ายกับฉันท์ แต่ไม่ได้กำหนดครุ ลหุ เหมือนคำฉันท์เท่านั้น
1.2 กลอน กลอนเป็นร้อยกรองที่บังคับคณะ สัมผัส ไม่บังคับ เอก โท ครุลหุ ไม่จำกัดวรรณยุกต์
1.3 โคลง โคลงเป็นร้อยกรองที่มีระเบียบ เรียบเรียงคำเข้าคณะโดยมีกำหนดเอก โท และสัมผัส แต่ไม่ได้ บังคับ ครุ ลหุ

2) กวีนิพนธ์ที่มีรูปฉันทลักษณ์อิสระ
นอกจากคำประพันธ์ประเภทมีรูปฉันทลักษณ์ตามแบบแผนแล้ว ยังมีกวีนิพนธ์ที่มีรูปฉันทลักษณ์อิสระคือ กลอนเปล่า กลอนเปล่าเป็นคำประพันธ์ที่นักกลอนเคร่งครัดบางท่านมองว่า "ไร้ฉันทลักษณ์" แต่อันที่จริงกลอนเปล่าเป็นงานที่มีฉันทลักษณ์ในตัวเอง กล่าวคือ ฉันทลักษณ์จะคลี่คลายไปตามเนื้อหา มิใช่การนำเนื้อหามาใส่ในกรอบของฉันทลักษณ์ กลอนเปล่าเป็นที่นิยมเขียนมากในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับมากขึ้นและมีแนวโน้มจะพัฒนาคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้กวีนิพนธ์ที่มีรูปฉันทลักษณ์อิสระยังรวามถึง วรรณรูปซึ่งหมายถึงงานกวีนิพนธ์ที่ใช้คำสร้างเป็นภาพต่างๆ เช่น ภาพเด็ก บ้าน นักวิาการบางท่านเรียกว่ากวีนิพนธ์รูปธรรม

2.การอ่านกวีนิพนธ์
การอ่านกวีนิพนธ์นั้น ผู้อ่านต้องเข้าใจภาษาของกวี ลักษณะของกวีนิพนธ์ที่ดีจะต้องกระทบความคิด และ กระตุ้นอารมณ์ด้วยถ้อยคำ และเวลาอันจำกัด แต่ให้ความหมายมาก การอ่านกวีนิพนธ์จำต้องอ่านด้วยความรู้สึกนึกคิด การอ่านกวีนิพนธ์มีแนวทางดังนี้

2.1 อ่านจับใจความสำคัญของเรื่องและแก่นเรื่อง
การอ่านกวีนิพนธ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้

1)จับใจความสำคัญของเรื่อง
แนวคิดหรือแก่นเรื่องของเรื่องที่ปรากฏในบทกวีนิพนธ์ ผู้แต่งจะไม่บอกความหมายตรงๆ ผู้อ่านต้องพยายามค้นหาและตีความเอง

2)เข้าใจความหมายหลายนัย
กวีนิพนธ์บทหนึ่งๆ อาจมีความหมายได้หลายอย่าง เพราะกวีนิพนธ์จะไม่เสนอสารไว้ตรงๆ ผู้อ่านต้องใช้จินตนาการ ความรู้สึกนึกคิด การเชื่อมโยง และการตีความ

3)จับน้ำเสียงที่ปรากฏอยู่ในแนวคิดหรือแก่นเรื่องของกวีนิพนธ์
ผู้อ่านต้องจับน้ำเสียงด้วยว่ากวีใช้น้ำเสียงอย่างไร เช่น เยอะเย้ย ถากถาง เห็นอกเห็นใจ

2.2ศึกษาความหมายของคำและการร้อยคำ

1)ความหมายของคำ
ความหมายของคำหรือศัพท์ที่กวีใช้ อาจพิจารณาความหมายได้ 3 ประเภท ได้แก่

1.1)ความหมายโดยอรรถ หมายถึง ความหมายตามอักษร เช่น ลิง หมายถึง สัตว์ชนิดหนึ่ง
1.2)ความหมายโดยนัย หมายถึง ความหมายที่ไม่ตรงกับรูปคำ เช่นถ้า ลิง หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นความหมายโดยอรรถ แต่ถ้าลิง หมายถึง ความซุกซน ลักษณะความหมายแบบนี้จะเป็นความหมายโดยนัย
1.3)ความหมายตามนัยประหวัด เป็นความหมายที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน เช่น งานวัด อาจหมายถึง สนุกสนาน เป็นต้น

2)การร้อยคำ
การร้อยคำหรือการเรียงคำ กวีนิพนธ์มักใช้คำเท่าที่จำเป็นเพื่อส่วนรวม อาจเป็นเพราะร้อยกรอง แต่ละชนิดจะมีการจำกัดจำนวนคำตามฉันทลักษณ์ เช่น กาพย์ยานี 11 กลอนแปด เป็นต้น

2.3ฟังเสียงและจังหวะ
ความไพเราะของกวีนิพนธ์นั้น จะขึ้นอยู่กับเสียงและจังหวะของคำเป็นสำคัญ

1)เสียง
เสียงในคำประพันธ์หรือกวีนิพนธ์ คือ ระดับความสูงต่ำ ลีลา และน้ำหนักของการออกเสียงอ่าน

2)จังหวะ
จังหวะ คือ ท่วงทำนองของกลุ่มคำท่จัดวางเป็นวรรคตอนตามรูปแบบของฉันทลักษณ์ เพื่อเอื้อต่อการออกเสียง ให้เกิดความไพเราะ ความรู้สึก จินตนาการ

2.4จินตนาการให้เห็นภาพ
จินตภาพในกวีนิพนธ์ ทำให้ผู้อ่านเห็น ได้ยิน สัมผัส รู้รส ได้กลิ่น จินตภาพเป็นภาพที่เกิดขึ้นในใจ มิใช่ภาพเช่นที่เราชมจากภาพถ่าย ผู้อ่านจะเกิดจินตภาพ เห็นภาพต่างๆ ได้ในความรู้สึกนึกคิด มิใช่เป็นการเห็นจากดวงตา

จินตภาพเกิดจากการใช้ คำ ความ เสียง และจังหวะของกวีนิพนธ์

2.5ศึกษาโวหาร
โวหาร เป็นภาษาที่ร้อยเสียงให้เกิดจินตภาพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในกวีนิพนธ์ จินตภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจใช้คำว่า "ภาพพจน์" คือถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพนั่นเอง โวหารมีหลายแบบในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะบางลักษณะเท่านั้น คือ อุปลักษณ์ อุปมา และการกล่าวเกินจริง ดังจะยกตัวอย่างดังนี้

1)อุปลักษณ์
อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบ ของสองสิ่งว่าเป็นสิ่งเดียวกันหรือเท่ากันทุกประการ โดยใช้คำ "เป็น" "เท่า" "คือ" ในการเปรียบเทียบเช่น

"อัจกลับแก้วคือแววเดือนฉาย.........หาดทรายขาวราวฟูกบรรจถรณ์
ความหนาวเย็นเป็นผ้าห่มนอน.......ช่วยพิษร้อนให้วางวาย"

2)อุปมา
อุปมา เป็นโวหารที่เปรียบเทียบของสองสิ่งว่าเหมือนกัน มักใช้คำว่า เหมือน คล้าย ดุจ ดูราว ราวกับ เช่น

"เหมือนสายแก้วแวววับระยับเยื้อง.............ช้อยชำเลืองชมอุษาคราฉายแสง
พุน้ำหนึ่งผุดพุ่งจรุงแรง.......................ดั่งรุ้งแปลงแปลกฟ้าลงมาดิน..."

3)คำกล่าวเกินจริง
คำกล่าวเกินจริง คือ การที่กวีอาจกล่าวมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง เพื่อสื่อให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นภาพในความคิดคำนึงได้ดีขึ้น การอ่านบทกวีนิพนธ์ หากนำเอาข้อเท็จจริงหรือหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ไปวัด อาจทำให้ไม่ได้รสของถ้อยคำในการอ่าน ตัวอย่างโวหารหรือข้อความที่กล่าวเกินจริง เช่น

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
ซบหน้าติดดินกินทราย

2.6 ตีความสัญลักษณ์
การอ่านกวีนิพนธ์ควรตีความสัญลักษณ์ต่างๆ ในกวีนิพนธ์บทนั้นๆ เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้ง สัญลักษณ์ คือ คำที่ใช้แทนสภาพ สิ่งต่างๆ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่ไม่ใช่ความหมายตามตัวอักษร เช่น ดอกประดู่ หมายถึง ทหารเรือ เป็นต้น

2.7ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวรรณคดีและรูปแบบฉันทลักษณ์

1)พื้นความรู้เกี่ยวกับวรรณคดี
กวีนิพนธ์บางบทอาจเขียนเรื่องล้อเลียนเหตุการณ์ หรือ ความคิดในวรรณคดีสมัยก่อน หรือนำเอาเรื่องราวมาเขียนในบริบทใหม่ ผู้อ่านจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับ วรรณคดีหลักๆ เช่น ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี อิเหนา เป็นต้น

2)รูปแบบฉันทลักษณ์
กวีนิพนธ์จะใช้รูปแบบทางฉันทลักษณ์แตกต่างกันไปตามแบบแผน เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน การมีความรู้พื้นฐานเกี่ยกับรูปแบบของคำประพันธ์แต่ละประเภท จะช่วยอ่านแล้วเข้าถึงกวีนิพนธ์ได้ดียิ่งขึ้น

3.สรุป
กวีนิพนธ์เป็นศิลปะทางภาษาที่แสดงความงดงามของภาษาไทยอย่างชัดเจน การอ่านกวีนิพนธ์จึงเป็นการศึกษาและรับรสคุณค่าของภาษาได้ทางหนึ่ง
ดังนั้นในการอ่านกวีนิพนธ์ผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเภทของกวีนิพนธ์แต่ละประเภทว่ามีฉันทลักษณ์บังคับอย่างไร เพื่อให้สามารถอ่านออกเสียงได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ นอกจากนี้การอ่านกวีนิพนธ์ ต้องอาศัยทักษะในการตีความ
ซึ่งถ้าผู้อ่านหมั่นขวนขวายหาความรู้รอบตัวอย่างกว้างขวางแล้ว ย่อมช่วยให้การอ่านกวีนิพนธ์นั้นๆ เข้าถึงอรรถรสซาบซึ้งถึงความงามในศิลปะทางภาษาชนิดนี้ได้อย่างดียิ่ง

อ้างอิง : หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑

: ด.ช. ธนพจน์ ล้อมสวัสดิ์ เลขที่ 2 ม.2/11A - 28/11/2005 21:46

 

คุณค่าทางวรรณศิลป์


............การใช้ภาพพจน์

............[๑] การใช้ภาพพจน์แบบอุปมาและบุคคลวัต ดังตอนที่พระเวสสันดรได้บริจาคทานให้กับชูกชกแล้ว ดังนี้

..................ภิขฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิปัญญา เวสฺสนฺตโร ราชา อันว่าพระมหาเวสสันดรอดุลดิลก เมื่อพระองค์ทรงยอยกปิยบุตรทานมิทันช้า จึ่งหล่อหลั่งอุทกธาราให้ตกลงเหนือมือธชี อัศจรรย์ก็บันดาลบังเกิดมี
อยํ มหาปฐวี อันว่าภาคพื้นพระธรณีอันหนาแน่ได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ เสียงอุโฆษครื้นครั่นดั่งไฟบรรลัยกัลป์จะผลาญโลกให้ทำลายวายวินาศ ฝูงสัตว์จัตุบททวิบาทก็ตื่นเต้นเผ่นโผนโจนดิ้น ประหนึ่งว่าปัถพินจะ
พลิกคว่ำพล้ำแพลงให้พลิกหงาย อกนางพระธรณีจะแยะแยกแตกกระจายอยู่รอนๆ สะเทือนสะท้านเลือนลั่นอยู่ครืนๆ ดุจหนึ่งว่าปืนสักแสนนัดมากระหน่ำซ้ำยิงอยู่เปรี้ยงๆ เสียงฉะฉาดฉาน ทั้งพญาคชสารชาติฉัททันต์
ทะลึ่งถลันร้องวะแหวๆ ประแปร๋แปร้นแล่นทะลวงงวงคว้างาหงายเงยประหนึ่งว่าจะสอยเสยเอาดวงดาว ***มห้าวกระหึมตกมันอยู่ฮัดๆ ดั่งว่าใครมายุแยงแกล้งผัดพานเดือดทะยานอยู่ฮึกฮัก สะอึกเข้าไล่แทงเงาอยู่ผลุงผลัง
ไม้ไล่พังผะผางโผงล้มพินาศ ทั้งพญาพาฬมฤคราชเสือโคร่งคระครางครึ้มกระหึมเสียง สำเนียงก้องร้องปะเปิ๊บปิ๊บถีบทะยานย่องแยกเขี้ยวเคี้ยวฟันตัวสั่นอยู่ริกๆ ประหนึ่งว่าจะถาโถมโจมจิกจับเอาสัตว์ในไพรวันมาคาบคั้น
กินเสียคำเดียวเป็นภักษา ทั้งพญากาสรตัวกล้าก็ลับเขาโขยดโลดลองเชิง เริงฤทธิไกรไล่ขวิดควิ้วอยู่ฉานๆ ประหนึ่งจะคว้านควักให้ตักดิน สิเนรุปพฺพตราชา ทั้งพยาเขาพระสุเมรุก็เอนอ่อนอยู่ทบเทา แก้วเก้าเนาวรัตน์แสนสัตรัตน์
เรืองรองซ้องสาธุการอยู่อึงมี่ สาคโรทั้งพระสมุทรสาครวังวัน บันดาลน้ำฟุ้งเป็นฝอยฝน พญานาคฤทธิรณเลิกพังพานสลอนลอยอยู่ไปมา ทั้งพญาครุฑราชปักษาก็โผผินขึ้นเวหน เล่นลมบนอยู่ลิบลิ่ว เมฆหมอกปลิวอยู่เกลื่อนกลาด
บนอากาศก็วิกลเป็นหมอกกกลุ้ม อัมพรชรอุ่มอับอลวนอลเวง เสียงคระโครมเครงครื้นครั่น ฟ้าฝนสวรรค์ก็เฟื่องฟุ้งเป็นฟองฝอย เมขลาเหาะลอยล่อแก้วอยู่แวววับรามสูรขยับขยิกขยี้ แสงสายมณีแวบวาบวาวสว่าง อสูรก็ขว้างขวาน
ประหารอยู่เปรี้ยงๆ เสียงสนั่นลั่นโลกวิจลจลาจล เทพเจ้าในเมืองบนก็เบือนบิดนิรมิตกาย ชูเศียรถวายสักการบูชาเทพดานิกรนับโกฏิน้อมเศียรศิโรตม์อยู่ไสว ยกพระกรไหว้อยู่อึงมี่ ว่าเจ้าประคุณของสัตว์ผู้ยากเอ่ยยากที่บุคคลผู้ใดเลย-
จะทำได้ เว้นไว้แต่หน่อพระชินศรี อันทรงสร้างพระบารมีมามากแล้ว ขอให้พระทูลกระหม่อมแก้วจงสำเร็จ แก่พระวิสุทธิสร้อยสรรเพชรพุทธอัครอนาวรณญาณ ในอนาคตกาลโน้นเถิด



............[๒]สัทพจน์ คือการเลียนเสียง ดังนี้

..................ฝูงทิชากรก็ร่อนรีบเข้ารังเรียง ได้ยินเสียงผีป่าโป่งโป้งเปิ่งกู่ก้องร้องกระหึม ผีผิวพึมฟังขนพอง เสียงชะนีร้องอยู่โหวยโวยโว่ยวิเวกวะหวามอก พราหมณ์ก็หยุดยืนตื่นตกตะลึงนึก



............[๓] อติพจน์ คือการกล่าวเกินจริง ดังนี้

...................โส โพธิสตฺโต ส่วนสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสได้ทรงฟังพระสุรเสียงแก้วกัณหา เสียวพระสกลกายาเย็นระย่อ เศร้าสลดระทดท้อพระหฤทัยเธอถอยหลัง พระนาสิกอัดตั้งอัสสาสปัสสาส น้ำพระเนตรเธอไหลหยาดหยดเป็นสายเลือด ไม่เว้นวายหายเหือดซั่งโศกา





: อภิชญา ตู้วิเชียร ม2/11a เลขที่ 24 - 29/11/2005 23:21

 

โวหารภาพพจน์

โวหารภาพพจน์


ภาพพจน์ (figure of speech) ได้แก่ สำนวนภาษาลักษณะหนึ่งเกิดจากการเรียบเรียงถ้อยคำ
ผิดแผกไปจากธรรมดา เพื่อให้นึกเห็นเป็นภาพหรือมีความหมายพิเศษ ภาพพจน์มีหลายลักษณะ เช่น
อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต การกล่าวเกินจริง ปฎิทรศน์
โวหารภาพพจน์ หรือภาษาภาพจน์ ( figurative of language ) คือ ข้อเขียนที่นำเอา
ภาพพจน์อย่างเดียวหรือหลายอย่างมาใช้เพื่อให้เป็นสำนวนที่แปลใหม่ ทรงพลังและมองเห็นภาพ
อุปมา (simile) คือ การนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งมาเปรียบเทียบกันโดยใช้คำเชื่อมที่มีความหมาย
เหมือน ประกอบด้วย คำเชื่อมดังกล่าวเช่น เหมือน เปรียบเหมือน เสมือน เสมอ ดุจ ประดุจ ดั่ง ดุจดั่ง
ปูน ปาน เพียง ราว ฉัน เฉก เช่น ประหนึ่ง เทียบ ต่าง กล
งามผิวประไพผ่อง …………..กลทาบศุภาสุพรรณ
งามแก้มแฉล้มฉัน …………..พระอรุณแอร่มละลาน
งามเกศะดำขำ …………..กลน้ำ ณ ห้องละหาน
งามเนตรพินิจปาน …………..สุมณีมโหรา
งามทรวงสล้างสอง ………….. วรถันสุมนสุมา-
ลีเลิศประเสริฐกว่า ………….. วรุบลสโรชมาศ
งามเอวอนงค์ราว………….. สุรศิลปิชาญฉลาด
เกลากลึงประหนึ่งวาด …………..วรรูปพิไลพะวง
งามกรประหนึ่งงวง …………..สุรเคชสุเรนทะทรง
นวยนาดวิลาสวง ………….. ดุจรำระบำระแบง
ซ้ำไพเราะน้ำเสียง ………….. อรเพียงภิรมย์ประเลง
ได้ฟังก็วังเวง ………….. บ มิว่าง มิวายถวิล
นางใดจะมีเทียบ ………….. มทนา ณ ฟ้า ณ ดิน
เป็นยอดและจอดจิน -………….. ตนะแน่ว ณ อก ณ ใจ
( มันทะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ข้อสังเกต การเปรียบเทียบที่เรียกว่าอุปมาต้องนำสิ่งที่ต่างกัประเภทกันมาเปรียบเทียบ
ถ้าเป็นสิ่งของประเภทเดียวกันเป็นการเปรียบเทียบธรรมดา เช่น ภาษาไทยคล้ายภาษาจีน
อุปลักษณ์ (metaphor) เป็นการนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งหรือมากกว่า แต่คุณสมบัติ
บางอย่างร่วมกันมาเปรียบเทียบกัน โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยตรง เช่น คือ เป็น เท่า
ต่าง
เรียมฤาคือบรรทัด ………….. ช่างชาญดัดขัดเกลาขยัน
ทอดเขียนเรียนพระธรรม์ ………….. ใช้สันเคียวเบี้ยวบิดงอ
ข กาพย์ห่อโคลง พระศรีมโหสถ
จงตั้งเอากายเจ้า ………….. เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา ………….. แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้ว มือเป็นสายระยาง ………….. สองเท้าต่างสมอไม้
ปากเป็นนายงานไป ………….. อัชฌาสัยเป็นเสบียง

ของเก่า
ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ ………….. เมียตน
เมียแล่พันฤาดล ………….. แม่ได้
ลิลิตพระลอ

โวหารภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ อาจเปรียบเทียบโดยปริยายไม่มีกริยาส่วนเติมเต็ม แสดงการเปรียบเทียบก็ได้

เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้ ………….. มาแปรเป็นพลอยหูงไปเสียได้
........................
กาลวงว่าหงส์จึงหลงด้วยลายย้อม ………….. ช่างแปลปลอมท่วงทีดีหนักหนา
ดังรักถิ่นมุจลินท์ไม่คลาดคลา ………….. ครั้นลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒

ข้อความตอนนี้เป็นคำของขุนแผนต่อว่านางวันทอง โดยเปรียบนางวันทองว่าเป็นพลอยเทียมแต่ลวงว่าเป็นทับทิมแท้หรือกาปลอมเป็นหงส์ มีลักษณะเป็นอุปลักษณ์โดยปริยาย ไม่ใช้กริยาส่วนเติมเต็ม
บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต คือ การสมมุติสิ่งไม่มีชีวิต ความคิด นามธรรม หรือสัตว์
ให้แสดงกิริยาอาการ มีสติ ปัญญา ควา,รู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์ บุคลาธิษฐานแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ


ลักษณะที่ ๑ สมมุติสิ่งต่างๆที่ไม่ใช่คนให้มีกิริยาอาการเหมือนคน
ธรณีภพนี้เพ่ง ……… ทิพญาณ หนึ่งรา
เราก็ลูกอาจารย์ ……… หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร ……… เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ……… ดาบนี้คืนสนอง
ตำนานครีปราชญ์ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์ )


ลักษณะที่ ๒ สมมุติสัตว์ทั่วไปหรือสัตว์ในนิยาย พูดหรือแสดงความคิดนึกอย่างมนุษย์
อันใดย้ำแก้มแม่ ……… หมองหมาย
ยุงเหลือบหรือริ้นพราย ……… ลอบกล้ำ
ตำนานครีปราชญ์ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์ )
ถามพุ่มพฤกษ์เถื่อนถ้ำส้ำสัตว์ ……… ดงแดนไทยอันไพศาล
ถามทะเลแม่น้ำและลำธาร ……… ว่าเคยเห็นภูบาลพระภูมิพล
เสด็จผ่านย่านนี้บ้างหรือไม่ ……… ถ้าเขินเขาลำเนาไม้ในไพรสณฑ์
สรรพสัตว์พูดจาภาษาคน ……… คงภูมิใจเหลือล้มได้ตอบคำ
นี่ท่านมาแต่ไหนทำไมเล่า ……… มาไถ่ถามพวกเราช่างน่าขำ
มีป่าเขาลำเนาไหนที่ทรงธรรม ……… มิเคยดำเนินผ่านท่านตอบที
พวกเราทั่วสยามคามพิสัย ……… ล้วนเคยได้เฝ้าองค์พระทรงศรี
เสด็จผ่านเยี่ยมประชาทั้งตาปี ……… ทั่วพื้นธรณีของภูวไนย
คำขาน ท่านคุณหญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

อติพจน์ คือ การกล่าวข้อความให้ผิดความจริงสำหรับเน้นความ อาจกล่าวมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริงก็ได้ การกล่าวมากกว่าความจริง เช่น เสียงเท่าฟ้าหน้าเท่ากลอง คอยาวเหมือนนกกระยาง การกล่าวน้อยกว่า
ความเป็นจริง เช่น เอวคอดเหมือนมดตะนอย คอหอยเท่ารูเข็ม
เอียงอกเทออกอ้าง ……… อวดองค์ อรเอย
เมรุชุบสมุทรดินลง ……… เลขแต้ม
อากาศจักจารผจง ……… จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม ……… อยู่ร้อนฤาเห็น
โคลงนิราศนรินทร์ นายนรินทรธิเบศ
มาถึงบางธรรณีทวีโศก ……… ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ……… ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ……… ไม่มีพสุธาอาศัย
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ ……… เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา
นิราศภูเขาทอง พระสุนทรโวหาร (ภู่ )


ปฎิทรรศน์ (paradox) คือ คำกล่าวที่มีลักษณะขัดแย้งกันกันเอง หรือไม่น่าเป็นจริงแต่แฝงความหมายที่ลึกซึ้งและความเป็นไปได้ เช่น
ศัตรูคือยากำลัง น้ำปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย
ขาดแคลนแสนเข็ญเป็นไฉน ………. สูเจ้าอยู่ได้
ด้วยดวงหน้ายิ้มพริ้มพราย
อิ่มประโยชน์โปรดคนทั้งหลาย ………. เอือมกายใจสบาย
ฤาพ่อเพื่อนยากแห่งสยาม
กระดูกสันหลัง ครูเทพ

แทบฝั่งธารที่เราเฝ้าฝันถึง ………. เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง
จักรวาลวุ่นวายไร้สำเนียง ………. โลกนี้เพียงแผ่นภพสงบเย็น
วารีดุริยางค์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์


สัญลักษณ์ (symbol) คือ ตัวแทนหรือสิ่งแทนของสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะหรือสภาพบางอย่างร่วมกัน สัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วไป เช่น
ราชสีห์ ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ผู้มีอำนาจ
หงส์ ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… คนดีมีตระกูลสูง
กา ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… คนเลวมีตระกูลต่ำ
ลา ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… คนโง่
ดอกฟ้า ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… หญิงมีฐานะสูงศักดิ์กว่าชายที่หมายปอง
ดอกไม้ ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ผู้หญิง
แมลงผึ้ง ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ผู้ชาย
มะลิ , สีขาว เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ความบริสุทธิ์
สีดำ เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ความตาย ความโศกเศร้า
รุ่งอรุณ เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… การเริ่มต้ม ความรุ่งเรือง
เมฆ,หมอก เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… อุปสรรค ความเศร้า

รักษาพระยศอตส่าห์รักษาสัตย์ ………… พูนสวัสดิ์สังวาสตามราชหงส์
เห็นห้วยหนองคลองน้อยอย่าลอยลง ………… จะเสียทรงสีทองละอองนวล
สกุลกาสาธารณ์ถึงพานพบ ………… อย่าควรคบคิดศักดิ์สงวน
เหมือนชายโฉดโหดไร้ที่ไม่ควร ………… อย่าชักชวนชิดใช้ให้ใกล้องค์
เพลงยาวถวายโอวาท พระสุนทรโวหาร (ภู่ )


นามนัย (metonymy) คือ คำหรือกลุ่มซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความหมาย
แทนสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น
มงกุฎ ………… เครื่องทรงสูงสุดของกษัตริย์ หมายถึง ราชสมบัติ
พระแสงดาบอาชญาสิทธิ์ ………… พระแสงดาบแสดงอำนาจสูงสุดที่กษัตริย์พระราชทานแก่
แม่ทัพ หมายถึง พระบรมเดชานุภาพ
ธรรมจักร ………… แดนธรรม หมายถึง พระพุทธศาสนา
เข็มขัด ………… รางวัลสำหรับนักมวย หมายถึง ตำแหน่งชนะเลิศสำหรับ
นักมวยแต่ละรุ่น
ท้าวทั่วทิศทั่วเทศ ………… ไท้ทุกเขตทุกด้าว ………… น้าวมงกุฎมานบ ………… น้อมพิภพมานอบ
ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
มกุฎ เป็นนามนัย หมายถึง ราชสมบัติ

ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ ………… เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า
พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา ………… เหนือประชาพสกนิกร
ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ ………… ที่สถิตอานุภาพสโมสร
แต่การุณยธรรมสุนทร ………… งานงอนกว่าพระแสงอันฤทธิ์
เวนิสวาณิช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

คำอธิบาย
มงกุฎ หมายถึง เครื่องทรงกษัตริย์ ไม่เป็นนามนัย
พระแสง หมายถึง พระแสงดาบอาชญาสิทธิ์ หมายถึง พระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ เป็นนามนัย

ฉันทลักษณ์
……. ฉันทลักษณ์ คือ กฎเกณฑ์บังคับของการแต่งคำประพันธ์ หรือร้อยกรอง คำประพันธ์ต้องแต่งตามกฎเกณฑ์บังคับทั่วไปและลักษณะบังคับเฉพาะชนิดของคำประพันธ์ นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องฉันทลักษณ์มาพอสมควรแล้ว ในวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
และวิชาการเขียน ๑ ช่วงชั้นที่ ๔ ในรายวิชานี้จะได้ทบทวนและเพิ่มเติมกฎเกณฑ์การแต่งคำประพันธ์ ตลอดจนยกตัวอย่างประกอบให้ละเอียดกว้างขวางยิ่งขึ้น ลักษณะคำประพันธ์ที่ควรรู้และแบบฝึกหัดแต่ง
มีดังต่อไปนี้

ลักษณะทั่วไปของคำประพันธ์
คำประพันธ์หรือร้อยกรองมีลักษณะสำคัญต่างกับร้อยแก้วดังต่อไปนี้
๑.คณะ คือ ลักษณะ และรูปแบบข้อความของร้อยกรองแต่ละชนิด โดยกำหนด จำนวนบท จำนวนบาท
จำนวนวรรค และจำนวนคำไว้แน่นอน
๑.๑ บท คือ กำหนดคำประพันธ์ที่จบความตอนหนึ่งๆ ประกอบด้วยจำนวนบาทจำนวนวรรคและจำนวนคำตามเกณฑ์ของคำประพันธ์ชนิดนั้นๆ
๑.๒ บาท คือ ส่วนหนึ่งๆของบทแห่งคำประพันธ์ จำนวนบาทในบทหนึ่งๆ ของคำประพันธ์แต่ละ
ชนิดส่วนมากไม่เท่ากัน เช่น กาพย์ฉบังและกาพย์สุรางคนางค์ บทหนึ่งมี ๑ บาทกาพย์ยานี
และกลอนสุภาพ บทหนึ่งมี๒บาท บทหนึ่งของโคลงสอง โคลงสาม โคลงสี่ มี ๒บาท ๓บาท และ๔บาท
ตามลำดับ


การเขียน ๒ ช่วงชั้นที่ ๔

: เด็กชายฐิติกรณ์ สังเมฆ ห้อง1/11B เลขที่ 3 - 18/11/2005 20:18

 

[[ การใช้ภาษาในการพรรณนาและบรรยาย ]]



การใช้ภาษาในการพรรณนาและบรรยาย มีการใช้ภาษาอย่างไพเราะมีการเล่นสัมผัสอักษรเรียบเรียง
ถ้อยคำเป็นอย่างดี ดังนี้



...........นายช่างจำลองจำหลักหลักลายรายด้วยรูปสัตว์ ราชสีห์สิงห์อัดแอ่นอกกอดกระหนกกระหนาบ
คาบแก้วกุม ครั้นได้ฤดูเดือนมรสุมแล้วก็แซ่ซ้อง บรรทุกสิ่งของลงต่างๆ ไว้ระวางทางวิดน้ำทำเป็นโชงโลง อับเฉากันโคลงประจุเรียบ สำเภานี่ก็พาบเพียบเพียงราโท ครั้นได้ฤกษ์แล้วให้เลิกโห่ขึ้นสามลา ยิงปืนบนนาวาเสียงผะผาผึงตึงตัง คนการยืนสะพรั่งอยู่พร้อมเพรียง ศัพท์สำเนียงเสียงเฮโลเฮล่า เข้าฉุดคร่าสายสมอตีม้าล่อลั่นอยู่ฉ่างๆ โบกธงอยู่คว้างๆ แล้วแกว่งกวัด พระพายชายพัดติดใบบน ล้าต้า
ต้นหนก็มุ่งมอง ตั้งเข็มส่องกล้องสลัด โดยกำหนดขนัดคะเนหมาย นายท้ายก็ยักย้ายบ่ายเบี่ยงเฉลียงแล่นออกชเลลึกแลไม่เห็นฝั่งบังเกิดลมสลาตันตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นเครง สำเภาก็โคลงเคลงไปตามคลื่นตื่นเต้นเสากระโดงหักกระเด็นกระดานแตก คลื่นใหญ่โยนกระทบกระแทกกระทั่งผะผังผาง สำเภาก็อับปางลงในท่ามกลางชเลหลวง ฝูงมนุษย์ทั้งปวง
ไม่หลอเหลือ ล้วนเป็นเหยื่อแก่เฒ่าปลา ด้วยเป็นโลกิยนาวาไม่จิรังเลยพระลูกเอ่ย พ่อเห็นแต่หน้าเจ้าพระพี่น้องทั้งสองรา จ้างจงมาเป็นมหาสำเภาทองธรรมชาติอันนายช่างขาญฉลาด
จำลองทำ ด้วยกงแก้วประกำตรึงด้วยเพชรแน่นหนา แก้วประพาฬแผ่เป็นดาดฟ้าฝาระบุระเบิดเปิดช่องน้ำ แก้วไพฑูรย์กระทำเป็นราโทโมราประทับสลับสลัก กรบลายรายดอกรักเนาวรัตน์ ฉลุฉลักเป็นรูปสัตว์ภาพ
เพชรนิลแนม แกมหงส์วิหคกระหนกคาบลดารัต มังกรกัดกอดแก้วเกี้ยวเป็นก้านขดดูสดใส ครั้นสำเร็จลำสำเภาแล้วเมื่อใดได้พระพิชัยมงคล พระบิดาจะทรงเครื่องต้นมงคลพิชัยสำหรับกษัตริย์



การใช้ภาษาบรรยายความโศกเศร้าของตัวละคร ดังนี้

...........จึงตรัสเรียกแก้วกัณหาดุจตรัสเรียกพระชาลี พระเจ้าน้องคิดแล้วเหมือนพระพี่ไม่ผิดเพี้ยน ขึ้นมาซบพระเศียรกอดพระบาทเบื้องซ้ายสมเด็จพระบิดา เต กุมารา ควรจะสงสารเอ่ย ด้วยสองดรุณ
ทรามรักน้อยๆ ทั้งคู่พิศและดูหน้ากันแล้วก็ตั้งแต่จะร้องไห้ น้ำพระอัสสุชลนัยน์เธอไหลลงหลั่งๆ ตกต้องหลังพระบาทพระบรมราช ฤษี ผุลฺลปทุมํ วิย ดั่งกลีบบุษยมาลีปทุมเมศ มาเคียงสองรองรับน้ำชลเนตรพระเจ้าลูกท้าวเธอไว้ ส่วนสมเด็จพระนราธิปไตยพิสุทธิ์ชินวงศ์ ท้าวเธอก็พลายทรงพระกันแสงไห้ จนพระอัสสุชลนัยน์ไหลลงรินๆ โซมพระพัตร์ตกต้องพระปฤษฎางค์
พระลูกรักทั้งสอง ดุจผ่นกระดานทองมารองรับไว้ทั้งคู่ กมฺป มานโส น้ำพระทัยเธอห่อหู่ยู่ย่นสลดลงปิ้ม ประหนึ่งว่าจะดำรงพระทานบารมีนั้นไว้มิได้ ปฺราม สนฺโต เธอจึ่งยกพระกรลูบหลังพระลูกแก้วแล้วก็รับขวัญ กุมพระกรพระลูกรักทั้งสองนั้นให้ทรงยืนประดิษฐาน พลางประโลมปลอมปิยกุมารทั้งสองว่า พระลูกเอ่ยยืนขึ้นเถิดนะเจ้าฟังบิดาว่า เจ้าจะกินน้ำตาน้ำมูกไปว่าไร พระบิดามีหรือหาไม่ เจ้าก็ย่อมแจ้งอยู่แก่ใจเจ้าทั้งสอง มาตรว่าถ้าบิดานี้มีเงินและทองเล่าเถิดเรา พ่อมิให้สองกำพร้าต้องระเหินระหกตกไปไกลเลยนะลูกเอ่ย ครั้งนี้พระบิดามาไร้สิ้นไร้เสียที่สุด เห็นแต่หน้าพระปิยบุตรเจ้าทั้งสอง ก็ดูยิ่งกว่าเงินและทองได้ร้อยเท่าพันธวี



...........เป็นการบรรยายความโศรกเศร้าของพระเวสสันดรและพรกัณหาพระชาลี ในเวลาที่จะจากไป
เป็นทาสของชูชก



: การใช้ภาษาในการพรรณนาและบรรยาย [ ปรับปรุง ] - 29/11/2005 23:27

[[ คำอธิบายเพิ่มเติม ]]



.......จุณณียบท เป็นบทนำเรื่องของแต่ละกัณฑ์ เป็นภาษาบาลีสรุปให้รู้ว่า ในกัณฑ์นั้นๆ เบื่องต้น
กล่าวถึงเรื่องอะไร เช่น จุณณียบทในกัณฑ์ทศพรกล่าถึงเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาเรื่องฝนโบกขรพรรษในกรุงกบิลพัสดู์ จุณณียบทในกัณฑ์ชูชก กล่าวถึงชูชกพราหมณ์ชางเมืองกลิงคราษฎร์ เอาเงินไปฝากพราหมณ์ผู้เพื่อนไว้แล้วเพื่อนเอาเงินไปใช้หมด เลยต้องยกนางอมิตตาดาให้เป็นภรรยาชูชก จุณณียบทในกัณธ์กุมารนำเรื่องว่า หลังจากที่ชูชกได้พบกับพระอัจจุตฤษีแล้วได้เดินทางมาถึงสระโบกขรณี รั้งรออยู่เพื่อให้พระมัทรีออกไปสู่ป่าหาผลไม้เสียก่อน เพราะชูชกมีความคิดสตรีย่อมเป็นสิ่งกีดขวางการให้ทาน ครั้งได้เวลาชูชกก็เข้าไปขอสองกุมารจากพระเวสสันดร โดยปกติ จุณณียบทแต่งเป็นความเรียง แต่เฉพาะกัณธ์มหาพนและกัณธ์นครกัณฑ์ขึ้นต้น จุณณียบทเป็นฉันท์



...........คาถา เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี ๑๓ กัณฑ์ มีอยู่พันคาถา คาถาหนึ่ง คือ
ฉันท์บทหนึ่ง ฉันท์ที่ใช้แต่งในมหาเวสสันดรชากดก เรียกว่า ปัฐยาวัตฉันท์ บทหนึ่งมี ๔ บาท บาทหนึ่งมี
๘ คำ บังคับให้ใช้คำ ครุ ลหุ เฉพาะคำที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ในทุกบาท ดังตัวอย่าง

................นิชฺฌตฺตา......สิวิโย......สพฺเพ....ปิตานํ....ทิฎูฐมิจฺฉติ
................มาตา....จ...ทุพฺพลา....ตสฺส....อิจรา....จกฺขูนิ....ชียเร



...........ถ้าเขียน ั แทนคำครุ ุ แทนคำลหุ และ ๐ แทนคำที่มิได้บังคับว่าต้องเป็นคำครุหรือลหุ ผังของปัฐยาวัตฉันท์จะเป็นดังนี้

........................บาทหน้า.....................................บาทหลัง
.....................๐๐๐๐ ุ ั ั ๐................................๐๐๐๐ ุ ั ุ๐

.......ในบางบาทอาจผิดพลาดไปจากผังภูมิได้บ้าง



.......ร่ายยาว เป็นลักษณะของคำประพันธ์ประเภทหนึ่ง บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ได้ แต่ส่วนมากมี ๕ วรรคขึ้นไป ในวรรคหนึ่งๆ มีจำนวนคำตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป มีบังคับเฉพาะสัมผัสวรรค คือคำสุดท้ายของวรรคหน้า จะสัมผัสกับคำใดคำหนึ่งในวรรคต่อไปตามความเหมาะสม สำหรับเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งแต่เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์นั้น จะยกศัพท์บาลีขึ้นก่อนเสมอไป แล้วจึงมีร่ายตาม และในระหว่างที่
ดำเนินเรื่อง มีคำบาลีคั่นเป็นระยะๆ คำบาลีนั้นมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับเนื้อความที่ตามมา เช่น
คำบาลีว่า อาวุธหตฺโถ มีความหมายว่า มีอาวุธอยู่ในมือ เนื้อความที่ตามมาก็มีว่า " มีหัตถ์เบื้องขวานั้น
ถือดาบ คมเขียวเป็นมันปลาละเลื่อมแสง แกว่งกวัดฉวัดเฉวียนวิ่งวู่จู่เข้ามาถึง ถีบทวารตึงทลายลู่ "



.......พระโพธิญาณ พระปัญญาที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันจักได้บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลมนุษย์ที่ยังติดข้องอยู่ในกองกิเลสแห่งการเวียนว่ายตายเกิด การบำเพ็ญบารมีจนบรรลุพระโพธิญาณ เป็นการชี้ทางเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต สั่งสอนมวล
มนุษย์ให้มีปัญญา และมีคุณธรรมอันจะนำชีวิตให้ดีงามให้ลุถึงซึ่งความสุข รอดพ้นจากการครอบงำด้วยกำเลสตัณหาทั้งปวงโดยสิ้นเชิง

อ้างอิงจาก
อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย ม4-5-6 สำนักพิมพ์พัฒนาศักษา,กรุงเทพมหานคร,2543
]

: อภิชญา ตู้วิเชียร ม2/11a เลขที่ 24 - 29/11/2005 23:39

 

การอ่านพิจารณาคุณค่าวรรณกรรม


การอ่านพิจารณาคุณค่าวรรณกรรม
1.ลักษณะของวรรณกรรม
วรรณกรรมสามารถแบ่งตามลักษณะเนื้อหาดังนี้
1.บันเทิงคดี
บันเทิงคดีหมายถึงหนังสือที่มุ่งให้ความบันเทิงเป็นหลัก แต่ก็มีสาระแทรกอยู่
หนังสือประเภทนี้จะประกอบด้วย เหตุการณ์ โครงเรื่อง บุคคล สารัตถะ สถานที่(ฉาก) เวลา
ตัวละคร หนังสือที่จัดอยู่ในประเภทบันเทิงคดี เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น เป็นต้น
2.สารคดี
สารคดีหมายถึงหนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ให้ความรู้ ความคิด และอาจให้ความ
บันเทิง ส่งเสริมภูมิปัญญาไปด้วย โดยอาจจะอยู่ในรูปของบทความ บทวิจารณ์ ความทรงจำ
จดหมาย บันทึก ปาฐกถา หรือบทสัมภาษณ์
วรรณกรรมปะเภทต่างๆที่ควรศึกษาดังนี้
1.เรื่องสั้น
เรื่องสั้น เป็นวรรณกรรมที่ได้แบบอย่างมาจากปะเทศแถบตะวันตก การเขียนเรื่องสั้นเริ่มในปลายรัชการที่5 และได้รับความนิยมมากในสมันรัชการที่6 เพราะคนไทยที่ไปศึกษาในประเทศอเมริกาและยุโรปได้นำแบบอย่างการเขียนเรื่องสั้นเมาเผยแพร่ โดยระยะแรกๆ ได้ดัดแปลงจากเรื่องของนักเขียนต่างประเทศเช่น เรื่อง“สร้อยคอที่หายไป”ต่อมาได้เขียนเรื่องสั้นๆแบบไทยเช่น เรื่อง“คุณยายเพิ้ง” ของเขียวหวาน เรื่อง “หางแมว” ของ น.ส.ม. เป็นต้น โดยเฉพาะมีกานนำเรื่องสั้นมาลงพิมพ์ในหนังสือลักวิทยา ทวีปญญา ทำให้เรื่องสั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น
และด้วยเหตูที่เราได้แบบอย่างมาจากต่างประเทศ เราจึงควรศึกษารูปแบบ ละวิธีการเขียน
ลักษณะของเรื่องสั้น
1. ใช้ตังละครน้อย หรืออาจเป็นเรื่องเล่า
2. ตัวละครอาจสมมุติจากสัตว์ ต้นไม้ สิ่งของให้มีชีวิตพูดได้
3. เหตุการณ์ในเรื่องไม่ควรมีบ่อยครั้งนัก
4. ความยาวของเรื่องอยู่ระหว่าง 1,000 ถึง 10,000 คำ หรือ ขนาดยาว 2,000 – 12,000 คำ
5. มีแนวคิดสำคัญเพียงอย่างเดียวให้ผู้อ่านประทับใจ

6. มีความสมจริง เช่น จะพูดในอารมณ์โกรธอย่างไรให้เหมาะสม
7. ใช้บทสนทนาสั้น ๆ แทนคำบรรยาย บอกนิสัยของตัวละคร
8. ฉากใช้น้อย บางทีใช้ฉากเดียวจนจบก็มี
9. ใช้เวลาอ่านน้อย ( ถ้าเป็นเรื่องสั้นขนาดสั้น )
10. ใช้เวลาอ่านจบเรื่องเป็นตอน ๆ ก็ได้ ( ถ้าเป็นเรื่องสั้นหลายตอนจบ )
ปัจจุบันมีผู้นิยมอ่านเรื่องสั้นกันมาก เพราะใช้เวลาน้อย ไม่ต้องคิดมาก ใช้คำพูดสั้น ๆ เข้าใจง่าย สรุปเรื่องได้เอง และให้ข้อคิดเดียวในเรื่อง การอ่านเรื่องสั้นเหมาะสำหรับผู้มีเวลาว่างน้อย ผู้ใช้เวลาเดินทางไกลบ่อย ๆ และยังคลายเครียด เพลิดเพลินกับการอ่านได้ในทุกแห่ง เพราะรูปเล่มไม่ใหญ่นักพกพาได้สะดวก นิยมทำรูปเล่มเป็นฉบับกระเป๋า ( Pock Book )
1.2 นวนิยาย
นวนิยาย เป็นวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี ที่ได้แบบอย่างมาจากประเทศแถบตะวันตกเหมือนเรื่องสั้น แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง เป็นร้อยแก้ว มีขนาดยาวกว่าเรื่องสั้น มีโครงเรื่องที่เป็นระเบียบ
นวนิยายในประเทศไทย เริ่มมีปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยพระยาสุรินทราชา ( นกยูง วิเศษกุล ) ใช้นามปากกาว่า “แม่วัน” เขียนนวนิยายเรื่อง “ความพยาบาท” โดยแปลจากเรื่อง “เวนเดดต้า” ของมารี คอเรลลี ลงพิมพ์ในหนังสือ ลักวิทยา มีผู้นิยมอ่านกันมาก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นจุดที่เริ่มต้นของการเขียนนวนิยายในประเทศไทย ต่อมาหลวงวิลาศปริวัตรได้เขียนเรื่อง “ ความไม่พยาบาท” เพื่อให้เข้าคู่กับเรื่องความไม่พยาบาท เป็นนวนิยายที่ผูกโครงเรื่องขึ้นเอง การเขียนนวนิยาย โดยผูกโครงเรื่องขึ้นเองจึงได้แพร่หลาย และส่วนใหญ่เขียนลงหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนก่อนแล้วจึงรวมพิมพ์เป็นเล่ม
ลักษณะของนวนิยาย
1. เนื้อหาและแนวคิดของเรื่อง สะท้อนชีวิตจริงและสลับซับซ้อนมาก
2. โครงเรื่อง การผูกโครงเรื่อง อาจนำผลขึ้นก่อนแล้วเล่าเหตุตามมา
3. การดำเนินเรื่อง จะเป็นกลวิธีที่เป็นเอกลักษญ์ของผู้เขียนเอง
4. ฉาก ตัวละคร มีหลายแก มีตัวละครมากกว่าเรื่องสั้น
5. บทสนทนา มีบทสนทนาที่เหมาะกับบุคลิกของตัวละคร
6. การใช้ภาษา มีการใช้ภาษาให้ตรงตำแหน่ง บทบาท อาจใช้ภาษาปกติได้
7. นำคติ แง่คิด ความไม่แน่นอนของชีวิตใส่ลงในเรื่องให้สมจริง
8. การจบเรื่อง อาจจบด้วยความสุข หรือความเศร้าก็ได้
9. มีการทิ้งให้ผู้อ่านคิดต่อ ในบางเรื่องจะไม่จบแต่ให้คิดต่อเอง

1.3สารคดีและบทความ
สารคดี มีความหมายโดยรวม คือ หนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ที่ให้ความรู้ ความคิด และให้ความเพลิดเพลินในการอ่าน แบ่งเป็นหลายประเภทและหลายรูปแบบ แม้แต่จดหมาย อภิปราย สัมภาษณ์ ปาฐกถา บทวิจารณ์ บันทึกความทรงจำต่าง ๆ ก็อาจจัดอยู่ในสารคดีได้ ซึ่งผู้เขียนจะมีกลวิธีการเขียนสร้างความสนใจให้ผู้อ่านชมชอบมากมาย ด้วยการใช้สำนวนภาษาที่เข้าใจง่ายตรงไปตรงมา สละสลวยชวนติดตาม ทำให้ผู้อ่านนิยมอ่านสารคดีมากไม่แพ้อ่านบันเทิงคดี
ลักษณะของสารคดี
1. เป็นวรรณกรรมที่มุ่งแสดงความรู้ ความคิด และความเป็นจริง
2. การเขียนเป็นเชิงอธิบาย วิจารณ์ แนะนำ สั่งสอน เตือนสติ
3. มีการแทรกความบันเทิงด้วย ตามความเหมาะสม
4. สาคดีอาจแบ่งแยกย่อยได้ ดังนี้
สารคดีวิชาการ เป็นเรื่องประกอบการเรียนในสาขาวิชา แต่ไม่หนักทางตำราเรียน เช่น “พม่าเสียเมือง” ของ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช
สารคดีท่องเที่ยว กล่าวถึง การไปต่างแดนหรือต่างถิ่นที่อาศัย ให้ความรู้ และแทรกข้อคิดเห็นเกี่ยวกับถิ่นฐานนั้น ๆ
สารคดีชีวประวัติ กล่าวถึง ประวัติของทั้งตนเองและผู้อื่น
สารคดีด้านบันทึก ความทรงจำ บทความต่าง ๆ
ลักษณะของบทความ
บทความ เป็นเรียงความอย่างหนึ่งมีความแตกต่างจากเรียงความตรงที่บทความมีลักษณะเป็นงานเป็นการมากกว่า ต้องมีเทคนิคในการเขียนและใช้ภาษาที่พิเศษด้วย
การเขียนบทความ ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าจะเขียนเรื่องอะไร คำนึงถึงเอกภาพของบทความ มีจำนวนพอเหมาะ และลำดับความเป็นระเบียบ บทความจำแนกได้หลายชนิดได้แก่ บทความบรรยาย บทความรายงาน บทความเชิงโต้แย้ง บทความที่เป็นที่สนใจ บทความสัมภาษณ์ บทความอธิบาย บทความแสดงความคิดใหม่ บทความร่างบุคลิกลักษณะของบุคคลต่าง ๆ บทความครบรอบปี และบทความทั่วไป
1.4 บันทึก
บันทึก เป็นสารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ได้ประสพพบเห็นด้วยตนเองและได้ยินได้ฟังได้อ่านจากหนังสือ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเตือนความจำ หรือเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงประกอบการค้นคว้าวิชาการ บันทึกแม้จะจัดอยู่ในประเภทสารคดี แต่ถ้ามีศิลปะในการใช้คำสำนวนโวหารเปรียบเทียบได้ไพเราะแทรกบทขบขันให้เบาสมอง อ่านสนุกได้ทั้งสาระความรู้ และความบันเทิง ก็อาจจัดเป็นบันทึกที่มีลักษณะเป็นทั้งสารคดีและบันเทิงคดีได้ บันทึกแบ่งออกเป็นประเภทตามเนื้อหาของเรื่องดังนี้
1.บันทึกประจำวัน
บันทึกประจำวันเป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นตามความคอดของผูบนทึกภายในแต่ละวัน
2.บันทึกวิชาการ
การจดบันทึกในการเรียน การฟังคำสอนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการศึกษา แม้ว่าปัจจุบันจะมีเอกสารหนังสือประกอบการแต่ถ้าได้ทักษะครบทั้ง 4 ประการแล้วจะช่วยให้จำแล้วเข้าใจดียิ่งขึ้น คือ ตาดู หูฟัง จดบันทึก ทำเครื่องหมาย และคิดตาม ถ้าไม่เข้าใจก็ถามแล้วจดไว้
3.บันทึกการเดินทาง
เป็นการบันทึกจากการไปต่างถิ่น หรือต่างประเทศแล้วจดบันทึกสาระสำคัญไว้
4.บันทึกเหตุการณ์
เป็นการบันทึกจากประสบการณ์ตรงที่คิดว่าสำคัญ การบันทึกข้อที่ 3 และ4 นี้ถ้าเขียนอย่างระวังการใช้ถ่อยคำ มีสำนวนโวหาร ทำให้อ่านสนุกเพลิดเพลิน อาจเป็นเรื่องสั้นหรือสารคดี ที่น่าอ่านเป็นที่นิยมแพร่หลาย
ลักษณะของการบันทึก
1.เขียนเล่าเหตุการณ์ที่ได้พบในภาษาของตนเอง
2.ลำดับเรื่องราว เวลาที่เกิดเหตุการณ์สั้นๆ เป็นขั้นตอน
3.ใช้ภาง่ายๆประโยคสั้นๆกระชับใจความสละสลวย
4.ใช้คำสุภาพ แต่อาจใช้ภาษาที่เข้ากับเรื่องได้
5.แสดงความคิดเห็นประกอบอย่างสมเหตุสมผลน่าเชื่อถือ
6.ไม่วิพากษ์ วิจารณ์ พาดพิงให้ผู้อื่นเสียหาย เว้นแต่เป็นบันทึกส่วนตัว
7.ขยันจดบันทึกให้เป็นนิสัย และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การบันทึกเป็นประโยชน์มาก นอกจากเป็นการฝึกทักษะการเขียนแล้วยังอาจใช้อ้างอิงในการเขียนประเภทบทความเรื่องสั้น นวนิยายได้


: สุทธิเกียรติ บ้างสกุล - 09/11/2005 20:48

 


2. หลักการพิจารณาคุณค่าวรรณกรรม
การอ่านพิจารณาคุณค่าวรรณกรรม มีหลักใหญ่ ๆ 2 ประการ ดังนี้
2.1การพิจารณาคุณค่าด้านวรรณศิลป์
จากวรรณกรรมร้อยแก้ว สามารถพิจารณาว่ารูปแบบการเขียนเหมาะสมกับเนื้อเรื่องหรือไม่
มีวิธีเสนอเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ชวนให้อ่าน ให้ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ใช้สำนวนภาษาที่กะทัดรัด สละสลวย สื่อความหมายชัดเจนมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการ ลำดับภาพตามคำบรรยายได ้
โดยแบ่งเป็นหัวข้อ ดังนี้
1.ความเหมาะสมของเนื้อเรื่องและรูปแบบ
2.การใช้สำนวนภาษา ไพเราะสละสลวย ใช้ถ้อยคำเหมาะสม
3.มีความเฉียบคม ประทับใจ เข้าถึงอารมณ์
4.ให้สาระ ความซาบซึ้ง สะเทือนอารมณ์ และความคิดสร้างสรรค์
2.2การพิจารณาคุณค่าด้านสังคม
สังคม คือ ชนชาติและชุมชนที่อยู่ร่วมกันภายใต้การปกครองในกรอบวัฒนธรรมเดียวกัน วรรณกรรมเป็นเสมือนกระจกเงาที่จะสะท้อนให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นชีวิตความเป็นอยู่ ค่านิยมและจริยธรรมของคนในสังคมที่วรรณกรรมได้สะท้อนภาพไว้ ทำให้ข้าใจชีวิต
เห็นใจความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันชัดเจนขึ้น ดังนั้น การพิจารณาคุณค่าด้านสังคมจะต้องมีเนื้อหา
ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือจริยธรรมของสังคม ให้มีส่วนกระตุ้นจิตใจผู้อ่านให้เนื้อหา
ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือจริยธรรมของสังคม ให้มีส่วนกระตุ้นจิตใจผู้อ่านให้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการจรรโลงหรือพัฒนาสังคมไทยร่วมกัน
โดยแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้
1.การแสดงออกถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชาติ
2.สะท้อนภาพ ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ค่านิยมในสังคม
3.ได้ความรู้ ความบันเทิง เพลิดเพลินอารมณ์ไปพร้อมกัน
4.เนื้อเรื่อง และสาระให้แง่คิดทั้งคุณธรรมและจริยธรรม ในด้านการจรรโลงสังคม ยกระดับจิตใจเห็นแบบอย่างจากการกระทำของตัวละครทั้งข้อดีและข้อควรแก้ไข

3.การพิจารณาคุณค่าวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี
3.1การพิจารณาคุณค่าวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย
การพิจารณาคุณค่าวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น และนวนิยาย ต้องพิจารณาใน 4 ประการ ต่อไปนี้
1.เนื้อหาและแนวคิด
2.กลวิธีการนำเสนอ
3.การใช้ภาษา
4.คุณค่าของเรื่อง

เรื่องสั้นและนวนิยาย ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนกันทั้งโครงเรื่อง การดำเนินเรื่องเนื้อเรื่อง ฉาก ตัวละคร
บทสนทนา การใช้ภาษา ให้เหมาะสมกับตัวละครและคุณค่าของเรื่องแต่เรื่องสั้นมีจุดสำคัญหรือแก่น
ของเรื่องอย่างเดียว ขณะที่นวนิยายมีมากกว่า ดังนั้นโครงเรื่องจึงมีโครงเรื่องเดียว ส่วนโครงเรื่องของนวนิยายจะสลับซับซ้อนแต่ต้องมีความต่อเนื่องสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวด้วย
ส่วนการอ่านพิจารณาคุณค่าด้านสังคม คุณค่าด้านพฤติกรรมของคนในสังคม ย่อมทั้งส่วนดี
และส่วนที่บกพร่อง จึงเป็นข้อแตกต่างที่เรื่องสั้นจะมีข้อคิดเห็นชัดเจนและลึกซึ้งเพราะมีมีน้อยกว่านวนิยายที่เน้น
ด้านบันเทิงเป็นสำคัญมีประเด็นข้อคิดเห็นหลากหลาย
3.2การพิจารณาคุณค่าวรรณกรรมประเภทสารคดี บทความ บันทึก
การพิจารณาคุณค่าวรรณกรรมประเภทสารคดี บทความ และบันทึก ต้องพินิจในประเด็นต่อไปนี้
1.เนื้อหาและแนวคิด (ความรู้ ความคิดที่เป็นประโยชน์)
2.กลวิธีนำเสนอ (ชื่อเรื่อง ลำดับ เปิด – ปิดเรื่อง วิธีนำเสนอ)
3.การใช้ถ้อยคำภาษา เข้าใจได้ง่ายกะทัดรัด


: ส่งงานต่อครับไกด์ - 18/11/2005 21:27

 

การใช้ถ้อยคำสำนวนโวหาร


ที่นี่ห้องเรียนสีชมพู โครงงานการจัดทำแหล่งเรียนรู้และนำเสนองานของนักเรียน
โครงการภาษาอังกฤษโรงเรียนสุราษฎร์ธานี




โวหารที่ใช้ในการเขียน
โวหารเป็นการใช้ถ้อยคำอย่างมีชั้นเชิงเพื่อให้เรื่องน่าอ่าน โวหารแบ่งได้เป็น ๕ ลักษณะคือ
๑) บรรยายโวหาร เป็นการเขียนเชิงอธิบาย ให้สาระ ข้อเท็จจริง เล่าเรื่องหรือเล่าเหตุการณ์
วิธีเขียนจะใช้ภาษาง่าย กะทัดรัด เขียนให้ตรงเป้าหมาย รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำที่ดี เลือกเฟ้นจุดสำคัญ
ที่จะเขียน เขียนตามลำดับเรื่องราว
ไม่เขียนวกวน มีตัวอย่างและข้อเปรียบเทียบเพื่อให้ชัดเจน
การเขียนบรรยายโวหารมักใช้ในการเขียนเรียงความ นิทาน เรื่องเล่า ประวัติ ตำนาน จดหมายเหตุ
ตัวอย่างบรรยายโวหาร
“ … ทุกครั้งที่พ่อไปเมืองนอก พ่อหาโอกาสไปดูสถานที่น่าสนใจและดูความเปลี่ยนแปลง
ความก้าวหน้าของชาติต่างๆอยู่เสมอ และพ่อจะกลับมาเล่าให้ฟังอย่างมีระบบและละเอียดลออ
พร้อมทั้งของฝากที่น่าสนใจ
ครั้งหนึ่งพ่อซื้อตุ๊กตามาฝากจุ๊ เป็นตุ๊กตาประหลาด เพราะมันหลับตาและลืมตาได้ สวยจนเราแทบไม่น่าจับ
แต่จี๊ดสนใจมาก จนอยากรื้อออกมาดูว่ามีกลไกอะไรที่ทำให้มันหลับตาได้… ”
จากเรื่อง “ พ่อเล่า ” ของ จารุณี สูตะบุตร
๒) พรรณนาโวหาร เป็นโวหารที่ใช้ถ้อยคำอธิบายหรือบรรยายสิ่งที่พบเห็นอย่างละเอียด โดยใช้สำนวนโวหาร
ที่ไพเราะสอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจและความซาบซึ้ง
มีความรู้สึกและเห็นภาพตามไปด้วยกับคำพรรณนาโวหาร
วิธีการเขียนพรรณนาโวหาร ผู้เขียนต้องรู้จักใช้ถ้อยคำที่ประณีตให้ความรู้สึกโดยหยิบยกลักษณะสำคัญ
มากล่าว การใช้ถ้อยคำในการบรรยายลักษณะจะใช้ถ้อยคำที่แสดงรูปธรรม เช่น บอกลักษณะ สีสัน
รูปร่าง เวลาเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจน หรือใช้ถ้อยคำทำให้เกิดความไพเราะ
ตัวอย่างพรรณนาโวหาร
“ … จิวยืนอยู่ห่างจากเต่านั้นเล็กน้อย เขานุ่งกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินเข้ม ท่อบนของร่างกายเปล่าเปลือย
ผิวขาวจัดของเขาถูกกระไอร้อนของน้ำมันที่เดือดพล่านอยู่ในกระทะรมเสียจนขึ้นเสียระเรื่อแดง
และเหงื่อที่พรั่งผุดออกมาตามขุมขนสะท้านกับเปลวไฟที่แลบเลียอยู่ขอบกระทะแลเป็นเงาวะวับเขา
กำลังใช้ตะหลิวด้าวยาวคนกวนชั้นมันหมูที่กำลังถูกเคี่ยวลอยฟ่องอยู่มนกระทะอย่างขะมักเขม้น
สองมือของเขากำอยู่ที่ด้าวตะหลิว ท่อนแขนที่ค่อยๆกวนตะหลิวไปมานั้นเกร็งเล็กน้อย จนแลเห็นกล้ามเนื้อ
ขึ้นเป็นลอนเมื่อมองผาดผ่านมายังลำตัวของเขา หล่อนก็ประจักษ์ถึงความล่ำสันแข็งแรงแผงอก
แม้จะไม่กำยำผายกว้าง แต่ก็มีมัดกล้ามขึ้นเป็นลอนดูทรงพลังหน้าท้องราบเรียบบ่งบอกว่าทำงาน
ออกกำลังอยู่เป็นนิจ เอวค่อนข้างคอดเป็นรูปสวยรับกับท่อนขาที่ยาวแบบคนสูง เมื่อเขายืนแยกขา
ออกห่างจากกันเพื่อได้รับน้ำหนักได้เหมาะสมด้วยเช่นนี้ แลดูเหมือนเสากลมเรียวสองต้นที่ประสาน
ลำค้ำจุนร่างกายของเขาอย่างมั่นคง… ”
จาก “กตัญญูพิศวาส” ของ หยก บูรพา


๓) เทศนาโวหาร เป็นถ้อยคำโวหารที่ใช้อธิบายความคิดเหตุผลโดยต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นด้วย
เกิดความเชื่อถือและปฏิบัติตาม
วิธีการเขียน ผู้เขียนต้องเขียนอธิบาย หรือให้คำจำกัดความของสิ่งที่จะชี้แจงก่อน จากนั้นจึงกล่าวถึง
เหตุผลที่จะเกิดตามมา อธิบายคุณและโทษพร้อมยกตัวอย่างประกอบหรือเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเข้าใจดีขึ้น การยกตัวอย่างประกอบเรื่องรวในเทศนาโวหารนั้นเป็นสาธกโวหารประกอบเทศนาโวหารเสมอ
ตัวอย่างเทศนาโวหาร
การอบรมสั่งสอนลูกเคร่งครัดมากมายเกินไป ก็อาจเป็นผลร้ายได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิธีเลี้ยงลูก
ที่ดีก็คือ เดินตามทางสายกลาง อย่าให้ตึงหรือหย่อนเกินไป ควรเปิดโอกาสให้เด็กหรือลูกได้ใช้ความคิด
ได้ทดลอง ได้มีประสบการณ์ต่างๆได้รู้วิธีช่วยตัวเอง ได้ฝึกแก้ปัญหาของตัวเองให้มากส่วนที่จะควบคุมกัน
ควรเป็นแต่เรื่องกรอบของกฎหมายและศีลธรรม
เท่านั้นการสอนให้เขาได้ทำกิจกกรมที่เป็นประโยชน์ที่เขาพอใจให้มากย่อมีกว่าการตั้งแต่ข้อห้าม
หรือการให้ทำตามคำสั่งแต่ฝ่ายเดียว
จากเรื่อง “ เหมือนๆ จะแพ้แต่ไม่แพ้ ”
ของธรรมจักร สร้อยพิกุล
๔) สาธกโวหาร เป็นการยกตัวอย่างประกอบเรื่องราว เพื่อให้ข้อความนั้นเด่นชัดขึ้น หรือข้อเปรียบเทียบ
ประกอบอย่างมีเหตุผล
การเขียนสาธกโวหาร
๑. การเขียนสาธกโวหารจะเขียนควบคู่กับเทศนาโวหาร หรือบรรยายโวหาร โดยการยกตัวอย่างประกอบ
๒. ตัวอย่างที่ยกมาประกอบต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับเนื้อความในเทศนาโวหารหรือบรรยายโวหาร
๓. ต้องยกตัวอย่างชัดเจนใช้ถ้อยคำง่าย และควรสรุปหลังจากยกตัวอย่างประกอบแล้ว ให้เห็นความสัมพันธ์
ของเทศนาโวหารกับสาธกโวหารหรือบรรยายโวหารกับสาธกโวหาร
ตัวอย่างสาธกโวหาร
ในเรื่องน้ำ เรามองว่าประเทศไทยมีน้ำเยอะแยะ เราไม่เคยคิดประหยัดว่าจะใช้น้ำคุ้มค่าที่สุดอย่างไร
เช่น น้ำที่เหลือจากการซักล้าง เราก็ควรจะเอาไปรดน้ำต้นไม้ ความประหยัดเป็นจุดหนึ่งของการลด
ความต้องการที่เพิ่มขึ้น การที่เราจะต้องการพื้นที่การเกษตรปลูกผลิตผลการเกษตรให้มากขึ้น
ถ้าเรารู้จักประหยัด เราก็จะไม่ต้องการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น เรื่องอาหารก็จะลดลงไป
อย่างเช่นการดื่มกาแฟในการประชุมหลายแห่ง แม้แต่การประชุมนานาชาติ ผมไม่รู้ว่ากาแฟเททิ้ง
กันเท่าไหร่ แล้วกาแฟมาจากไหน ก็มาจากป่าเขตร้อนป่าเขตร้อนที่โดนทำลายไปเพราะคนพื้นเมือง
ต้องการทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่ปลูกกาแฟ เพราะกาแฟราคาดี มันมีผลถึงกันหมด
สุรพล ดวงแข : นิตยาสาร “สาระคดี”
ฉบับที่ ๖๕ ปีที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๓
๕) อุปมาโวหาร อุปมาโวหารเป็นโวหารสำนวนเปรียบเทียบเพื่อใช้ประกอบข้อความในสาธกโวหาร
บรรยายโวหาร พรรณนาโวหารได้เด่นชัดขึ้น ดังตัวอย่างในพรรณนาโวหารจากเรื่องกตัญญูพิศวาส
ที่กล่าวมาแล้วดังข้อความ “แลดูเหมือนเสากลมเรียวสองต้นที่ประสานลำค้ำจุนร่างกายของเขาอย่างมั่นคง”
วิธีการเขียนเปรียบเทียบ มีดังนี้
๑. เปรียบเทียบของสิ่งหนึ่งเหมือนสิ่งหนึ่ง จะมีคำว่า เหมือน ราวดุจว่า เช่น ดัง เป็นตัวเชื่อมข้อความ
- หญิงสาวสวยเหมือนบัวที่วางอยู่กลางบึง
- เขาเป็นคนดุร้ายราวกับเสือ
- เด็กๆ เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดประดุจผ้าขาวที่ไม่มีรอยเปื้อน
๒. เปรียบเทียบโดยโยงความคิดผู้อ่านไปสู่สิ่งหนึ่ง เช่น
ชีวิตเหมือนนวนิยาย
เรื่องตลกเหมือนเรื่องศรีธนญชัย
ตัวอย่างอุปมาโวหาร
เขากาแฟในถ้วย โดยไม่หันมามอง น้ำสีดำหมุนติ้วเป็นวงลึกเหมือนวังน้ำวนในนิยายผจณภัยสยองขวัญ
สักครู่มันก็แปรเป็นสีน้ำตาลอ่อนเพราะนมข้นหวานที่นอนก้นอยู่สองเซนติเมตรครึ่ง เขายกช้อนสีเหรียญบาท
ขึ้นละเลียดด้วยปลายลิ้น ขณะที่สบตาจับจ้องอยู่ที่พาดหัวข่าวประจำวัน
จากเรื่อง “เมืองหลวง” ในชุด “ดอกไผ่”
ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล


จาก หนังสือเรียนภาษาไทย ท ๐๑๑ เสริมทักษะภาษา ระดับมัธยมตอนต้น หน้า ๑๕๓
ผู้แต่ง รศ. บรรเทา กิตติศักดิ์



: ด.ญ.รตีมัทนา พรหมสมบัติ - 24/11/2005 19:21

การใช้โวหาร


การใช้โวหารคือ การใช้ถ้อยคำเพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพเรียกว่า " ภาพพจน์" ซึ่งมีหลายวิธี
ที่ควรรู้จักในระดับชั้นนี้ ได้แก่
1.อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมีคำเปรียบปรากฏอยู่ด้วย
คำเปรียบเทียบเหล่านี้
ได้แก่ เหมือน เสมือน ดุจ เล่ห์ เฉก ดัง กล เพียง ราว ปูน
2.อุปลักษณ์ คือ การเน้นความหมายว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งมาก จนเหมือนเป็นสิ่งเดียวกัน
โดยมีคำเปรียบเทียบ เป็น คือ เท่า ปรากฏในข้อความ
3.บุคคลวัต คือ การสมมุติสิ่งต่งๆให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์
4.อธิพจน์ คือ การกล่าวเกินจริง เพื่อเน้นข้อความนั้นให้มีนำหนักยิ่งขึ้น บางครั้งอาจใช้ถ้อยคำ
กล่าวน้อยกว่าจริง เรียกว่า อวพจน์


: ด.ช.วณิชย์ วณิชชานนท์ - 23/11/2005 13:13

 

 

 

 

คำประพันธ์และความงามของภาษา


1.ภาพพจน์ (Figure of speech)
ภาพพจน์ หมายถึงถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพในใจ
ภาพพจน์ เป็นเรื่องของภาษา เป็นเรื่องของศิลปะ การใช้เสียงของคำการเปรียบเทียบคำ การใช้คำที่เป็น
รูปธรรมเรียกสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
1.1อุปมา(Simile)
อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน อุปมาเป็นสิ่งที่นำมากล่าวเปรียบเทียบอุปไมย
คือเนื้อความที่ต้องการกล่าว มักใช้คำเชื่อมระหว่างอุปมา-อุปไมย เช่น เหมือน เปรียบ ดัง ดุจ ประดุจ
ประหนึ่ง ละม้าย เสมอ เหมือนปาน เพียง ราว เทียบ คือ หรือ เป็น (ที่แปลว่า เหมือน) ฯลฯ


ตัวอย่าง
รวดเร็วดุจกามนิตหนุ่ม, เงียบเหมือนป่าช้า, เจ็บเหมือนมีดกีดตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า,อืดเป็นเรือเกลือ,ซนเป็นลิง
โอ้ว่าอนิจจาความรัก เพิ่งประจักษ์ดังสายน้ำไหล,
สูงระหงทรงเพรียวเรียวชะลูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศหัวจรดเท้าขาวแต่ตา สองแก้มกัลยาดังลูกยอ
พิศขนมเหมือนกงเขาดีดฝ้าย จมูกดูละม้ายคล้ายพร้าขอ

1.2อุปลักษณ์(Metaphor)
อุปลักษณ์เป็นการกล่าวเปรียบเทียบวิธีหนึ่ง แต่ต่างกับอุปมาตรงที่อุปลักษณ์จะไม่กล่าวเปรียบต่างๆ
ใช้วิธีกล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอาเองบางครั้ง ไม่มีคำเชื่อมให้เห็นชัดอย่างอุปมา เช่น
1)ตกเหวรักจะดิ้นรนไปจนตาย
2)อาเธอร์มีอาชีพเป็นเหยี่ยวข่าวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
3)ที่คลับแห่งนี้ เป็นที่ชุมนุมของพวกเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลาย
หรือถ้ามีคำเชื่อมจะใช้คำ “เป็น”และ “คือ”เธอคือแก้วตาดวงใจของฉัน,เด็กคนนี้เป็นฯเพชรในตมแท้ๆเชียว
เธอตายเพื่อจะปลุกให้คนตื่น
เธอตายเพื่อผู้อื่นนับหมื่นแสน
เธอเป็นดินก้อนเดียวในดินแดน
แต่จะหนักและจะแน่นเต็มแผ่นดิน

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)


1.3บุคลาธิษฐาน(Personification) หรือ บุคคลวัต
บุคลาธิษฐาน มาจากคำว่า บุคคล+อธิษฐาน คืออธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล หมายถึง

ภาพพจน์ที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต
ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความคิด เสมือนเป็นสิ่งมีชีวิต มีวิญญาณ มีความรู้สึกนึกคิด เช่น
ฟ้าร้องไห้ ใบไม่เริงระบำ ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้สิ่งที่กล่าวถึงมีชีวิตชีวา ผู้รับสารก็จะมองเห็นภาพสิ่งนั้นเคลื่อนไหวทำกิริยาเหมือนคน
มีอารมณ์ มีความรู้สึก และสามารถสื่อความรู้สึกนั้นมาถึงผู้รับสารได้ ตัวอย่างง่ายๆเห็นได้จากนิทานสัตว์
ที่ตัวละครเป็นสัตว์พูดได้ แสดงบทบาทเหมือนมนุษย์ หรือแก้วสารพัดนึก ที่สามารถบันดาลสิ่งต่างๆ
ที่เจ้าของต้องการได้ ก็คือภาพพจน์เป็นประเภทบุคลาธิษฐานนี้เอง ตัวอย่างอื่นๆเช่น
1)ดาวเรืองไกวกิ่งทักทายกุหลาบแดง แต่กุหลาบสาวดูเหมือนจะมองไม่เห็นเพราะเจ้าหล่อนมัว
แต่หัวเราะระริกรื่น เอียงแก้มหลบผีเสื้อหนุ่มอยู่พัลวัน
2)ปางลูกทุกข์ฤดี ธรณีเศร้าใจ ปางลูกร้องไห้ ธรณีไห้หวน
3)เจ้าทองคอตก ไม่มีแรงแม้แต่จะกระดิกหาง นานน้อยของมันที่มันแสนรักแสนคิดถึง
เหตุไฉนจึงเมินมันไม่ไย

ดีมันแม้แต่น้อย มนุษย์เปลี่ยนแปลงง่ายถึงเพียงนี้เทียวหรือ


วันนี้แพรสีแสดของแดดกล้า
ห่มทุ่งหญ้าป่าเขาอย่าเหงาหงอย
โดยแรงลมริ้วฝุ่นหมุนตัวลอย
เรา-ค่อยค่อยคว้างหล่นซบบนดิน

(สันติ ธนะเลิศ, “รำพึงแห่งใบไม้”)


1.4อธิพจน์(Hyperbole)
อธิพจน์ คือการกล่าวเกินจริง อาจมากเกินจริงหรือน้อยเกินจริงก็ได้ ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมาก
แม้ในภาษาพูด เพราะเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพได้ง่าย และสามารถแสดความรู้สึกของกวี
ได้อย่างชัดเจน
1)ครืนครืนใช่ฟ้าร้อง เรียนครวญ
2)การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า
3)เราบนข้ามโลกมาชั่วลัดนิ้วมือเดียว
เสียงไห้ทุกราษฎร์ไห้ ทุกเรือน
อกแผ่นดินดูเหมือน จักขว้ำ
บเห็นตะวันเดือน ดาวมืด มัวนา
แลแห่งใดเห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน

(ลิลิตพระลอ)
1.5ปฏิพจน์(Paradox)
ปฏิพจน์ คือการใช้ถ้อยคำที่ความหมายตรงข้ามกันหรือขัดแย้งกัน มากล่าวอย่างกลมกลืนกัน ภาพพจน์ประเภทนี้ต้องวิเคราะห์ความหมายให้ลึกลงไปจึงจะเข้าใจ เพราะมักจะกล่าวในเชิงปรัญญา เช่น
1)รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ
2)เสียน้อยเสียมยาก เสียมากเสียง่าย
3)ถี่ลอดตัวช้าง ห่างลอดตัวเล็น
4)เสียงกระซิบแห่งความเงียบ
1.6สัทพจน์(Onematoboeia)
สัท หมายถึงเสียง สัทพจน์ หมายถึงภาพพจน์ที่เลียนเสียง หรือแสดงลักษณะอาการต่างๆ เช่น เสียงดนตรี
อาการของสัตว์ เป็นต้น การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้รู้สึกว่าเหมือนได้ยินเสียงของสิ่งนั้นจริงๆ เสียงของคำก็มีลักษณะเด่นอยู่ในตัว
ตัวอย่าง
เสียงดนตรี
(1)ต้อยตะริดติ๊ดตี่เจ้าพี่เอย
(2)อ่อยอ่อยเอื้อยเอื่อยอ้อเสียงซออู้
(3)ฆ้องหน่องหนองหน่องหน้อง ผรึ่งพรึ้งผรึงตะโพน


เสียงสัตว์
(1)มันร้องดัง กระโต้งฮง มันดังกอกๆกอกๆกระโต้งฮง
(2)อ้อยอี๋เอียงอ้อยส่งเสียงร้อง


เสียงธรรมชาติ
(1)น้ำพุพุ่งซ่า ไหลมาฉาดฉาน เห็นตระการ เสียงกังวาน มันดังจอกโครมๆ มันดังจอกๆโครมๆ
(เพลงเขมรไทรโยค)
(2)ได้ยินเสียงน้ำในลำธารซึ่งเมื่อตอนเย็นยังไหลรินๆกลายเป็นเสียงไหลพุ่งพล่านโครมครามหนักขึ้นทุกที... น้ำไหลดันกันมารวมกับเทตรงลงมาจากขอบฟ้ากระทบถูกแก่งผาแตกกระจายเป็นฟองขวา...
(กามนิต)


ลักษณะอาการต่างๆ
1)ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรี๊ยะประ เสียงผั้วผะพึ่บพั่บปุบปับแปะ
(นิราศเมืองเพชร)
2)ชะโดดุกกระดี่โด สลาดโลดยะหยอยหยอย
กระเพื่อมน้ำพะพร่ำพรอย กระฉอกฉานกระฉ่อนชล
(อิลราชคำฉันท์)
3)ตะแลกแต้กแต้กตะแลกแต้กแต้ก กระเดื่องดังแทรกสำรวลสรวลสันต์
(สุภร ผลชีวิน)
4)ปลาบางตัวชอบซุกๆนอนซ้อนๆกันอยู่... เจ้าพวกกุ้งทั้งปวงที่เดินถอยหลังกรูดๆตะกลามมากกว่าเพื่อน
ปลาซาดินทั้งตัวทิ้งลงไปกอดไว้ ตามไล่แย่งกันกระโดโหยงๆ
(พระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน)


1.7สัญลักษณ์
คือ การเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งทีหนึ่งสิ่งใดโดยใช้อื่นแทนคำที่ใช้เรียกนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบและตีความ
ซึ่งใช้กันมานานเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป เช่น
ดอกกุหลาบแดง หมายถึง ความรัก
สีขาว ” ความดี/ความบริสุทธิ์
กา ” ผู้ต่ำต้อยยากจน เป็นต้น


2.รสแห่งกาพย์กลอน
รสแห่งกาพย์กลอนไทยมี 4 รส
2.1เสาวรจนี(บทชมโฉม) คือการเล่าชมความงามของตัวละครในเรื่อง ซึ่งอาจเป็นตัวละครที่เป็นมนุษย์
อมนุษย์ หรือสัตว์ซึ่งการชมนี้อาจจะเป็นการชมความเก่งกล้าของกษัตริย์ ความงามของปราสาทราชวังหรือความเจริญรุ่งเรือง
ของบ้านเมือง เช่น บทชมโฉมนางมัทมา โดยท้าวชัยเสนรำพันไว้ ในวรรคดีเรื่องมัทนะพาธา


เสียงเจ้าสิเพรากว่า
ดุริยางคะดีดใน
ฟากฟ้าสุราลัย
สุรศัพทะเริงรมย์
ยามเดินบนเขินขัด
กละนัจจะน่าชม
กรายกรก็เร้ารม
ยะประหนึ่งระบำสรวย
ยามนั่งก็นั่งเรียบ
และระเบียบเขินขวย
แขนอ่อนฤเปรียบด้วย

ธนุก่งกระชับไว้
พิศโฉมและฟังเสียง
ละก็เพียงจะขาดใจ...

(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)


บทชมนางเงือก ซึ่งติตามพ่อแม่มาเพื่อพาพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร จากเรื่อง พระอภัยมณี
บทกษัตริย์ทัศนานางเงือกน้อย
ดูแช่มช้อยโฉมลาทั้งเผ้าผม
ประไพพักตร์ลักษณ์ล้ำล้วนขำคม
ทั้งเนื้อนมนวลเปลปงออกเต่งทรวง
ขนงเนตรเกศกรอ่อนสะอาด
ดังสุรางค์นางนาฏในวังหลวง
พระเพลินพิศคิดหมายเสียดายดวง

แล้วหนักหน่วงนึกที่จะหนีไป
(พระสุนทรโวหาร(ภู่))


เหลือบเห็นกวางขำดำขลับ
งามสรรพสะพรั่งดังเลขา
งามเขาเห็นเป็นกิ่งกาญจนา
งามตานิลรัตน์รูจี
คอก่งเป็นวงราววาด
รูปสะอากราวนางสำอางศรี
เหลียวหน้ามาดูภูมี
งามดังนารีชำเลืองอาย

ยามวิ่งลิ่วล้ำดังลมส่ง ตัดตรงทุ่งพลันผันผาย
(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
2.2 นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยว โอ้โลม) คือการกล่าวข้อความแสดงความรัก ทั้งที่เป็นการพบกันในระยะแรกๆ และในโอ้โลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสังวาสนั้นด้วย
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้นเกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
แม้นเนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมปทุมทอง
เจ้าเป็นถ้ำไพขอให้พี่
เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่ครอง

จะติดตามทรามสงวนนวลละออง
เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป
(พระสุนทรโวหาร(ภู่))


2.3พิโรธวาทัง(บทตัดพ้อ) คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่น้อยไปจนมาก
จึงเริ่มตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี และด่าว่าอย่างรุนแรง
น้ำใจนางเหมือนน้ำค้างบนไพรพฤกษ์
เมื่อยามดึกดังจะรองเข้าดื่มได้
ครั้งรุ่งแสงสุรีย์ฉายก็หายไป
เพิ่งเห็นใจเสียเมื่อใจจะขาดรอน

(ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง)


ครั้งนี้เสียรักก็ได้รู้
ถึงเสียรู้ก็ได้เชาวน์ที่เฉาฉงน
เป็นชายหมิ่นชายต้องอายคน

จำจนจำจากอาลัยลาน
(เจ้าพระยาพระคลัง(หน))


บทตัดพ้อที่แสดงทั้งอารมณ์รักและแค้นของ อังคาร กัลยาณพงศ์ จากบทกวี เสียเจ้า
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก
ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย

อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ
(อังคาร กัลยาณพงศ์)
บทตัดพ้อที่แทรกอารมณ์ขันของ สุจิตต์ วงษ์เทศ จากบทกวี ปากกับใจ
เมื่อรักกันไม่ได้ก็ไม่รัก
ไม่เห็นจักเกรงการสถานไหน
ไม่รักเราเราจักไม่รักใคร
เอ๊ะน้ำตาเราไหลทำไมฤา

(สุจิตต์ วงษ์เทศ)


2.4สัลลาปังคพิไสย(บทโศก) คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก
บทโศกของนางวันทอง ซึ่งคร่ำครวญอาลัยรักต้นไม่ในบางขุนช้าง อันแสดงให้เห็นว่านางไม่ต้องการตามขุนแผนไป แต่ที่ต้องไปเพราะขุนแผนร่ายมนต์สะกด ก่อนลานางได้ร่ำลาต้นไม้ก่อนจากไป จากเรื่องขุนช้างขุนแผน
ตอนขุนแผนพานางวันทองหนี
ลำดวนเอยจะด่วนไปก่อนแล้ว ทั้งเกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี่
จะโรยร้างห่างกลิ่นมาลี จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ
(พระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย)
สุนทร๓คร่ำครวญถึงรัชกาลที่2ซึ่งสวรรคตแล้ว เป็นเหตุให้สุนทรภู่ต้องตกระกำลำบาก เพราะไม่เป็นที่โปรดปราน
ของรัชกาลที่3 ต้องระ เห็ดเตร็ดเตร่ไปอาศัยในที่ต่างๆขณะล่องเรือผ่านพระราชวัง สุนทรภู่ซึ่งรำลึกความหลังก็คร่ำครวญอาลัยถึงอดีตที่เยรุ่งเรืองจากนิราศภูเขาทอง
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตรลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์

(พระสุนทรโวหาร(ภู่))


3.รสวรรณคดีสันสกฤต
สวรรณคดีสันสกฤต มีปรากฏใน ตำรานาฎยศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมุนี ซึ่งกล่าวถึงคุณสมบัติของ
ตัวละครสันสกฤตที่ดีกว่า ต้องประกอบด้วยรส 9 รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รุทรรส วีรรส ภยานกรส
พีภัตสรส อัพภูตรสและศานติรส


3.1ศฤงคารรส (รสแห่งความรัก)
เป็นการพรรณวามรักระหว่างหนุ่มสาวระหว่างสามี ภรรยา ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย บิดามารดากับบุตร

ญาติกับญาติ ฯลฯ สามารถทำให้ผู้อ่าน พอใจรัก เห็นคุณค่าของความรักนึกอยากรักกับเขาบ้างเช่น รักฉันชู้สาว
รักหมู่คณะ รักประเทศชาติ เป็นต้น อย่างเช่น เรื่องลิลิตพระลอ เต็มไปด้วยรสรัก(บาลี เรียกรสนี้ว่า รติรส)

3.2หาสยรส (รสแห่งความขบขัน)เป็นการพรรณนาที่ทำให้เกิดความร่าเริง สดชื่น เสนาะ ขบขัน อาจทำให้ผู้อ่าน
ผู้ดู
ยิ้มกับหนังสือ ยิ้มกับภาพที่เห็น ถึงกับลืมทุกข์ดับกลุ้มไปชั่วขณะ เช่น เรื่องระเด่นระได เป็นต้น
(บาลีเรียกรสนี้ว่า หาสะรส)


3.3กรุณารส (รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก)
เป็นบทพรรณนาที่ทำให้ผู้อ่านหดหู่เ***่ยวแห้ง เกิดความเห็นใจถึงกับน้ำตาไหล พลอยเป็นทุกข์
เอาใจช่วยตัวละคร เช่น เห็นใจนางสีดา เห็นใจจรกา และเห็นใจนางวันทอง เป็นต้น(บาลีเรียกรสนี้ว่า โสกะรส)
3.4รุทรรส-เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง)
บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจฉุนเฉียว ขัดเคืองบุคคลบางคนในเรื่อง บางทีถึงกับขว้างหนังสือทิ้ง
หรือฉีกตอนนั้นก็มี เช่น โกรธขุนช้าง โกรธชูชก(บาลีเรียกรสนี้ว่า โกธะ)


3.5วีรรส (รสแห่งความกล้าหาญ)
บทบรรยายหรือพรรณาที่ทำให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจผลงานและหน้าที่ ไม่ดูหมิ่นงาน อยากเป็นใหญ่ อยากร่ำรวย
อยากมีชื่อเสียง เลียนแบบสมเด็จพระนเรศวร ชอบความมีขัตติมานะของพระมหาอุปราชา จากเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย
(บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส)

3.6ภยานกรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ)
บทบรรยายหรือพรรณาที่ทำให้ผู้อ่านผู้ฟัง ผู้ดู มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจริต
เกิดความสะดุ้ง กลัวโรคภัยสัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจ บางครั้งต้องหยุดอ่าน รู้สึกขนลุกซู่ อ่านเรื่อง ผีต่างๆ
(บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส)


3.7พีภัตสรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ)
บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้ผู้อ่านผู้ดู ผู้ฟังชังน้ำหน้าตัวละครบ้างตัว เพราะจิต(ของตัวละคร) บ้าง
เพราะความโหดร้ายของตัวละครบ้างเช่น เกลียดนางผีเสื้อสมุทร ในเรื่องพระอภัยมณีที่ฆ่าพ่อเงือก เป็นต้น (บาลีเรียกรสนี้ว่า ชิคุจฉะรส)

3.8อัพภูตรส (รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ)
บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้นึกแปลกใจ เอะใจ อย่างหนัก ตื่นเต้นนึกไม่ถึงว่าเป็นไปได้เช่นนั้น หรือ
อัศจรรย์คาดไม่ถึงในความสามารถ ในความคมคายของคารม ในอุบายหรือในศิลปวิทยาคุณแปลกใจในสุปฎิบัติ (ความประพฤติที่ดีงาม)แห่งขันติ เมตตา กตัญญู อันยากยิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้ (รสนี้บาลีเรียก วิมหะยะรส)
3.9ศานติรส(รสแห่งความสงบ)
อันเป็นอุดมคติของเรื่อง เช่น ความสงบสุขในแดนสุขาวดี ในเรื่อง วาสิฏฐี อันเป็นผลมุ่งหมายทางโลกและทางธรรม

เป็นผลให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง เกิดความสุขสงบ ในขณะได้เห็นได้ฟัง ตอนนั้น ด้วย (บาลีเรียกรสนี้ว่า สมะรส)


4.ลักษณะบังคับของบทร้อยกรอง
สัมผัสสะ คือ การกำหนดให้คำที่มาคล้องจองกัน หรือรับ-ส่งสัมผัสกัน มีสระเสียงเดียวกัน เช่น ใคร-ไป-นัยน์ ใหม่-ไชย และหากจะมีตัวสะกดต้องเป็นมาตราตัวสะกดแม่เดียวกัน เช่น วาด-อาจ-ราษฎร์-บาท-ทาส เป็นต้น
สัมผัสพยัญชนะหรือสัมผัสอักษร คือ การกำหนดให้คำที่มาคล้องจองกันหรือรับ-ส่ง สัมผัสกันนั้น มีพยัญชนะต้น
เสียงเดียวกันเช่น ข้อความในโคลงนิราศเมืองสุพรรณ ของสุนทรภู่ ว่า “แซงแซวส่งเสียงใสทราบโสต”จะเห็นว่ามีการเล่นพยัญชนะนั้น ถือว่าอักษรสูงสามารถเล่นเสียงกับอักษรต่ำคู่ได้
ดังนี้ ข-ค,ฆ,ฉ-ช ฌ ฐ-ฑ ฒ, ถ-ท-ธ, ผ-พ-ภ, ฝ-ฟ, ศ ษ ส-ซ, ห-ฮ
สัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะนี้ เมื่อปรากฎในการแต่งคำประพันธ์ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสัมผัสใน
และหรือสัมผัสนอก ดังนี้
สัมผัสนอก เป็นสัมผัสบังคับของฉันท์ลักษณ์ ซึ่งกำหนดให้คำที่อยู่ต่างวรรคหรือต่างบทคล้องจองหรือรับ-ส่งสัมผัสกัน และต้องเป็นสัมผัสสระเท่านั้น การแต่งร้อยกรองทุกประเภทจะกำหนดแบบแผนการสัมผัส (นอก) นี้ไว้ หากแต่งผิดไปจากกำหนดจะถือว่าผิดทันที
สัมผัสใน เป็นสัมผัสที่มีขึ้นเพื่อสร้างความไพเราะให้ร้อยกรองนั้นๆ จึงอาจเป็นได้ทั้งสัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะ สัมผัสในคือการกำหนดให้คำภายในวรรคเดียวกันรับ-ส่ง สัมผัสกัน
สรุปได้ว่า ร้อยกรองทุกประเภทต้องมี “สัมผัสบังคับ” ซึ่งเป็นสัมผัสนอกภายในบท และ ระหว่างบท

ลักษณะบังคับของร้อยกรองที่พบในร้อยหรองบางประเภท มี 8 ลักษณะ คือ
1.ลักษณะบังคับคำเอกโท เป็นการกำหนดที่อยู่และจำนวนคำเอกคำโทภายในวรรค และ ภายในบท
คำเอก คือคำที่มีรูปวรรณยุกต์ ( ่) ปรากฏอยู่ และ อยู่ในที่ที่กำหนดไว้ในแผนผังว่าเป็น คำเอก
คำโท คือคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท ( ้ ) ปรากฏอยู่ และอยู่ในที่ที่กำหนดไว้ในแผนผังว่าเป็นโท
คำเอกและโท เป็นคำบังคับอยู่ในบทร้อยกรองประเภท โคลงโบราณ(เฉพาะโคลงห้า-โคลงกบเต้น-โคลงมณฑกคติเท่านั้น) โคลงดั้น โคลงสุภาพ ร่ายดั้น และร่ายสุภาพ ในกรณีผู้แต่งไม่อาจใช้คำเอกคำโทในที่ที่ แผนผังกำหนดไว้ได้ ก็อาจอนุโลมให้ใช้ คำเอกโทษ-คำโทแทนได้



: ด.ญ.นันทพร เมธยาภิรมย์ (นู๋บุ้งค่ะ) ห้องม.2/11B เลขที่14ค่ะ - 12/11/2005 21:58



]แหล่งอ้างอิง
คู่มือภาษาไทยEntrance ม.4-5-6
ผู้แต่ง
อาจารย์จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์



: ด.ญ.นันทพร เมธยาภิรมย์ (นู๋บุ้งค่ะ) ห้องม.2/11B เลขที่14ค่ะ - 12/11/2005 22:30

 

 

การอ่านวรรณคดีเพื่อพิจารณาคุณค่าทางวรรณศิลป์ โดย ปวริศา


การอ่านวรรณคดีเพื่อพิจารณาคุณค่าทางวรรณศิลป์
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำวรรณศิลป์ว่า “ศิลปะในการแต่งหนังสือ ศิลปะทางวรรณกรรม วรรณกรรมที่ถึงขั้นวรรณคดี หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี”
จากความหมายนี้ การพิจารณาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ต้องศึกษาตั้งแต่การเลือกชนิดคำประพันธ์ให้เหมาะสมกับประเภทของการเขียน การรู้จักตกแต่งถ้อยคำให้ไพเราะสละสลวยอันเป็นลักษณะเฉพาะของภาษากวี และทำให้ผู้อ่านเกิดความสะเทือนอารมณ์

การเลือกใช้คำประพันธ์แต่ละชนิดนิยมใช้ในโอกาสแตกต่างกัน ดังนี้
โคลง นิยมใช้พรรณนาเรื่องราวที่สูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์หรือพิธีการ และพรรณนาความคิด ความรู้สึกสะเทือนใจ นิยมใช้คำที่มีน้ำหนัก และศัพท์เก่า
ฉันท์ นิยมใช้แต่งข้อความที่เป็นแบบแผน สูงส่ง และสง่า คำที่ใช้มักเป็นคำศัพท์บาลีสันสกฤต เพื่อให้ตรงลักษณะบังคับครุ-ลหุ
กาพย์ นิยมใช้บทพรรณนาเหตุการณ์ หรือสะเทือนใจ มักใช้คำเรียบง่าย
กลอน นิยมใช้กับคำประพันธ์ที่นำไปขับร้องในการละเล่นต่างๆ นิยมใช้คำเรียบง่าย
ร่าย นิยมใช้พรรณนาเรื่องราวที่สูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่นิยมเขียนร่ายตลอดเรื่องนอกจากร่ายยาวทำนองเทศน์
ภาษากวีเพื่อสร้างสรรค์ความงดงามไพเราะ แก่บทร้อยแก้วหรือบทร้อยกรองนั้นมีหลักสำคัญที่เกี่ยวข้องกันสามด้าน ดังนี้



1.1การสรรคำ
การสรรคำ คือ การใช้คำให้สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก และอารมณ์องดงาม โดยคำนึงถึงความงามด้านเสียงโวหาร และรูปแบบคำประพันธ์ การสรรคำทำได้ ดังนี้
1.การเลือกคำให้เหมาะแก่เนื้อเรื่อง และฐานะของบุคคลในเรื่อง
2.การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง ตรงความหมาย
3.การเลือกใช้คำพ้องเสียง คำซ้ำ
4.การเลือกใช้โดยคำนึงถึงเสียงสัมผัส
5.การเลือกใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ
6.การเลือกใช้คำไวพจน์ ได้ถูกต้องตรงความหมาย



1.2การเรียบเรียงคำ
การเรียบเรียงคำ คือ การจัดวางคำที่เลือกสรรแล้วมาเรียงร้อยกันอย่างต่อเนื่องตามจังหวะ ตามโครงสร้างทางภาษา หรือตามฉันทลักษณ์ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น
1.จัดลำดับความคิด หรือถ้อยคำจากสำคัญน้อยไปมาก จนถึงสิ่งสำคัญสูงสุด
2.จัดลำดับความคิด หรือถ้อยคำจากสำคัญน้อยไปมาก แต่กลับหักมุมความคิดผู้อ่านเมื่อถึงจุดสุดขั้น
3.จัดลำดับคำให้เป็นคำถาม แต่ไม่ต้องการคำตอบ หรือมีคำตอบอยู่ในตัวคำถามแล้ว
4.เรียงถ้อยคำเพื่อให้ผู้อ่านแปลความหมายไปในทางตรงกันข้าม เพื่อเจตนาเยาะเย้ยถากถาง
5.เรียงคำวลี ประโยค ที่มีความสำคัญเท่าๆกันเคียงขนานกันไป



1.3การใช้โวหาร
การใช้โวหาร คือ การใช้ถ้อยคำเพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการเรียกว่า “ภาพพจน์” อยู่ด้วยซึ่งมีหลายวิธีในระดับนี้ ได้แก่
1.อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับสิ่งหนึ่งมาก จนเหมือนเป็นสิ่งเดียวกันอยู่ด้วย คำเปรียบเทียบเหล่านี้ ได้แก่ เหมือน ดุจ เล่ห์ เฉกดัง กล เพียง ราว ปูน
2.อุปลักษณ์ คือ การเน้นความหมายว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งมาก จนเหมือนเป็นสิ่งเดียวกัน โดยมีคำเปรียบ เป็น หรือ เท่า ปรากฏในข้อความ
3.บุคคลวัต คือ การสมมุติสิ่งต่างๆ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์
4.อธิพจน์ คือ การกล่าวเกินจริง เพื่อเน้นข้อความนั้นให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น บางครั้งอาจให้คำกล่าวน้อยกว่าจริง
เรียกว่า อวพจน์




: ปวริศา วิริยพงษ์สุกิจ ม.2/11A เลขที่ 16 - 09/11/2005 19:00

 


โวหารภาพพจน์
.โวหารภาพพจน์


ภาพพจน์ (figure of speech) ได้แก่ สำนวนภาษาลักษณะหนึ่งเกิดจากการเรียบเรียงถ้อยคำผิดแผก
ไปจากธรรมดา เพื่อให้นึกเห็นเป็นภาพหรือมีความหมายพิเศษ ภาพพจน์มีหลายลักษณะ เช่น อุปมา
อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต การกล่าวเกินจริง ปฎิทรศน์

โวหารภาพพจน์ หรือภาษาภาพจน์ ( figurative of language ) คือ ข้อเขียนที่นำเอาภาพพจน์อย่างเดียวหรือหลายอย่างมาใช้เพื่อให้เป็นสำนวนที่แปลใหม่ ทรงพลังและมองเห็น
ภาพ

๓.๑ อุปมา (simile) คือ การนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งมาเปรียบเทียบกันโดยใช้คำเชื่อนที่มีความหมาย
เหมือน ประกอบด้วย คำเชื่อมดังกล่าวเช่น เหมือน เปรียบเหมือน เสมือน เสมอ ดุจ ประดุจ ดั่ง ดุจดั่ง
ปูน ปาน เพียง ราว ฉัน เฉก เช่น ประหนึ่ง เทียบ ต่าง กล
งามผิวประไพผ่อง .......กลทาบศุภาสุพรรณ
งามแก้มแฉล้มฉัน........ พระอรุณแอร่มละลาน
งามเกศะดำขำ.............. กลน้ำ ณ ห้องละหาน
งามเนตรพินิจปาน.......... สุมณีมโหรา
งามทรวงสล้างสอง ......วรถันสุมนสุมา-
ลีเลิศประเสริฐกว่า ..........วรุบลสโรชมาศ
งามเอวอนงค์ราว ...........สุรศิลปิชาญฉลาด
เกลากลึงประหนึ่งวาด ...........วรรูปพิไลพะวง
งามกรประหนึ่งงวง ...........สุรเคชสุเรนทะทรง
นวยนาดวิลาสวง ...........ดุจรำระบำระแบง
ซ้ำไพเราะน้ำเสียง ...........อรเพียงภิรมย์ประเลง
ได้ฟังก็วังเวง ...........บ มิว่าง มิวายถวิล
นางใดจะมีเทียบ ...........มทนา ณ ฟ้า ณ ดิน
เป็นยอดและจอดจิน ...........- ตนะแน่ว ณ อก ณ ใจ

มันทะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ข้อสังเกต การเปรียบเทียบที่เรียกว่าอุปมาต้องนำสิ่งที่ต่างกัประเภทกันมาเปรียบเทียบ ถ้าเป็นสิ่งของประเภทเดียวกันเป็นการเปรียบเทียบธรรมดา เช่น ภาษาไทยคล้ายภาษาจีน

๓.๒ อุปลักษณ์ (metaphor) เป็นการนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งหรือมากกว่า แต่คุณสมบัติบางอย่างร่วมกันมาเปรียบเทียบกัน โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยตรง เช่น คือ
เป็น เท่า ต่าง
เรียมฤาคือบรรทัด ...........ช่างชาญดัดขัดเกลาขยัน
ทอดเขียนเรียนพระธรรม์ ...........ใช้สันเคียวเบี้ยวบิดงอ

ข กาพย์ห่อโคลง พระศีรมโหสถ
จงตั้งเอากายเจ้า........... เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธ......................า แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้ว มือเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอไม้
ปากเป็นนายงานไป........... อัชฌาสัยเป็นเสบียง

ของเก่า
ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ....... เมียตน
เมียแล่พันฤาดล .......แม่ได้ (ลิลิตพระลอ )

โวหารภาพพจน์แบบอุปลักษณ์อาจเปรียบเทียบโดยปริยายไม่มีกริยาส่วนเติมเต็ม แสดงการเปรียบเทียบ
ก็ได้
เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้ ...มาแปรเป็นพลอยหูงไปเสียได้
........................
กาลวงว่าหงส์จึงหลงด้วยลายย้อม ......ช่างแปลปลอมท่วงทีดีหนักหนา
ดังรักถิ่นมุจลินท์ไม่คลาดคลา.............. ครั้นลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน
(เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ )

ข้อมความตอนนี้เป็นคำของขุนแผนต่อว่านางวันทอง โดยเปรียบนางวันทองว่าเป็นพลอยเทียมแต่ลวงว่าเป็นทับทิมแท้หรือกาปลอมเป็นหงส์ มีลักษณะเป็นอุปลักษณ์โดยปริยาย ไม่ใช้กริยาส่วนเติมเต็ม

๓.๓ บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต คือ การสมมุติสิ่งไม่มีชีวิต ความคิด นามธรรม หรือสัตว์ให้แสดงกิริยาอาการ
มีสติ ปัญญา ควารู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์ บุคลาธิษฐานแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ
ลักษณะที่ ๑ สมมุติสิ่งต่างๆที่ไม่ใช่คนให้มีกิริยาอาการเหมือนคน


ธรณีภพนี้เพ่ง........... ทิพญาณ หนึ่งรา
เราก็ลูกอาจารย์ .........หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร ...เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ......ดาบนี้คืนสนอง

ตำนานครีปราชญ์ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์ )

ลักษณะที่ ๒ สมมุติสัตว์ทั่วไปหรือสัตว์ในนิยาย พูดหรือแสดงความคิดนึกอย่างมนุษย์
อันใดย้ำแก้มแม่ ............หมองหมาย
ยุงเหลือบหรือริ้นพราย.... ลอบกล้ำ

ตำนานครีปราชญ์ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์ )

ถามพุ่มพฤกษ์เถื่อนถ้ำส้ำสัตว์ ........ดงแดนไทยอันไพศาล
ถามทะเลแม่น้ำและลำธาร............. ว่าเคยเห็นภูบาลพระภูมิพล
เสด็จผ่านย่านนี้บ้างหรือไม่ ..........ถ้าเขินเขาลำเนาไม้ในไพรสณฑ์
สรรพสัตว์พูดจาภาษาคน ........คงภูมิใจเหลือล้นได้ตอบคำ
นี่ท่านมาแต่ไหนทำไมเล่า ...........มาไถ่ถามพวกเราช่างน่าขำ
มีป่าเขาลำเนาไหนที่ทรงธรรม .......มิเคยดำเนินผ่านท่านตอบที
พวกเราทั่วสยามคามพิสัย ...........ล้วนเคยได้เฝ้าองค์พระทรงศรี
เสด็จผ่านเยี่ยมประชาทั้งตาปี ........ทั่วพื้นธรณีของภูวไนย

(คำขาน ท่านคุณหญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา )

๓.๔ อติพจน์ คือ การกล่าวข้อความให้ผิดความจริงสำหรับเน้นความ อาจกล่าวมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง
ก็ได้ การกล่าวมากกว่าความจริง เช่น เสียงเท่าฟ้าหน้าเท่ากลอง คอยาวเหมือนนกกระยาง การกล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง เช่น เอวคอดเหมือนมดตะนอย คอหอยเท่ารูเข็ม

เอียงอกเทออกอ้าง ..........อวดองค์ อรเอย
เมรุชุบสมุทรดินลง .......เลขแต้ม
อากาศจักจารผจง .........จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม ......อยู่ร้อนฤาเห็น
โ(คลงนิราศนรินทร์ นายนรินทรธิเบศ )

มาถึงบางธรรณีทวีโศก ..............ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น .......ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ .....ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ..... เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา
(นิราศภูเขาทอง พระสุนทรโวหาร (ภู่ ) )

๓.๕ ปฎิทรรศน์ (paradox) คือ คำกล่าวที่มีลักษณะขัดแย้งกันกันเอง หรือไม่น่าเป็นจริงแต่แฝงความหมายที่ลึกชึ้งและความเป็นไปได้ เช่น ศัตรูคือยากำลัง น้ำปลาเป็น
น้ำเย็นปลาตาย
ขาดแคลนแสนเข็ญเป็นไฉน .........สูเจ้าอยู่ได้
ด้วยดวงหน้ายิ้มพริ้มพราย
อิ่มประโยชน์โปรดคนทั้งหลาย .........เอือมกายใจสบาย
ฤาพ่อเพื่อนยากแห่งสยาม
(กระดูกสันหลัง ครูเทพ )

แทบฝั่งธารที่เราเฝ้าฝันถึง....... เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง
จักรวาลวุ่นวายไร้สำเนียง........ โลกนี้เพียงแผ่นภพสงบเย็น
(วารีดุริยางค์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ )

๓.๖ สัญลักษณ์ (symbol) คือ ตัวแทนหรือสิ่งแทนของสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะหรือสภาพบางอย่างร่วมกัน สัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วไป เช่น
ราชสีห์ เป็นสัญลักษณ์ แทน ผู้มีอำนาจ
หงส์ เป็นสัญลักษณ์ แทน คนดีมีตระกูลสูง
กา เป็นสัญลักษณ์ แทน คนเลวมีตระกูลต่ำ
ลา เป็นสัญลักษณ์ แทน คนโง่
ดอกฟ้า เป็นสัญลักษณ์ แทน หญิงมีฐานะสูงศักดิ์กว่าชายที่หมายปอง
ดอกไม้ เป็นสัญลักษณ์ แทน ผู้หญิง
แมลงผึ้ง เป็นสัญลักษณ์ แทน ผู้ชาย
มะลิ , สีขาว เป็นสัญลักษณ์ แทน ความบริสุทธิ์
สีดำ เป็นสัญลักษณ์ แทน ความตาย ความโศกเศร้า
รุ่งอรุณ เป็นสัญลักษณ์ แทน การเริ่มต้ม ความรุ่งเรือง
เมฆ,หมอก เป็นสัญลักษณ์ แทน อุปสรรค ความเศร้า
รักษาพระยศอตส่าห์รักษาสัตย์ พูนสวัสดิ์สังวาสตามราชหงส์
เห็นห้วยหนองคลองน้อยอย่าลอยลง จะเสียทรงสีทองละอองนวล
สกุลกาสาธารณ์ถึงพานพบ อย่าควรคบคิดศักดิ์สงวน
เหมือนชายโฉดโหดไร้ที่ไม่ควร อย่าชักชวนชิดใช้ให้ใกล้องค์
เพลยาวถวายโอวาท พระสุนทรโวหาร (ภู่ )
๓.๗ นามนัย (metonymy) คือ คำหรือกลุ่มซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความหมายแทนสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น
มงกุฎ เครื่องทรงสูงสุดของกษัตริย์ หมายถึง ราชสมบัติ
พระแสงดาบอาชญาสิทธิ์ พระแสงดาบแสดงอำนาจสูงสุดที่กษัตริย์พระราชทานแก่
แม่ทัพ หมายถึง พระบรมเดชานุภาพ
ธรรมจักร แดนธรรม หมายถึง พระพุทธศาสนา
เข็มขัด รางวัลสำหรับนักมวย หมายถึง ตำแหน่งชนะเลิศสำหรับ
นักมวยแต่ละรุ่น
ท้าวทั่วทิศทั่วเทศ ไท้ทุกเขตทุกด้าว น้าวมงกุฎมานบ น้อมพิภพมานอบ
ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
มกุฎ เป็นนามนัย หมายถึง ราชสมบัติ

ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ ......เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า
พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา.............. เหนือประชาพสกนิกร
ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ ............ที่สถิตอานุภาพสโมสร
แต่การุณยธรรมสุนทร ....................งานงอนกว่าพระแสงอันฤทธิ์
(เวนิสวาณิช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว )

คำอธิบาย
มงกุฎ หมายถึง เครื่องทรงกษัตริย์ ไม่เป็นนามนัย
พระแสง หมายถึง พระแสงดาบอาชญาสิทธิ์ หมายถึง พระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ เป็นนามนัย

๔.ฉันทลักษณ์
ฉันทลักษณ์ คือ กฎเกณฑ์บังคับของการแต่งคำประพันธ์ หรือร้อยกรอง คำประพันธ์ต้องแต่งตามกฎเกณฑ์บังคับทั่วไปและลักษณะบังคับเฉพาะชนิดของคำประพันธ์ นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องฉันทลักษณ์มาพอสมควรแล้ว ในวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
และวิชาการเขียน ๑ ช่วงชั้นที่ ๔ ในรายวิชานี้จะได้ทบทวนและเพิ่มเติมกฎเกณฑ์การแต่งคำประพันธ์ ตลอดจนยกตัวอย่างประกอบให้ละเอียดกว้างขวางยิ่งขึ้น ลักษณะคำประพันธ์ที่ควรรู้และแบบฝึกหัดแต่ง
มีดังต่อไปนี้
ลักษณะทั่วไปของคำประพันธ์
คำประพันธ์หรือร้อยกรองมีลักษณะสำคัญต่างกับร้อยแก้วดังต่อไปนี้

๑.คณะ คือ ลักษณะ และรูปแบบข้อความของร้อยกรองแต่ละชนิด โดยกำหนด จำนวนบท จำนวนบาท
จำนวนวรรค และจำนวนคำไว้แน่นอน
๑.๑ บท คือ กำหนดคำประพันธ์ที่จบความตอนหนึ่งๆ ประกอบด้วยจำนวนบาทจำนวนวรรคและจำนวนคำตามเกณฑ์ของคำประพันธ์ชนิดนั้นๆ
๑.๒ บาท คือ ส่วนหนึ่งๆของบทแห่งคำประพันธ์ จำนวนบาทในบทหนึ่งๆ ของคำประพันธ์แต่ละชนิดส่วนมากไม่เท่ากัน เช่น กาพย์ฉบังและกาพย์สุรางคนางค์ บทหนึ่งมี ๑ บาทกาพย์ยานีและกลอนสุภาพ บทหนึ่งมี๒บาท บทหนึ่งของโคลงสอง โคลงสาม โคลงสี่ มี ๒บาท ๓บาท
และ๔บาท ตามลำดับ




: เด็กชายฐิติกรณ์ สังเมฆ ห้อง1/11B เลขที่ 3 - - 18/11/2005 17:39

 

การพิจารณาวรรณกรรมร้อยกรอง



ที่นี่กระดานสีชมพู โครงงานการจัดทำแหล่งเรียนรู้และนำเสนองานของนักเรียน
โครงการภาษาอังกฤษโรงเรียนสุราษฎร์ธานี



การพิจารณาวรรณกรรมร้อยกรอง


การอ่านวรรณกรรมร้อยกรองทุกประเภทควรพิจารณาในหัวข้อต่อไปนี้
๑. รูปแบบ บทร้อยกรองไม่ว่าสั้นหรือยาวต้องมีรูปแบบ ซึ่งหมายถึงลักษณะการประพันธ์หรือฉันทลักษณ์ การพิจารณาความถูกต้องด้านรูปแบบของบทร้อยกรองเพื่อการวิจารณ์ ในปัจจุบันมิได้ถือเป็นเรื่องเคร่งครัดนักแต่ก็ไม่ถึงกับจะให้ละเลยฉันทลักษณ์ ดังนั้นบทร้อยกรองที่ดีควรมีความถูกต้องตามฉันทลักษณ์ แต่มิได้หมายความว่าบทร้อยกรองที่มีรูปแบบถูกต้องตามฉันทลักษณ์เท่านั้นที่จะเป็นบทร้อยกรองที่ดีได้ เพราะในปัจจุบันมีรูปแบบของบทร้อยกรองที่ดีที่นำเสนอให้เห็นว่าบทร้อยกรองบทนั้นใช้คำประพันธ์ประเภทใด มีลักษณะพิเศษอย่างไรเท่านั้น
๒. เนื้อหา เนื้อหาในบทร้อยกรองนั้นมีหลากหลาย ในการพิจารณาระดับง่ายที่สุด คือ ดูว่าเรื่องนั้นเป็นไปในทำนองใด สร้างสรรค์ ยกระดับจิตใจผู้อ่านให้สูงขึ้นสะท้อนสังคม แสดงแง่คิด ปรัชญาต่าง ๆ ทำให้รู้จักชีวิตและโลกกว้างขึ้น รู้วิธีในการอยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคมได้อย่างมีความสุข หรือเป็นเรื่องมอบเมาชักจูงจิตใจของผู้อ่านให้ต่ำลง ดังนั้นเมื่ออ่านแล้วควรตอบตัวเองให้ได้ว่า รู้สึกอย่างไรต่อเนื้อหาในบทร้อยกรองเรื่องนั้น ๆ มีคุณค่า ให้ประโยชน์ ความรู้ ความคิด หรือให้ความเพลิดเพลิน
นอกจากนี้จะต้องอาศัยความรู้จากการวิจารณ์สารคดีและบันเทิงคดีที่กล่าวมาแล้วเป็นแนงทางประกอบ ถ้าเป็นเรื่องเล่า ก็ดำเนินการวิจารณ์เหมือนประเภทแสดงความคิดเห็นเข้ามาประกอบด้วย

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 20:58

๓. ความคิดของผู้ประพันธ์ บทร้อยกรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทร้อยกรองร่วมสมัยหรือบทร้อยกรองปัจจุบัน ผู้แต่งจะแสดงทรรศนะแฝงไว้ ในปัจจุบันนิยมกันว่าร้อยกรองที่ดีควรเสนอความคิดที่ดีแก่ผู้อ่านด้วย
ผู้ที่จะวิจารณ์วรรณกรรมร้อยกรองจึงต้องอาศัยความชำนาญในการอ่านแบบต่าง ๆ เช่น การอ่านตีความเพื่อพินิจว่าบทร้อยกรองนั้นให้ทรรศนะในเรื่องใดและในทรรศนะนั้นมีว่าอย่างไร เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นทรรศนะในเรื่องใดและในทรรศนะนั้นมีว่าอย่างไร เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นทรรศนะอย่างชัดเจนแต่ไม่จำเป็นต้องแสดงความเห็นของตนว่า ทรรศนะของวีนั้นถูกต้องหรือไม่
๔.ศิลปะการประพันธ์ ภาษาที่ใช้ในวรรณกรรมร้อยกรองนั้นมักจะเป็นวรรณกรรมร้อยกรองนั้นมักจะเป็นภาาาที่ไพเราะ สามารถโน้วน้าวอารมณ์และความรู้สึกของผู้อ่านทำให้เกิดจินตนาการและมโนภาพ ผู้ประพันธ์จะต้องเลือกกรองถ้อยคำหรือสำนวนโวหารมาร้อยเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงาม เพราะนอกจากบทร้อยกรองจะมีเนื้อหาสาระและความคิดที่ดีแล้วยังต้องมีศิลปะการประพันธ์ หรือวรรณศิลป์ หรือที่เรียกว่าแง่งามของบทร้อยกรองอีกด้วย ซึ่งพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:00

๔.๑ เสียงเสนาะ การแต่งบทร้อยรองนั้นมิได้มุ่งความไพเราะแก่ผู้อ่านเท่านั้น ยังต้องนึกถึงความไพเราะแก่ผู้ฟังด้วย นั่นคืต้องมีเสียงสัมผัส ทั้งสัมผัสสระ สัมผัสอักษร เสีรงวรรณยุกต์ และมักมีการเลียนเสียงธรรมชาติ เป็นต้น ดังตัวอย่าง

๔.๑.๑ การใช้เสียงสัมผัส
รอนรอน สุริยะโอ้........................อัสดง
เรื่อยเรื่อย ลับเมรุลง...........................ค่ำแล้ว
รอนรอน จิตจำนง...............................นุชพี่ เพียงแม่
เรื่อยเรื่อย เรียมคอยแก้ว......................คลับคล้ายเรียมเหลียว
...................................................................( กาพย์เห่เรือ : เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ )
คำประพันธ์นี้นอกจากจะไพเระด้วยเสียงสัมผัสบังคับแล้วยังเพิ่มความไพเราะด้วยเสียงสัมผัสในได้แก่ คำว่า โอ้ - อัส , ลง- แล้ว , นง - นุช และเล่นคำว่า รอนรอน - เรื่อยเรื่อย ซึ่งเป็นคำสัมผัสอักษร "ร" ทั้งหมด นอกจากจะได้เสียงสัมผัสแล้วยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้าได้อย่างชัดเจน คำว่า รอนรอน ทำให้เห็นภาพดวงอาทิตย์ใกล้จะตกเหมือนหัวใจที่รอนรอน เรื่อยเรื่อย แสดงอาการดวงอาทิตย์ที่ลับลงช้า ๆ เช่นเดียวกับการรอคอยที่ยาวนาน
๔.๑.๒ การเล่นสัมผัสพยัญชนะ
"…พลางพระดูดงเฌอ พิศพุ่มเสมอเหมือนฉัตร เป็นขนัดเนืองนันต์ หลายเหล่าพรรณพฤกษา มีนานาไม้แมก หมู่ตระแบกกระบาก มากรกะเบากระเบียน ตะขบตะเคียนคูนแค สมอสมีแสมม่วงโมก ซากซึกโศกสนสัก รวกโรกรักรังรง ปริกปริงปรงปรางปรู ลำแพนลำพูลำพัน…"
( ลิลิตตะเลงพ่าย : สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส )
คำประพันธ์ข้างต้นนี้แสดงให้เห็นการเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะ ในแต่ละวรรคจะมีคำที่มีเสียงคล้องจองทำให้เกิดเสียงที่กลมกลืนกัน เช่น พลาง - พระ , พิศ - พุ่ม , เนือง - นันต์ , พรรณ - พฤกษา , ไม้- แมก , แบก - บาก , เบา- เบียน , เคียน - คูน- แค , สมอ- สมี -แสม , ม่วง- โมก , ซาก - ซึก , โศ ก- สน - สัก , รวก - รัก - รัง - รง , ปริก - ปริง -ปรง -ปราง - ปรู , แพน -พู -พัน เป็นต้น

๔.๑.๓ การเล่นคำ
แก้วเกาะกิ่งแก้วก่อง.................. กานน
เสียงพูดภาษาคน............................คล่องแจ้ว
โผผินโบกบินบน............................ ไปบอก หน่อยรา
ข่าวสงตรงสู่แก้ว........................... เนตรผู้ตูถวิล
..............................................( สามกรุง : น.ม.ส. )
จากคำประพันธ์ข้างต้นเล่นคำว่า "แก้ว" คำว่าในคำแรกหมายถึงนกแก้ว แก้วในคำที่สองเป็นชื่อต้นไม้ และแก้วในคำสุดท้ายหมายถึงนางอันเป็นที่รักดังดวงตา
๔.๑.๔ การเลียนเสียงธรรมชาติ
คำประพันธ์ต่อไปนี้เป็นการเลียนเสียงของผึ้ง ในคำว่า "หึ่ง หึ่ง" เป็นเสียงที่มีลักษณะทอดซ้ำ วนเวียนอยู่เหมือนการบินของผึ้ง ช่วยเสริมจินตนาการให้แก่ผู้อ่านให้คิดถึงการเคลื่อนไหวของผึ้ง
............เกือบรุ่งฟุ้งกลิ่นเกลี้ยง................เพียงสุคนธ์
หึ่งหึ่งผึ้งเวียนวน...................................ว่อนเคล้า
..................................................................( โคลงนิราศเมืองสุพรรณ : สุนทรภู่ )
นอกจากนี้ กวียังนำประโยชน์ของเสียงวรรณยุกต์มาใช้ล่อไล่กันทำให้เกิดความไพเราะและสนุกสนานยิ่งขึ้น ตัวอย่างจากกลอนตรีประดับบทหนึ่งว่า
.............อมรแมนแม่นแม้น.................เจ้างามโฉม
ชะลอล่อล้อโลกให้โศกโทรม.................แต่เลาเล่าเล้าโลมฤดีแด
.....................................................................(จารึกวัดพระเชตุพน )

๔.๒ ลีลาและจังหวะ เป็นคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ร้อยกรองมีความไพเราะ ทั้งช่วยสร้างภาพในจิต
สร้างอารมณ์ และความรู้สึกแผู้อ่าน ผู้แต่งกวีจะเลือกใช้คำให้เหมาะกับเหตุการณ์หรือบรรยากาศ เช่น ในช่วงเศร้าโศกก็ใช้ลีลาของถ้อยคำที่ดูราบเรียบเชื่องช้า แต่ถ้าเป็นบทรื่นเริงก็จะใช้ลีลาของถ้อยคำ
ที่สนุกสนาน เช่น
๔.๒.๑ ลีลาเศร้าสร้อย
........พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต
ให้คนคิดถิ่นถวิลหวัง
ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง
อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย
.......ถึงยามค่ำย่ำฆ้องจะร้องไห้
ร่ำพิรรัญจวนหวนละห้อย
โอ้ยามดึกดาวเคลื่อนเดือนก็คล้อย
น้ำค้างย้อยเย็นฉ่ำทิฆัมพร
........หนาวอารมณ์ลมเรื่อยเฉื่อยชื่น
ระรวยรื่นรินรินกลิ่นเกสร
แสนสงสารบ้านเรือนเพื่อนที่นอน
จะอาวรณ์อ้างว้างอยู่วังเวง
.................................................................( พระอภัยมณี : สุนทรภู่ )

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:13

๔.๒.๒ ลีลาลำพองใจ
...........................................................สะพรึบสะพรั่ง
ณ หน้าและหลัง....................................ณ ซ้ายและขวา
ละหมู่ละหมวด.......................................ก็ตรวจก็ตรา
ประมวลกระมา......................................สิมากประมาณ
...............................................................นิกายเสบียง
ก็พอก็เพียง.............................................พโลปการ
และสัตถภัณ-...........................................ฑสรรพการ
จะยุทธราน..............................................กะเรียกระดม
..............................................................ประชุมพยูห์
กระเกริกกระกรู.........................................กระหยิ่มนิยม
ละล้วนสง่า...............................................มนาภิรมย์
บขามระทวย.............................................มิท้อริปู

ฯลฯ


พลหัยพิศเห็นเช่นเหิน................................หาวเหาะเหยาะเดิน
เดาะเตือนก็เต้นตีนซอย.............................ต่างตัวดีดโลดโดดลอย
เลิงเล่นเผ่นคอย......................................จะควบประกวดอวดพล
..................................................( สามัคคีเภทคำฉันท์ : ชิต บุรทัต )

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:15

๔.๒.๓ ลีลาโกรธ
ตอนพระเจ้าอชาตศัตรูกริ้ววัสสการพราหมณ์ กวีใช้ฉันท์อีทิสังฉันท์แสดงเสียงกระตุกกระชาก เสียงของคำเคลื่อนไหวรวดเร็วกลับไปกลับมาเหมือนอากัปกิริยาโกรธของตัวละคร
........เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร
ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน.................................ก็มาเป็น
........ศึกบถึงและมึงก็ยังมิเห็น
จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น......................ประการใด
.......อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขยั้นมิทันอะไร...............................ก็หมิ่นกู
.......กลกะกากะหวาดขมังธนู
บห่อนจะเห็นธวัชริปู.............................สิล่าถอย
...............................................( สามัคคีเภทคำฉันท์ : ชิต บุรทัต )

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:17

๔.๓ กวีโวหาร คือ ศิลปะแห่งการใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดภาพพจน์และภาพในจิต บทร้อยกรองใดสามารถเสนอภาพให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพได้อย่างเด่นชัด บทร้อยกรองนั้นจัดว่าทรงคุณค่า
ทางวรรณศิลป์ กวีโวหารเกิดจากการเลือกใช้คำอย่างมีศิลปะโดยการเปรียบเทียบในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่
๔.๓.๑ อุปมา คือ การเปรียบเทียบความเหมือนกันของสองสิ่งโดยใช้คำที่มีความหมายว่า "เหมือน"
คำใดคำหนึ่ง เช่น กล เฉก ดุจ ดัง ราว ราวกับ ปานประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พ่าง เสมือน เสมอ เป็นต้น
การเปรียบเทียบลักษณะนี้จะมีข้อความ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งกล่าวก่อนเรียกอุปไมย ส่วนที่กล่าวเปรียบเทียบ
และอยู่หลังคำเชื่อมเรียกว่า อุปมา เช่น

........พระองค์โอภาสเพี้ยง..............................ศศิธร
เสด็จดุจเดือนเขจร.......................................แจ่มฟ้า
ดวงดาวดาษอัมพร.......................................เรียงเรียบ
ดูดุจพลเจ้าหล้า...........................................รอบล้อมเสด็จโดย
..................................................( ลิลิตพระลอ )
คำประพันธ์ข้างต้นมีความหมายเปรียบชมความงามของพระลอแบบอุปมา
๓ แห่ง ได้แก่ การเปรียบเทียบความงามของผิวเนื้อของพระลองามเหมือนแสงนวลของแสงจันทร์
ใช้คำเชื่อมว่า เพี้ยง ประการที่สองเปรียบการเดินทางของพระลอว่าเหมือนารเดินทางของพระจันทร์อยู่เหมือน
กับไพร่พล
ของพระลอที่ล้อมรอบพระองค์โดยใช้คำเชื่อมว่า ดุจ
........พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต
ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง
ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง
อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย
..................................................( พระอภัยมณี : สุนทรภู่ )
คำประพันธ์ข้างต้นเป็นการเปรียบว่าการจากบ้านเหมือนนกที่จากรัง ซึ่งขาดความอบอุ่นและความสุขสบาย

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:18

๔.๓.๒ อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบของสองสิ่งที่โดยธรรมชาติแล้วแตกต่างกัน แต่นำมาเปรียบเทียบเหมือนกับว่าเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประกอบด้วยคำหลักและคำเปรียบ มักมีคำเชื่อมว่า เป็น เท่า คือ ตัวอย่างเช่น
.........วิชาเป็นเพื่อนเลี้ยง..................................ชีวิต
ยามอยู่บ้านเรือนเมียสนิท...................................เพื่อนร้อน
ร่างกายสหายติด.............................................ตามทุกข์ ยากนา
ธรรมหากเป็นมิตรข้อน.....................................เมื่อม้วยอาสัญ
...................................................( โคลงโลกนิติ )
จากคำประพันธ์ข้างต้น มีหลักคือ วิชา และมีคำเปรียบ คือ เพื่อนเลี้ยงชีวิต โดยมีคำเชื่อมว่า เป็น และในบาทสุดท้ายมีคำหลักคือ ธรรมและมีคำเปรียบเทียบคือ มิตรยามสิ้นชีวิต และมีคำเชื่อมว่า เป็น เป็นคำเชื่อม
........พ่อตายคือฉัตรกั้น..................................หายหัก
แม่ดับดุจรถจุกร............................................จากด้วย
...................................................( โคลงโลกนิติ )
คำหลักของของอุปลักษณ์คือ พ่อตาย และคำที่นำมาเปรียบเทียบคือ ฉัตรกั้นหายหรือหัก มีคำเชื่อมว่า คือ มีความหมายว่าการที่พ่อตายเท่ากับลูกขาดความอบอุ่นร่มเย็น เพราะไม่มีคนดูแล คุ้มครอง และป้องกันภัยให้

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:20

๔.๓.๓ บุคลาธิษฐาน คือการสมมติสิ่งที่ไร้ชีวิต ให้มีคุณลักษณะเหมือนมีชีวิต มีจิตใจ มีความคิด มีกิริยาท่าทางเพื่อให้เกิดอารมณ์หรือสมมติสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เช่น
..........บรรจถรณ์หมอนม่านมุ้ง........................เตียงสมร
เตียงช่วยเตือนนุชนอน...................................แท่นน้อง
ฉุกโฉมแม่จักจร.............................................จากห้องไปฮา
ม่านอย่าเบิกบังห้อง.......................................หับให้คอยหน
...................................................( นิราศนครินทร์ )
กวีสมมติให้เตียงและม่านซึ่งไม่มีชีวิต แสดงกิริยาเหมือนมีชีวิต คือ ให้เตียงเตือนให้นางมายังที่นอน และห้ามม่านอย่าให้เปิดเมื่อนางจะออกไป
.........คนบุรุษเจ็ดนายให้ชวนชิด
ไว้เป็นมิตรลูกยาอย่าเหินห่าง
สัมฤทธิ์สี่จงจำไว้นำทาง
กิจทุกอย่างจะมีแต่ดีงาม
....................................................( พระร่วงสวรรคโลก )
บุรุษเจ็ดนาย หมายถึง สัปปุริสธรรม ๗ สัมฤทธิ์สี่ หมายถึง อิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:21

๔.๓.๔ อติพจน์ เป็นการกล่าวเกินจริง เพื่อสร้างความรู้สึกมากกว่าเหตุผล เช่น
........เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม..........................ถึงพรหม
พาหมู่สัตว์จ่อมจม....................................ชีพม้วย
พระสุเมรุเปื่อยเป็นตม..............................ทบท่าว ลงนา
หากอกนิษฐ์หรหมฉ้วย..............................พี่ไว้จึงคง
......................................................( ศรีปราชญ์ )
ความตอนนี้ศรีปราญช์มุ่งแสดงให้เห็นถึงความทุกขุ์โศกของตนว่ามากมาย โดยเปรียบให้เห็นว่าน้ำตาซึ่งแทนความโศกนั้นมากจนท่วมถึงชั้นพรหมได้
........ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่ม
ให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน
แต่ต้องตาพาใจอาลัยวรณ์
สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน
.....................................................( นิราศวัดเจ้าฟ้า : สุนทรภู่ )
จากคำประพันธ์ข้างต้น สุนทรภู่ต้องการเปรียบเทียบให้เห็นถึงจิตใจที่มีความผูกพันฝังตรึงอยู่กับนางจนยากจะตัดได้ หรือการตัดใจจากนางที่ตนพึงพอใจ ยากเสียยิ่งกว่าการถอนอาวุธปลายแหลมจำนวนนับแสนเล่มที่ปักอยู่ที่ร่างกายของตนเสียอีก

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:34

๔.๓.๕ สัทพจน์ คือ การเปรียบเทียบโดยการใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ ทำให้รู้สึกว่าธรรมชาตินั้นมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น เช่น
........ต้อยตะริดติ๊ดตี๋เจ้าพี่เอ๋ย
จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน
แอ้อีอ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย
แม้นเด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเชย
...................................................( พระอภัยมณี : สุนทรภู่ )
........ไผ่ซออ้อเอียดเบียดออด
ลมลอดไล่ลี้ยวเรียวไผ่
ออดแอดแอดออดยอดไกว
แพใบไล้น้ำลำคลอง
..................................................( คำหยาด : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ )

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:36

๔.๓.๖ สัญลักษณ์ คือ การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง สัญลักษณ์อาจเป็นคำคำเดียว เป็นข้อความ เป็นเรื่องเฉพาะตอน หรือเป็นเรื่องทั้งเรื่องก็ได้ เช่น
........เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้
มาแปเป็นพลอยหุงไปเสียได้
กาลวงว่าหงส์ให้ปลงใจ
ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมา
.................................................( ขุนช้างขุนแผน )
ทับทิมและหงส์เป็นสัญลักษณ์แทนคนดีหรือผู้สูงศักดิ์ พลอยหุงและกาเป็นสัญลักษณ์แทนคนชั่วคนชั้นต่ำ
ตัวอย่างสัญลักษณ์ที่ใช้กันทั่วไป
แสงสว่าง.....เป็นสัญลักษณ์ของ.....ปัญญา
ความมืด......เป็นสัญลักษณ์ของ.....กิเลสและอาวิชชา
แก้ว............เป็นสัญลักษณ์ของ.....ความดีงาม
เพชร..........เป็นสัญลักษณ์ของ.....ความเป็นเลิศหรือความแข็งแกร่ง
กา..............เป็นสัญลักษณ์ของ..... คนชั้นต่ำ
หงส์...........เป็นสัญลักษณ์ของ.....คนชั้นสูง
สีดำ............เป็นสัญลักษณ์ของ.....ความโหด***ม..ความโง่เขลา..ความเศร้า..ความผิด
สีขาว..........เป็นสัญลักษณ์ของ.....ความบริสุทธิ์
ดอกไม้.......เป็นสัญลักษณ์ของ.....สตรี
แมลง.........เป็นสัญลักษณ์ของ.....บุรุษ
น้ำค้าง........เป็นสัญลักษณ์ของ.....ความบริสุทธิ์
กระต่าย......เป็นสัญลักษณ์ของ.....ผู้สูงศักดิ์..คนใฝ่สูง
ดอกฟ้า.......เป็นสัญลักษณ์ของ.....นางผู้สูงศักดิ์
ดอกหญ้า......เป็นสัญลักษณ์ของ....หญิงสามัญ ต่ำศักดิ์
ดวงจันทร์.....เป็นสัญลักษณ์ของ....สตรี..ใบหน้าที่งดงาม
เสาหิน...........เป็นสัญลักษณ์ของ....จิตใจที่มั่นคง

ฯ ล ฯ


ในการพิจารณาบทร้อยกรอง ควรพิจารณาว่าผู้แต่งใช้ศิลปะการประพันธ์และกวีโวหารอย่างไร และวิธีที่ใช้นั้นเหมาะสมหรือไม่ พร้อมทั้งชี้ให้ผู้อ่านบทวิจารณ์ได้เห็นความงามของกวีโวหารนั้นด้วย


: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:37

อ้างอิง...ที่มา...อัมพร...สุขเกษม..,..บรรพต...ศิริชัย..หนังสือเรียนภาษาไทย..ท.021
การอ่านและการพิจารณาวรรณกรรม..บริษัท..ไทยวัฒนาพานิช..จำกัด...2524

: ด.ญ.สริดา สุทิน เลขที่ 21 ม.1/11B - 24/11/2005 21:47

 

ความคิดเห็นผู้เยี่ยมชมผลงาน

น้องเก่งมากนะคะอยู่แค่ ม.1 เองแต่ทำด้ายดีมากเลยค่ะ พี่เชื่อนะค่ะ ว่าน้องจะต้องเก่งกว่านี้แน่
พยายามเข้านะค่ะ สู้ สู้ สู้ตาย

: พี่ตุ๊กตา - 27/12/2005 20:30

พี่มีคำแนะนำนะค่ะ ถ้าน้องต้องการด้ายคนมาเยี่ยมชมเว้บเยอะ เยอะ น้องทำมายม่ายตกแต่งมากกว่านี้ล่ะค่ะ พี่รับรองนะว่าเว็บของน้องเนี่ยจะมีคนรู้จักเยอะเเน่เลย โทรรับคำแนะนำด้ายนะค่ะ 056698167 ยินดีค่ะ

: พี่ตุ๊กตา - 27/12/2005 20:35

ช่วยหากลอนที่มีคำที่มีความหมายลึกซึ้งหน่อยได้ไหมคะ ฃอบคุณมากๆค่ะ

: ปุ๋ยจ๊ะ - 11/01/2006 21:14

อยากให้เด็กสมัยนี้เอาอย่างจริง น่าอายน้องจัง ส้ต่อไปนะ

: คนเม้า ชัยภูมิ - 01/02/2006 14:05

 

แนวการอ่านและพิจารณาวรรณคดี

แนวการอ่านและพิจารณาวรรณคดี

ใน พ.ศ.๒๕๓๗ มีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ และกำหนดความหมายของคำอีกคำหนึ่ง คือ วรรณกรรม ว่าหมายถึงงานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชิ้น เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่ง เขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายรวมไปถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย ดังนั้นปัจจุบันคำว่าวรรณกรรม จึงเป็นความหมายกว้างครอบคลุมถึง งานเขียนทุก ชนิด ส่วนวรรณคดีเป็นความหมายแคบ หมายถึงหนังสือที่แต่งอย่างประณีต มีศิลปะ ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี

วิจักษณ์ หมายถึง ความเข้าใจแจ่มแจ้งและประจักษ์ในคุณค่า ส่วนการวิจักษณ์วรรณคดี หมายถึง การพิจารณาว่าหนังสือนั้น ๆ แต่งดีอย่างไร ใช้ถ้อยคำไพเราะลึกซึ้งเพียงใด ให้คุณค่า ความรู้ ข้อคิด คติสอนใจอย่างไร


๑.๒ แนวทางการวิจักษณ์วรรณคดี
๑.) พิจารณารูปแบบการแต่ง รูปแบบ หมายถึง ลักษณ์ของงานประพันธ์ที่ผู้เขียนเลือกใช้ในการนำเสนอ
๑. พิจารณารูปแบบการแต่ง รูปแบบ หมายถึง ลักษณะของงานประพันธ์ที่ผู้เขียนเลือกใช้ในการนำเสนอ
๒. วรรณกรรมร้อยแก้ว หมายถึง ลักษณะงานที่ไม่มีลักษณะบังคับ หนังสือร้อยแก้วไทย แต่เดิมแต่งเพื่อ
บันทึกเรื่องราวหลักฐานของบ้านเมือง กฎหมาย ประกาศ นิทานสอนใจ เช่น พงศาวดาร ชาดก เป็นต้น
๒.) พิจารณาเนื้อหา เรื่องราวที่ผู้เขียนสื่อไปยังผู้อ่านโดยผ่านการกลั่นกรอง มีจุดมุ่งหมายต่าง ๆ กัน อาจเป็นการแสดง
ความรู้สึก ถ่ายทอดประสบการณ์ ให้ความรู้ความบันเทิงใจ
๑. วรรณกรรมประเภทสารคดี สารคดี หมายถึง หนังสือที่มีเนื้อหาสาระให้ความรู้ ความคิดในด้านวิชาการ
และอาจสอดแทรกความบันเทิงด้านภูมิปัญญา เช่น บทความ บทวิจารณ์ จดหมายเหตุ พงศาวดาร หนังสือวิชาการต่าง ๆ ฯลฯ
๒. วรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี บันเทิงคดี หมายถึง หนังสือที่มุ่งให้ความบันเทิงเป็นหลัก อาจมีสาระความรู้
แทรกอยู่ด้วย หนังสือที่จัดอยู่ในประเภทบันเทิงคดี ได้แก่ นวนิยาย เรื่องสั้น นิทาย บทละคร ฯลฯ
๓.) พิจารณากลวิธีการแต่ง การอ่านวรรณกรรมแต่ละประเภทต้องอาศัยการพิจารณากลวิธีในการแต่งแตกต่างกัน เช่น
๑. นิทาน นวนิยาย เรื่องสั้น ผู้อ่านต้องพิจารณาโครงเรื่อง เนื้อเรื่อง ฉาก ลักษณะนิสัยของตัวละคร
พร้อมด้วยพิจารณาว่าผู้แต่งมีแนวคิดอย่างไร มีจุดประสงค์หรือเจตนาในการแต่งอย่างไร
๒. บทละคร ต้องพิจารณาเช่นเดียวกับนิทาย นิยาย และจะต้องเพิ่มการพิจารณาบทเจรจา หรือบทเพลงประกอบ
ว่าเหมาะสมหรือไม่ มีผลต่อการกระทำของตัวละครอย่างไร
๓. บทกวี บทขับร้อง ต้องพิจารณาเนื้อหา ลีลา แนวคิด และเจตนาของผู้แต่งที่แฝงไว้ในบทกวีนั้น ๆ
๔.) พิจารณาคุณค่า วรรณคดีเป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี เพราะฉะนั้นวรรณคดีแต่ละเรื่องจะมีคุณค่าในตัวเองทั้งสิ้น
คุณค่าวรรณคดี ได้แก่
๑. คุณค่าด้านเนื้อหา วรรณคดีแต่ละเรื่องจะมีคุณค่าด้านเนื้อหาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของวรรณคดี
ถ้าเป็นวรรณคดีประเภทสารคดีก็จะเน้นเนื้อหาสาระให้ความรู้ความคิดในด้านวิชาการ เช่น พระราชพิธีสิบสองเดือน
สุภาษิตโลฬสไตรยางค์ สุภาษิตฤทุมนาการ เป็นต้น ถ้าเป็นวรรณคดีประเภทบันเทิงก็จะเน้นบันเทิงเป็นหลัก เช่น
พระอภัยมณี อิเหนา สิงหไตรภพ เป็นต้น
๒. คุณค่าด้านสังคม วรรณคดีที่แต่งขึ้นในแต่ละสมัยจะสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมด้านต่าง ๆ ในสมัยนั้น ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ ค่านิยม และ จริยธรรมของคนในสังคม มีเนื้อหาสาระที่มีส่วนจรรโลงหรือพัฒนาสังคม เช่น เสภาขุนช้างขุนแผน สะท้อนให้เห็นสภาพวิถีชีวิตความ เป็นอยู่ของคนไทยในสมัย ร.๒ ลิลิตโองการแช่งน้ำ สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากขอมและพราหมณ์ เป็นต้น
๓. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ วรรณคดีทุกเรื่องผู้ประพันธ์มีความพิถีพิถันในการใช้กลวิธีการแต่ง มีความประณีตในการเลือกใช้ถ้อยคำที่ไพเราะสละสลวย ให้อารมณ์สะเทือนในและให้สารที่มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าด้านวรรณคดีด้านวรรณศิลป์ของวรรณคดีนั่นเอง


๑.๓ กลวิธีการเขียน
๑) การวางโคลงเรื่องและดำเนินเรื่อง โคลงสุภาษิตนฤทุมนากร เป็นโคลงที่เสนอแนวทางเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตน ที่ผู้เขียน
วางโครงเรื่องที่สร้างแนวคิดเชิงแนะนำสั่งสอน และเป็นความจริงของชีวิต โดยดำเนินเรื่องด้วยการรู้จักการควรไม่ควรในการปฏิบัติ ตนต่อผู้อื่น ๑๐ ประการ และรับรองว่าผู้ประพฤติตามจะไม่ได้รับความเสียหายเลย และจบเรื่องด้วยการขอร้องควร แม้จะไม่ทำตามทั้ง หมดก็ขอให้งดเว้นได้บ้าง
๒) การตั้งชื่อเรื่อง ชื่อเรื่องเป็นจุดเด่นที่สุด ควรตั้งชื่อให้ตรงกับเนื้อเรื่อง เช่น ชื่อเรื่อง นฤทุมนาการ เป็นคำสมาสที่มีการสนธิระหว่างคำ
นฤ + ทุ + มน + อากร (นฤ ไม่มี, ทุ แปลว่า ไม่ดี ชั่ว ลำบาก, มน แปลว่า ใจ, อาการ แปลว่า ความเป็นอยู่ ความเป็นไป สภาพ)รวมคำว่า นฤทุมนาการ จึงมีความหมายว่า กิจ ๑๐ อย่าง ที่ผู้กระทำจะไม่เคยได้รับความเสียใจเลย ซึ่งเป็นชื่อเรื่องที่น่าสนใจ และสามารถสื่อถึงผู้อ่านได้ตรง ๆ
๓) การใช้คำและสำนวนโวหาร การใช้คำในบทร้อยกรอง นอกจากจะต้องเหมาะสมกับประเภทร้อยกรองแล้ว ยังต้องมีการเลือกใช้
คำอย่างพิถีพิถัน มีความหมายเข้มข้นจนเกิดจินตภาพ , เกิดเสียงที่ก่อให้เกิดความรู้สึกกระทบจิตใจและได้อารมณ์ที่ผู้อ่านจะสัมผัสได้ จากการเล่นคำ เติมคำ หลากคำ มีสำนวนภาษิต สุภาษิต โวหาร ตลอดจนความเปรียบที่เข้าใจง่ายนำมาแต่งให้ข้อคิด ให้ความ หมายชัดเจนถูกต้อง สุภาพเหมาะสม ควรจะนำไปประพฤติปฏิบัติตาม
๔) การสร้างบรรยากาศและสะท้อนความรู้สึก ผู้แต่งบทร้อยกรองย่อมสามารถสร้างบรรยากาศทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกประทับใจ
และสามารถสะท้อนความรู้สึกและอารมณ์

๑.๔ รูปแบบการเขียนบทร้อยกรอง
๑) ลักษณะบังคับ บทร้อยกรองที่ดีควรมีรูปแบบหรือลักษณะบังคับที่ถูกต้องตามฉัทลักษณ์ แต่ถ้าผู้เขียนร้อยกรองบางท่านมีความสามารถเป็นพิเศษ
จะเขียนโดยไม่ยึดรูปแบบคำประพันธ์นั้น ๆ เป็นสำคัญก็ได้
๒) ความเหมาะสม บทร้อยกรองบางประเภทเหมาะสำหรับเนื้อหาอย่างหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะสมกับเนื้อหาอีกอย่างหนึ่ง เช่น บทประพันธ์ร้อยกรอง
ที่มีทำนองอ่านแช่มช้า อ่อนโยนจะนำไปแต่งบทที่มีเนื้อหาตอนโกรธก็เป็นไปไม่ได้

๑.๕ ธรรมเนียมนิยมในการแต่ง
๑) สมัยสุโขทัย มีรูปแบบการแต่งส่วนใหญ่เป็นร้อยแก้วที่บางแห่งมีสัมผัสคล้องจองมีกลอน ร่าย และโคลงบ้าง วรรณคดีในสมัยสุโขทัย เช่น
ศิลาจารึกหลักที่ 1 สุภาษิตพระร่วงไตรภูมิพระร่วง เป็นต้น
๒) สมัยอยุธยา มีรูปแบบคำประพันธ์ครบถ้วนทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ซึ่งวรรณคดีประเภทโคลงได้รับความนิยมในการแต่งมากที่สุด
เมื่อความนิยมวรรคดีประเภทโคลงสิ้นสุดลง วรรณคดีประเภทภาพย์จึงได้รับความนิยมแทนในสมัยนี้ค่อนข้างเคร่งครัดฉันทลักษณ์วรรค ดีในสมัยอยุธยา เช่น ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตโองการแช่น้ำ มหาชาติคำหลวง กาพย์มหาชาติโคลงสุภาษิต โคลงกำสรวล กาพย์เห่เรือ เป็นต้น
๓) สมัยกรุงธนบุรี รูปแบบวรรณคดีส่วนใหญ่เป็นโคลง ฉันท์ ลิลิต วรรณคดีในสมัยกรุงธนบุรี เช่น รามเกียรติ์ ลิลิตเพชรมงกุฎ กฤษณาสอนน้องคำ ฉันท์ เป็นต้น
๔) สมัยรัตนโกสินทร์ รูปแบบคำประพันธ์ครบถ้วนเช่นเดียวกันสมัยอยุธยา มีการวางลักษณะบังคับของคำประพันธ์ให้รัดกุมเคร่งครัดยิ่งขึ้น
วรรณคดีประเภทกาพย์กลอนมีความเจริญสูงสุด (ในสมัย ร.2) ในสมัยนี้ได้กำเนิดวรรณคดีร้อยแก้วและมีความเจริญอย่างรวดเร็วในสมัย ร.4 – ร.6 กาพย์กลอน และร้อยแก้ว มีความเจริญก้ำกึ่งกัน พอสิ้น ร.6 กาพย์กลอนได้รับความนิยมน้อยลง จึงกลายเป็นยุคทองของ วรรณกรรมแบบตะวันตก เช่น นวนิยาย วรรณคดี ต่างชาติ เช่น จีน มอญ ชวา อาหรับ เป็นต้น เข้ามาปะปนกับวรรณคดีไทย วรรณคดี สมัยรัตนโกสินทร์เช่น รามเกียรติ์ อรุณรุท บทละครเรื่ออิเหนา เสภาขุนช้างขุนแผน บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง ไกรทอง มณีพิไชย ไชย เชษฐ์ กาพย์เห่เรือ ลิลิตตะเลงพ่าย สุภาษิตสอนหญิง เป็นต้น


๑.๔ กระบวนการพิจารณาวรรณคดี
๑) วิเคราะห์ คือแยกแยะรายละเอียด องค์ประกอบต่าง ๆ ศึกษาภูมิหลัง ประวัติที่มาของเรื่อง ประวัติผู้แต่ง พิจารณาเนื้อหาของเรื่องว่าเป็นเรื่องเกี่ยว กับอะไรการดำเนินเรื่องเป็นอย่างไรลักษณะนิสัยตัวละครเป็นอย่างไร เหตุใดตัวละครจึงมีพฤติกรรมอย่างนั้น
๒) การวินิจฉัย คือการตีความว่ากวีใช้ถ้อยคำอย่างนั้นหมายความว่าอย่างไร มีเจตนาในการส่งสารอย่างไร ให้อารมณ์และความรู้อย่างไร
ผู้อ่านแต่ละคนจะตีความไม่เหมือนกัน เพราะความรู้วัย และประสบการณ์ต่างกัน
๓) การวิจารณ์ คือการพิจารณากลวิธีการแต่ง การใช้ภาษา รูปแบบคำประพันธ์และเนื้อหาว่า สอดคล้อง ถูกต้อง เหมาะสมเพียงใด
๔) การวิพากษ์ คือการพิจารณาตัดสินว่าวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ มีประโยชน์ หรือมีคุณค่าอย่างไร วรรณคดีมีคุณค่าสำคัญ 3 ประการ คือคุณค่าด้าน วรรณศิลป์ ด้านเนื้อหา และด้านสังคม

๓. สรุป
พงศาวดารเป็นการบันทึกเรื่องราวความเป็นมาของชาติในอดีต ซึ่งอยู่ในภายใต้การอุปถัมภ์ของราชสำนัก เรื่องราวต่าง ๆ ที่บันทึกได้มาจากความทรง จำของบรรพชน แต่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยคนรุ่นหลัง ดังนั้นการบันทึกเวลาและเหตุการณ์จึงอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างนอกจากนั้นการบันทึกอาจแทรก อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ความเชื่อของผู้บันทึกด้วยผู้อ่านจึงต้องคิดใคร่ครวญ และพิจารณาอย่างลึกซึ้ง โดยมีหลักฐานข้อมูลสนับสนุน จะทำให้ผู้อ่านมีวิจารณญาณในการ อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆได้อย่างลึกซึ้ง มองเห็นข้อดีข้อบกพร่องและความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์ของชาติที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมต่าง ๆ อันจะ สามารถทำให้ผู้อื่นสนใจ ใคร่เรียนรู้และช่วยรักษาไว้เป็นมรดกของชาติสืบไป


: ปริพัฒน์ สินมา ม.2/11A เลขที่5 - 27/11/2005 19:46

 

การแต่งคำประพันธ์



การแต่งคำประพันธ์
คำประพนธ์ในที่นี้หมายถึงร้อยกรอง ซึ่งได้แก่การเรียบเรียงถ้อยคำตามกำหนดบังคับตามชนิด
ของร้อยกรองนั้นๆ และประกอบด้วยศิลปะของการประพันธ์ กล่าวคือ จะต้องมีความไพเราะเพราะพริ้งและให้ข้อคิดที่ดีงาม
สำหรับรายวิชานี้ นักเรียนควรจะได้ศึกษาลักษณะของร้อยกรองให้ละเอียดกว้างขวางยิ่งกว่าที่เรียนมา
แล้ว ในรายวิชา การเขียน ๑ ศิลปะการประพันธ์
ศิลปะของการประพันธ์เพื่อความงามในภาษา มีเสียงเสนาะและความหมายดีเด่นอันเป็นคุณค่า
ทางวรรณศิลป์ ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ ๔ ประการ คือ การสรรคำ การเยบเรียงข้อความ โวหาร
ภาพพจน์ และฉันทลักษณ์

๑ การสรรคำ
ได้แก่ การเลือเฟ้นใช้คำที่เหมาะสม มีเสียงไพเราะ และความหมายแจ่มแจ้งคมคาย
เสียงของคำ
เสียงของคำที่มีความไพเราะกินใจเกิดจากการเลือกใช้คำในลักษณะดังนี้
๑.๑ ใช้การเล่นคำ คือ ใช้คำที่มีเสียงเหมือนกันและเขียนอย่างเดียวกันแต่มีความหมายต่างกัน
เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก อนาถนึกแล้วน่าน้ำตาไหล
พี่ตกยากจากนางมากลางไพร วิตกใจตกมาถึงคีรี
นิราศพระบาท พระสุนทรโวหาร (ภู่)

นางแย้มเหมือนแม่แย้ม ยินดี ร่อนา
ต้องดุจมือเทพี พี่ต้อง
ช้องนางคลี่เกศี นุชคลี่ ลงฤา
รักดุจเรียมรักน้อง ร่วมรู้รักเรียม

ลิลิตพระลอ


๑.๒ ใช้คำพ้องเสียงคือ เสียงเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน คำพ้องเสียงมีลักษณะเป็นคำสัมผัสอักษรด้วย
เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
ตระเวณไพรร่อนร้องตระเวนไพร เหมือนเวรใดให้นิราศเสน่หา
อิเหนา รัชกาลที่ 2

ถึงวันสักเหมือนหนึ่งรักที่ศักดิ์สูง ................ยิ่งกว่าฝูงเขาเหินเห็นเกินสอย
นิราศพระประธม พระสุนทรโวหาร (ภู่)

๑.๓ ใช้การกล่าวช้ำ คือ ใช้คำหรือวลีเดียวกันในที่ใกล้กัน เพื่อเน้นเสียงและความหมายอาจกล่าวซ้ำ
ภายในวรรค ต้นวรรคหรือต้นบท

สักวาหน้าหนาวหนาวสุดหนาว น้ำค้างพราวหนาวเย็นทุกเส้นขน
หนาวจนสั่นซึมซาบเหมือนอาบชล หนาวสกนธ์ยังไม่เท่าหนาวฤทัย
หนาวสะท้านหนาวสะท้อนนอนไม่หลับ หนาวนี้จับแล้วแทนโจนทนไม่ไหว
หนาวอย่างนี้ได้สมหมายก็คลายไป หนาวอะไรไม่ต้องบอกแปลออก เอย

ชิต บุรทัต

ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์ ส่องไซร้
ห้ามอายุให้ทัน คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามนินทา

โลกนิติคำโคลง สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร

๑.๔ ใช้การทวนคำ คือ การนำคำท้ายวรรค หรือท้ายบทของคำประพันธ์มากล่าวซ้ำ ที่ต้นวรรคหรือต้นบทต่อไปเพื่อย้ำความ
บัวตูมติดขั้วบังใบ บังใบท้าวไท
ว่าเต้าสุดาดวงมาลย์

ดาวมาลย์บงกชเบิกบาน............. เบิกบานเปรมปาน
ประภาคยพักตรพิมล
พิมลเลงนิโลตบล ......................นิโลตบลยล
ว่าเนตรพิศพิสมัย
พิสมัยแลลาญหฤทัย....................หฤทัยท้าวไท
ว่าแล้วก็ใช่ดาลฉงน
อนิรุทธ์คำฉันท์ ศรีปราชญ์


๑.๕ ใช้คำซ้ำ คือ คำที่เกิดจาการซ้ำคำเดิมต่อเนื่องกัน เพื่อความไพเราะของเสียง อาจมีความหมายคงเดิมหรือเปลี่ยนไปบ้าง


บนประธมลมเฉื่อยเรื่อยเรื่อยรื่น ...........กระพือผืนผ้าปลิวหวิวหวิวไหว
เสียงฮือฮือรื้อร่ำยังค่ำไป ........................อนาถใจจนสะอื้นกลืนน้ำตา
เห็นไรไรไม้งิ้วละลิ่วเมฆ......................ดังฉัตรเฉกชื่นชุ่มพุ่มพฤกษา
สูงสันโดษโลดสุดจึงครุฑา..................... เธอแอบอาศัยสถานพิมานงิ้ว
เห็นไม้งามนามไม้อาลัยมิตร................ รำคาญคิดเขินขวยระรวยหิว
ฉิมพลีปลีอ่อนเกสรปลิว .......................มาริ้วริ้วรื่นรื่นชื่นชื่นใจ
นิราศพระประธม พระสุนทรโวหาร (ภู่)

๑.๖ ใช้คำอัพภาส คือคำซ้ำประเภทหนึ่ง โดยซ้อนหรือซ้ำเสียงพยัญชนะต้นลงช้างหน้าคำเดิม เช่น
ครื้น แย้ม รื่น เป็น คะครื้น ยะแย้ม ระรื่น
สาดปืนไฟยะแย้ง แผลงปืนพิษยะยุ่ง พุ่งหอกใหญ่คะคว้าง ขว้างหอก
ซัดคะไขว่ ไล่คะคลุกบุกบัน เงื้อดาบฟันฉะฉาด ง่าง้าวฟาดฉะฉับ
ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จฯกรมพระปรมานุชิตชิโนรส

๑.๗ ใช้การหลากคำ คือ ใช้คำที่มีเสียงต่างกันแต่มีความหมายอย่างเดียวกัน ซึ่งเรียก ไวพจน์เพื่อให้เสียงคำหลากหลายไม่ซ้ำซากน่าเบื่อ คำไวพจน์ เช่น
ดอกไม้ : จาว บุปผา บุปผชาติ บุษบง บุษบา บุษบัน บุหวัน บุหงา ผกา พบู มาลย์ มาลา มาลี
นก : ทิช ทิชากร ทวิช ทวิชาติ บุหรง ปักษา ปักษิน ปักษี พิหค วิหค สุโนก ศกุน ศกุนต์
เวลามีน้อย กำลังยังด้อย แต่ใจใช่จ้อย ไม่ถอยหนีมัน น้อย ดัอย จ้อย ต่างมีความหมายว่า ไม่มาก
สามกรุง น.ม.ส.


วายชิวาตม์สุดสิ้น สู่ฟ้า
เสวยสวรรค์

ถึงพิราลัยลาญ
ชีพมล้าง
อินทรีย์ซบกุญชร เมือชีพ

มลายชิพิตลาญทัก
ท่าวซ้ำ

ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

วายชิวาตม์ ถึงพิราลัย ชีพมล้าง เมือชีพ มลายชิพิต ต่างมีความหมายว่า ตาย

๑.๘ ใช้สัมผัสอักษร อาจเป็นสัมผัสในวรรค สัมผัสระหว่างวรรค หรือสัมผัสอักษรล้วนใจวรรคหรือบาท


พลตีนต่างต่อตายไป ...........แต่ยังมั่นไหม
ชำนะชำนาญบมิเหงา
ลุยเลือดล้มลงซรอนเซา ......เพียงลำเอวเอา
ทะลาวทะลมเดียรดาษ
สมุทรโฆษคำฉันท์ สำนวนพระมหาราชครู


เสด็จเสวยศวรรเยศอ้าง ไอศูรย์ สรวงฤา
เย็นพระยศปูนเดือน เด่นฟ้า
เกษมสุขส่องสมบูรณ์ บานทวีป
สว่างทุกข์ทุกธเรศหล้า แหล่งล้วนสรรเสริญ
ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

แจ้วแจ้วจักจั่นจ้า จับใจ
หริ่งหริ่งเรื่อยเรไร ร่ำร้อง
แซวแซวส่งเสียงใส ทราบโสต
แหนงนิ่งนึกนุชน้อง นิ่มเนื้อนวลนาง
โคลงนิราศสุพรรณ พระสุนทรโวหาร(ภู่)
๑.๙ ใช้สัมผัสวรรณยุกต์ โดยใช้คำที่มีเสียงพยํยชนะ และสระเหมือนกัน ต่างกันที่เสียงวรรณยุกต์
นึกระกำนามไม้ แม่นแม้นทรวงเรียม
ดลยังเวียงด่านด้าว โดยมี
เมืองชื่อกาญจนบุรี ว่างว้าง
ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จฯกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
เขาขันคูคู่คู้ เคียงสอง
เยื้องย่องนางยูงทอง ท่องท้อง
ทิวทุ้งทุ่งทุงมอง มัจฉพราศ
เทาเท่าเท้าย่างหย้อง เลียบลิ้มริมธาร
โคลงอักษรสามหมู่ พระศรีมโหสถ




๑.๑๐ ใช้คำเลียนเสียงจริง อาจเป็นเสียงร้องหรือเสียงอุทานของคน เสียงร้องของสัตว์เสียงสิ่งของหรือเสียงธรรมชาติทั่วไป
เสียงการชกมวยและเสียงคนชม
ตีเข่าปับรับโปกสองมือปิด ประจบติดเตะผางหมัดขว้างหวือ
กระหวัดหวิวหวิวผวาเสียงฮาฮือ คนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง
นิราศพระบาท พระสุนทรโวหาร(ภู่)

เสียงสัตว์ป่า
ในเมื่อพระสุริยสายัณหสมัยจะใกล้ค่ำ คล้อยตกต่ำอัสดงคต เป็นเพลาพาฬพยัคฆจตุบทบันเทิงร้อง ก้องกึกพิลึกปีบประเปรี้ยงสนั่นลั่นพนัสพนาดร แซ่เสียงโสณสิงคาลชาติ ประกาศศัพท์เห่าหอน
สะท้อนสะเทือนไพร เสียงชะนีเหนี่ยวไม้ไห้อยู่โหยๆ
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มหาราช สมเด็จฯกรมพระปรนุชิตชิโนรส

เสียงดนตรี
กลองทองตีครุ่มครึ้ม เดินเรียง
ท้าตะเติงเติงเสียง ครุ่มครื้น
เสียงปี่รี่เรื่อยเพียง การเวก
แตร้นแตร่นแตรฝรั่งขึ้น หวู่หวู้เสียงสังข์
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร
๑.๑๑ ใช้คำที่มีเสียง ความหนักเบา หรือจังหวะพิเศษ แสดงอาการหรืออารมณ์ความรู้สึก ต่างๆ

แสดงความเคลื่อนไหว และอารมณ์ชื่นบาน
ระเมียงไม้ใบโบกสุโนกเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน
โผต้นนั้นผันตนไปต้นโน้น จังหวะโจนส่งจับรับกันไป
เสียงนกร้องคล้องคำลำนำขับ ดุริยศัพท์สำนึกเมื่อพฤกษ์ไหว
โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เป็นคลื่นไนเวหาศหยาดยินดี
สวรรค์ชั้นกวี น.ม.ส.

แสดงความโศกเศร้าคร่ำครวญ แต่งเป็นกลอนกลบทนาคบริพันธ์
เทวษร่ำกำสรดกันแสงโศก แสนวิโยคเศร้าสร้อยละห้อยหา
ละห้อยหันผันพักตร์ดูปรางค์ปรา โอ้ปรางค์เปรียบปรางค์ฟ้าจะราคี
จะร้างไปไกลถิ่นที่เคยเล่น ไม่แลเห็นเช้าเย็นจะหมองศรี
จะหมองเศร้าเปล่าใจไกลบุรี ไกลบุรินธานีกลับพลัดพราย
โคบุตร พระสุนทรโวหาร (ภู่)


ความหมายของคำ
คำที่มีความหมายแยบคายชัดเจนเด่นเฉพาะมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
๑.๑ เป็นคำสั้น ๆ กะทัดรัด เช่น
อยุธยายศโยคฟ้า ฟากดิน
ผาดดินพิภพเดียว ดอกฟ้า
แสนโกฏิบ่ยลยิน อยากเยื่อ
ไตรรัตน์เรืองเรืองหล้า หลากสวรรค์
โคลงกำสรวล ศรีปราชญ์





โคลงบทนี้แต่ละบาทใช้คำพยางค์เดียว ในความหมายที่เป็นภาษากวี เช่นโยค ผาด แสน ยล ยิน เยื่อ
หล้า หลาก นอกจากนี้ยังใช้สัมผัสอักษรภายในวรรคและระหว่างวรรค
๑.๒ เป็นคำบอกกิริยาอาการหรือลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น
เสือโคร่งยงปีบเปรี้ยง แอบโจนเฉียงเสียงพึงกลัว
ร้ายยวดหนวดเพราะพัว ลองเล็บเล่นเผ่นโผนผาย
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร

ใช้คำบอกลักษณะอาการของเสือที่ดุร้ายปราดเปรียวมีชีวิตจิตใจ เช่น ยง ในความหมายกล้าหาญ ปีบ
บอกเสียงร้อง ใช้คำกริยา แอบ โจน ลองเล็บ เผ่น โผน ผาย บอกอาการเคลื่อนไหว เพรา พัว บอกลักษณะ
ของหนวด

๑.๓ เป็นคำเหมาะสมกับระดับของภาษาและบริบท โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างความสำคัญของบุคคลและสิ่งของ เช่น
ฤษีสุดสาคร
แล้วจัดแจงแต่งนุ่งหนังเสือให้ ครบเครื่องไตรครองประทานพระหลานขวัญ
ผูกชฎาหนังรัดสะพัดพัน ฝนแก่นจันทร์เจิมมหาอุณาโลม
พระอภัยมณี พระสุนทรโวหาร (ภู่)
ชีเปลือย
ไม่นุ่งผ้าคากรองครองหนังเสือ ประหลาดเหลือโล่งโต้งโม่งโค่งขัน
น่าเรียนรากปากมีแต่ขี้ฟัน กรนสนั่นนอนร้ายเหมือนป่ายปีน
ประหลาดใจไยหนอไม่นุ่งผ้า จะเป็นบ้าไปหรือว่าถือศีล
หนวดถึงเข่าเคราถึงนมผมพึงตีน ฝรั่งจีนแขกไทยก็ใช่ที
พระอภัยมณี พระสุนทรโวหาร (ภู่)
มณฑปพระพุทธบาทสระบุรี
ใบระกาหน้าบันชั้นมุข สุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร
ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคนธร กระจังซ้อนแซมใบระกาบัง
นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย ใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง วิเวกวังเวงในหัวใจครัน
นิราศพระบาท พระสุนทรโวหาร (ภู่)
ปราสาทของท้าวประดู่กับนางประแดะ
อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม
มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม คอยปราบปรามประจามิตรคิดร้าย บทละครเรื่องระเด่นลันได
พระมหามนตรี (ทรัพย์)


๑.๔ เป็นคำที่มีความหมายต่างกัน แต่มีรูปกรือเสียงของคำใกล้เคียงกัน หรือเหมือนกันเช่น เดียวกับ
การเล่นคำ ในการใช้ต้องคำนึงถึงความหมายแท้จริงตรงตามที่ประสงค์ เช่น
- กรณี กรณีย์ ดุษฎี ดุษณี เยา เยาว์ ราญ ราน ศูนย์ สูญ
เช่น กอบกิจกรณีย์ไว้ไม่เว้นวาย ไม่ว่าสายค่ำพรุกทุกกรณี
รับรู้สัจธรรม มีประจำสำหรับหล้า
ลาภยศปรากฏมา ชมโชคโชยโดยดุษฎี
นินทาพาเสื่อมยศ ลาภถอยถดหมดสุขี
ยอมรับโดยดุษณี ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม

ยังเยาว์รู้ประหยัด มัธยัสถ์เพียงพอมี
ใช้ของทั้งผองมี ราคาเยาเบาเงินตรา

ใครรุกรานแผ่นด้าว แดนไทย
ไทยรบราญศึกกษัย ด่าวดิ้น
เทิดศาสน์เชิดราชัย ศูนย์ร่วม จิตแฮ
สละชีพยอมสูญสิ้น เกียรติก้องลือไกล

๑.๕ เป็นถ้อยคำแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ
อารมณ์เปล่าเปลี่ยว
จะแลเหลียวเปลี่ยวกายทั้งซ้ายขวา ล้วนรุกขาขึ้นเคียงเรียงระหง
อกเอ๋ยเพียงขาดใจบรรลัยลง พระสุริยงยะเย็นไม่เห็นใคร
นิมนต์ตากลับมารับหลานด้วย หลานจะม้วยด้วยแล้วไม่อยู่ได้
โอ้โอ๋กรรมได้กระทำแต่ปางใด มาทำให้เคืองแค้นแสนทวี
ลักษณวงศ์ พระสุนทรโวหาร (ภู่)
อารมณ์สังเวชใจ
นิจจาเอ๋ยกระไรเลยโอ้เบญจขันธ์ จะผูกพันตรากตรึงไปถึงไหน
ยามนอนก็ได้นอนสักอึดใจ ควรหรือไม่เห็นว่าขันธ์นั้นมิดี
ยังจะหลงหมักหมมด้วยสมบัติ ไม่หลีกละสลัดเอาตัวหนี
อันบาปมิตรสนิทต่อหน้าทั้งตาปี จะยินดีก็แต่ได้สมใจนึก
เพลงยาวเรื่องปลงสังขาร
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒. การเรียงลำดับความ
การเรียงลำดับถ้อยคำให้เกิดความหลากหลายของลำดับได้ใจความชัดเจน มีความงามความไพเราะ
ในรสภาษา ใช้วิธีต่างๆดังนี้
๒.๑ เรียงข้อความที่มีใจความสำคัญเท่าๆกัน คู่เคียงกันไป
จะไว้ใจอะไรก็ตามเถิด แต่อย่าเกิดไว้ใจในสิ่งห้า
หนึ่งอย่าไว้ใจทะเลทุกเวลา สองสัตว์เขี้ยวเล็บงาอย่าไว้ใจ
สามผู้ถืออาวุธสุดจักร้าย สี่ผู้หญิงทั้งหลายอย่างกรายไกล้
ห้าพระมหากษัตริย์ทรงฉัตรชัย ถึงแม้ใครประมาทอาจตายเอ
เวตาล น.ม.ส.

บุคคลที่น่านิยม เสพหาสมาคม
มีสามจำพวกพึงยล
หนึ่งผู้ให้สิ่งซึ่งชน อื่นมีกระมล
ให้ได้ลำบากยากใจ
สองผู้ทำสิ่งที่ใคร จักทำได้ไป
โดยยากลำบากเหลือดี
สามผู้ยึดมั่นขันตี ในสิ่งซึ่งมี
คนอื่นอดทนยากครัน
คนสามพวกนี้ดีสรรค์ เลิศกว่าสามัญ
ชนควรคบค้าสมาคม
นิจจกาลานุสร ชิต บุรทัต
สัตว์เลี้ยงผอมฤาษีพีนี้สองสิ่ง อีกผู้หญิงรูปดีไม่มีถัน
ทั้งคนจนแต่งอินทรีย์นี้อีกอัน สี่ด้วยกันดูเป็นไม่เห็นงาม
อิศริญาณภาษิต หม่อมเจ้าอิศรญาณ
๒.๒ เรียงข้อความที่มีใจความสำคัญไว้ท้ายสุด
ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ.......... เมียตน
เมียแล่พันฤาดล........... แม่ได้
ทรงครรภ์คลอดเป็นคน ..ฤาง่าย เลยนา
เลี้ยงยากนักท้าวไท้...... ธิราชผู้มีคุณ
ลิลิตพระลอ

เมื่อล้มกลิ้งใครหนอวิ่งเข้ามาช่วย และปลอบด้วยนิทานกล่อมขวัญให้
หรือจูบที่เจ็บชะมัดปัดเป่าไป ผู้นั้นไซร้ที่แท้แม่ฉันเอง
พระราชธรรมนิเทศ

๒.๓ เรียงข้อความที่ใจความทวีความสำคัญขึ้นตามลำดับจนสูงสุด
เสียสินสงวนศักดิ์ไว้............. วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์ ................สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง .....................ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้ .................ชีพม้วยมรณา
โคลงโลกนิติ สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร

๒.๔ เสียงข้อความที่มีใจความหนักแน่นเพิ่มขึ้นตามลำดับแล้วจบด้วยสิ่งที่ด้อยกว่า อย่างพลิก
ความคาดหมาย
ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้.... มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน .....ชาดป้าย
นางเอกภาพยนตร์อัน สวยสด
แท้ที่จริงเป็นหม้าย ลูกตั้งแปดคน
โคลงโลกนิติจำแลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒.๕ เรียงข้อความเป็นประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบโดยตรงเชิงวาทศิลป์
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
ลิลิตพระลอ

ใครเล่าเนาลักษณ์ต้อย ตำรา
ใครเล่าเบาปัญญา โยคย้าย
ใครเล่าเปล่าราคา เป็นเครื่อง ขันนอ
ใครเล่าเฉาโฉดร้าย ใคร่รู้ตูหรือ
สามกรุง น.ม.ส.




๓.โวหารภาพพจน์
ภาพพจน์ (Figure of speech) ได้แก่ สำนวนภาษาลักษณะหนึ่งเกิดจากการเรียบเรียงถ้อยคำ
ผิดแผกไปจากธรรมดา เพื่อให้นึกเห็นเป็นภาพหรือมีความหมายพิเศษ ภาพพจน์มีหลายลักษณะ
เช่นอุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต การกล่าวเกินจริง ปฏิทรรศน์
โวหารภาพพจน์ หรือภาษาภาพพจน์ (figurative language) ก็คือ ข้อเขียนที่นำเอาภาพพจน์อย่างเดียวหรือหลายอย่างมาใช้เพื่อให้เป็นสำนวนแปลกใหม่ ทรบพลัง
และมองเห็นภาพ


๓.๑ อุปมา ( simile) คือการนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งมาเปรียบเทียบกันโดยใช้คำเชื่อมที่มี
ความหมายว่า เหมือน ประกอบไว้ด้วย คำเชื่อมดังกล่าว เช่น เหมือน เปรียบเหมือน เสมือน เสมอ
ดุจ ประดุจ ดั่ง ดุจดั่ง ปูน ปาน เพียง ราว ฉัน เฉก เช่น ประหนึ่ง เทียบ ต่าง กล


งามผิวประไพผ่อง......... กลลทาบศุภาสุพรรณ
งามแก้มแฉล้มฉัน........ พระอรุณแอร่มละลาน
งามเกศะดำขำ ............กลน้ำ ณ ห้องละหาน
งามเนตรพินิจปาน ......สุมณีมโนหรา
งามทรวจสล้างสอง .....วรถันสุมนสุมา
ลีเลิศประเสริฐกว่า ......วรุบลสโรชมาศ
งามเอวอนงค์ราว ........สุรศิลปิชาญฉลาด
เกลากลึงประหนึ่งวาด ..วรรูปพิไลพะวง
งามกรประหนึ่งงวง .....สุรคชสุเรนทะทรง
นวยนาดวิลาศวง.......... ดุจรำระบำระเบง
ซ้ำไพเราะน้ำเสียง ......อรเพียงภิรมณ์ประเลง
ได้ฟังก็วังเวง .............บมิว่างมิวายถวิล
นางใดจะมีเทียบ .......มทนา ณ ฟ้า ณ ดิน
เป็นยอดและจอดจิน.... ตนะแน่ว ณ อก ณ ใจ
มัทนะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ข้อสังเกต การเปรียบเทียบที่เรียกว่าอุปมาต้องนำสิ่งที่ต่างประเภทกันมาเปรียบเทียบกัน ถ้าเป็นสิ่งของประเภทเดียวกันเป็นการเปรียบเทียบธรรมดา เช่น ภาษาไทยคล้ายภาษาจีน





๓.๒ อุปลักษณ์ (metaphor) เป็นการนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งหรือมากกว่า แต่มีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันมาเปรียบเทียบกัน โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยตรง
ใช้กริยาส่วนเติมเต็ม เช่น คือ เป็น เท่า ต่าง






: ด.ญ.สิรินทร์รัตน์ อินนุพัฒน์ ม.1/11B เลขที่ 23 - 28/11/2005 20:25

 

การวิเคราะห์คุณค่าทางวรรณศิลป์

กาพย์ห่อโคลง นิราศธารทองแดง ตอนพรรณนาสัตว์ในป่า



๒.๗ การวิเคราะห์คุณค่าทางด่านวรรณศิลป์ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง ตอนพรรณนาสัตว์ในป่า

๑) การสร้างคำ
๑.๑)การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดงมีการใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติมาก เช่น

บทที่ 2 ตะเติง เลียนเสียง กลอง
แตร้นแตร่น เลียนเสียง ปี่
หวู่หวู้ เลียนเสียง สังข์
บทที่ ๖ ฮูมแปร๋น เลียนเสียง ช้างร้อง
บทที่ ๒๘ อุ่ยอุ้ย เลียนเสียง ชะนี

๑.๒) การเลือกใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมาย เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ทรงพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะคำกริยา เช่น
; เสียงปี่รี่เรื่อย คำ รี่เรื่อย นี้ ทำให้ผู้อ่านรับรสความได้ว่า เสียงปี่ดังไม่มีขาดตอน
ขาดจังหวะ ตอนที่บรรยายการแต่งกายของบรรดานักสนมกรมชแม่ ใช้เพียงคำว่า นุ่งห่มโอ่ เราจะรับรู้ได้ทันทีว่า
นางชาววังแต่งกายกันอย่างพีถีพิถัน
๑.๓) การเลือกใช้คำที่มีเสียงสระเดียวกัน ในกาพย์บาทเลื่อนล้า และโคลงบาท
เลื่อนล้า บทที่ ๕๒ เป็นลักษณะพิเศษที่พระองค์ทำได้อย่างดีเยี่ยม เห็นภาพการกอดรักกันชุลมุนระหว่าง
งูกับหนูที่กำลังต่อสู้กัน
๑.๔) การใช้คำ เอกโทษ โทโทษ เนื่องจากโคลงสี่สุภาพบังคับเอก ๗ โท๔ กวีเคร่งครัดลักษณะทางฉันทลักษณ์
มาก ในที่ที่บังคับคำเอกคำโท พระองค์จึงใช้ เอกโทษ,
โทโทษ ให้ตรงกับผังบังคับ เช่น
ใช้ เคี่ยว แทน เขี้ยว บทที่ ๒๗
หรี่ แทน รี่ บทที่ ๕
เขรื้อง แทน เครื่อง บทที่ ๑
แหน้ แทน แน่ บทที่ ๑

๒) การเรียบเรียงคำ
๒.๑) การขึ้นต้นกาพย์และโคลง ในบทเดียวกันเกือบทั้งหมด และใจความในแต่ละวรรคของกาพย์จะมาบรรจุ
ในแต่ละบาทของโคลง เช่น

กาพย์ โคลง
นักสนมกรมชแม่มี่ นักสนมกรมชแม่เจ้า ทั้งหลาย
ขี่ช้างกูบรูปโลมใจ ขี่ช้างกูบดาวราย แจ่มหน้า
พักตราอาผ่องใส พักตราผ่องใสสาย สุดสวาท
นุ่งห่มโอ่โสภาจริง นุ่งห่มโอ่โถงผ้า อร่ามริ้วทองพราย

๒.๒) การบรรจุคำลงในแต่ละวรรคของกาพย์ กวีจะแทรกสัมผัสลงในวรรคทั้งๆ ที่มิใช่ลักษณะบังคับ เช่น

มีหมีพีดำขลับ ขึ้นไม้ผับฉับไวถึง
เรี่ยงแรงแข็งขันขึง กัดโพรงไม้ได้ผึ้งกิน
วรรคแรก มีเสียงสัมผัสสระ หมี - พี
วรรคที่สอง มีเสียงสัมผัสสระ ผับ - ฉับ
วรรคที่สาม มีเสียงสัมผัสสระ แรง - แข็ง
มีเสียงสัมผัสอักษร แข็ง – ขัน - ขึง
วรรคที่สี่ มีเสียงสัมผัสสระ ไม้ - ได้

๒.๓) เกือบทุกบทจะมีการเรียงคำแบบโครงสร้างประโยคชัดเจน คือ มีประธาน
กริยา เช่น

“ ยูงทองย่องเยื้องย่าง รำรางช่างฟายหาง ”
ประธาน คือ นกยูง
กริยา คือ ย่อง ย่าง รำ ฟาย

๒.๔) มีบางบทที่มีการขึ้นต้นประโยค โดนการนำกรรมมาไว้หน้าบ้าง มีกริยาอยู่หน้าบ้าง และละประธานบ้าง เช่น

กรรมอยู่ต้น  กรองทองตีครุ่มครึ้ม เดินเรียง
กริยาอยู่หน้า  มีหมีพีดำขลับ
ละประธาน  เที่ยวเล่นเป็นเกษมสุข แสนสิ่งสนุกปลุกใจหวัง
เร่ร่ายผายผาดผัง หัวริกรื่นชื่นชมไพร

๒.๕) การใช้กระทู้ ๑ คำ เพื่อบอกการจบเรื่องชัดเจน คือ ในโครงบทที่ ๑๐๙

จบ จอมโลกเจ้า คืนวัง
บ พิตรสถิตบัลลังก์ เลิศหล้า
ริ ร่างกาพย์โคลงหวัง ชนโลก
บูรณ์ พระโคลงเจ้าฟ้า ธิเบศรเจ้าจงสงวน

๓ ) การใช้โวหาร
กาพย์ ห่อโคลงนิราศทองแดงเป็นการบรรยายธรรมชาติที่พบเห็น โดยใช้คำ
ตรงๆ เห็นภาพชัดเจน จึงไม่ค่อยมีการใช้โวหารมากนัก แต่ก็มีปรากฏอยู่บ้าง ดังนี้
๓.๑) การใช้อุปมาโวหาร เช่น โคลงบทที่ ๒

กลองทองตีครุ่มครึ้ม เดินเรียง
ท้าตะเติงเติงเสียง ครุ่มครื้น
เสียงปี่รี่เรื่อยเพียง การเวก
แดร้นแดร่นแตรฝรั่งขึ้น หวู่หวู้เสียงสังข์

๓.๒) การใช้อุปลักษณ์ เช่น กาพย์บทที่ ๕

เที่ยวเล่นเป็นเกษมสุข แสนสิ่งสนุกปลุกใจหวัง
เร่ร่ายผายผาดผัง หัวริกรื่นชื่นชมไพร

๒.๘ คุณค่าทางด้านอื่นๆ ของกาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง
( ๑ ) รู้ที่มาของคำพังเพย “บ่นเป็นหมีกินผึ้ง” ว่า มาจากการสังเกตธรรมชาติวิทยาของหมี ที่ชอบกินรังผึ้ง
เป็นอาหาร ซึ่งกวีบรรยายไว้ละเอียดว่า

มีหมีพีดำขลับ ขึ้นผับฉับไวถึง
เรียวแรงแข็งขังขึง กัดโพรงไม้ได้ผึ้งกิน

(๒) สะท้อนความเชื่อว่า งูเขียวชอบกินตับตุ๊กแก และเสียงร้องของตุ๊กแกนั้น คือ เสียงที่ร้องบอกงูว่า
“ ตับแก่ๆ” และก็ใช้เป็นคำพังเพยเปรียบเทียบว่า คนที่มีเรื่องราวไม่สู้ดีปิดซ่อนไว้มาก ซึ่งในที่สุดก็มัก
จะปิดไว้ไม่อยู่ มีคนรู้จนได้ เรียกคนเช่นนี้ว่า
“ ตับมันคับโครง ” แต่น่าเสียดายว่า คำพังเพยนี้ปัจจุบันแทบจะไม่มีคนรู้จักแล้ว

๓. สรุป
กาพย์ห่อโคลงนิราศทองแดงนี้ มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการนำไปเป็นตัวอย่างการศึกษาธรรมชาติวิทยา
ทั้งสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ เป็นการสะท้อนให้เห็นสภาพอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยในสมัยอยุธยา
การพึ่งพากันในระบบนิเวศวิทยา กวีสามารถใช้คำบรรจุลงในกาพย์และโคลงได้อย่างเหมาะเจาะจงงดงาม
ถือได้ว่าเป็นงานที่สมบูรณ์ที่สุด
ในการเป็นแบบอย่างของการพรรณนาตามความจริง



๓ การพิจารณาคุณค่าวรรณคดีด้านเนื้อหา

การศึกษาวรรณคดีส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายหลัดคือ การทำความเข้าใจในวรรณคดี
เรื่องนั้นๆให้ทะลุปรุโปร่ง ทั้งด้านเนื้อกา วิธีการประพันธ์ ตลอดจนสามรถแลดงความคิดเห็นว่างานประพันธ์
เรื่องนั้นดีหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาวรรณคดีจึงไม่ได้อยู่ที่การอ่านเพื่อยกย่องชมเชย หรือ จับผิด
เพราะผู้อ่านแต่คนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัย ความรู้ และประสบการณ์ การพิจารณาโดยอาศัยเครื่องมือเป็นหลักเกณฑ์และเหตุผลเป็นเครื่องมือ จะช่วยให้การพิจารณาคุณค่า
ของงานประพันธ์เป็นไปอย่างมีระบบและเที่ยงตรง หลักสำคัญในการพิจารณาวรรณคดีจึงอยู่ที่องค์ประกอบ ๒
ประการที่สำคัญ คือ เนื้อหา และ รูปแบบการประพันธ์
๑. แนวทางการพิจารณาคุณค่าทางเนื้อหา
ความหมายของเนื้อหา (Content) คล้ายคลึงกับเนื้อเรื่อง (Story) แต่มีข้อต่างกัน ดังนี้
เนื้อเรื่อง ของงานประพันธ์ หมายถึง เรื่องราวที่กล่าวไว้ในงานประพันธ์นั้นๆ
เนื้อหา มีความหมายแคบกว่าเนื้อเรื่อง กล่าวคือหมายถึงใจความสำคัญหรือสาระสำคัญที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง
การพิจารณาเนื้อหาของงานประพันธ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงหมายถึงการพิจารณาแนวคิด สาระ ฯลฯ ที่ปรากฏอยู่
ในเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง
ลักษณะของงานประพันธ์โดยทั่วไป แบ่งตามลักษณะเนื้อหาออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ บันเถิงคดีและสารคดี
บันเถิงคดี เป็นเรื่องที่เนื้อหามุ่งจะเสนอเรื่องราวที่เป็นจินตนาการ เพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก ส่วนความรู้และ
ข้อคิดที่ได้จะมีความสำคัญรองลงมา งานประพันธ์ที่จัดเป็นประเภทบังเถิงคดี ได้แก่ นิทาน นิยาย เรื่องสั้น เป็นต้น
สารคดี เป็นเรื่องที่มีเนื้อหามุ่งจะเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นความรู้หรือข้อเป็นหลัก ส่วนความเพลิดเพลินที่ผู้อ่าน
จะได้รับนั้นมีความสำคัญรองลงมา งานประพันธ์ที่จัดเป็นประเภทสารคดี ได้แก่ บทความ ชีวประวัติ พงศาวดาร
เป็นต้น
ไม่วางานประพันธ์ประเภทใด เนื้อหาที่มีคุณค่าจะต้องมีลักษณะสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมสร้างเสริมสติปัญญา
ยกระดับจิตใจ กระตุ้นสำนึกที่ดีงาม ให้ความรู้และข้อคิดที่มีประโยชน์


๒.วรรณคดีเพื่อการพิจารณาคุณค่าด้านเนื้อหา : รำพึงในป่าช้า
๒.๑ ความเป็นมา
กลอนดอกสร้อย “รำพึงในป่าช้า” เป็นงานประพันธ์ของพระยาอุปกิตศิลปสาร
( นิ่ม กาญจนาชีวะ ) ที่รวมอยู่ในหนังสือ คำประพันธ์บางเรื่อง ซึ่งเป็นหนังสือรวมคำประพันธ์หลายชนิดของ
พระยาอุปกิตศิลปสาร กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้านี้ เป็นบทประพันธ์ที่ถอดความมาจากเรื่อง
“Elegy Written in a Country Churchyard”
ของชาวอังกฤษชื่อ Thomas Gray โดยท่านได้ระบุไว้ว่า “จากภาอังกฤษซึ่งท่านเสถียรโกเศศ แปลให้ ข้าพเจ้าได้แต่งดัดแปลงให้เข้ากับธรรมเนียมไทยบ้าง” และก่อนที่จะขึ้นกลอนดอกสร้อย ได้มีบทกถามุข
ซึ่งนาคะประทีป เป็นผู้เรียบเรียงว่า
“กลอนดอกสร้อย รำพึงในป่าช้า มีจำนวนทั้งหมด ๓๓ บท โดย ๓ บทสุดท้าย เป็นคำจารึกบนหลุมศพ ”
๒.๒ ประวัติผู้แต่ง พระยาอุปกิตศิลปสาร ชื่อเดิม นิ่ม กาญจนาชีวะ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๒๒

ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่วัดบางประทุนนอก และที่วัดประยุรวงศาวาส ต่อมาได้บวชเป็นสามเณรและ
เป็นพระภิกษุที่วัดสุทัศน์เทพวราราม ระหว่างที่บวชได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค
พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้เริ่มเข้ารับราชการเป็นครูฝึกสอน ที่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สายสวลีสัญฐาคาร ฝ่ายสอนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบและโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์บ้านสมเด็จเจ้าพระยา นอกจากเป็นครูแล้ว
พระยาอุปกิตศิลปสาร ยังเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการ ภายหลังย้ายเข้ามารับราชการในกระทรวงธรรมการ
พนักงานราชบัณฑิตปลัดกรมตำรา หัวหน้าการพิมพ์แบบเรียน หัวหน้าแผนกอภิธานสยาม ได้เลื่อนยศและบรรดาศักดิ์จนเป็นอำมาตย์เอกพระยาอุปกิตศิลปสาร
พระยาอุปกิตสิลปสารเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทางภาษาไทย ภาษาบาลีและวรรณคดี
โบราณ เคยเป็นอาจารย์พิเศษคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย
ชุดครูมัธยม และเป็นการชำระปทานุกรม

ผลงานสำคัญทางด้านภาษาและวรรณดีไทย ได้แก่
(๑) สยามไวยากรณ์เป็นตำราไวยากรณ์ไทย มี ๔ เล่ม ได้แก่ อักขรวิธี วจีภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์
(๒) สงครามภารตคำกลอน
(๓) ชุมนุมนิพนธ์ อ.น.ก.
(๔) คำประพันธ์บางเรื่อง
(๕) บทกลอนและปาฐากถาต่างๆ เกี่ยวกับวรรณคดีและการใช้ภาษา และที่สำคัญคือท่านเป็นผู้เสนอให้ใช้คำ
“สวัสดี”ในการทักทายกัน และในคำนี้ได้ใช้กันแพร่หลายจนเป็นคำทักทายประจำชาติ ดังเช่นทุกวันนี้
พระยาอุปกิตศิลปสาร ใช้นามแฝง ในการเขียนงานต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ
อ.น.ก. , อนึก คำชูชีพ , อุนิกา , สามเณรนิ่ม และ มหานิ่ม
ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รวมอายุได้ ๖๒ ปี
๒.๓ เรื่องย่อ
ผู้ต้องการความวิเวกคนหนึ่ง ได้เข้าไปนั่งที่ที่สงบในวัดชนบท ในเวลาเย็นใกล้ค่ำ เมื่อได้ยันเสียงระฆังย่ำบอกเวลาได้แลเห็นฝูงวัวควายและชาวนาพากันเดินกลับบ้าน
เมื่อสิ้นแสงตะวันได้ยินเสียงหวิ่งหรีดเรไร และเสียงเกราะในคอกสัตวื นกแสกที่จับอยู่บนหอระฆังก็ส่งเสียงร้อง
ณ บริเวณโคนต้นโพธิ์ ต้นไทรนั่นเอง มีหลุมฝังศพอยู่มากมาย ความเงียบสงบและความวิเวกก่อให้เกิด
ความรู้สึกลึกซึ้ง ท่านผู้นั้นจึงรำพึงรำพันออกมาเป็นบทกวีว่า แม้ผู้ดีมีจน นาย ไพร่ นักรบ กษัตริย์ ต่างก็มีจุกจบ
คือ ความตายเหมือนกัน
๒.๔ ลักษณะคำประพันธ์
เรื่องรำพึงในป่าช้านี้แต่งเป็นกลอนดอกสร้อย บทดอกสร้อยบทหนึ่งประกอบด้วยกลอนสุภาพจำนวน ๒ บท หรือ
คำกลอน (มี ๔ วรรค) แต่วรรคแรกประกอบด้วยคำ ๔ – ๕ คำ โดยคำที่ ๒ ของวรรคแรกจะใช้คำ
“ เอ๋ย ” และจบคำสุกท้ายของบทด้วยคำว่า “ เอย ” ส่วนลักษณะคำสัมผัสเป็นเหมือนกลอนสุภาพดังต่อไปนี้
๐ วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทิ้งทุ่งให้มือมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย





: พิมพ์ตะวัน หิมทอง เลขที่18 ห้อง 2/11A - 28/11/2005 13:16

 

โคลงโลกนิติ

โคลงโลกนิติ เป็นวรรณกรรมคำสอนที่มีคุณค่ายิ่งในการครองตน ให้คติข้อคิดเตือนใจ
รู้บาปบุญคุณโทษ รู้ถูกผิด มีความเข้าใจได้ง่าย เสมือนกระจกเงาที่ส่องตัวตนของมนุษย์ เพื่อปลุกปลอบใจตนเองในยามตกทุกข์ได้ยาก ให้เกิดความมานะอดทนต่อสู้ขยันขันแข็งไม่ย่อท้อ
ดังนั้นโคลงโลกนิติ เป็นเรื่องสุภาษิตที่ให้คุณค่าทั้งคติธรรมและคติโลก ควรแก่การศึกษาและนำไปประพฤติเพื่อความสงบสุขของชีวิต



คุณค่าด้านวรรณศิลป์

โลกนิติ เป็นการประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ มีโคลงกระทู้บางบท มีการรักษาระเบียบแบบแผนถูกต้อง
ใช้คำที่เข้าใจง่าย มีการนำสำนวนโวหาร สุภาษิตมาเปรียบเทียบให้คิด

1. บทที่ไพเราะทั้งคำและความหมาย

.....เหมหงส์เลี้ยงชีพด้วย......สาคร
ช้างพึ่งพนาดร....................ป่าไม้
ภุมราบุษบากร.....................ครองร่าง ตนนา
นักปราชญ์เลี้ยงตัวได้..........เพื่อด้วยปัญญา

2. การใช้ภาษาที่ทำให้เกิดจินตภาพ
การใช้โวหารให้เกิดจินตภาพเป็นศิลปะการแต่งบทประพันธ์ที่นิยมกันมากมีอยูหลายบทในโคลงโลกนิติ เช่น

.....จระเข้ข้ามน่านน้ำ.............ไฉนหา ภักษ์เฮย
รถใหญ่กว่ารัถยา..................ยากแท้
เสือใหญ่กว่าวนา...................ไฉนอยู่ ได้แฮ
เรือเขื่องคับชะแลแล้..............แล่นโล้ไปไฉน

3. การใช้ภาษาที่เกินความเป็นจริง
กลวิธีนี้ทำให้เกิดความฉงนแล้ววกมาสั่งสอนให้สติเป็นศิลปะ

.....ห้ามเพลิงไว้อย่าให้............ มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์.................ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน........................คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้.........................จึ่งห้ามนินทา

4. การใช้ภาษาเปรียบเทียบกับสิ่งของใกล้ตัวให้เห็นจริง
เป็นการนำสิ่งของใกล้ตัวที่พบเห็นอยู่เสมอมาใช้เป็นคติเตือนใจ จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น

.....แม้นมีความรู้ดั่ง.................สัพพัญญู
ผิบ่มีคนชู..............................ห่อนขึ้น
หัวแหวนค่าเมืองตรู.................ตาโลก
ทองบ่รองรับพื้น....................ห่อนแก้วมีศรี

5. การนำธรรมชาติมากล่าวเชิงเปรียบเทียบ
เป็นศิลปะที่กวีใช้ในการแต่งคำประพันธ์กันมากและเมื่อคิตตามจะทำให้เกิดความประทับใจ
และเห็นความเป็นจริงตามไปด้วย

.....ก้านบัวบอกลึกตื้น...............ชลธาร
มารยาทส่อสันดาร....................ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน...............ควรทราบ
หย่อมหญ้าเ***่ยวแห้งเรื้อ............บอกร้ายแสลงดิน

6. การใช้คำสำนวนไทยมาเป็นกระทู้
การนำคำสำนวนพังเพยมานำหน้าโคลง เป็นศิลปะการแต่งคำประพันธ์ที่เพราะกินใจมากเช่น
สอนให้คนไม่ประมาท ให้มีสติ

.....ช้างสาร หกศอกไซร้.............เสียงา
งูเห่า กลายเป็นปลา..................อย่าต้อง
ข้าเก่า เกิดแต่ตา......................ตนปู่ ก็ดี
เมียรัก อยู่ร่วมห้อง..................อย่าไว้วางใจ



คุณค่าด้านค่านิยมทางสังคม

สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันเหมือนญาติ มีความเชื่อถือผู้ใหญ่กว่า มีความเกรงใจกัน เห็นใจกัน
และพึ่งพาอาศัยกันได้ ผู้ใหญ่จึงเมตตาว่ากล่าวตักเตือนด้วยความหวังดี เอื้ออาทร เอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน แต่มักสอนเป็นนัย ให้คิดเพื่อแก้ไขตนเอง หรือหลีกเลี่ยงป้องกัน ในโคลงโลกนิติได้ตักเตือนเป็นเรื่องราวต่างๆ
ดังนี้

1. เรื่องการศึกษาเล่าเรียน
ให้เห็นคุณค่าของความรู้ที่สูงส่งและไม่มีใครแย่งชิงไปได้

.....ความรู้ดูยิ่งล้ำ...................สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ..................ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ.................กายอาต มานา
โจรจักเบียนบ่ได้....................เร่งรู้เรียนเอา


2. เรื่องวาจาหรือคำพูด
ชี้ให้เห็นว่าคำพูดสามารถบอกถึงวงศ์ตระกูลของตนได้

.....วัดช้างเบื้องบาทรู้...............จักสาร
วัดอุทกชักกมุทมาลย์.................แม่นรู้
ดูครูสดับโวหาร.......................สอนศิษย์
ดูตระกูลเผ่าผู้.........................เพื่อด้วยเจรจา

3. เรื่องการให้และชมเชยผู้อื่นด้วยความปรารถนาดี
ในสังคมไทยเชื่อว่าถ้าให้ผู้อื่นแต่สิ่งดีๆแล้วย่อมได้รับสิ่งดีตอบสนอง ดังนี้

.....ให้ท่านท่านจักให้.................ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง...................นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง................ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้.........................แต่ผู้ทรชน

การยกย่องชมเชย ควรทำให้เหมาะกับเวลา โอกาสและบุคคล ดังนี้

.....ยอข้ายอเมื่อแล้ว.................การกิจ
ยอยกครูยอสนิท......................ซึ่งหน้า
ยอยาติประยูรมิตร...................เมื่อลับ หลังแฮ
คนหยิ่งแบกยศบ้า....................อย่ายั้งยอควร

4. เรื่องความเชื่อของคนในสมัยก่อน
คนไทยสมัยก่อนจะเห็นว่าการเป็นเจ้าคนนายคน มียศศักดิ์นั้นดีจึงต้องหาเจ้านายอุปถัมภ์ ซึ่งสังคมปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

.....เจ้านายใช้ชุบเลี้ยง..............คนขาม
สินทรัพย์มั่งเมียงาม................ง่ายได้
บ่าวไพร่พรั่งพรูตาม................ไหลหลั่ง มานา
สมบัติบุญส่งให้......................แปลกหน้าตาเดิม

5. การรักษาความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญมาก
คนไทยสมัยก่อนจะถือว่าเมื่อพูดแล้วจะต้องปฏิบัติตามให้ได้ดังที่พูด

.....เสียสินสงวนศักดิ์ไว้............วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์..................สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง........................ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้...................ชีพม้วยมรณา



คุณค่าด้านการนำไปใช้ในชีวิต

โคลงโลกนิติ เป็นวรรณกรรมคำสอนที่ให้ประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม
ทำในสิ่งที่ควรทำ ละเว้นในส่วนที่ควรละเว้น จึงเป็นการควบคุมการใช้ชีวิตประจำวันให้เกิด
ประโยชน์ ทั้งด้านการศึกษา การประกอบอาชีพการงานอย่างพอเพียง และสอนด้านการทำจิตใจให้สงบสุข
พอใจในสิงที่มีอยู่


1. ให้ใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมกับวัย
สอนให้ปฏิบัติตนตั้งแต่เป็นเด็กจนวัยชราอย่างน่าสนใจ

.....ปางน้อยสำเหนียกรู้............เรียนคุณ
ครั้นใหญ่ย่อมหาทุน.................ทรัพย์ไว้
เมื่อกลางแก่แสวงบุญ..............ธรรมชอบ
ยามหง่อมทำใดได้...................แต่ล้วนอนิจจัง

2. ให้เป็นคนมีความตั้งใจจริง
การทำสิ่งใดให้ทำอย่างสม่ำเสมอไม่ทอดทิ้ง ต้องใส่ใจฝึกฝนจึงจะเกิดความชำนาญและประสบความสำเร็จได้ดี

......เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม..............คนตรี
อักขระห้าวันหนี........................เนิ่นช้า
สามวันจากนารี.........................เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า...................อับเศร้าศรีหมอง

3. ให้เลือกคบคน
สอนไม่ให้คบคนชั่วจะทำให้เสียหายไปทั้งตระกูล และจะเป็นที่ตำหนิติเตียนไปไม่สิ้นสุด

.....คบกากาโหดให้...................เสียพงศ์
พาตระกูลแหมหงส์...................แหลกด้วย
คบคนชั่วจักปลง......................ความชอบ เสียนา
ตราบลูกหลานเหลนม้วย.............ไม่ม้วยนินทา

4. ไม่โอ้อวดหรืออวดความรู้ของตน
การโอ้อวดตนเองนั้นไม่เป็นผลดีทั้งตนเองและผู้อื่น เพราะไม่มีใครชอบและจะทำให้เกิดความอับอายภายหลังได้

.....นาคีมีพิษเพี้ยง..................สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช.......................แช่มช้า
พิษน้อยยิ่งยโส......................แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า......................อวดอ้างฤทธี

5. มีความกตัญญูรู้คุณจึงจะเจริญ
การรู้จักบุญคุณเป็นสิ่งที่ดียิ่ง

.....คุณแม่หนาหนักเพี้ยง...........พสุธา
คุณบิดรดุจอา.........................กาศกว้าง
คุณพี่พ่างศิขรา.......................เมรุมาศ
คุณพระอาจารย์อ้าง.................อาจสู้สาคร

6. ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
ไม่โลภ อยากได้ อยากมีอย่างผู้อื่น รู้จักทำมาหากิน ใช้จ่ายอย่างประหยัดก็มีความสุขได้

.....เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม..............ใจตาม
เรายากหากใจงาม....................อย่าคร้าน
อุตส่าห์พยายาม.......................การกิจ
เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน............อย่าท้อทำกิน

7. ให้รู้จักเจียมตน ไม่ทะเยอทะยาน
ไม่ทำสิ่งที่เกินกำลังความสามารถของตน และทำเป็นไม่รู้เสียบ้างเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

.....เจียมใดจักเท่าด้วย..............เจียมตัว
รู้เท่าท่านทำกลัว.......................ว่อนไว้
อย่ามึนมืดเมามัว......................โมหะ
สูงนักมักเหมือนไม้...................หักด้วยลมแรง

8. สอนเรื่องความรัก
ให้ใช้สติไม่อาจเอื้อมเกินไปจะทำให้เกิดทุกข์แต่ก็ควรมีความพยายามอย่างพอควรบ้าง

.....อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า...........มาถนอม
สูงสุดมือมักตรอม...................อกไข้
เด็ดแต่ดอกพะยอม..................ยามยาก ชมนา
สูงก็สอยด้วยไม้......................อาจเอื้อมเอาถึง

9. ให้พึ่งตนเอง
อยู่อย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น

.....ถึงจนทนสู้กัด....................กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ..................พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ.............สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง........................จับกินเนื้อเอง





: - - 25/11/2005 17:44

 

 

มหาเวสสันดรชาดก
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร
ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง(หน)

ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นชาดกเรื่องใหญ่กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร ได้บำเพ็ญทานบารมีอย่างสูงสุด ยากเกินกว่าจะมีผู้ใดทำได้ คือ ให้บุตรและภรรยาแก่ผู้ที่มาขอ นอกจากนั้นยังได้บำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่อื่นๆครบถ้วนทั้ง ๑๐ ประการ
ชาดกเป็นเรื่องที่แสดงอุดมคติอันสูง แสดงให้เห็นถึงการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนของพระมหาบุรุษเพื่อเป็น ทางนำไปสู่พระโพธิญาณ เมื่อได้บรรลุพระโพธิญาณแล้วก็มิได้รับประโยชน์เฉพาะตน แต่ได้นำมาสั่งสอนเพื่อประโยชน์สุขของชาวโลกด้วย
พระชาติของพระโพธิสัตว์เวสสันดรครั้งนี้สำคัญและยิ่งใหญ่มาก จึงเรียกว่า มหาชาติ และการเทศน์เรื่องพระเวสสันดร ก็เรียกว่า มหาชาติด้วย

เรื่องย่อ
หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ มีพระประยูรญาติส่วนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าเกิดมานะทิฐิไม่ยอมถวายบังคม พระพุทธองค์จึงทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อให้พระประยูรญาติเหล่านั้นคลายจากมานะทิฐิ ขณะนั้นก็บังเกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมา สงฆ์ทั้งหลายได้กล่าวแก่กันว่าเป็นของประหลาด ไม่เคยมี พระพุทธองค์จึงปรารภว่า เหตุการณ์ณ์เช่นนี้เคยมีมาแล้วในกาลก่อน พระสงฆ์ทั้งหลายจึงอาราธนาให้ทรงเล่า เรื่องที่ทรงเล่ามีความว่า เมื่อพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์เวสสันดร พระราชบิดาทรงพระนามว่า พระเจ้ากรุงสญชัย ครองเมืองสีพี พระราชมารดาทรงพระนามว่าพระนางผุสดี พระนางผุสดีนั้นชาติก่อนเป็นมเหสีของพระอินทร์ เมื่อจะจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์ได้ทรงประทานโอกาสให้ พระนางเลือกขอพรตามที่ปรารถนา พระนางจึงได้ทูลขอพรสิบประการ และพระอินทร์ก็ประทานให้พรประการที่ห้าที่พระนางขอ คือ ให้มีโอรสที่ใฝ่ในทางทาน

เมื่อพระเวสสันดรประสูติ ได้มีช้างซึ่งเป็นช้างเผือกมาไว้ในโรงช้างต้นช้างเผือกนั้น เป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองได้ชื่อว่า ช้างปัจจัยนาค เพราะนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่แว่นแคว้น พระเวสสันดรได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรี มีโอรสธิดา คือ ชาลี และ กัณหา พระเจ้ากรุงสญชัยมอบราชสมบัติให้พระเวชสันดรครองเมืองสีพีต่อมา

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร
ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง(หน)

ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นชาดกเรื่องใหญ่กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร ได้บำเพ็ญทานบารมีอย่างสูงสุด ยากเกินกว่าจะมีผู้ใดทำได้ คือ ให้บุตรและภรรยาแก่ผู้ที่มาขอ นอกจากนั้นยังได้บำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่อื่นๆครบถ้วนทั้ง ๑๐ ประการ
ชาดกเป็นเรื่องที่แสดงอุดมคติอันสูง แสดงให้เห็นถึงการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนของพระมหาบุรุษเพื่อเป็น ทางนำไปสู่พระโพธิญาณ เมื่อได้บรรลุพระโพธิญาณแล้วก็มิได้รับประโยชน์เฉพาะตน แต่ได้นำมาสั่งสอนเพื่อประโยชน์สุขของชาวโลกด้วย
พระชาติของพระโพธิสัตว์เวสสันดรครั้งนี้สำคัญและยิ่งใหญ่มาก จึงเรียกว่า มหาชาติ และการเทศน์เรื่องพระเวสสันดร ก็เรียกว่า มหาชาติด้วย


เรื่องย่อ
หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ มีพระประยูรญาติส่วนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าเกิดมานะทิฐิไม่ยอมถวายบังคม พระพุทธองค์จึงทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อให้พระประยูรญาติเหล่านั้นคลายจากมานะทิฐิ ขณะนั้นก็บังเกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมา สงฆ์ทั้งหลายได้กล่าวแก่กันว่าเป็นของประหลาด ไม่เคยมี พระพุทธองค์จึงปรารภว่า เหตุการณ์ณ์เช่นนี้เคยมีมาแล้วในกาลก่อน พระสงฆ์ทั้งหลายจึงอาราธนาให้ทรงเล่า เรื่องที่ทรงเล่ามีความว่า เมื่อพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์เวสสันดร พระราชบิดาทรงพระนามว่า พระเจ้ากรุงสญชัย ครองเมืองสีพี พระราชมารดาทรงพระนามว่าพระนางผุสดี พระนางผุสดีนั้นชาติก่อนเป็นมเหสีของพระอินทร์ เมื่อจะจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์ได้ทรงประทานโอกาสให้ พระนางเลือกขอพรตามที่ปรารถนา พระนางจึงได้ทูลขอพรสิบประการ และพระอินทร์ก็ประทานให้พรประการที่ห้าที่พระนางขอ คือ ให้มีโอรสที่ใฝ่ในทางทาน

เมื่อพระเวสสันดรประสูติ ได้มีช้างซึ่งเป็นช้างเผือกมาไว้ในโรงช้างต้นช้างเผือกนั้น เป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองได้ชื่อว่า ช้างปัจจัยนาค เพราะนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่แว่นแคว้น พระเวสสันดรได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรี มีโอรสธิดา คือ ชาลี และ กัณหา พระเจ้ากรุงสญชัยมอบราชสมบัติให้พระเวชสันดรครองเมืองสีพีต่อมา


: มหาเวสสันดรชาดก (แก้) - 14/11/2005 19:53


เมืองกลิงคราษฎร์ เกิดฝนแล้ง ได้ส่งพราหมณ์มาขอขอช้างปัจจัยนาคไปเป็นสมบัติของตน พระเวสสันดรก็ประทานให้ ทำให้ชาวเมืองสีพีโกรธแค้นมาก พากันมาชุมนุมที่หน้าพระลานทูลขอให้พระเจ้ากรุงสญชัยเนรเทศสันดรไปจากเมือง พระเจ้ากรุงสญชัยก็ทรงยอมตามคำขอของชาวเมือง ก่อนที่พระเวสสันดรจะเสด็จสีพี พระองค์ได้ทรงทำทานอย่างยิ่งใหญ่ เรียกว่า สัตสดกมหาทาน แล้วจึงเสด็จออกจากเมืองพร้อมด้วยพระนางมัทรี ชาลี และ กัณหา


เมื่อทั้งสี่พระองค์เสด็จไปถึงเมืองมาตุลนคร บรรดากษัตริย์แห่งเมืองนั้นได้ทูลเชิญให้พระเวสสันดรครองเมือง แต่พระเวสสันดรทรงปฏิเสธ กษัตริย์เหล่านั้นจึงมอบหมายเจตบุตรพรานป่าไปคอยดูแลมิให้ผู้ใดล่วงล้ำไปรบกวนพระเวสสันดร แล้วทรงชี้ทางและพรรณนาความงามของป่าเขาที่จะเสด็จผ่านไป สี่กษัตริย์ได้เสด็จไปจนถึงเขาวงกต ได้พบพระอาศรมที่พระอินทร์ได้มาเนรมิตไว้ให้ พระเวสสันดรและพระนางมัทรีก็ได้ถือเพศเป็นดาบส และ ดาบสินี ณ ที่นั้น


กล่าวถึงชูชกพราหมณ์ชราชาวเมืองกลิงคราษฎร์ ได้ภรรยาสาวชื่อ นางอมิตตดา ซึ่งปฏิบัติต่อชูชกในฐานะภรรยาเป็นอย่างดี ทำให้พราหมณ์หนุ่มในละแวกบ้านนั้นเกิดความอิจฉาได้ทุบตีและด่าทอภรรยาตนว่ามิได้ปฏิบัติต่อตนเช่นนั้นเลย นางพราหมณีเหล่านั้นจึงโกรธแค้นนางอมิตตดา พากันรุมด่าอย่างรุนแรง ชูชกทราบเข้าจึงอาสาที่จะทำงานต่างๆที่นางเคยทำ วิงวอนให้นางอยู่แต่ในเหย้าในเรือน แต่นางอมิตตดาไม่ยินยอมเพราะจะฝืนคติประเพณีของตน นางเรียกร้องให้ชูชกไปหาทาสมาให้นางใช้ ด้วยเทวดาดลใจ นางจึงบังคับให้ไปขอสองกุมารให้นางใช้เป็นทาส ชูชกจำใจทำตาม ครั้นชูชกเดินทางมาถึงเขตเขาคันธมาทน์ ได้ใช้เพทุบายหลอกลวงพรานเจตบุตรว่า ตนเป็นทูต จะมาเชิญพระเวสสันดรกลับไปครองเมือง เจตบุตรหลงเชื่อก็ปล่อยชูชกไป โดยพรรณนาทางที่จะผ่านไปในป่าและให้ไปพบ พระอัจจุตฤๅษี
ชูชกเดินางไปถึงอาศรมพระอัจจุตฤๅษี ใช้เพทุบายอีกว่าจะมาสนทนาธรรมกับพระเวสสันดรพระฤๅษีหลงเชื่อถึงกับแนะทางไปเขาวงกตให้ โดยพรรณนาถึงภูมิประเทศป่าเขา และสัตว์ต่างๆ ให้ชูชกฟัง
เมื่อชูชกเดินทางไปถึงเขาวงกต รั้งรออยู่ชั่วระยะหนึ่งคอยให้พระมัทรี ออกไปหาผลไม้ในป่าเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปทูลขอสองกุมาร พระเวสสันดรทรงทราบด้วยพระญาณว่า ถึงวาระที่จะได้บำเพ็ญบุตรทาน เมื่อชูชกมาทูลขอก็ประทานสองกุมารให้ ทันทีที่ได้สองกุมารมาเป็นกรรมสิทธิ์ ชูชกโบยตีสองกุมารอย่างทารุณเฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร แต่พระองค์ทรงอดกลั้น ชูชกพาสองกุมารเข้าเขตป่าลึก พระมัทรีกลับมาไม่ทันเพราะเทวดาจำแลงเป็นสัตว์ร้ายขวางกั้นอยู่ ต้องวิงวอนอย่างอ่อนโยนอยู่นานจึงผ่านมาได้ เมื่อพระมัทรีกลับมาถึงพระอาศรม พระเวสสันดรมิได้แจ้งความจริงโดยทันทีด้วยเกรงว่านางจะโศกเศร้าจนไม่อาจทานทนได้ จึงแสร้งกล่าวด้วยโวหารแสดงความหึงหวง พระมัทรีน้อยพระทัย ออกเที่ยวแสวงหาสองกุมารเกือบตลอดรุ่งสางจรสลบไป พระเวสสันดรแก้ไขให้ฟื้นขึ้น แล้วตรัสบอกความจริงให้ทราบ พระมัทรีทรงอนุโมทนา
พระอินทร์ทรงทราบถึงบุตรทานนี้ เกรงว่าอาจมีผู้อื่นมาขอพระมัทรี จึงแปลงองค์เป็นพราหมณ์มาทูลขอเสียก่อน เมื่อพระเวสสันดรประทานให้ พระอินทร์ทรงอนุโมทนาแล้วถวายพระนางคืนแก่พระเวสสันดร จากนั้นจึงแสดงพระองค์ให้ปรากฎ


: สิรภา หวังมุทิตากุล 2/11A - 14/11/2005 20:05

ฝ่ายชูชกพาสองกุมารหลงมาทางเมืองสีพี ผ่านหน้าพระลาน พระเจ้ากรุงสญชัยทอดพระเนตรเห็นเข้าได้ตรัสสั่งให้เสนาไปนำชูชกและสองกุมารมาสอบถาม เมื่อทรงทราบเรื่องแล้วได้ทรงไถ่สองกุมารคืนตามค่าที่พระเวสสันดรได้กำหนดไว้ พระชาลีได้มีโอกาสชี้แจงแสดงเหตุผลต่อหน้าหมู่อำมาตย์ทั้งหลายว่าพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญแต่ความดี ทรงกระทำอย่างถูกต้องแล้ว พระเจ้ากรุงสญชัยจึงทรงเตรียมไพร่พลเสด็จไปรับพระเวสสันดรกลับเมือง เมื่อพระเจ้ากรุงสญชัยและนางผุสดีพร้อมด้วยชาลีและกัณหาเสด็จมาถึงเขาวงกต ทรงพบพระเวสสันดรและพระมัทรีอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหกพระองค์เกิดความโสมนัสตื้นตันจนสิ้นสมปฤดีพร้อมกันทุกองค์ ทันใดนั้นฝนโบกขรพรรษได้ตกลงมา ณ ที่นั้น กษัตริย์ทั้งหกพระองค์ตลอดจนข้าราชบริพารที่สลบไปด้วยก็ฟื้นขึ้นทั้งหมด แล้วได้ขอให้พระเวสสันดรเสด็จกลับคืนครองเมืองดังเดิมพระเวสสันดรได้ทรงทำพิธีราชาพิเษกอีกครั้งหนึ่ง มีพิธีฉลองและทำทานอย่างมโหฬาร


เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดกจบแล้ว ทรงแสดงอริยสัจและตรัสถึงการกลับชาติมาเกิดของพระองค์และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระเจ้ากรุงสญชัย กลับชาติมาเกิดเป็นพระเจ้าสุทโธนะ พระนางมัทรีเป็นพระนางยโสธรา พิมพา ชาลีเป็นพระราหุล ส่วนชูชกกลับชาติมาเกิดเป็นพระเทวทัต

แนวคิดและค่านิยม

๑.ผู้ที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมจะต้องพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัว ต่อสู้กับกิเลส ถึงแม้ว่าจะกระทำยากยิ่งก็ตามดังที่พระเวสสันดรจะต้องยกกัณหาและชาลีเพื่อบำเพ็ญบุตรบุญทานบารมี พระองค์จะต้องข่มความเอื้ออาทรที่มีต่อบุตรละความโกรธเมื่อชูชกลงมือเคี่ยนตีบุตรตนต่อหน้าพระองค์ ดังนี้


ธชีเอ่ยกระไรเลยไม่เกรงใจ ไม่เกรงขามเราบ้างเมื่อยามจน จะคิดดูบ้างเป็นไรว่าลูกทั้งสองคนคู่ชีวาตม์ ยังตัดใจให้ขาดมิให้เสียประโยชน์ แต่ก่อนโสดข้าสินไถ่สืบมาถึงสี่ชั่ว ผู้อื่นรู้ก็เกรงกลัวไม่ทำได้เหมือน
พราหมณ์ผู้นี้ วาริชสเสว เม สโต เสมือนหนึ่งพรานเบ็ดมาตีปลาที่หน้าไซ บรรดาปลาจะเข้าไปใหแตกฉาน ตัวเราผู้ทำทานเหมือนตัวปลา พระโพธิญาณในภายหน้านั้นคือ ไซ ปรารถนาจะเข้าไปจึ่งยกพระลูกให้เป็นทานบารมี พระลูกรักทั้งสองศรีดั่งกระแสสินธุ์ พราหมณ์ประมาทหมิ่นมาด่าตี เสมือนกระทุ่มวารีให้ปลาตื่น
น้ำพระทัยท้าวเธอถ้อยคืนจากอุเบกษา บังเกิดวิชชามาห่อหุ้ม พระปัญญานั้นกลัดกลุ้มไปด้วยโมโหให้ลุ่มหลง โทโสเข้าซ้ำส่งให้บังเกิดให้บังเกิดวิหังสาขึ้นทันที ว่า อุเหม่! อุเหม่! พราหมณ์ผู้นี้นี่อาจองทะนงหนอ
มาตีลูกต่อหน้าพ่อไม่เกรงใจ ธชีเอ่ยกูมาอยู่ป่าเปล่าเมื่อไร ทั้งพระขรรค์ศิลป์ชัยก็ถือมา ธนุจาป คเหตุวา ก็ทรงพระแสงธนูศรกระสั่นมั่นกับมือ ฆ่าพราหมณ์ผู้นี้เสียเถิดหรือ เธอก็ฮึดหื้ออยู่แต่ในพระทัย ภายหลังจึ่งตั้งจิตพิจารณาในพระอริยประเพณีหน่อพุทธางกูร ก็รู้ว่าอาตมานี้เพิ่มพูนมหาปุตตาบริจาคเจียวสิหว่า เมื่อพระปัญญาบังเกิดมีพระบรมราชฤษีเธอจึ่งตรัสสอนพระองค์เองว่า โภ เวสุสนุตร ดูกรมหาเวสสันดร
อย่าอาวรณ์ โว้เว้ทำเนาเขา ข้ากับเจ้าเขาจะตีกัน ไม่ต้องการให้ลูกเป็นทานแล้ว ยังมาสอดแคล้วเมื่อภายหลัง ท้าวเธอก็ตั้งพระสมาธิระงับดับพระวิโยค กลั้นพระโศกสงบแล้ว พระพักตร์ก็ผ่องแผ้วแจ่มใส ดุจทองอุไรทั้งแท่ง อันบุคคลแกล้งหล่อแล้วมาวางไว้ในพระอาศรม ตั้งแต่จะเชยชมพระปิยบุตรทานบารมี แห้งหน่อพระชินศรีเจ้า นั้นแล

การกระทำของชูชกนั้นเปรียบเหมือนพรานเบ็ดมาตีปลาหน้าไซ คือ ทำให้ผู้อื่นนั้นเขาเสียประโยชน์
ที่เขาควรจะได้รับ พรานเบ็ด= ชูชก ปลา= พระเวสสันดร พระกัณหา พระชาลี= สายน้ำ ไซ= พระโพธิญาณ


๒. บิดามารดาย่อมรับบุตรของตน พระเวสสันดรเมื่อยกพระกัณหาและพระชาลีให้แก่ชูชกแล้วพระองค์ก็อดที่จะห่วงหาทั้งสองพระองค์ไม่ได้
ตามประสาหัวอกของผู้เป็นพ่อ

โส โพธิสตุโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสได้ทรงฟังพระลุกน้อยทรงกันแสงทูลละห้อย วันนั้น
กลั้นพระโศกมิได้ ละอายพระทัยแก่พระเทพดา ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา เสด็จเข้าสู่ภายในพระบรรณศาลา ซบพระพักตราทรงพระกันแสงสะอื้นไห้ ว่าโอ้เจ้าเพื่อนเข็ญใจของพ่อเอ๋ย เจ้าเคยกระทำกรรมไว้เป็นไฉน จึ่งมาตกเข็ญใจไร้ยากอนาถา ให้พราหมณ์ชราร่างร้ายกาจ ตะแกมาทำสีหนาทโพยโบยต
ี โอเวลาปานฉะนี้ก็สายัณห์ คนทั้งหลายเขาเรียกกันกินอาหาร บ้างก็เล่าโลมลูกหลานให้อาบน้ำ
แล้วหลับนอน แต่สองบังอรของพ่อนี้ ใครจะปรานีให้สมน้ำ ก็จะตรากตรำลำบากใจ
ที่ไหนจะเดินได้ด้วยพระบาทเปล่า ทั้งไอแดดจะแผดเผาให้พุพอง จะชอกช้ำคล้ำเป็นหนองลงลามไหล สองสุริยวงศ์ตั้งแต่ว่าจะทรงกันแสสงไห้

๓.บุคคลผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเหนือสิ่งอื่นใด ย่อมมิสนใจความทุกข์ของผู้อื่นและมัก
จะมองผู้อื่นอย่างผิดทำนองคลองธรรม ดังชูชกที่นึกตำหนิน้ำพระทัยของพระมัทรีซึ่งเป็นหญิงว่า
ผู้เป็นหญิงไม่ใครมีนิสัยในการทำทาน ชูชกมิได้ตระหนักว่าในฐานะปุถุชนทั่วไป
ผู้เป็นแม่ย่อมรักลูกของตนปานแก้วตาดวงใจ ยากจะบริจาคไปให้ใครง่ายๆ


มาตุ คาโม ธรรมดาว่าสตรีนี้เป็นเกาะแก่งกีดกระแสกุศล มีมัจฉริยะมืดมนคือตัวมาร ยามเมื่อสามีจะทำทานมักทำลายด้วยแยบคายคอยค้อนติงจะเข้าทักท้วงให้ทอดทิ้งเสียศรัทธาผล มาตรแม้นและว่าอาตมะจะรุกรันโลภเข้าไปขอ ซึ่งพระปิยบุตรน้อยหน่อผู้แนบอก ที่ไหนพระนางเธอ
จะยอมยกซึ่งพระปิยบุตรทานบารมี น่าที่จะเสียทีทั้งสองข้าง ฝ่ายพระองค์ผู้ทรงสร้างก็จะเสียศรัทธาผล ฝ่ายเราผู้แสนจนก็จะปราศจากลาภ คว้าน้ำเหลว อยู่ลังเล


๔.ค่านิยมหรือความเชื่อถืออีกประการหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในกัณฑ์กุมารนี้ คือ การกรำพร้าพ่อดีกว่าการกำพร้าแม่ เพราะถึงอย่างไรแม่ย่อมรักลูก ไม่ว่าจะลำบากเพียงใด ดังคำที่พระชาลีรำพันธ์ ดังนี้

กณฺเห ดูกรแก้วกัณหาเอ๋ย พี่ได้ยินเนื้อความท่านเล่าสืบกันมา ว่ากำลังสองประการสืบสันดานโดย ประเพณี นรา เอกจฺจิยา กุมมรกุมารีใดไรนิราศปราศจากแม่ยังแต่พ่อผู้เดียว ก็เปล่าเปลี่ยวได้ชื่อว่าสูญสิ้นทั้งบิดาและมารดา ถึงจะประโลมเลี้ยงรักษาเล่าก็ไม่ถึงใจ ถึงจะได้ทุกข์ภัยสักร้อยสิ่ง อันบิดาแล้วก็นิ่งได้มินำพา อันคุณของพระมารดาท่านพรรณนาไว้ว่าเป็นที่ยิ่ง

ลักษณะนิสัยของตัวละคร

๑.พระเวสสันดร

พระเวสสันดรเป็นผู้ที่มีน้ำพระทัยแน่วแน่ตั้งใจที่จะบริจาคทาน ทรงอดทนต่อสิ่งเร้าต่างๆ แม้เมื่อทรงพบ
กับชูกชกผู้มีนิสัยพาลสันดานหยาบ แต่พระองค์ก็ยังทรงมีความเป็นปุถุชนในบางครั้ง เช่น ทรงเกือบทนไม่ได้เมื่อเห็นชูชกลงมือเฆี่ยนตีพระชาลีและพระกัณหาต่อหน้าพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้
มีอุเบกขาและขันติเป็นอย่างยิ่ง พระเวสสันดรเป็นผู้ที่มีวาทศิลป์เป็นอย่างยิ่งสามารถชี้และอธิบายเหตุผล
ของการบริจาคปิยบุตรทานบารมี
ให้พระกัณหาชาลีเข้าใจและยอมไปกับชูชกในที่สุด ดังนี้

ตาต พ่อเอ๋ย เจ้าชาลีศรีสุริยวงศ์เยาวเรศ ปิยปฺตฺต เจ้าก็เกิดในมกุฎเกศกรุงสีวีราษฎร์ ไยพ่อไม่องอาจ
ยอมย่อท้อทิ้งพระบิดา ให้พราหมณ์มันจ้วงจาบหยาบช้า เจ้าเห็นชอบอยู่แล้วหรือหนาพ่อสายใจ เราก็เป็นขัตติยมไหมหาสมมุติวงศ์วิเศษสุทธิกษัตริย์ ไม่มีใครที่จะมาพ้อตัดติเตียนเลย พระลูกเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือ พระบิตุรงค์บรรจงรักพระโพธิญาณ หวังจะยังสัตว์ให้ข้ามห้วงมหรรณพภพสงสารให้ถึงฟาก เป็นเยี่ยงอย่าง
ยอดยากที่จะข้ามได้ สำเภาลำใดของพาณิช ซึ่งจะตกแต่งต่อติดเป็นกงวาน ประกอบประกับกระดานตอกตรึงตะปู ตะปลิงยิงตรึงกระชับชิด พืดเหล็กก็ตีติดตอกหมัน
โซมน้ำมันชันเคี่ยวแล้วเยียวยา การะดานดาดเป็นดาดฟ้า จังกอบกว้างสมอขัน เสากระโดง
ยืนยันยึดด้วยพืดพานผูกขึง รัดรึงตายติดกับเสารอกดูนี่เรี่ยวแรง เสากระโดง สายระโยงรยางค์แย่งมั่นคง ปักทวนธงอยู่ริ้วๆ ธงตะขาบ........

ดั่งจะเอาพระสมาบัติกระหวัดทรงเป็นสร้อยสังวาลอยู่สรรพเสร็จ จะเอาพระขันตีต่างพระขรรค์เพชรอันคมกล้า สุนทรจะย่างเยื้องลงสู่ที่นั่งท้ายเภตราสูงระหง แล้วไปทวนด้วยธงเศวตฉัตร วายุวิเวกพัดอยู่เฉื่อยฉิว
สำเภาทองก็จะล่องลิ่วไปตามลม สรรพสัตว์ก็จะชื่นชมโสมนัส ถึงจะเกิดลมกาฬพานกระพือพัดคือโลโภ ถึงจะโตสักแสนโตตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นโครมโถมกระแทก สำเภานี้ก็มิได้วอกแวกวาบหวั่นไหว ก็จะแล่นระรี่เรื่อยเฉื่อยไปจนถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้วคือพระอมตมหานครนฤพาน พระลูกเอ๋ย เจ้าจะนิ่งนานอยู่ไยในสระศรีขึ้นมาสินะพ่อมาแม่มา มาช่วยพระบิดายกยอดปิยบุตรทานบารมี
แต่ในครั้งเดียวนี้เถิด
๒. ชูชก ชูชกมีลักษณะบุรุษโทษ ๑๘ ประการ มีนิสัยพาลสันดานหยาบ เห็นแก่ตัว
แต่ชูกชกนั้นก็ฉลาดมีเล่ห์เหลี่ยม รอบคอบในการกระทำการงานและมีวาทศิลป์เป็นคนปากหวาน
ชอบยกยอเพื่อหวังประโยขน์แห่งตน ดังนี้



-มีความรอบคอบ
ว่าเอ๊ะกูนี่สุ่มสะอึกมาถึงไหนแล้วสิหว่า เหลีบวซ้ายแลขวาเห็นช่อฟ้าอยู่ ลิบๆ สองตาตะแกไม่กระพริบ
เพ่งจ้องเล็งแล ก็หมายแน่ว่าโน่นแล้วสิหน่ออ่อพระอาศรม ธชีแกก็มีมโนภิรมย์ปรารภรำพึงการว่า
อชุชาติสายุณฺเห เวลาป่านฉะนี้น่าที่จะมิลุดั่งประจุใจที่ตูนี่เจตน์จง ด้วยสมเด็จพระอนงค์นางมัฎมัทรี พระนางจรลึกลับจากที่แสวงหาผลาผล เสด็จรีบร้นเข้ามายังพระอาศรมสถาน อนึ่งก็เป็นคำโบราณท่าน
ย่อมว่า ว่าช้าๆ จะได้พร้าสองเล่มงาม ด่วนได้ด้วยสามผลามมักพลิกแพลง
ชูชกไม่กล้าเข้ามาขอสองกุมารเพราะเกรงว่าจะไม่สัมฤทธิ์ผล ชูชกใจเย็นรอจนกว่าพระมัทรี
จะออกไปหาอาหารในป่า
มีวาทศิลป์จูงใจ เช่นในตอนที่กล่าวขอพระกัณหา พระชาลี จากพระเวสสันดร ดังนี้


เมื่อชูชกธชีเข้าไปถึงแล้ว เฒ่าใจแกล้วกระทำประพฤติ ปราศรัย เป็นสัมโมทนียนัยกถาธรรมสวัสดิ์ พระบรมพระโพธิสัตว์ก็เปรมปรีดิ์ปราศรัยตอบ โดยระบอบประเพณี เชิญธชีฉันผลไม้อันโอชา
เฒ่าชราไดโอกาส ด้วยตะแกฉลาดในเชิงภิกขาจาร เมื่อจะทูลขอสองดรุณราชกุมาร
เฒ่าก็พูดหว่านล้อมด้วยคำยอ ชักเอาแม่น้ำทั้งห้าเข้ามาล่อ อุปมาถวายเสียก่อนแล้ว
จึ่งหวนย้อนขอต่อเมื่อภายหลังว่า พระพุทธเจ้าข้า วาริวโห เมาะปญฺจมหานทิโย พระคุณเจ้าเอ๋ยอันว่า
แม่น้ำทั้งห้าห้วงกระแสสายชลชลา ไหลมาจากห้วงคงคาเป็นห้าแถว นองไปด้วยน้ำแนวเต็มติรติรานามชื่อว่า
คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภูนที มหิมหาสาคเรศ
จึ่งแตกเป็นนิเทศกุนที น้อยๆ ประมาณห้าร้อยโดยสังขยา ปูโร ไหลหลั่งถั่งมาล้นลบ
กระทบกระทั่งฟากฝั่งฟุ้งเป็นฝอยฝน บ้างก็เป็นวังวนวุ้งชะวากเวิ้ง บ้างก็เป็นพระพักกระเพิงกระพังพุ บ้างก็เป็นดะดุดะดั้นกระเด็นดาษดั่งดวงแก้ว ตามหางแถวแนวท่อธาร ไหลสะๆ
ซ่านสะเซาะโซมเสียระๆ ระโรมโครมครื้นครั่ง พิลึกลั่นบันลือฤๅหรรษ์ บ้างก็เลี้ยวลัดดัดดั้นชลาไหล บ่าไปสู่บ่อบึงบางน้อยใหญ่นับอเนกอนันต์ เป็นคลื่นหมื่นมหันต์มไหไหลฟุ้งซ่านสุดที่จะพรรณนา ย่อมเป็นที่อาศัยทั่วไปแก่ฝูงปลานานาสรรพสัตว์ในภูมิพื้นจังหวัดมงคลทวีป
ฝูงชนได้เลี้ยงชีพก็ชุ่มชื่น ถึงจะวิดวักตักตวงทุกค่ำคืนทิวาวัน ถึงจะทดท่อระหัดหันเข้าทุ่งนาป่าและดง
น้ำในสาครจะน้อยลงก็หามิได้ เสมือนหนึ่งน้ำพระทัยทูลกระหม่อมแก้ว อันยาจกมาถึงแล้วไม่เลือกหน้า
ตามแต่จะปรารถนาทุกยวดยาน กาญจนอลงกตรถรัตนอัศวสรรพสารพัดพิพิธโภไคยจนกระทั่งถึงภายในปัญจมหาบริจาค อันเป็นยอดยากยิ่งทานไม่ท้อถอย ด้วยพระองค์หมายมั่นพระสร้อยสรรเพชญญาณ พระคุณเจ้าเอ๋ย ข้าพระสมภารนี่เป็นคนจนทุพพลภาพสุดเข็ญ จะหาเช้าได้กินเย็นก็ทั้งยาก ครั้งนี้อุส่าห์บ่ายบากบุกบ่าฝ่าพงพนัสแสนกันดาร หวังจะรับพระราชทานพระชาลีกัณหา
ไปเป็นทาสาทาสทาสี ขอพระองค์จงทรงยกยอดปิยบุตรทานบารมีให้แก่ข้าธชีนี้เถิด



-มีนิสัยใจคอโหดร้าย ไม่มีเมตตาแม้แต่กับเด็ก ดังนี้

ปจฺคุคฺนฺตฺวา ถวายบังคมลาออกไปก่อนต้อนรับพราหมณ์ ครั้งถึงจึ่งไต่ถามตามประสาเด็กแต่โดยดี ว่าลุงชีเจ้าขาคุณตาเจ้ามาแต่ทางไกล ถุงไถ้ไม้เท้าสิ่งใดหนัก ส่งมาเถิดหลานรักจะช่วยรับไป เฒ่าจัญไรสันดานหยาบเห็นสองดรุณภาพเข้าวันนั้น เฒ่าสำคัญมั่นหมายว่ากุมารหญิงชายนี่แน่แล้วสิหว่า
ที่จะเป็นพ่อชาลีแม่กัณหา ทั้งถ้อยคำวาจาฉลาดเหลือเจ้าเล่ห์ ถ้าแม้นขอได้สมคะเนจะใช้ต่างทาส
จะฉลาดเฉโกโกงเอากู จำจะขู่เสียให้ราบปราบเสียแต่เดิมที อย่าให้ออชาลีเหลาะแหละลามเลียม
เข้ามา อจฺฉรํ ปหริตฺวา เฒ่าก็ดีดนิ้วมือดังทะถับทะถับ ร้องสำทับด้วยวาจาว่า อเปหิ ฮ้าเฮ้ยเด็กน้อยถอย
ขยายเสือร้ายจะเดินทาง อย่าเข้ามาขวางจังหวะทำโว้เว้ เหม่! ออนี่หนักหนา
ชี้ตาไม่กระพริบเลย ว่าแล้วสิยังเฉยดื้อถือบุญเหวี่ยงเข้าด้วยไม้เจ้าประคุณให้วิ่งวุ่นไปเถิดระมัง



อ้างอิงจาก หนังสือแบบเรียนภาษาไทยชั้น ม.2

: สิรภา หวังมุทิตากุล 2/11A - 14/11/2005 20:15

 

 

ประวัติพ่อขุนรามคำแหง
วรรณคดีเพื่อการพิจารณาคุณค่าด้านสังคม : ศิลาจารึกหลักที่1


1.ความเป็นมา
เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ได้เสด็จธุดงค์ไปประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือจนถึงเมืองสุโขทัยและได้ทรงพบศิลาจารึก 2 หลัก และแท่นหินแห่งหนึ่งที่เนินประสาทเมืองเก่า วัตถุสามชิ้นนี้ราษฏรต่างเซ่นสรวงบูชา พระองค์จึงโปลดเกล้าฯ ให้ชะลอมาไว้ที่กรุงเทพฯ และพยายามอ่านศิลาจารึก จึงทราบว่า หลักหนึ่งเป็นศิลาจารึก ของพ่อขุนราม
คำแหงมหาราช อีกหลักหนึ่ง เป็นศิลาจารึกภาษาขอม ของพญาธรรมราชาลิไท แท่นหินที่พบคือพระแท่น
มนังคศิลาอาสน์


เนื้อความในศิลาจารึกมี 3 ตอนดังนี้

ตอนที่ 1 : ตั้งแต่บรรทัด 1-18 กล่าวถึง ประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง

ตอนที่ 2 : ตั้งแต่บรรทัดที่ 19 เล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ขนบธรรมเนียมประเพณีของกรุงสุโขทัย การสร้าง
พระแท่นมนังคศิลา , วัดมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย และการประดิษฐ์อักษรไทย ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ตอนที่ 3 : เริ่มบรรทัดที่ 12 ด้านที่ 3 จบด้านที่ 4 กล่าวสรรเสริญและยอพระเกียรติของพ่อขุนรามคำแหง และการขยายอาณาเขต


2.ประวัติผู้แต่ง
พ่อขุนรามคำแหง เป็นโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กับนางเสือง เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ สิ้นพระชนม์
ขุนบานเมือง จึงขึ้นครองราชย์ ต่อมาพ่อขุนรามคำแหงได้ครองราชย์ต่อจากพ่อขุนบานเมือง
นาม "พระรามคำแหง"


3.ลักษณะคำประพันธ์
ลักษณะคำประพันธ์ เป็นร้อยแก้ว เชิงบรรยายโวหาร มีสัมผัสบางตอน ใช้คำไทยแท้และภาษาถิ่น
เป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ จำง่าย และมีการซ้ำคำ เช่น "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว,เจ้าเมืองบ่เอา
จกอบในพร่ลู่ทอง" เป็นต้น


4.ลักษณะการเขียนในศิลาจารึก
4.1 ตัวอักษรเขียนจากซ้ายไปขวา อ่านจากซ้ายไปขวา
4.2 สระและพยัญชนะเขียนในบรรทัดเดียวกัน เขียนต่อกันไม่ซ้อนกัน
4.3 การเขียนติดต่อกันไม่เว้นวรรค ถ้าบทความยังไม่จบให้ท่อนบรรทัดต่อไป
4.4 นฤคหิต ใช้แทนเสียงสระ อำ และแทน เสียง ม
4.5 พยัญชนะที่ซ้ำกัน แทนไม้หันอากาศ เช่น ตยม=เตรียม


5.การพิจารณาคุณค่าวรรณคดีด้านสังคม : ศิลาจารึกหลักที่ 1
5.1ด้านประวัติศาสตร์ และ โบราณคดี
ทำให้คนไทยทราบว่าสมัยสุโขทัย มีกษัตริย์ปกครองคนแรกคือ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
5.2 ด้านการปกครองตามหลักนิติศาสตร์
เป็นการปกครองแบบพ่อปกครอง ลูก พ่อให้ความยุติธรรม ลูกมีสิทธิเรียกร้อง ความเป็นธรรม เช่น
การเรียกร้อง ค้าขายเสรี และการสั่นกระดิ่งหน้าประตู เมื่อต้องการเรียกร้องสิ่งใด
5.3 ด้านเศรษฐกิจ
แสดงให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจสมัยนั้น เช่น การเกษตร การประมง ส่งเสริมการค้าเสรี
(ใครจะใคร่ค้าเงินค้าทองค้า เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่สู่ทาง)
5.4 ด้านอักษรศาสตร์
เป็นหลักฐานสำคัญทางด้านอักษรศาสตร์ของชาติ คือการปะดิษฐ์ ตัวอักษรไทย และพัฒนาต่อๆมาจนประเทศไทยมีภาษาเป็นของตนเอง
5.5 พัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม
แสดงให้เห็น การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีการสั่งสอน ประชาชนให้อยู่ในหลักธรรม และมีประเพณี
อย่างเคร่งครัด ทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก และเป็นแหล่งกำเนิด ศิลปะวัฒนธรรมด้านอื่นๆ เช่น
- ในกลางอรัญญิก มีพิหารอันหนึ่งมันใหญ่สูงงามแก่กม มีพระอัฎฐารสอันหนึ่งลุกยืน
- เบื้องตีนนอน เมืองสุโขทัยนี้ มีตสดปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท
5.6 ความรู้ด้านภาษาถิ่น
ให้ความรู้เกี่ยวกับถิ่นเหนือ มีคำศัพท์ถิ่นเหนือจำนวนมาก ผู้ที่มีความรู้ภาษาถิ่นเหนือจะสามารถเข้าใจภาษาในศิลาจารึกได้เป็นอย่างดี


6.สรุป
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นหลักฐาสทางภาษาไทยชิ้นแรก เป็นต้นตำรับให้ชนรุ่นหลังได้ ศึกษาวิวัฒนาการของอักษรไทยได้เป็นอย่างดี ศิลาจารึกนี้ได้ถ่ายทอดสภาพชีวิต สภาพสังคมของชาวสุโขทัยในอดีตได้อย่างชัดเจน

: ด.ช.ภาณุวัฒน์ วงศ์ปิยะบวร เลขที่ 6 ม.2/11A - 22/11/2005 13:02

ข้อสังเกตและแนะนำจากผู้สืบค้น

เรียน อาจารย์ภาทิพ ศรีสุทธิ์

เมื่อกระผมได้อ่านการเสนอผลงานของนักเรียนโรงเรียนสุราษฎร์ธานี
จาก link :
http://www.st.ac.th/bhatips/tip48/student48/wannasin_st48.html
พบว่ามีข้อผิดพลาดบางประการ
ซึ่งต้องขอความกรุณาจากอาจารย์ได้สอบทานอีกครั้ง คือ
ข้อความซึ่งแสดงพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง ดังว่า
"ยามเมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้ยกทัพไปตีกับเมืองฉอด
เมื่อพระองค์เสียที พ่อขุนรามคำแหงได้เข้าไปช่วย
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์พระราชทานนามว่า "พระรามคำแหง" ...


ข้อความเหล่านี้
นักอักษรศาสตร์ภาษาไทยโดยทั่วไปต่างเข้าใจกันดีกว่าเป็นการตีความที่ผิดพลาดของ
ศ.ยอร์ช เซเดส์ ซึ่งตีความจากข้อความว่า ...

ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด มาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบ
ขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา
ขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู
หนีญญ่ายพายจแจ๋น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล
กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน

ข้อความนี้ ศ.ยอร์ช เซเดส์ ตีความผิดพลาดจากคำบอกทิศทาง
/ซ้าย-ขวา/ แต่หากพิจารณาตามหลักภาษาไทยแล้วจะพบว่า
ขุนสามชนและพ่อขุนศรีอินทราทิตย์มิได้กระทำสงครามแก่กันโดยตรง
ตามข้อวินิจฉัยเหล่านี้

๑. พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ...
ตามการบอกทิศทางนั้น ผู้บอกทิศทางคือพ่อขุนรามคำแหง
ซ้ายหรือขวา จึงเป็นซ้ายหรือขวาของพ่อขุนรามคำแหง มิใช่
/ซ้าย/ ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แล้ว /ขวา/ ของขุนสามชน
ดังนั้น เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ไปทิศทางข้างซ้าย
(ของพ่อขุนรามคำแหง) ในขณะที่ขุนสามชนมุ่งหน้ามาทางขวา
(ของพ่อขุนรามคำแหง) ทำให้ขุนศึกทั้งสอง คือ
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และขุนสามชน
มิได้ปะทะศึกกันแต่อย่างใด

๒. กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู
กูต่อช้างด้วยขุนสามชน .... เมื่อทัพทางขวาแตกพ่าย
(ในขณะที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ไปทางซ้าย)
จึงทำให้พ่อขุนรามคำแหงบ่ายหน้าไปรับศึกทางขวา
(ของพ่อขุนรามคำแหง)
และสันนิษฐานว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์น่าจะรู้ในจังหวะนี้ว่าข้าศึกมุ่งหน้าเข้ามาตีอีกทางหนึ่ง
จึงมีข้อความว่า "กูขับเข้าก่อนพ่อกู" คำว่า /ก่อน/
นี่เอง ทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า พ่อขุนรามคำแหง
(ซึ่งน่าจะอยู่กลาง) ได้มุ่งเข้ารับศึก
แล้วพ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึง /ตาม/ มาช่วย
แต่พ่อขุนรามคำแหงได้ชัยชนะในศึกนั้นเสียก่อน

ดังนั้น
การตีความว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กระทำศึกกับขุนสามชน
แล้วพ่ายศึกจนพ่อขุนรามคำแหงเข้าไปช่วยนั้น
เป็นการตีความที่ผิดพลาด ตามแนวทางการตีความของ ศ.ยอร์ช
เซเดส์ ซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่

การตีความเนื้อหาในวรรณคดีนั้น
เราควรระลึกถึงลักษณะการใช้ภาษาไทย
ความหมายของคำในภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักวิชา
Morphology , Syntex และ ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ
เพื่อให้การตีความนั้นเป็นไปตามลักษณะการใช้ภาษาไทยของคนไทยจริง

การตีความเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาประวัติศาสตร์
หากตีความผิดพลาดแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อ ๆ ไป

ขอแสดงความนับถือ

ฌานิศ วงศ์สุวรรณ
ปริญญา การศึกษาบัณฑิต อักษรศาสตรมหาบัณฑิต
ภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

 

 

ความคิดเห็นของผู้สืบค้นข้อมมูล

จัดทำได้ดีมากมี แต่น่าจะมีเนื้อหามากกว่านี้

: สมหวัง - 10/01/2006 17:53

ขอบคุณมากที่สามารถทำให้ดิฉันค้นหาคำตอบ และตัวอย่างในการเขียนบรรยายโวหาร และมีตัวอย่างบทความทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

: น.ส.อัจฉราพร โยธารักษ์ - 12/01/2006 20:57

ขอบคุณพี่มากนะคะทีนี้ทำการบ้านได้สบายๆ และ เข้าใจง่ายด้วยค่ะ

: ด.ญ.ปรียารัตน์ - 16/01/2006 17:22

เราคือไทย เราภูมิใจในภาษาไทยของเรา
ช่วยกันอนุรักษ์ไว้นะครับ
เพื่อลูกหลานไทย

: นินจาไร้วรยุทธ - 04/02/2006 17:30

ขอบคุณมากค่ะ ทำการบ้านได้แว้ว


: อุ้ม(กุลาน้อย) - 16/02/2006 18:56

อยากบอกว่าน้องเก่งมาก ครับ

: ปั้น - 03/03/2006 09:15

 

ความคิดเห็นของผู้ศึกษาแหล่งเรียนรู้

งานน่าสนใจ การอ้างอิงสมบูรณ์ดีค่ะ

: ครูภาทิพ - 14/11/2005 07:33

หามานานมากเลยรู้ไหม

: ใหม่ ร.ร.สวรรค์อนันต์วิทยา สุโข - 05/12/2005 18:59

เก่งจังเลยค่ะ ขอชื่นชมทั้งหนูและคุณครูของหนูนะคะ

: ครูภาษาไทยสตูล - 07/12/2005 14:42

เก่งจังเลย พี่อยุ่ม.4 ยังมาหาข้อมูลที่น้องทำเลย ละเอียดดีมากค่ะ ^^

: kam - 17/12/2005 20:33

เก่งมากเลยค่ะพี่อ่านดูแล้วเหมือนอาจารย์ที่มหาลัยสอนเด๊ะเลยทั้งเนื้อหาและก็ตัวอย่าง

: คนท่องเน็ต - 21/12/2005 11:43

ขออนุญาดแก้ให้ละกันนะค่ะ* ตง รสวรรณคดีสันสกฤต 3.2 มันหายไปอ่าค่ะ จิงๆแล้วต้องมี *หาสยรส* ด้วยนะค่ะ


: นู๋ปอนด์~ - 25/12/2005 16:31

คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2549

เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


สมุดเยี่ยม