โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทยโดยนักเรียนชั้น
ม.1 และม.2โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพู
|
โครงงานคติชาวบ้านปักษ์ใต้ |
รูปของภาษิตชาวบ้าน,คุณค่าของภาษิตชาวบ้านปักษ์ใต้
รูปของภาษิตชาวบ้าน ภาษิตชาวบ้าน ถ้าจะแบ่งตามรูป หรือโครงสร้างของภาษิตตามหลักวิชาคติชาวบ้านแบ่งไว้เป็น 5 ประเภท 1.พวกมีสัมผัสคล้องจ้อง (Rhyme) ได้แก่พวกที่มีสัมผัสสระ เช่น ...1.1 อยากมีอยาคร้าน อยากทำงานอยาเตินสาย ...1.2 รักเมียเสียนาย รักควายเสียสวน ...1.3 ใหญ่พร้าวเฒ่ากอลอ ...1.4 พูดค่าศอกออกค่าวา 2.พวกมีสัมผัสพยัญชนะ (alliteration) เช่น ...2.1 ขิงก็ราข่าก็แรง (ภาษิตภาคกลาง) ...2.2 ยุให้รำตำให้รั่ว (ภาษิตภาคกลาง) ...3.พวกบุคคลาธิษฐาน(personification) คือผูกเป็นรูปขึ้นมา ...3.1 ไอ้ยอดทองบ้านาย = คนที่ชอบให้เขาหลอกใช้(ยอดทองคือตัวตลกของหนังตลุง) ...3.2แพะรับบาป (ภาษิตภาคกลาง และเป็นภาษิตใหม่) ...3.3 ชักแม่นำทั้งห้า (จากวรรณคดีไทยเรื่องมหาเวสสันดรชาดก) ...3.4 วัดรอยตีน(จากวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์) 4.พวกสัมผัสเล่นคำ(metre) เช่น ...4.1 ยามสบายก็ใช้ ยามไข้ก็รักษา ...4.2 ทำงานเผือไข้ ตัดไม้เผือสีน = ทำอะไร คิดอะไรต้องเผื่อขาดเผื่อเหลือ ...4.3 ถ่อดี ถ่อปัก ถ่อหัก ถ่อลอย = การทำงานสิ่งใดถ้าส่วนช่วยดีก็ดี ...4.4 ขวัญข้าวเท่าหัวเรือ ขวัญเกลือเท่าหัวช้าง = ควรรู้คุณสิ่งที่มีคุณ ...4.5สุกก่อนห่าม งามก่อนแต่ง = การทำอะไรข้ามขั้นนั้นไม่ดี
คุณค่าของภาษิตชาวบ้านปักษ์ใต้ .....ภาษิตชาวบ้านปักษ์ใต้ นอกจากจะมีคุณค่าในการสั่งสอนอบรม หรือเตือนสติดังกล่าวมาแล้ว บางบทยังมีคุณค่าพิเศษออกไปในบางแง่ เช่น 1.ภาษิตที่ช่วยบอกภาวะภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ เช่น ...1.1 นครพุงปลา สงขลาผักบุ้ง พัทลุงลอกอ .....ภาษิตบทนี้สะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดทั้งสามนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอะไร และยังสะท้อนต่อไปว่าภูมิประเทศของจังหวัดนั้นๆต่างกันอย่างไร คือว่านครศรีธรรมราชนั้น มีไตปลามาก จนมีภาษิตติดปากว่า"นครพุงปลา" เพราะชาวปากพนังส่วนใหญ่ทำการประมง ส่งปลาและไตปลาไปขายยังจังหวัดใกล้คียง ส่วนสงขลานั้น มีการปลูกผักบุ้งกันมาก ต่างกับพัทลุงซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยผลไม้จึงว่าพัทลุงลอกอ คือมีมะละกอมาก เป็นต้น ...1.2 สะตอวัดประดู่ พลูคลองยัน ทุเรียนหวานมันคลองพระแสง ย่านดินแดงของป่า เคียนของป่า เคียนซาถ่านหิน พุนพินมีท่าข้าม นำแม่นำตาปี ไม้แต้วดีเขาประสงค์ กระแดะดงลางสาด สิ่งปลาดกึ่งพะนม เงาะอุดมบ้านส้อง จากและคลองในบาง ท่าฉางต้นตาล บ้านนาสารแร่ ท่าอุแทวัดเก่า อ่าวบ้านดอนปลา ไชยามีข้าว มะพร้าวเกาะสมุย .....ภาษิตชุดนี้เป็นภาษิตแสดงถึงสินอันมีค่าในท้องที่ต่างๆของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สถานที่ต่างๆที่กล่าวถึงคือที่กล่าวคือ คลองยัน อยู่อำเภอท่าขนอน คลองพระแสง อยู่อำเภอพระแสง ย่านดินแดง เป็นตำบลอยู่อำเภอพระแสง เคียนซาเป็นตำบลอยู่อำเภอนาสาร พุนพินเป็นชื่ออำเภอเรียกกันว่าท่าข้ามเขาประสงค์ อยู่อำเภอท่าชนะ มีไม้แต้วซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่เขานิยมใช้เผาถ่านมาก กะแดะ เป็นตลาดในอำเภอกาญจนดิษฐ พนม เป็นกิ่งอำเภอ บ้านส้องเป็นตำบล อยู่ในอำเภอนาสาร ในบางเป็นหมู่บ้านในอำเภอเมือง ท่าอุแทเป็นตำบล ในอำเภอกาญจนดิษฐ ...1.3 พัทลุงมีดอน นครมีท่า ตรังมีนา สงขลามีบ่อ .....ภาษิตนี้พูดเป็นคำติดปากกัน แสดงว่า ในจังหวัดพัทลุงนั้นมีบ้านที่ชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่าดอนมาก เพราะพื้นที่เป็นดอนเป็นเนิน และที่เรียกนำว่าควนก็มาก ส่วนจังหวัดนครมีบ้านที่ชื่อนำด้วยท่ามากเช่น ท่าศาลา ท่าขนอม ฯลฯ ต่างกับจังหวัดสงขลามีบ้านนำด้วยคำว่าบ่อ เช่น บ่อยาง บ่อตรุ ฯลฯ เพราะพื้นที่สงขลามักเป็นที่ราบตำ ชื่อบ้านจึงมักเกี่ยวกับคำว่า นำ เช่น มาบเตย มาบหวาย ปากวะ ปากพูน ปากพน ล้วนแต่แปลว่า นำ ทั้งสิน ส่วนจังหวัดตรังชื่อมักเกี่ยวกับนา เช่น นาโยง เป็นต้น 2.ภาษิตชาวบ้านย่อมเป็นสิ่งให้ความรู้ด้านสำนวนภาษา เช่น ...2.1 สงขลาหอน นครหมา .....ภาษิตนี้แสดงให้เห็นว่าชาวสงขลานิยมพูด คำว่า หอน ในความหมายว่า เคย เช่น ไม่หอนไป = ไม่เคยไป หอนเห็น = เคยเห็น ส่วนนั้นนิยมพูดคำว่า หมา แทนคำว่า ไม่ เช่นหมากิน = ไม่กิน หมานอน = ไม่นอน หมารัก = ไม่รัก ...2.2 ลอยช้อนตามเปียก .....จากภาษิตบทนี้ ได้รู้ว่าชาวใต้เรียกต้มว่า เปียก ...2.3 ปัดปัดเหมือนแม่ไกรังทัง .....จากภาษิตบทนี้ได้ทราบสำนวนปักษ์ใต้ว่า รังทัง หมายถึง ลักษณะที่แม่ไก่ไข่ไม่เป็นที่และชวนให้รำคาญใจ 3.ภาษิตบางบทสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในแง่ต่างๆ ซึ่งอาจจะนำไปเป็นข้อมูลในการศึกษาศาสตร์แขนงอื่นๆได้ เช่น ...3.1 ทำหน้าเหมือนโนราโรงแพ้ .....บอกให้รู้ว่าการเล่นมโนรานั้นมีการประชันโรงกันด้วย และโรงใดแพ้ถือว่า เสียชื่ออย่างยิ่ง จึงวางหน้ายากเพราะอายเขา ...3.2 ร้อนเหมือนไฟเดือนห้าร้ายเหมือนฟ้าเดือนหก .....ภาษิตบทนี้บอกให้ทราบถึงฤดูกาลของภาคใต้ว่าเดือนห้าเป็นหน้าแล้งส่วนเดือนหกเป็นหน้าฝน
อ้างอิงจาก คติชาวบ้านปักษ์ใต้ โดย ฤทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ พ.ศ.๒๕๑๒ ก้าวหน้าการพิมพ์ พระนคร ![]() : ด.ญ. ดวงพรัตน์ อุดมวิทยาไกร เลขที่ 12 ม.2/11A - 23/11/2005 11:27 |
เพลงกล่อมเด็กภาคใต้
(๑-๒๑)
เพลงกล่อมเด็กภาคใต้ .....๑. เพลงโผกเปล ..........โผลเปลเหอ.......โผกไว้ช่องฟ้าปาขี้ลม เทโวเทวาหกเจ็ดองค์......มาหมรักน้องก้าไม่หวย ลมพัดมาไม่โถกต้อง.......มาหมรักน้องอยู่รวยรวย ลมพัดไม่หวย................ต้องด้วยความรัก...(เอ้อเหอ)...น้อง ศัพท์ โผลเปล = ผูกเปล.........ปาขี้ลม = ท่ามกลางหมู่เมฆ ไม่หวย = ไม่ไหวสั่น.......โถก = ถูก .....เพลงกล่อมเด็กบทนี้ต่างไปจากบทอื่นๆ ที่คำในวรรคที่ ๗ ไม่เหมือนกับวรรคที่ ๔ ทั้งวรรค .....ไขความ...เพลงบทนี้อาจถอดความได้ดังนี้ ความรักที่มั่นคงของน้อง เปรียบเสมือน (ต้องด้วยความรักน้อง) ผูกเปลไว้กับหมู่เมฆในห้วงอากาศอันสูงส่ง แม้จะมีเทวดาทั้งหกชั้นฟ้า เจ็ดชั้นฟ้ามารุมรบเร้ากลั่นแกล้งด้วยจงใจ รักน้องก็หาหวั่นไหวไม่ จะรักนวลสงวนงามไว้เพื่อพี่เพียงคนเดียว ลมปากทั้งปวงอย่าหมายเลยว่าจะก่อให้ใจน้องต้องมลทินแม้แต่เพียงระคายผิว
.....๒. เพลงพี่ไป .....พี่ไปเหอ.................ฝากแก้วแววไวไว้ไคเหลย สาดนอนหมอนเกย..........ฝากไว้ไคเหลยนางนงนุช ฝากไว้ใต้น้ำสากลัวปลา.....ฝากไว้ใกล้นาคาสากลัวครุฑ ฝากไว้ไคเหลยนางนุช.......กลัวครุฑอี้พา...เอ้อเหอ...ไป ศัพท์ ไค = ใคร..............สากลัว = นึกหวั่น คิดระแวง ไคเหลย = ใครอีก.....อี้พาไป = จะลักพาไป .....ไขความ พี่จากไปครั้งนี้ พี่จะฝากนางแก้วของพี่ไว้กับใครเล่า จะฝากสาดเสื่อที่นอนกลัวหมอนจะเกยก่ายแนบหน้าน้องให้หมองนวล จะนำไปฝากไว้ใต้น่านน้ำก็อดระแวงปลาทั้งปวงไม่ได้ จะไปฝากนาคในบาดาลที่ลืกลงไปก็เกรงพญาครุฑที่มีอำนาจมากกว่าจะมายื้อแย่งไป ที่กลัวแสนกลัวคือผู้มีอำนาจเหนือคนที่น่านับถือจะมายื้อแย่ง
.....๓. เพลงรักกันคนท่าน้ำ .....รักกันเหอ..............รักกันคนท่าน้ำ ไม่เรื่ออี้ข้าม................นางงามนั่งโก้อยูสุดเสียง โก้แล้วโก้เล่า...............โก้ตั้งแต่เช้าจนหวันเที่ยง นางงามนั่งโก้อยูสุดเสียง..เสียงแห้งเหมือนนางนก...เหอ...เหวก ศัพท์ อี้ข้าม = จะข้าม.............โก้ = กู่, ร้องเรียก หวันเที่ยง = เที่ยงวัน
.....๔.เหลงต้นหญ้าปล้อง .....ต้นหญ้าเหอ.................ต้นหญ้าปล้อง หนทางเท่เข้าไปวังน้อง.........เศร้าหมองเสียแล้วแก้วคู่เข็ญ คนเอินเขาพลัดกันเมอตาย.....โฉมฉายมาพลัดพี่เม่อเป็น เศร้าหมองเสียแล้วแก้วคู่เข็ญ..ไม่เห็นความแค้น...เหอ...น้อง ศัพท์ เท่ = ที่................วัง = คอยเฝ้าเยี่ยมเยียน, คอยระวังดูแล คนเอิน = คนอื่นๆ....เม่อ = เมื่อ
.....๕. เพลงเดือนขึ้น .....เดือนขึ้นเหอ...............ขึ้นมาเทียมปลายไม้ไผ่ รักกันแต่ในใจ..................ไม่เท่ให้ไคไปขอให้ ตัวพี่เป็นแมงโภ่................สวนนางโรปโอเป็นดอกไม้ ไม่เท่ให้ใครไปขอให้..........รักกันแต่ใน...เอ้อเหอ...ใจ ศัพท์ ไค = ใคร...................แมงโภ่ = แมลงภู่ โรปโอ = มีรูปงาม
.....๖.เพลงลมพัด .....ลมพัดเหอ.................พัดมาวอกแวก อกน้องเหมือนจะแตก.........ใครเลยจะเข้ามาล่วงโร้ ถ้าเป็นน้ำเต้าหรือขี้พร้า.......จะผาให้คนแลกันโฉโฉ ใครเลยจะเข้ามาล่วงโร้.......ในอกในทรวงน้อง...เอ้อ...เหอ ศัพท์ โร้ = รู้.............ขี้พร้า = ฝักเขียว โฉโฉ = ฉาวโฉ่ .....ไขความ คำคนหนอคำคนช่างยังผลให้ อารมณ์คนวอกแวกหวั่นไหวได้เหมือนสายลม อกน้องเหมือนจะแตกตาย (เกิดเป็นหญิงนี้ยากที่จะบอกความในใจกับใครได้) ใครเลยจะเข้ามาล่วงรู้ หากใจนี้สามารถผ่าให้คนดูได้เหมือฟักเขียวหรือน้ำเต้าก็จะผ่าให้ดู แต่นี่ความรักมันอยู่ส่วยลึกของหัวใจ จนใจแท้ .....๗. เพลงปลูกมัน .....ไปไหนเหอ...............พาน้องไปกัน ถามไร่โปลกมัน...............มันไม่ลงหัว แผ่นดินหมันดี.................แต่มันหมันชั่ว มันไม่ลงหัว....................สาวย่านให้วัว...เอ้อ...เหอ...กิน .....๘. เพลงนกเขียว .....นกเขียวเหอ.............เกาะเรียวไม้พุก พ่อแม่อยูหนุก................โลกไปใช้นาย ฝนตกฟ้าร้อง.................พ่อแม่เขาอยูหนุกบาย โลกไปใช้นาย................นั่งกินแต่น้ำตา ศัพท์ ไม้พุก = ไม้ผุ.............หนุก = สนุก..........โลก = ลูก ใช้นาย = เป็นทาสเขา..........บาย = สบาย .....ไขความ เพลงกล่อมเด็กบทนี้ สะท้อนให้เห็นภาพสังคมในสมัยมีทาส พ่อแม่ที่ยากจนไม่อาจจะเลี้ยงลูกให้ได้รับความสุขได้ คำกล่าวที่ว่าพ่อแม่คือร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกก็กลายเป็นเหมือนเรียวไม้ผุไป ต้องขายลูกไปเป็นทาสเขา ลูกต้องไปทนรับกรรม ส่วนพ่อแม่กลับอยู่อย่างสนุกสนาน
.....๙.เพลงขึ้นเหนือ .....ขึ้นเหนือเหอ...............แลเรือเกยหาด โปลกหลาตัดบาตร.............น้ำแห้งเห็นทราย กุ้งกั้งแมงดา....................บินมาพลอยตาย น้ำแห้งเห็นทราย...............พลอยตายด้วยเรือใหญ่ ศัพท์ โปลกหลา = สร้างศาลา .....ไขความ เพลงกล่อมเด็กบทนี้ เป็นบทที่มีความเชิงล้อเลียนสังคม กล่าวตำหนิผู้ใหญ่ ผู้นำหรือ "เรือ" หรือ "เรือใหญ่" (ตรงกับภาษากลางที่เรียกว่า "หัวเรือใหญ่") ตำหนิผู้นำที่มักทำอะไรนอกรีต นอกรอยผิดทำนองคลองธรรม แต่มักทำอะไร เอาหน้าให้คนอื่นหลงผิด คนพวกนี้เมื่อหมดอำนาจความชั่วก็จะปรากฏ (น้ำแห้งเห็นทราย) พวกผู้น้อยก็มักพลอยเสียหาย
.....๑๐. เพลงลูกสาว .....โลกสาวเหอ............โลกชาวเรินออก หวนมผึ้งงอก................บอกพ่อว่าเป็นฝี พ่อแม่ไปหาหมอรักษา......หมอว่าอ้ายยะเต็มที บอกพ่อว่าเป็นฝี.............โลกสาวชาวเรินออก ศัพท์ โลกสาว = ลูกสาว..........เรินออก = บ้านถัดไปทางทิศตะวันออก .....ไขความ เด็กสาวที่ไม่เข้าใจการพัฒนาของร่างกาย จึงหวาดกลัวเมื่อเห็นความผิดปกติของร่างกาย
.....๑๑. เพลงดอยเมละ(มะลิ) .....ดอกเมละเหอ...............น้องคือนางดอกเมละ บานเหมือนอี้เปละ...............ลอบอยู่ในเลขี้ผึ้ง ขนตกกะไม่ต้อง.................ฟ้าร้องกะไม่ถึง ลอบอยู่ในแลขี้ผึ้ง................สาวน้อยคำนึงใจ ศัพท์ ดอกเมละ = ดอกมะลิ..........อี้เปละ = ยานเต็มที่จวนจะร่วงหล่นแล้ว เล = ทะเล คำนี้ตัวมาจาก ชเล.......ขนตก = ฝนตก .....ไขความ กล่าวถึงจิตวิทยาของวัยรุ่นดีกบทหนึ่ง พูดถึงอารมณ์ว้าเหว่ของเด็กสาวคราวมีประจำเดือน ไข่ในมดลูกกำลังสุกจวนหล่นเต็มอยู่ในมดลูก (ในเลขี้ผึ้ง) เมื่อเด็กมีความรู้สึกทางเพศเต็มที่เพราะต่อมทางเพศกระตุ้นเตือน แต่ยังไม่ถึงคราว เพราะเรามีประเพณีวัฒนธรรมเป็นเครื่องครองใจไม่ให้ทำอะไรตามความต้องการณ์ของอารมเบื้องต่ำ สาวน้อยผู้นี้จึงได้แต่ถวิลอยู่ในใจตามธรรมชาติของสัตว์โลกที่เจริญแล้ว
.....๑๒.เพลงเรือใหญ่ .....เรือใหญ่เหอ...............ชักในแล่นล่องคลองวันหัสฯ เห็นหัวเขาแดงอยูเจ้งชัด......พระพายฉายพัดมาไรไร หัวเรือจะเพาะเข้าเกาะหนู....เห็นปลายลำพูและเขาใหญ่ พระพายฉายพัดมาไรไร.......ใจน้องเหมือนเวเปล ศัพท์ วันหัส = วันพฤหัสบดี........หัวเขาแดง = เป็นเขาตั้งแยู่ฝั่งตะวันตกของปากน้ำสงขลามาก่อย ฉายพัด = ชายพัด .....ไขความ บอกความรู้สึกของหญิงสาวที่ต้องคับแคบใจด้วยม่านประเพณีบังคับให้ต้องมีคู่ครองตามความพอใจของผู้ปกครอง ในเพลงนี้กล่าวเป็นเชิงตำหนิผู้ปกครอง (เรือใหญ่) ที่เป็นคนหูเบา ใครว่าอะไรก็เอออออห่อหมกไปทั้งนั้น (ชักใบแล่นตามลม) ถ้าวันดีคืนดีได้จังหวะดี (วันพฤหัสบดี ถือว่าเป็นว่าดี) เรือก็แล่นไปดี แล่นไปสู่ที่ควรไป บางทีแม้จะไปทางถูกอยู่แล้ว แต่หากมีใครมาเป่าหูก็จะเปลี่ยนใจทันที เหมือนในการแล่นเรือที่จวจะถึงจุดหมายที่ดีแล้ว(จวนจะถึงหัวเขาแดง) พอลมพัดมานิดหนึ่งเรือก็กลับล่องไปที่เกาะหนูที่อยู่กลางทะเลและไม่มีเหตุผลที่ควรไปแม้แต่น้อย เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ ผู้ที่พลอยผิดหวังก็คือผู้โดยสาร (ลูก หลาน เหลน) ใจของหญิงสาวที่มีผู้ใหญ่แบบนี้เป็นผู้เลือกคู่ครองให้ได้แต่คิดอาลัย และจำยอมเหมือนสายเปลแกว่างไกวไปทิศทางใดย่อมแล้วแต่แรงเหวี่ยง
.....๑๓. เพลงแค้นใจ .....แค้นใจเหอ..................แค้นใจไถนาดินแห้ง ยิ่งไถไปยิ่งแล้ว...................แตกแหงเหมือนรอบตีนนก ก้มแลหัวหมูก็ขัดใจ..............ก้มแลคันไถก็ขัดอก แตกแหงเหมือนรอยตีนนก......ขัดอกน้องทุกสิ่ง ศัพท์ แตกแหง = แตกระแหง
.....๑๔. เพลงหมากอ่อน .....หมากอ่อนเหอ.............ผาน้ำแล่นล่องในคลองใน โร้ขาวว่าพี่มีเมียใหม่..........หน้าใยไม่ควรจะหึงสา ช้างแช่นอย่ายุงหาง............ไม่ใช่ที่ทางนางกานดา หน้าใยไม่ควารจะหึงสา........พลายทองหายบ้าหลบมาเข้าโรงเอง ศัพท์ ผา = ผ่า.................โร่ข้าว = รู้ข่าว หลบมา = กลับมา.......หึงสา = อิจฉา ช้างแล่นอย่ายุงหาง เป็นสำนวนพูดของปักษ์ใต้ตรงกับของภาคกลางว่า น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ .....ไขความ สาวน้อยผู้ยังอ่อนต่อโลกเอย เมื่อรู้ว่าพี่ไปมีเมียใหม่อย่าได้แสดงอาการหึงหวงอิจฉาริษยาเลย ถ้าทำอะไรอย่างนั้นย่อมไม่ผิดอะไรกับการเอาเรือไปขวางน้ำที่กำลังเชี่ยว ไม่ใช่ทางที่ถูกของหญิงดี จงปล่อยให้เขาไปเถิด เพราะเขากำลังบ้าคลี่งเหมือนช้างตกมัน รอให้เขาได้สติกก่อน เขาจะกลับมาหาเราเอง
.....๑๕. เพลงหมากอ่อน .....หมากอ่อนเหอ..................หย่อนลายกะแหย้ ทิ้งเสียพ่อแม่........................แล่นตามชายมา บุกน้ำมาเทียมนม..................บุกตมมาเทียมกลางขา หนีตามชายมา.......................หมากอ่อนหย่อนลายแหย้ ศัพท์ ลาย = ทลาย....................กะแหย้ = เรียกเด็ก หรือสัตว์ตัวเปี้ยก แล่น = หนีตาม .....ไขความ หญิงสาวที่มีอารมณ์อ่อนไหว และจิตใจใฝ่ต่ำ จึงถึงกับทิ้งพ่อแม่หนีตามชายไป แม้เสี่ยงต่ออันตราย การที่หญิงหนีตามชายชู้ไปนั้นทางปักษ์ใต้ถือเป็นเรื่องน่าอดสูที่สุด โดยอาจจะถูกญาติพี่น้องทำร้าย หรือตัดขาดกัน ทำให้เสื่อมเสียวงศ์ตระกูล มีคำครหาฉาวโฉ่
.....๑๖.เพลงหมากอ่อน .....หมากอ่อนเหอ................หย่อนลายหยวบหยวบ ผัวตายไม่ทันถึงขวบ..............ควบโช้เข้านอน ควบทั้งหมากสุก...................ควบทั้งหมากอ่อน ควบโช้มานอน.....................หมากอ่อนหย่อนลายหยวบ ศัพท์ โช้ = ชู้.............หยวบ = ยวบ
.....๑๗.เพลงหมากอ่อน .....หมากอ่อนเหอ.................ผาน้ำแล่นล่องทั้งสองสี พอเยื่อพอเปลือกเจ้างามดี........ราศีของเจ้าไม่เศร้าหมอง รูปร่างของเจ้าดีดัก................เหตุไหรยอดรักมาดอกทอง ราตีของเจ้าไม่เศร้าหมอง.........ให้คนมันลองเล่น ศัพท์ ผาน้ำแล่นล่องทั้งสองสี = มีน้ำมีนวลอิ่มเอิบ พอเยื่อพอเปลือก = รูปร่างสมสัดสมส่วน เหตุไหร = ไย, ทำไม ....ไขความ ตำหนิสตรีที่ใจอ่อนไหว งานแต่รูปจูบไม่หอม และซ้ำเป็นหญิงดอกทองวางตัวเหมือนนางบำเรอของชายเลือกหน้า ข้อควรสังเกต จะเห็นว่าเพลงหมากอ่อนทุกบท แม้ความจะต่างกันออกไป แต่ทุกบทต่างกล่าวเปรียบเทียบกับใจสตรีที่อ่อนไหวง่ายทั้งสิ้น แสดงว่าผู้แต่งได้ศึกษาและยึดหลักตรงกัน
.....๑๘. เพลงพี่ไป .....พี่ไปเหย.......................ขวั้นเทียนเลียนไลเท่าเส้นผม พบเข้เท่เหนือลม..................อย่าให้เรือจมในเลสองห้อง ยกมือขึ้นกาดเมขลา..............เทโวเทวามาช่วยน้อง อย่าให้เรือจมในเลสองห้อง.......โถกเคลิ้นโถกลมใหญ่ ศัพท์ เลียนไล = ใหญ่..........เข้ = จระเข้.......เท่ = ที่ กาด = อาราธนา.........โถกเคลิ้นโถกลม = ถูกพายุใหญ่กลางทะเล
.....๑๙.เพลงโลกชนเรินตีน .....โลกสาวเหอ....................โลกชาวเรินตีนสุด ตัวขาวสำอางอยางดอกพุด........นางแม่หวงไว้ให้โนรา น้ำข้นไม่ให้โลกอาบ................แห้งหยาบไม่ให้โลกทา นางแม่หวงไว้ให้โนรา..............ตอใดอี้มาขอ ศัพท์ โลกสาว = ลูกสาว..............เรินตีน = ย้านที่อยู่ทางทิศเหนือ ตัวขาว = ผิวขาว...............อี้มาขอ = จะมาสู่ขอ
.....๒๐.เพลงต้นผักปลัง .....ต้นผักปลังเหอ...............ต้นผักปลัง โลกสาวใครยัง....................สังสอนเสียมั่งเถิดมารดา โลกสาวใครโฉ้....................ไปแล่นโช้กับโนรา สังสอนเสียมั่งเถิดมารดา.........โนราอี้พาไป ศัพท์ สังสอน = สั่งสอน............เสียมั่ง = เสียบ้าง..........เล่นโช้ = เช่นชู้ ใครโฉ้ = ใครก็ไม่รู้
.....๒๑. เพลงนางนกเหวก .....นางนกเหวกเหอ...........นางนกเหวก บินสูงเทียมเมฆ................กินขี้ลมเป็นอาหาร ได้โลกคนหนึ่ง..................ตั้งชื่อเจ้สศรีหุนหมาน เที่ยวกินขี้ลมเป็นอาหาร.......สงสารเจ้านกเหวก ศัพท์ นกเหวก = นกการเวก........ขี้ลม = เมฆ
อ้างอิงจาก คติชาวบ้านปักษ์ใต้ โดย ฤทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ พ.ศ.๒๕๑๒ ก้าวหน้าการพิมพ์ พระนคร : นพิน พงศ์มานะวุฒิ ม.2/11A เลขที่14 - 15/11/2005 23:09 |
|
เพลงกล่อมเด็กภาคใต้
เพลงกล่อมเด็ก
เพลงบ้านนี้ .......บ้านนี้เหอ.......................................มีหว้ากิ่งตำ ...โนรามารำ.............................................ทำกรรมไว้กับนางสาวน้อย ...เวลาโนรายกเครื่องไป...........................หัวใจของสาวก็ละห้อย ...ทำกรรมไว้กับนางสาวน้อย...................ละห้อยไว้แต่คนเดียว ศัพท์ กิงตำ = กิ่งต่ำ (ในที่นี้หมายถึงใจต่ำ)
เพลงต้นพร้าวทางบิด ........ต้นพร้าวเหอ...................................ต้นพร้าวทางบิด ...เก้าคิดสิบคิด...........................................มาคิดกับสีกา ...สีกาพาวรของต้นไป...............................ต้นพาผ้าใบสีกามา ...ต้นเหอมาคิดกับสีกา...............................ทำให้วัดวาผง ศัพท์ พร้าวทางบิด = (ในที่นี้หมายถึงผู้ประพฤผิดแบบนิยม)
เพลงไก่ขาว ........ไกขาวเหอ.......................................เกาะราวแชง ...ขันหมากพี่เณรแดง................................ไหนหัวไหนคอ ...ไหนขันหมากไหว้.................................ไหนขันหมากขอ ...ไหนหัวไหนคอ.....................................ขันหมากพี่เณรแดง ศัพท์ แซง = กะแซง
เพลงงูสายพาน ........งูสายพานเพอ................................ยานขึ้นรั้วดอก ...อ้ายเฒ่าหัวหงอก....................................อวดตัวอี้เลี้ยงเมียสาว ...แลเหอแลดู.............................................ไอ้เฒ่าหัวงูทำบาว อวดตัวอี้เลี้ยงเมียสาว................................ทำบาวไม่คิดหงอก ศัพท์ ทำบาว = ทำเป็นหนุ่ม , อี้เลี้ยง = จะเลี้ยง
เพลงรอกไต่ราว ........ไปบ้านออกเหอ..............................ไปแลโลกรอกหมันไตราว ...แม่ม่ายทำสาว.........................................อีงามอี้แง่สักแค่ไหน ...ตัวของเรานี้............................................รู้ดีอยู่ในใจ ...อี้งามอี้แง่สักแค่ไหน..............................แม่ม่ายหมันทำสาว ศัพท์ โลกรอก = รอก , หมัน = มัน , ไต = ไต่ , อี้งามอีแง่ = จะงามแง่
เพลงอ้อยตง ........อ้อยตงเหอ......................................โฉมยงมาเห็นเข้าก็ติดใจ ...อี้กินสักลำไม่สาไหร..............................เพราะหระอยู่ในพ่อทูนหัว ...อี้กินสักลำที่ดีดี.......................................ไม่ต้องราคีพอยังชั่ว ...สาวน้อยทูนหัว.......................................กินอ้อยไม่แลหระ ศัพท์ อ้อยตง = อ้ยลำใหญ่ , อี้กิน = จะกิน , ไม่สาไหร = ไม่ออกรส , หระ = รา(หนอนบ่อน)
เพลงโลกสาว ........โลกสาวเหอ.....................................โลกชาวบ้านหัวนอน ...สร้างเล็บไว้งอนงอน...............................ไวนอนกิดชู้ ...กิดโหกกิดฝ้าย.........................................สาวไม่หอนรู้ ...ไว้นอนกิดชู้.............................................ใครโฉ้ช่างคิดให้ ศัพท์ โหก = หูก , ไม่หอน = ไม่เคย , ใครโฉ้ = ใครก็ไม่รู้
เพลงนกคุ้ม ........นกคุ้มเหอ..........................................หางหลุ้มตีนเทียน ...เทียมได้ผัวเหมียน.....................................นั่งเขียนแต่เล็บ ...ผักบุ้งชายเลไม่กะต้อง...............................ผักบุ้งชายคลองไม่กะเก็บ ...นั่งเขียนแต่เล็บ...........................................กินของกำนัลผัว
ข้อมูลอ้างอิง ฤทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ คติชาวบ้านปักษ์ใต้ ก้าวหน้าการพิมพ์ พระนคร พ.ศ.๒๕๑๒ : ด.ญ. ลาออล ใจปลื้ม เลขที่21 ม.2/11A - 01/12/2005 20:30 |
สรุปผลประโยชน์ที่ได้จากเพลงกล่อมเด็ก
และบทกลอนสำหรับเด็ก
สรุปผลประโยชน์ที่ได้จากเพลงกล่อมเด็ก 1.เพลงกล่อมเด็ก เป็นเหมือน กระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ในแง่ต่างๆ เช่น ความเชื่อ ความคิดเห็น เป็นต้น 2.เพลงกล่อมเด็กสะท้อนให้เห็นประเพณีวัฒนธรรม อันเป็นเครื่องปรุงแต่งสังคม และเห็นถึงความเจริญทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ซึ่งมักปนอยู่ในถ้อยคำ ที่นำมาเปรียบเทียบ เพราะการแต่งเพลงกล่อมเด็กมักเป็นแบบบุคคลอธิษฐาน คือการนำสิ่งที่มีตัวตนมาเทียบกับสิ่งที่เป็นนามธรรม และสิ่งที่มีตัวตนนั้นย่อมเลือกมาจากชีวิตในสังคม 3.เพลงกล่อมเด็กให้ความรู้เรื่องภาษา ได้รู้ถึงศัพท์สำนวนตลอดจนวิธีแสดงความคิดออกมาอย่างมีศิลปะ เช่น การสร้างบรรยากาศ การใช้หารให้เห็นง่าย ให้ได้รสทางภาษา
4.ให้เกร็ดความรู้ในด้านต่างๆ เช่น เกร็ดความรู้ทางด้านวรรณคดี ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์แบบแผนการปกครองของสังคมและครอบครัว 5.ศึกษาบทกล่อมเด็กในแง่ของวรรณศิลป์ ทำให้ซาบซึ้งได้ง่ายกว่า เพราะใช้คำง่าย โดยเฉพาะนักเรียนที่อยู่ในถิ่นนั้นจะเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นเพราะไม่มีปัญหาเรื่องศัพท์ สำนวนซึ่งบางสำนวนเป็นที่คุ้นหู การศึกษาเพลงกล่อมเด็กจึงเป็น การปูพื้นฐานด้านวรรณคดี เพื่อศึกษาในขั้นต่อไปได้สะดวก เพราะวิธีการแสดงออกคล้ายคลึงกัน
6.เพลงกล่อมเด็กเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนไปในตัว เพราะมีคติธรรมคติโลกปนอยู่ทุกบท 7.เพลงกล่อมเด็กเป็น ให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้ฟังผู้ขับและผู้สนใจ
บทกลอนสำหรับเด็ก บทกลอนสำหรับเด็ก เป็นกลอนสั้นๆเด็กร้องเล่นเพื่อความสนุกสนาน บางทีใช้ร้องล้อเลียนกัน และเป็นการส่งเสริมให้เด็กจดจำข้อความยาวๆได้ เด็กคนใดจำได้มากและจำได้เร็วเพื่อนๆก็จะชื่นชม เป็นการกระตุ้นให้เด็กเป็นคนชอบจดจำ ตัวอย่างเช่น
ยิกกูให้ทัน ให้มันสิบขวด ให้หนวดสิบเส้น บทกลอนบทนี้ เด็กใช้แหย่กัน เป็นการยั่วยุให้เพื่อนมาเล่นกับตน อ้ายดำม่อท่อ ขี้ใสหม้อ เยี่ยวใสพรก (พรก-กะลามะพร้าว) บทกลอนบทนี้ เด็กใช้ล้อเลียนเพื่อนที่มีผิวดำ
อี้ลั้วคั่วถั่ว หม้อรั่วไฟดับ ยกขึ้นตีทับ ฉับๆเทงตึ้ง บทกลอนบทนี้ ใช้ล้อเด็กผู้ชาย ต็อดชีดต็อดช่วง นายด้วงผักฉีด ยื่นมือมาดีด ชีดช่วงขล่องเน่า น้ำเต้าหมินฮือ เพลงสำหรับเด็กบทนี้ เด็กจะใช้ร้อง ในคราวเมื่อคนที่ตดแล้วไม่ยอมรับ โดยทุกคนยื่นมือออก แล้วร้องเพลงนี้พร้อมกับดีดมือเวียนไปร้องพยางค์หนึ่งก็ดีดมือคนหนึ่ง เพลงจบพร้อมดีดมือใคร คนนั้นเป็นคนตด เพื่อนๆจะล้อกันต่อไป ![]()
อี้หล็อดต็อดต้อย มดหนอยขึ้นรั่ว ไคยิ้มไคหัว คนนั่นและตด บทนี้ร้องเพื่อจับคนตดเช่นเดียวกัน แต่วิธีหาคือยั่วให้ยิ้ม อี้โป๋ง กินข้าวกับไหร กินข้าวกับไขเป็ก (ไข่ไก่) เปลือกทุ่มไน่ เปลือกทุ่มโคนกล้วย อี้โป๋งหน้าถ้วย ยิกกูไม่ทัน บทนี้ใช้เล่นอีโป๋ง ใช้นับเวียนหาคนที่ต้องไล่เพื่อน ตากับยายทำนาบนโคก ขี้ใสโหลก ควัดหัวคนฟัง บทนี้เด็กจะใช้ร้องหลอกเพื่อน โดยเมื่อเพื่อนบอกให้เล่านิทาน เขาจะเริ่มร้องบทกลอนนี้ พอตรงกับคำว่า ควัดหัวคนฟัง เขาก็จะเขกหัวเพื่อน
ช้าง ช้าง ช้าง กินไม้ซางกินไม้ไผ หมูกินบอนพ้างพอนกินไกลงไวไว เหวยเหวยนางช้าง บทกลอนนี้ เด็กใช้ร้องเมื่อเล่นเจ้าเข้าทรง โดยให้คนทรงนั่งลงแล้วเพื่อนอีกสองคนใช้ผ้าคลุมศีรษะ รวมสองข้างเข้าแน่นช่วยกันดึงผ้า โยกไปมาจนคนทรงมึนหัว บางคนทำเป็นเจ้าเข้าทรงแล้วไล่ตีเพื่อนๆ แต่เมื่อเพื่อนเรียกก็ต้องหยุดทันที ผมจุกมาคลุกน้ำปลา เห็นขี้หมา มานั่งไหว้กระจ้องหง๋อง บทนี้ใช้ล้อเด็กที่ไว้ผมจุก
หัวล้านโกนใหมใหม ควักขี้ไกใสหัวล้าน หัวโล้นโกนมานาน เดินพลัดพานหัวจุ้มขี้ บทนี้ร้องล้อเด็กที่โกนผมใหม่ จนหัวโล้น แด็กขี้ร้อง จับใสข้องมาร้องมาร้องกลางนา คนเดินมาจับเด็กขี้ร้อง บทนี้ใช้ร้องหลอกเด็กที่ร้องไห้ ให้หยุดร้อง พระเขนเห็นหว่อง ยายพุงป้อง นั้งหยิกขี้เด พลีดลงเลขี้เดหกหม็อด ต็อบไม่ทันป้าจันทร์ขาเฉ เด็กใช้ร้องเมื่อนั่งดูพระจันทร์ (พระเขน=พระจันทร์) บางทีก็ร้องล้อคนที่ชื่อจันทร์ หรือคนที่มีญาติผู้ใหญ่ชื่อจันทร์ อ้างอิง สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ คติชาวบ้านปักษ์ใต้ ก้าวหน้าการพิมพ์ พระนคร พ.ศ.๒๕๑๒ : ด.ญ.ปวริศา วิริยพงษ์สุกิ เลขที่ 17 ม.2/11A - 19/11/2005 13:18 |
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่
ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2549
เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู
จัดทำและนำเสนอโดย
คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี