โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทยโดยนักเรียนชั้น ม.1 และม.2โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพ

ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์


ระดับภาษาแบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ ภาษาแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

.....๑ ภาษาแบบเป็นทางการ ภาษาแบบนี้ใช้ในโอกาสคัญๆ ทั้งที่เป็นพิธีการ เช่น ในงานราชพิธีและในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการ เช่น การกล่าวเปิดการประชุมต่างๆ การกล่าวคำปราศรัย และการประกาศ เป็นต้น ภาษาแบบเป็นทางการอาจจัดเป็น ๒ ระดับคือ ภาษาระดับพิธีการ และภาษาระดับมาตรฐานราชการหรือภาษาระดับทางการ

.....๑.๑ ภาษาระดับพิธีการ มีลักษณะเป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบและมีรูปประโยคความซ้อนให้ความหมายขายค่อนข้างมาก ถ้อยคำที่ใช้ก็เป็นภาษาระดับสูง จึงงดงามไพเราะและประณีต ผู้ใช้ภาษาระดับนี้จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง นอกจากใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น ในงานพระราชพิธีแล้ว ภาษาระดับพิธีการยังใช้ในวรรณกรรมชั้นสูงอีกด้วย ดังตัวอย่างจากคำประกาศในการพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าดังนี้

"ขอพระบรมเดชานุภาพมหึมาแห่งสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราช จงคุ้มครองประเทศชาติและประชาชาวไทยให้ผ่านพ้นสรรพอุปัทว์พิบัติทั้งปวง อริราชศัตรูภาบนอกอย่าล่วงเข้าทำอันตรายได้ ศัตรูหมู่พาลภายในให้วอดวายพ่ายแพ้ภัยตัว บันดาลความสุขความมั่นคงให้บังเกิดทั่วภูมิมณฑล บันดาลความร่มเย็น
แก่อเนกนิกรชนครบคามเขตขอบขัณฑสีมา"
(ภาวาส บุนนาค,"ราชาภิสดุดี." ในวรรณลักษณวิจารณ์เล่ม ๒ หน้า ๑๕๙.)

.....๑.๒ ภาษาระดับมาตรฐานราชการ แม้ภาษาระดับนี้จะไม่อลังการเท่าภาษาระดับพิธีการ แต่ก็เป็นภาษาระดับสูงที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบและถูกหลักไวยากรณ์ มีความชัดเจน สละสลวย สุภาพ ผู้ใช้ภาษาจึงต้องใช้รายละเอียดประณีตและระมัดระวัง ต้องมีการร่าง แก้ไข และเรียบเรียงไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการในการกล่าวคำปราศรัย การกล่าวเปิดการประชุม การกล่าวคำประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังใช้ในการเขียนผลงานวิชาการ เรียงความ บทความวิชาการ หนังสือราชการ และคำนำหนังสือต่างๆ เป็นต้น

ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างภาษาระดับมาตรฐานราชการในบทความวิชาการ
"บทละครไทยเป็นอีกรูปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของวรรณกรรมไทย บทละครของไทยเป็นวรรณกรรมที่ประพันธ์ขึ้นทั้งเพื่ออ่านและเพื่อแสดง รูปแบบที่นิยมกันมาแต่เดิมคือบทละครรำ ต่อมามีการปรับปรุงละครรำให้ทันสมัยขึ้นตามความนิยมแบบตะวันตก จึงมีรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการรับรูปแบบละครจากตะวันตกมาดัดแปลงให้เข้ากับสังคมไทยและวัฒนธรรมไทย ทำให้การละครไทยพัฒนาขึ้น โดยมีกระ
บวนการแสคงที่แตกต่างไปจากละครไทยที่มีอยู่ มาเป็นละครร้อง ละครพูด และละครสังคีต"
(กันยรัตน์ สมิตะพันทุ, "การพัฒนาตัวละครในบทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว."ในบท ความ วิชาการ ๒๐ ปี ภาควิชาภาษาไทย,หน้า ๑๕๘.)



: พรประภา พลวิชัย 2/11B - 13/11/2005 10:12

.....๒ ภาษาแบบไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน สามารถจัดเป็น ๓ ระดับ
คือภาษากึ่งทางการ ภาษาระดับกึ่งทางกลาง ภาษาระดับสนทนา และภาษากันเองหรือภาษาปาก

.....๒.๑ ภาษาระดับกึ่งทางราชการ มีลักษณะที่ยังคงความสุภาพอยู่ แต่ผู้ใช้ภาษาก็ไม่ระมัดระวังมากเท่า
การใช้ภาษาเป็นทางการ เพราะอาจใช้รูปประโยคง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ถ้อยคำที่ใช้เป็นระดับสามัญ บางครั้งมีภาษาระดับสนทนาเข้ามาปะปนด้วย ภาษาระดับกึ่งทางการในการติดต่อธุรกิจการงาน หรือใช้สื่อสารกับบุคคลที่ไม่สนิทสนมคุ้นเคยกัน และใช้ในการเขียนเรื่องที่ผู้เขียนต้องให้อ่ารู้สึกหมือนกำลังฟังผู้เขียนเล่าเรื่องหรือเสนอความคิดเห็น
อย่างไม่เคร่งเครียด เช่น การเขียนสารคดีท่องบทความแสดงความคิดเห็น หรือการเล่าเรื่องต่างๆ เช่น
ชีวประวัติ เป็นต้น

ตัวอย่างภาษาระดับกึ่งทางการในบทความแสดงความคิดเห็น
"ฉะนั้นในช่วงเรียนอยู่ในระดับมัธยม ผู้ที่มีความขยันมุ่งมั่นจะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้จะไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
รอบกายทั้งสิ้น ยกเว้นสิ่งที่เขาคิดว่าจะสามารถทำให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ชีวิตนักเรียนมัธยมจึงมีแต่ติว
ติวและติว กีฬาฉันไม่เล่น กิจกรรมฉันไม่มีเวลาทำ และยิ่งห้องสมุดฉันไม่ทราบว่าจะเข้าไปทำไม เพราะเวลาทั้งหมดจะต้องใช้ท่องตำราอย่างเดียว แล้วก็มักจะประสบความสำเร็จตามที่คิดเสียด้วย
คือสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้"
(เปล่งศรี อิงคนินันท์,"ต้องขอให้อาจารย์ช่วย",ก้าวไกล ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๔, หน้า ๒๗.)

.....๒.๒ ภาษาระดับสนทนา มีลักษณะของภาษาพูดที่เป็นกลางๆ สำหรับใช้ในการสนทนากันในชีวิตประจำวัน ระหว่างผู้ส่งสารที่รู้จักคุ้นเคยกัน นอกจากนั้นยังใช้ในการเจรจาซื้อขายทั่วไป รวมทั้งในการประชุมที่ไม่เป็นทางการ มีลักษณะรูปประโยคไม่ซับซ้อน ถ้อยคำที่ใช้อยู่ในระดับคำที่มีคำสแลง คำตัด คำย่อปะปนอยู่ แต่ตามปรกติจะ
ไม่ใช้คำหยาบ ภาษาระดับสนทนาใช้ในการเขียนนวนิยาย บทความบทภาพยนตร์สารคดีบางเรื่อง และรายงานข่าว เป็นต้น

ตัวอย่างภาษาระดับสนทนาในข่าว
"จากกรณีที่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกจิดังแห่งวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาได้อาพาธ
ลงอย่างกะทันหัน มีอาการอ่อนเพลียอย่างหนักเนื่องจากต้องตรากตรำทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลและเคาะหัว
ให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์จนไม่มีเวลาพักผ่อน เกิดอาการหน้ามืดจนกระทั่งลูกศิษย์ต้องหามส่งโรงพยาบาลมหาราช นายแพทย์เจ้าของไข้ได้ตรวจร่างกายแล้วแจ้งให้ทราบว่าเป็นไข้หวัด"
(เดลินิวส์,๒๗ มีนาคม ๒๕๓๙.)

.....๒.๓ ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปาก เป็นภาษาที่ใช้สนทนากับผู้ที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมากๆ เช่น ในหมู่เพื่อนฝูง
หรือในครอบครัว อละมักใช้พูดกันในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ในโอกาสที่ต้องการความสนุกสนานครื้นเครง หรือในการทะเลาะด่าทอทอกัน ลักษณะของภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากนี้มีคำตัด คำสแลง คำต่ำ
คำหยาบ ปะปนปยู่มาก ตามปรกติจึงไม่ใช้ในการเขียนทั่วไป นอกจากในงานเขียนบางประเภท เช่น นวนิยาย
หรือเรื่องสั้น บทละคร ข่าวกีฬา เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากในนวนิยาย
"มึงจะไปไหน ไอ้มั่น...กูสั่งให้ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ กูอยากนั่งดูมัน มองมันตายช้าๆ
เลือดไหลออกจนหมดตัว และหยุดหายใจในที่สุด ถึงจะสมกับความแค้นของกู"
("จราภา","นางละคร" สกุลไทย ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒๑๖๒,หน้า ๑๐๗.)

ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากในข่าวกีฬา
"บิ๊กจา"เตรียมเดินเครื่องวางงานกีฬายาว จะเสนอตัวเป็นคณะกรรมาธิการวุฒิสภาการกีฬาดันงบหนุนซีเกมส์,
เอเชียนเกมส์ หร้อมกับความเป็นเจ้าเหรียญทอง ส่วนสมาคมตะกร้อรับว่าแตกเป็นเสี่ยง ให้พิสูจน์กันในตะกร้อ
คิงส์คัพหนที่ ๑๒ ใครผลงานดีได้พิจารณามาทำทีมชาติ
(เดลินิวส์, ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๙.)


อ้างอิง: อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย เอนทรานซ์ ม.4-6 . สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา,กรุงเทพมหานคร, 2543

: มายด์ - 13/11/2005 11:43

ราชาศัพท์

.....คำราชาศัพท์ ความหมายของคำราชาศัพท์ตามรูปศัพท์ หมายถึงหลวง หรือ ศัพท์ราชการ ใช้แก่บุคคลที่ควรเคารพนับถือตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ลงมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์ พระภิกษุ ตลอดจนข้าราชการและบุคคลสามัญทั่วไปด้วย ดังนั้น "ราชาศัพท์ก็คือระเบียบการใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องตามฐานะของบุคคล" เป็นถ้อยคำที่เราใช้ยกย่องเชิดชูบุคคลผู้เจริญด้วยชาติวุฒิ คุณวุฒิและวัยวุฒิ หรือเป็นการแสดงความเคารพนับถือ เช่น ต่อพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ต่อเทพเจ้าและต่อพระเป็นเจ้าแม้ในศาสนาอื่นๆเพื่อความเป็นระเบียบทางภาษาของเรานั้นเอง
๑ ที่มาของราชาศัพท์
.....๑.๑ คำไทย (คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำไทย)
.....๑.๒ คำประสม (คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำประสม)
.....๑.๓ คำยืมจากภาษาอื่น (คำราชาศัพท์ที่ยืมมาจากภาษาอื่น)

๑.๑ คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำไทย
.....มีวิธีการดังนี้
.....๑ ให้นำคำ "พระ" หรือ "พระราช" นำหน้านาม เป็นคำนามราชาศัพท์ เช่น
.....ประเภทเครื่องใช้ทั่วไป เช่น พระราชวัง(บ้าน)พระแสง(ศาสตราวุธ)พระอู่(เปล)พระที่นั่ง(เรือน)พระเก้าอี้ พระแท่น(เตียง)พระที่(ที่นอน)พระยี่ภู่(ที่นอน,ที่นั่ง,ฟูก,นวม) เป็นต้น
.....ประเภทอวัยวะต่างๆ เช่น พระเจ้า(ศีรษะเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)พระรากขวัญ(ไหปลาร้า)พระถัน, พระเต้า(นม) เป็นต้น
.....ประเภทเครือญาติ เช่น พระพี่นาง พระน้องนาง พระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลุง พระเจ้าอา เป็นต้น
.....ประเภทบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศื เช่น พระพี่เลี้ยง พระนม เป็นต้น

.....๒ ใช้ "ทรง" นำหน้าคำกริยาสามัญที่เป็นคำไทย ใช้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงรับ ทรงทำ ทรงขอบใจ ทรงเชื่อ ทรงเก็บ ทรงตัดสิน ทรงฟัง ทรงยินดี ทรงชุบเลี้ยง ทรงสั่งสอน ทรงออกกำลังกาย ทรงเล่นกีฬา ทรงขับ(รถยนต์) ทรงถือ ทรงจับ ทรงวาด เป็นต้น

.....๓ ใช้ "ทร" นำหน้าคำนามที่เป็นคำไทย ใช้เป็นคำกริยา เช่น ทรงม้า(ขี่ม้า) ทรงช้า(ขี่ช้าง) ทรงเรือใบ(เล่นเรือใบ) เป็นต้น

.....๔ ใช้คำ "ต้น" หรือ "หลวง" ประกอบข้างท้ายคำไทย หรือราชาศัพท์ เช่น ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น รถหลวง เรือนหลวง เรือหลวง เป็นต้น

.....๑.๒ คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำประสม การนำคำที่มีใช้กันอยู่แล้วในภาษาประสมกันทำให้เกิดเป็นคำใหม่เพิ่มขึ้น นับเป็นวิธีหนึ่งของการสร้างคำขึ้นใหม่ การสร้างคำราชาศัพท์วิธีหนึ่งก็ใช้การนำคำที่มีอยู่แล้วมาประสมกันเช่นเดียวกัน คำที่นำมาประสมกันนั้น อาจเป็นคำไทยประสมกับคำไทย หรือ คำไทยประสมกับคำต่างประเทศที่ใช้เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น

.....๑ คำไทยประสมกับคำไทย เช่น รับสั่ง ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น เรือนหลวง เรือหลวง เป็นต้น
๒ คำไทยประสมกับคำต่างประเทศที่ใช้เป็นคำราชาศัพท์ คำที่เกิดขึ้นใหม่จะใช้เป็นคำนามและคำกริยา เช่น

.....๑ ใช้เป็นคำนาม เช่น ห้องเครื่อง(ครัว) เครื่องคาว(ของกิน,กับข้าว) เครื่องหวาน(ของหวาน) เครื่องว่าง(ของว่าง) เครื่องสูง เครื่องต้น(เครื่องทรงสำหรับกษัตริย์,สิ่งของที่พระเจ้าแผ่นดินทรงใช้และเสวย) ริมพระโอษฐ์ เส้นพระเกษา ข้อพระกร ฝ่าพระบาท ห้องพระสำอาง รัดพระองค์(เข็มขัด) ดวงพระชะตา พานพระศรี(พานหมาก)
.....๒ ลายพระราชหัตถ์ (จดหมายที่เขียนด้วยมือ)
ใช้เป็นคำกริยา เช่น เทียบเครื่อง(ชิมอาหาร) ตั้งเครื่อง(ตั้งของรับประทาน) ลาดพระที่(ปูที่นอน) เฝ้าทูลละอองธุรีพระบาท(ไปหาไปพบ) หายพระทัย(หายใจ) ขอบพระทัย สนพระทัย ทอดพระเนตร เข้าในที่พระบรรทม สิ้นพระชนม์ เอาพระทัยใส่ ลงพระปรมาภิไธย(ลงชื่อ) แย้มพระโอษฐ์(ยิ้ม) เป็นต้น

.....๑.๓ คำราชาศัพท์ที่ยืมมาจากภาษา อื่น ภาษาต่างประเทศที่เรารับมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ ได้แก่ ภาษาบาลีสันสกฤตและภาษาเขมร โดยวิธี - เติมคำ "พระ" หรือ "พระราช" เข้าข้างหน้าคำภาษาต่างประเทศเพื่อให้เป็น คำนาม - เติมคำ "ทรง" หรือ "ทรงพระ" เข้าข้างหน้าภาษาต่างประเทศเพื่อให้เป็นคำกริยาส่วนภาษาต่างประเทศอื่นๆ ก็มีบ้าง เช่น ยืมภาษามลายู ภาษาชวา แต่มีน้อยคำ


: มายด์ - 17/11/2005 20:22

ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์

ระดับของภาษา

๔. วิธีใช้ราชาศัพท์

.....การใช้ราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ มีวิธีการใช้ดังนี้
..........๔.๑ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้ทันที เช่น ประทาน ผนวช ทูล ถวาย ประทับ เสด็จ บรรทม ประชวร สวรรคต พิโรธ เป็นต้น
..........๔.๒ ใช้คำ " พระบรม " หรือ " พระบรมราช " นำหน้าคำนามที่สำคัญยิ่ง เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศ เช่น พระบรมราชินี
พระบรมวงศานุวงศ์ พระบรมโอรสาธิราช พระบรมราโชวาท พระปรมภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชโองการ พระบรมราชานุญาต ฯลฯ
..........๔.๓ ใช้คำ " พระราช " นำหน้าคำที่มีความสำคัญน้อยกว่าคำที่กล่าวมาในข้อ ๒ เช่น คำนามที่แสดงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เช่น
พระราชวงศ์ พระราชบิดา พระราชชนนี พระราชโอรส พระราชธิดา ฯลฯ
..........คำนามทั่วๆ ไปที่มีความสำคัญรองลงมาตลอดจนอาการนามต่างๆ เช่น พระราชวังบางประอิน พระราชเสาวนีย์ พระราโชวาท
พระราชปฏิสันถาร พระราชดำรัส พระราชหัตถเลขา พระราชประเพณี พระราชโทรเลข พระราชพิธี พระราชกุศล พระราชดำริ พระราชประสงค์
พระราชปรารภ พระราชานุเคราะห์ ฯลฯ
..........๔.๔ ใช้คำ " พระ " นำหน้าคำนามทั่วๆไปที่เกี่ยวข้องกับ
.....เครื่องใช้ทั่วๆ ไป เช่น พระที่ พระแท่นบรรทม พระฉาย พระสุคนธ์ พระอู่ ฯลฯ
.....อวัยวะส่วนต่างๆ เช่น พระพักตร์ พระศอ พระกรรณ พระหัตถ์ พระกร ฯลฯ
.....นามอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระโรค พระโชค พระเคราะห์ พระบารมี พระชะตา ฯลฯ
.....บุคคลแต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ เช่น พระนม พระพี่เลี้ยง พระสหาย พระอาจารย์ พระอุปัชฌาย์ (ผู้บวชใหม่)
พระกรรมาจาจารย์ (คู่สวด) ฯลฯ
...........๔.๕ ใช้คำธรรมดาที่บอกลักษณะย่อยๆ ให้ชัดเจนไว้หน้าคำที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น
.....ฉลองพระเนตร หมายถึง แว่นตา
.....ขอบพระเนตร " ขอบตา
.....ช่องพระนาสิก " ช่องจมูก
.....ฝ่าพระหัตถ์ " ฝ่ามือ
.....หลังพระชงฆ์ " น่อง
.....ฉลองพระหัตถ์ " ช้อน
.....ถุงพระบาท " ถุงเท้า
.....ห้องพระสำอาง " ห้องแต่งตัว, ห้องสุขา
.....ซับพระองค์ " ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ
..........๔.๖ ใช้คำ " ทรงพระ " หรือ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามทั่วไป และคำนามราชาศัพท์ เพื่อทำให้เป็นคำกริยา เช่น
.....ทรงพระเมตตา หมายถึง มีเมตตา
.....ทรงพระอุตสาหะ " มีอุตสาหะ
.....ทรงพระดำริ " มีดำริ
.....ทรงพระประชวร " ป่วย
.....ทรงพระกรุณา " กรุณา
.....ทรงพระพิโรธ " โกรธ
.....ทรงพระสรวล " หัวเราะ
.....ทรงพระราชนิพนธ์ " แต่งหนังสือ
.....ทรงพระราชสมภพ " เกิด ฯลฯ
..........๔.๗ ใช้คำ " ทรง " นำหน้าคำธรรมดาเพื่อให้เป็นราชาศัพท์ เช่น
......๑. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำกริยาสามัญที่เป็นคำไทย เพื่อทำให้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงขอ ทรงรับ ทรงตัดสิน
ทรงเชื่อ ทรงเก็บ ทรงวาด ทรงถือ ทรงพับ ทรงใช้ ทรงจุด (ธูปเทียน) ฯลฯ
......๒. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่เป็นคำไทย เพื่อใช้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงช้าง ทรงเรือ ทรงม้า ทรงเรือใบ ฯลฯ
......๓. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่มีลักษณะเป็นสำนวน ทำให้มีความหมายต่างไปจากเดิม เช่น
.....ทรงธรรม หมายถึง ฟังเทศน์
.....ทรงบาตร " ตักบาตร
.....ทรงกล้อง " สูบกล้อง
.....ทรงพระโอรสมวน " สูบบุหรี่
.....ทรงฉลองพระเนตร " สวมแว่นตา
.....ทรงเครื่อง " แต่งตัว
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ตัดผม
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ถือไม้เท้า ฯลฯ
..........๔.๘ ใช้คำ " หลวง " และ " ต้น " ประกอบท้ายศัพท์ทั้งที่เป็นคำไทยและคำราชาศัพท์ให้เป็นคำราชาศัพท์ เช่น
.....เครื่องต้น (เครื่องทรงสำหรับกษัตริย์, สิ่งของที่พระเจ้าแผ่นดินทรงให้และเสวย) พระแสงปืนต้น เรือหลวง รถหลวง
ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น ฯลฯ
.....***หมายเหตุ*** การใช้ " ต้น " และ " หลวง " นั้นต้องสังเกต เพราะคำที่มี " ต้น " และ " หลวง " ประกอบอยู่ด้วยไม่ใช่คำราชาศัพ์
ทุกคำใช้เป็นคำธรรมดาก็มี เช่น ถนนหลวง ทะเลหลวง สนามหลวง ภรรยาหลวง ต้นห้อง ต้นเค้า ต้นคอ ต้นคิด เป็นต้น



๕. การจำแนกคำที่ใช้ในราชาศัพท์

.....คำที่กำหนดใช้เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำนาม คำสรรพนาม กริยา และวิเศษณ์
..........๕.๑ คำนาม แบ่งออกเป็น สามานยนาม วิสามานยนาม และลักษณนาม
.....๑. สามานยนาม ได้แก่ นามทั่วไปเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เครื่องใช้และเครือญาติต่างๆ ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว
.....๒. วิสามานยนาม ได้แก่ คำนามเฉพาะที่เป็นพระนามเดิมหรือนามเดิม และที่เป็นพระราชทินนามหรือราชทินนาม คำนามเฉพาะ
หรือชื่อเฉพาะนี้จะมีคำนำหน้านาม เช่น สมเด็จพระเจ้า พระองค์เจ้า ฯลฯ นำหน้าชื่อเฉพาะ
.....ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระนเรศวร " สมเด็จพระ " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " นเรศวร " หรือ พ่อขุนรามคำแหง
" พ่อขุน " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " รามคำแหง " เป็นต้น การศึกษาเรื่องของวิสามานยนามราชาศัพท์ให้เข้าใจ
จะต้องศึกษาคำสามานยนามที่นำหน้าชื่อเฉพาะเหล่านั้นด้วย ซึ่งแบ่งออได้ดังนี้
.....๑.) วิสามานยนามที่เป็นนามเดิมชั้นเจ้านาย ได้แก่
ก. วิสามานยนามที่มีคำนำหน้าชื่อแสดงเครือญาติ หรือ ตำแหน่งพระบรมวาศานุวงศ์ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
(พระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนตั้งแต่พระเจ้าอาขึ้นไปที่เป็นเจ้าฟ้า) พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าพี่นางเธอ ฯลฯ
กำกับไว้ข้างหน้า
.....๒.) วิสามานยนามที่เป็นราชทินนาม ราชทินนาม คือ นามที่พระราชทาน หรือ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้ากระทรวงตั้ง จะมีคำบอก
ตำแหน่งชั้นกรม ซึ่งมีอยู่ ๕ ตำแหน่ง
คือ กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมพระยา นำหน้าพระนามกรม เช่น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรม-
นครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น เจ้านายที่ทรงกรม มีชั้นเจ้าฟ้ากับพระองค์เจ้า เท่านั้น
๓. ลักษณนาม ใช้ลักษณนามราชาศัพท์กับพระมหากษัตริย์และเจ้านายเท่านั้น ใช้ลักษณนาม พระองค์ กับ องค์ เช่น พระราชธิดา ๒ พระองค์
พระที่นั่ง ๒ องค์ เป็นต้น
..........๕.๒ คำสรรพนาม ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใช้ตามราชาศัพท์ มีเฉพาะบุรุษสรรพนามชนิดเดียวจะใช้คำใด จะต้องคำนึงถึงฐานนันดรและเพศของ
.....บุรุษที่ ๑ (ผู้พูด) บุรุษที่ ๒ (ผู้ที่เราพูดด้วย) และบุรุษที่ ๓ (ผู้ที่เราพูดถึง) เช่น
.....บุรุษที่ ๑ ได้แก่ ข้าพระพุทธเจ้า เกล้ากระหม่อม หม่อมฉัน อาตมาภาพ ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๒ ได้แก่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใต้ฝ่าละอองพระบาท ใต้ฝ่าพระบาท ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๓ ได้แก่ พระองค์ เสด็จ ท่าน ฯลฯ
..........๕.๓ คำกริยา คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำกริยาที่กำหนดขึ้นเป็นราชาศัพท์โดยเฉพาะ เช่น ผนวช ประทับ เสด็จ สรง ฯลฯ กำกับที่แต่งขึ้น
ใหม่ด้วยการใช้คำ " ทรง " " ทรงพระ " และ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามหรือคำกริยาที่มีใช้อยู่แล้วทั้งเป็นคำไทย และคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
เช่น ทรงขอบใจ ทรงเล่าเรียน ทรงพระสรวล ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นต้น
..........๕.๔ คำวิเศษณ์ ที่ใช้เป็นราชาศัพท์ ได้แก่ คำขานรับ เช่น เพคะ พ่ะย่ะค่ะ พระพุทธเจ้าข้า กระหม่อม ฯลฯ
แตกต่างไปตามเพศและฐานันดรของผู้พูดและผู้ฟัง
.....คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้วไม่ต้องใช้คำว่า " ทรง " นำหน้า เช่น
..........ตรัส เสวย สรง บรรทม
..........กริ้ว โปรด พระราชทาน ประสูติ
ฯลฯ
.....ราชาศัพท์ทั่วไปที่มักปรากฏในข้อสอบเช้ามหาวิทยาลัย
..........ภาพวาด = พระสาทิสลักษณ์
..........ภาพถ่าย = พระฉายาลักษณ์
..........รูปปั้น = พระรูป
.....แสดงต่อหน้า ให้ใช้ว่า แสดงเฉพาะพระพักตร์ ห้ามใช้ว่า แสดงหน้าพระที่นั่ง



คำถามเกี่ยวกับการบังคมทูล

..........การกราบบังคมทูลว่าสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสนองพระมหากรุณาธิคุณได้ จะใช้ว่า " ข้าพระพุทธเจ้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม "
..........ถ้าเป็นการปฏิเสธในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะใช้ว่า " หามิได้ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม "
คำว่า " กราบบังคมทูลพระกรุณา " ใช้ได้เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ไม่ใช่คำนี้จะใช้ว่า
" กราบบังคมทูล "
..........คำว่า " พระบรมราชวโรกาส " สื่อมวลชนใช้ผิดกันมาก เช่น ใช้ว่า *ในพระบรมราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา* ในพระบรมราช-
วโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพ เช่นนี้ไม่ถูกต้อง พระบรมราชวโรกาสจะใช้เมื่อเป็นการขอโอกาส เช่น* " ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท " " ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย "
..........คำว่า ทูล ใน ทูลเกล้าทูลกระหม่อมนั้นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้ใช้ทูล พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
รับสั่งว่าโบราณได้กำหนดคำว่าไว้ต่างกัน คือ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม และ ทูลเกล้าทูลเกล้าทูลกระหม่อม คำว่า ทูล หมายถึง การยกขึ้นทูลหัว
ฉะนั้น ควรใช้ ทูล ส่วน ทูน เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า บอก ภาษาไทยของเรามีคำว่า ทูล หมายถึง และให้ความหมายที่ถูกต้องแล้ว ก้ไม่จำเป็น
จะต้องยืมคำเขมรมาใช้ อย่างไร ก็ตามมติของคณะรัฐมนตรีมีว่าให้ใช้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน ฉะนั้น จึงต้องใช้ว่า " ทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวาย "
..........คำกริยาราชาศัพท์ที่มีคำว่า ทรง นั้นมีอยู่หลายคำ เช่น ทรงพระประชวร เป็นการนำคำว่า ประชวร ซึ่งเป็นคำกริยาราชาศัพท์ หมายความว่า
เจ็บป่วย มาทำให้เป็นอาการนามเป็น พระประชวร แล้วเติม ทรง ข้างหน้าเป็น ทรงพระประชวร ให้เป็นกริยาราชาศัพท์ใช้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน
เท่านั้น ถ้าเป็นพระราชวงศ์อื่นๆ ใช้ว่า ประชวร หรือ ไม่ทรงสบาย ถ้าจะพูดว่า " หายแล้ว " ใช้ว่า ทรงสบายขึ้น หรือ ทรงพระสำราญดีแล้ว ส่วน
คำว่า ทรงพระประธม หมายถึง ห้องนอน ทรงพระสรวล หมายถึง หัวเราะ ใช้ได้ทั่วไป
..........ถ้าคำว่า ทรง ตามหลังคำบางคำ หมายความว่า เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เพิ่มเข้าไปเพื่อให้มีความหมายว่า พระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในขณะนั้น
..........ทรงเป็นองค์ประธาน ไม่ควรใช้ ทรงเป็น ใช้นำหน้าคำที่ไม่ใช่ราชาศัพท์ เช่น ทรงเป็นอาจารย์ส่วนองค์ประธาน ได้ทำให้กลายเป็นราชาศัพท์
แล้ว จึงใช้ ทรงเป็น นำหน้าไม่ได้ ควรใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน
..........พระราชอาคันตุกะ ใช้เมื่อกล่าวถึงแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งมาจากต่างประเทศ ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น
แขกของคนสามัญใช้ว่า อาคันตุกะ เช่น ทรงเป็นอาคันตุกะของประธานาธิบดี ในปัจจุบันไม่ใช้ราชอาคันตุกะ ในกรณีที่เป็นแขกของพระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์อีกต่อไป
..........ผู้ที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าแขกผู้นั้นเป็นกษัตริย์จะใช้ว่า รับเสด็จฯ ถ้าเป็นเจ้านาย ใข้ว่า รับเสด็จ
คำว่า ถวายการต้อนรับ เป็นคำที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ใข ถ้าแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้กลายเป็นเจ้านาย ใช้ว่า ต้อนรับ
..........เครื่องสักการะ หมายถึง เครื่องสักการะของพระเจ้าอยู่หัว สื่อมวลชนมักใช้ผิด เช่น " นายกรัฐมนตรี นำเครื่องราชสักการะไปถวายบังคม
พระบรมฉายาลักษณ์ " ที่ถูกในประโยคนี้ต้องใช้ว่า เครื่องสักการะ
..........คำว่า เสด็จ ที่ใช้เป็นนาม เป็นคำเรียกเจ้านายนั้น จะใช้แก่พระองค์เจ้าที่เป็นพระราชโอรสธิดาพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น จะใช้กับพระองค์ที่เป็น
หลานพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ได้
..........มหาราชินี หมายถึง ราชินีผู้ปกครองประเทศเท่านั้น เช่น แคทเธอรีนมหาราชินี ตำแหน่งสูงสุดของพระมเหสี คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
..........การยกพระบรมราโชวาทมาอ้างถีงนั้น ในตอนท้าย บางคนใช้ว่า " พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว " หรือ " พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน " นับว่าเป็นการใช้ภาษาเยิ่นเย้อ คำว่า พระบรมราโชวาท ใช้ได้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
ใช้แก่คนอื่นไม่ได้ถ้าใช้ พระราโชวาท ใช้ได้แก่หลายพระองค์จึงต้องระบุให้แน่ชัด เช่น พระราโชวาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราโชวาท
สมเด็จพระบรมราชชนนี ถ้าเป็นพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่มีพระองค์อยู่ในปัจจุบัน จะใช้ว่า พระบรมราโชวาทในพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น
...........การออกพระนามเจ้านายชั้นสูงบางคนใช้ผิด คือ ใช้ย่นย่อเกินไป เช่น หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า " พระเทพ... " ดังนี้เป็นการไม่สมควร ที่ถูกต้อง
ควรออกพระนามเต็ม เช่น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ
...........อักษรย่อ ป.ร. เช่น ภ.ป.ร. ย่อมาจากคำว่า ปรม + ราชาธิราช คำนี้มาจากต่างประเทศ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงติดต่อกับต่างประเทศ
ทรงสังเกตเห็นว่าพระนามพระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศมักมี Rex หมายถึง พระราชาธิบดีต่อท้ายพระนาม จึงได้ทรงนำอักษรย่อ ป.ร. มาใช้ เช่น พระนาม
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้อักษรย่อว่า ภ.ป.ร. ย่อมาจาก ภูมิพลอดุลยเดชปรมราชาธิราช และใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร นำหน้าพระนาม
พระเจ้าแผ่นดินด้วย เช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมา
ภิไธยวชิราวุธ ร อักษร ร. ย่อมาจาก คำว่า รามาธิบดี พระนามของพระองค์ท่านคือ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
และได้ทรงเปลี่ยนคำนำหน้าพระนามพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์เป็นสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหา... ทั้งสิน ต่อมาให้รัชกาล
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงกลับมาใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร ตามเดิม
..........คำว่า พระปรมาภิไธย หมายถึง ชื่อที่ได้รับการแต่งตั้ง จารึกลงในสุพรรณบัฏ เช่น พระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ภ.ป.ร.
..........พระบรมนามาภิไธย หมายถึง ชื่อตัว เช่น ภูมิพลอุดลยเดช ถ้าใช้ว่า ทรงลงพระบรนามาภิไธย ย่อจะหมายถึงเมื่อทรงลงอักษรย่อพระนามว่า ภ.อ.
..........พระราชสมัญญา หมายถึง ชื่อเล่น เช่น ขุนหลวงท้ายสระ ขุนหลวงหาวัด
..........อีกคำหนึ่งที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ไข คือ กาที่คนสามัญถวายพระพรชัย หรือถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่โบราณมาถือกัน
ว่าพระภิกษุเท่านั้นจึงจะถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวได้เพราะถือว่าเป็นผู้ทรงศีล คนสามัญใช้ ถวายชัยมงคล
..........ไปเยี่ยม เป็นราชาศัพท์ใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม หรือ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยม ก็ได้ เสด็จพระราชดำเนิน หมายความว่า ไป เช่น เสด็จ
พระราชดำเนินโดยลาดพระบาท ทรงพระดำเนิน หมายถึงว่า เดิน (ไม่ต้องใช้ว่า ทรงพระดำเนินด้วยพระบาท)
..........ถ้าพระราชวงศ์หลายพระองค์ซึ่งดำรงพระยศต่างกัน ทำกริยา " ไป " พร้อมกัน จะใช้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ
บรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
.....เทิดทูนพระเกียรติ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้
..........การกล่าวถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรใช้ว่า มีความจงรักภักดี หรือ แสดงความจงรักภักดี ไม่ใช้ว่า ถวายความจงรักภักดี
..........ข้อความ " โครงการอนุรักษ์มรดกไทย ภายใต้ร่มพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ " ไม่ถูกต้อง เปลี่ยนเป็น ร่มพระบารมี พอจะใช้ได้
..........คำว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ใช้แก่พระราชวงศ์ตั้งแต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นไป พระราชวงศ์ชั้นรอง
ลงมา ใช้ว่า ทรงพระกรุณา
..........คำว่า รับเสด็จ และ เข้าเฝ้า นั้นใช้แก่พระราชตั้งแต่ชั้นพระเจ้าลูกเธอลงมา ถ้าพระอิสริยศักดิ์สูงกว่านั้น ใช้ว่า รับเสด็จฯ และ เข้าเฝ้าฯ ซึ่งย่อมาจาก
รับเสด็จพระราชดำเนิน และ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หรือ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ตามลำดับ
..........มีพระราชดำรัส มีพระราชกระแส แปลว่า พูด ใช้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรม
ราชชนนี สมเด็จพระยุพราช และสมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........รับสั่ง แปลว่า พูด ใช้แก่พระราชวงศ์ทั่วไป
..........มีพระราชเสาวนีย์ หรือ มีพระเสาวนีย์ แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี และสมเด็จพระบรมราชชนนี
..........มีพระราชบัญชา แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........มีพระราชดำรัส สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระยุพราชและสมเด็จพระบรมราชกุมารี

]อ้างอิง: อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย เอนทรานซ์ ม.4-6 . สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา,กรุงเทพมหานคร, 2543


ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์ 2

ระดับของภาษา 2



๔. วิธีใช้ราชาศัพท์

.....การใช้ราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ มีวิธีการใช้ดังนี้
..........๔.๑ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้ทันที เช่น ประทาน ผนวช ทูล ถวาย ประทับ เสด็จ บรรทม ประชวร สวรรคต พิโรธ เป็นต้น
..........๔.๒ ใช้คำ " พระบรม " หรือ " พระบรมราช " นำหน้าคำนามที่สำคัญยิ่ง เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศ เช่น พระบรมราชินี
พระบรมวงศานุวงศ์ พระบรมโอรสาธิราช พระบรมราโชวาท พระปรมภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชโองการ พระบรมราชานุญาต ฯลฯ
..........๔.๓ ใช้คำ " พระราช " นำหน้าคำที่มีความสำคัญน้อยกว่าคำที่กล่าวมาในข้อ ๒ เช่น คำนามที่แสดงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เช่น
พระราชวงศ์ พระราชบิดา พระราชชนนี พระราชโอรส พระราชธิดา ฯลฯ
..........คำนามทั่วๆ ไปที่มีความสำคัญรองลงมาตลอดจนอาการนามต่างๆ เช่น พระราชวังบางประอิน พระราชเสาวนีย์ พระราโชวาท
พระราชปฏิสันถาร พระราชดำรัส พระราชหัตถเลขา พระราชประเพณี พระราชโทรเลข พระราชพิธี พระราชกุศล พระราชดำริ พระราชประสงค์
พระราชปรารภ พระราชานุเคราะห์ ฯลฯ
..........๔.๔ ใช้คำ " พระ " นำหน้าคำนามทั่วๆไปที่เกี่ยวข้องกับ
.....เครื่องใช้ทั่วๆ ไป เช่น พระที่ พระแท่นบรรทม พระฉาย พระสุคนธ์ พระอู่ ฯลฯ
.....อวัยวะส่วนต่างๆ เช่น พระพักตร์ พระศอ พระกรรณ พระหัตถ์ พระกร ฯลฯ
.....นามอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระโรค พระโชค พระเคราะห์ พระบารมี พระชะตา ฯลฯ
.....บุคคลแต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ เช่น พระนม พระพี่เลี้ยง พระสหาย พระอาจารย์ พระอุปัชฌาย์ (ผู้บวชใหม่)
พระกรรมาจาจารย์ (คู่สวด) ฯลฯ
...........๔.๕ ใช้คำธรรมดาที่บอกลักษณะย่อยๆ ให้ชัดเจนไว้หน้าคำที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น
.....ฉลองพระเนตร หมายถึง แว่นตา
.....ขอบพระเนตร " ขอบตา
.....ช่องพระนาสิก " ช่องจมูก
.....ฝ่าพระหัตถ์ " ฝ่ามือ
.....หลังพระชงฆ์ " น่อง
.....ฉลองพระหัตถ์ " ช้อน
.....ถุงพระบาท " ถุงเท้า
.....ห้องพระสำอาง " ห้องแต่งตัว, ห้องสุขา
.....ซับพระองค์ " ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ
..........๔.๖ ใช้คำ " ทรงพระ " หรือ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามทั่วไป และคำนามราชาศัพท์ เพื่อทำให้เป็นคำกริยา เช่น
.....ทรงพระเมตตา หมายถึง มีเมตตา
.....ทรงพระอุตสาหะ " มีอุตสาหะ
.....ทรงพระดำริ " มีดำริ
.....ทรงพระประชวร " ป่วย
.....ทรงพระกรุณา " กรุณา
.....ทรงพระพิโรธ " โกรธ
.....ทรงพระสรวล " หัวเราะ
.....ทรงพระราชนิพนธ์ " แต่งหนังสือ
.....ทรงพระราชสมภพ " เกิด ฯลฯ
..........๔.๗ ใช้คำ " ทรง " นำหน้าคำธรรมดาเพื่อให้เป็นราชาศัพท์ เช่น
......๑. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำกริยาสามัญที่เป็นคำไทย เพื่อทำให้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงขอ ทรงรับ ทรงตัดสิน
ทรงเชื่อ ทรงเก็บ ทรงวาด ทรงถือ ทรงพับ ทรงใช้ ทรงจุด (ธูปเทียน) ฯลฯ
......๒. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่เป็นคำไทย เพื่อใช้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงช้าง ทรงเรือ ทรงม้า ทรงเรือใบ ฯลฯ
......๓. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่มีลักษณะเป็นสำนวน ทำให้มีความหมายต่างไปจากเดิม เช่น
.....ทรงธรรม หมายถึง ฟังเทศน์
.....ทรงบาตร " ตักบาตร
.....ทรงกล้อง " สูบกล้อง
.....ทรงพระโอรสมวน " สูบบุหรี่
.....ทรงฉลองพระเนตร " สวมแว่นตา
.....ทรงเครื่อง " แต่งตัว
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ตัดผม
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ถือไม้เท้า ฯลฯ
..........๔.๘ ใช้คำ " หลวง " และ " ต้น " ประกอบท้ายศัพท์ทั้งที่เป็นคำไทยและคำราชาศัพท์ให้เป็นคำราชาศัพท์ เช่น
.....เครื่องต้น (เครื่องทรงสำหรับกษัตริย์, สิ่งของที่พระเจ้าแผ่นดินทรงให้และเสวย) พระแสงปืนต้น เรือหลวง รถหลวง
ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น ฯลฯ
.....***หมายเหตุ*** การใช้ " ต้น " และ " หลวง " นั้นต้องสังเกต เพราะคำที่มี " ต้น " และ " หลวง " ประกอบอยู่ด้วยไม่ใช่คำราชาศัพ์
ทุกคำใช้เป็นคำธรรมดาก็มี เช่น ถนนหลวง ทะเลหลวง สนามหลวง ภรรยาหลวง ต้นห้อง ต้นเค้า ต้นคอ ต้นคิด เป็นต้น



๕. การจำแนกคำที่ใช้ในราชาศัพท์

.....คำที่กำหนดใช้เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำนาม คำสรรพนาม กริยา และวิเศษณ์
..........๕.๑ คำนาม แบ่งออกเป็น สามานยนาม วิสามานยนาม และลักษณนาม
.....๑. สามานยนาม ได้แก่ นามทั่วไปเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เครื่องใช้และเครือญาติต่างๆ ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว
.....๒. วิสามานยนาม ได้แก่ คำนามเฉพาะที่เป็นพระนามเดิมหรือนามเดิม และที่เป็นพระราชทินนามหรือราชทินนาม คำนามเฉพาะ
หรือชื่อเฉพาะนี้จะมีคำนำหน้านาม เช่น สมเด็จพระเจ้า พระองค์เจ้า ฯลฯ นำหน้าชื่อเฉพาะ
.....ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระนเรศวร " สมเด็จพระ " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " นเรศวร " หรือ พ่อขุนรามคำแหง
" พ่อขุน " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " รามคำแหง " เป็นต้น การศึกษาเรื่องของวิสามานยนามราชาศัพท์ให้เข้าใจ
จะต้องศึกษาคำสามานยนามที่นำหน้าชื่อเฉพาะเหล่านั้นด้วย ซึ่งแบ่งออได้ดังนี้
.....๑.) วิสามานยนามที่เป็นนามเดิมชั้นเจ้านาย ได้แก่
ก. วิสามานยนามที่มีคำนำหน้าชื่อแสดงเครือญาติ หรือ ตำแหน่งพระบรมวาศานุวงศ์ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
(พระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนตั้งแต่พระเจ้าอาขึ้นไปที่เป็นเจ้าฟ้า) พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าพี่นางเธอ ฯลฯ
กำกับไว้ข้างหน้า
.....๒.) วิสามานยนามที่เป็นราชทินนาม ราชทินนาม คือ นามที่พระราชทาน หรือ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้ากระทรวงตั้ง จะมีคำบอก
ตำแหน่งชั้นกรม ซึ่งมีอยู่ ๕ ตำแหน่ง
คือ กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมพระยา นำหน้าพระนามกรม เช่น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรม-
นครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น เจ้านายที่ทรงกรม มีชั้นเจ้าฟ้ากับพระองค์เจ้า เท่านั้น
๓. ลักษณนาม ใช้ลักษณนามราชาศัพท์กับพระมหากษัตริย์และเจ้านายเท่านั้น ใช้ลักษณนาม พระองค์ กับ องค์ เช่น พระราชธิดา ๒ พระองค์
พระที่นั่ง ๒ องค์ เป็นต้น
..........๕.๒ คำสรรพนาม ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใช้ตามราชาศัพท์ มีเฉพาะบุรุษสรรพนามชนิดเดียวจะใช้คำใด จะต้องคำนึงถึงฐานนันดรและเพศของ
.....บุรุษที่ ๑ (ผู้พูด) บุรุษที่ ๒ (ผู้ที่เราพูดด้วย) และบุรุษที่ ๓ (ผู้ที่เราพูดถึง) เช่น
.....บุรุษที่ ๑ ได้แก่ ข้าพระพุทธเจ้า เกล้ากระหม่อม หม่อมฉัน อาตมาภาพ ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๒ ได้แก่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใต้ฝ่าละอองพระบาท ใต้ฝ่าพระบาท ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๓ ได้แก่ พระองค์ เสด็จ ท่าน ฯลฯ
..........๕.๓ คำกริยา คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำกริยาที่กำหนดขึ้นเป็นราชาศัพท์โดยเฉพาะ เช่น ผนวช ประทับ เสด็จ สรง ฯลฯ กำกับที่แต่งขึ้น
ใหม่ด้วยการใช้คำ " ทรง " " ทรงพระ " และ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามหรือคำกริยาที่มีใช้อยู่แล้วทั้งเป็นคำไทย และคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
เช่น ทรงขอบใจ ทรงเล่าเรียน ทรงพระสรวล ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นต้น
..........๕.๔ คำวิเศษณ์ ที่ใช้เป็นราชาศัพท์ ได้แก่ คำขานรับ เช่น เพคะ พ่ะย่ะค่ะ พระพุทธเจ้าข้า กระหม่อม ฯลฯ
แตกต่างไปตามเพศและฐานันดรของผู้พูดและผู้ฟัง
.....คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้วไม่ต้องใช้คำว่า " ทรง " นำหน้า เช่น
..........ตรัส เสวย สรง บรรทม
..........กริ้ว โปรด พระราชทาน ประสูติ
ฯลฯ
.....ราชาศัพท์ทั่วไปที่มักปรากฏในข้อสอบเช้ามหาวิทยาลัย
..........ภาพวาด = พระสาทิสลักษณ์
..........ภาพถ่าย = พระฉายาลักษณ์
..........รูปปั้น = พระรูป
.....แสดงต่อหน้า ให้ใช้ว่า แสดงเฉพาะพระพักตร์ ห้ามใช้ว่า แสดงหน้าพระที่นั่ง



คำถามเกี่ยวกับการบังคมทูล

..........การกราบบังคมทูลว่าสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสนองพระมหากรุณาธิคุณได้ จะใช้ว่า " ข้าพระพุทธเจ้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม "
..........ถ้าเป็นการปฏิเสธในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะใช้ว่า " หามิได้ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม "
คำว่า " กราบบังคมทูลพระกรุณา " ใช้ได้เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ไม่ใช่คำนี้จะใช้ว่า
" กราบบังคมทูล "
..........คำว่า " พระบรมราชวโรกาส " สื่อมวลชนใช้ผิดกันมาก เช่น ใช้ว่า *ในพระบรมราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา* ในพระบรมราช-
วโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพ เช่นนี้ไม่ถูกต้อง พระบรมราชวโรกาสจะใช้เมื่อเป็นการขอโอกาส เช่น* " ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท " " ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย "
..........คำว่า ทูล ใน ทูลเกล้าทูลกระหม่อมนั้นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้ใช้ทูล พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
รับสั่งว่าโบราณได้กำหนดคำว่าไว้ต่างกัน คือ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม และ ทูลเกล้าทูลเกล้าทูลกระหม่อม คำว่า ทูล หมายถึง การยกขึ้นทูลหัว
ฉะนั้น ควรใช้ ทูล ส่วน ทูน เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า บอก ภาษาไทยของเรามีคำว่า ทูล หมายถึง และให้ความหมายที่ถูกต้องแล้ว ก้ไม่จำเป็น
จะต้องยืมคำเขมรมาใช้ อย่างไร ก็ตามมติของคณะรัฐมนตรีมีว่าให้ใช้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน ฉะนั้น จึงต้องใช้ว่า " ทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวาย "
..........คำกริยาราชาศัพท์ที่มีคำว่า ทรง นั้นมีอยู่หลายคำ เช่น ทรงพระประชวร เป็นการนำคำว่า ประชวร ซึ่งเป็นคำกริยาราชาศัพท์ หมายความว่า
เจ็บป่วย มาทำให้เป็นอาการนามเป็น พระประชวร แล้วเติม ทรง ข้างหน้าเป็น ทรงพระประชวร ให้เป็นกริยาราชาศัพท์ใช้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน
เท่านั้น ถ้าเป็นพระราชวงศ์อื่นๆ ใช้ว่า ประชวร หรือ ไม่ทรงสบาย ถ้าจะพูดว่า " หายแล้ว " ใช้ว่า ทรงสบายขึ้น หรือ ทรงพระสำราญดีแล้ว ส่วน
คำว่า ทรงพระประธม หมายถึง ห้องนอน ทรงพระสรวล หมายถึง หัวเราะ ใช้ได้ทั่วไป
..........ถ้าคำว่า ทรง ตามหลังคำบางคำ หมายความว่า เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เพิ่มเข้าไปเพื่อให้มีความหมายว่า พระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในขณะนั้น
..........ทรงเป็นองค์ประธาน ไม่ควรใช้ ทรงเป็น ใช้นำหน้าคำที่ไม่ใช่ราชาศัพท์ เช่น ทรงเป็นอาจารย์ส่วนองค์ประธาน ได้ทำให้กลายเป็นราชาศัพท์
แล้ว จึงใช้ ทรงเป็น นำหน้าไม่ได้ ควรใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน
..........พระราชอาคันตุกะ ใช้เมื่อกล่าวถึงแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งมาจากต่างประเทศ ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น
แขกของคนสามัญใช้ว่า อาคันตุกะ เช่น ทรงเป็นอาคันตุกะของประธานาธิบดี ในปัจจุบันไม่ใช้ราชอาคันตุกะ ในกรณีที่เป็นแขกของพระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์อีกต่อไป
..........ผู้ที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าแขกผู้นั้นเป็นกษัตริย์จะใช้ว่า รับเสด็จฯ ถ้าเป็นเจ้านาย ใข้ว่า รับเสด็จ
คำว่า ถวายการต้อนรับ เป็นคำที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ใข ถ้าแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้กลายเป็นเจ้านาย ใช้ว่า ต้อนรับ
..........เครื่องสักการะ หมายถึง เครื่องสักการะของพระเจ้าอยู่หัว สื่อมวลชนมักใช้ผิด เช่น " นายกรัฐมนตรี นำเครื่องราชสักการะไปถวายบังคม
พระบรมฉายาลักษณ์ " ที่ถูกในประโยคนี้ต้องใช้ว่า เครื่องสักการะ
..........คำว่า เสด็จ ที่ใช้เป็นนาม เป็นคำเรียกเจ้านายนั้น จะใช้แก่พระองค์เจ้าที่เป็นพระราชโอรสธิดาพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น จะใช้กับพระองค์ที่เป็น
หลานพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ได้
..........มหาราชินี หมายถึง ราชินีผู้ปกครองประเทศเท่านั้น เช่น แคทเธอรีนมหาราชินี ตำแหน่งสูงสุดของพระมเหสี คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
..........การยกพระบรมราโชวาทมาอ้างถีงนั้น ในตอนท้าย บางคนใช้ว่า " พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว " หรือ " พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน " นับว่าเป็นการใช้ภาษาเยิ่นเย้อ คำว่า พระบรมราโชวาท ใช้ได้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
ใช้แก่คนอื่นไม่ได้ถ้าใช้ พระราโชวาท ใช้ได้แก่หลายพระองค์จึงต้องระบุให้แน่ชัด เช่น พระราโชวาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราโชวาท
สมเด็จพระบรมราชชนนี ถ้าเป็นพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่มีพระองค์อยู่ในปัจจุบัน จะใช้ว่า พระบรมราโชวาทในพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น
...........การออกพระนามเจ้านายชั้นสูงบางคนใช้ผิด คือ ใช้ย่นย่อเกินไป เช่น หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า " พระเทพ... " ดังนี้เป็นการไม่สมควร ที่ถูกต้อง
ควรออกพระนามเต็ม เช่น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ
...........อักษรย่อ ป.ร. เช่น ภ.ป.ร. ย่อมาจากคำว่า ปรม + ราชาธิราช คำนี้มาจากต่างประเทศ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงติดต่อกับต่างประเทศ
ทรงสังเกตเห็นว่าพระนามพระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศมักมี Rex หมายถึง พระราชาธิบดีต่อท้ายพระนาม จึงได้ทรงนำอักษรย่อ ป.ร. มาใช้ เช่น พระนาม
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้อักษรย่อว่า ภ.ป.ร. ย่อมาจาก ภูมิพลอดุลยเดชปรมราชาธิราช และใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร นำหน้าพระนาม
พระเจ้าแผ่นดินด้วย เช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมา
ภิไธยวชิราวุธ ร อักษร ร. ย่อมาจาก คำว่า รามาธิบดี พระนามของพระองค์ท่านคือ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
และได้ทรงเปลี่ยนคำนำหน้าพระนามพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์เป็นสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหา... ทั้งสิน ต่อมาให้รัชกาล
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงกลับมาใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร ตามเดิม
..........คำว่า พระปรมาภิไธย หมายถึง ชื่อที่ได้รับการแต่งตั้ง จารึกลงในสุพรรณบัฏ เช่น พระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ภ.ป.ร.
..........พระบรมนามาภิไธย หมายถึง ชื่อตัว เช่น ภูมิพลอุดลยเดช ถ้าใช้ว่า ทรงลงพระบรนามาภิไธย ย่อจะหมายถึงเมื่อทรงลงอักษรย่อพระนามว่า ภ.อ.
..........พระราชสมัญญา หมายถึง ชื่อเล่น เช่น ขุนหลวงท้ายสระ ขุนหลวงหาวัด
..........อีกคำหนึ่งที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ไข คือ กาที่คนสามัญถวายพระพรชัย หรือถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่โบราณมาถือกัน
ว่าพระภิกษุเท่านั้นจึงจะถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวได้เพราะถือว่าเป็นผู้ทรงศีล คนสามัญใช้ ถวายชัยมงคล
..........ไปเยี่ยม เป็นราชาศัพท์ใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม หรือ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยม ก็ได้ เสด็จพระราชดำเนิน หมายความว่า ไป เช่น เสด็จ
พระราชดำเนินโดยลาดพระบาท ทรงพระดำเนิน หมายถึงว่า เดิน (ไม่ต้องใช้ว่า ทรงพระดำเนินด้วยพระบาท)
..........ถ้าพระราชวงศ์หลายพระองค์ซึ่งดำรงพระยศต่างกัน ทำกริยา " ไป " พร้อมกัน จะใช้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ
บรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
.....เทิดทูนพระเกียรติ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้
..........การกล่าวถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรใช้ว่า มีความจงรักภักดี หรือ แสดงความจงรักภักดี ไม่ใช้ว่า ถวายความจงรักภักดี
..........ข้อความ " โครงการอนุรักษ์มรดกไทย ภายใต้ร่มพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ " ไม่ถูกต้อง เปลี่ยนเป็น ร่มพระบารมี พอจะใช้ได้
..........คำว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ใช้แก่พระราชวงศ์ตั้งแต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นไป พระราชวงศ์ชั้นรอง
ลงมา ใช้ว่า ทรงพระกรุณา
..........คำว่า รับเสด็จ และ เข้าเฝ้า นั้นใช้แก่พระราชตั้งแต่ชั้นพระเจ้าลูกเธอลงมา ถ้าพระอิสริยศักดิ์สูงกว่านั้น ใช้ว่า รับเสด็จฯ และ เข้าเฝ้าฯ ซึ่งย่อมาจาก
รับเสด็จพระราชดำเนิน และ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หรือ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ตามลำดับ
..........มีพระราชดำรัส มีพระราชกระแส แปลว่า พูด ใช้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรม
ราชชนนี สมเด็จพระยุพราช และสมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........รับสั่ง แปลว่า พูด ใช้แก่พระราชวงศ์ทั่วไป
..........มีพระราชเสาวนีย์ หรือ มีพระเสาวนีย์ แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี และสมเด็จพระบรมราชชนนี
..........มีพระราชบัญชา แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........มีพระราชดำรัส สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระยุพราชและสมเด็จพระบรมราชกุมารี



อ้างอิง: อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย เอนทรานซ์ ม.4-6 . สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา,กรุงเทพมหานคร, 2543



: ด.ญ. เมธินี แย้มเนตร ม.2/11B เลขที่ 18 - 13/11/2005 18:48

: ด.ญ. เมธินี แย้มเนตร ม.2/11B เลขที่ 18 - 18/11/2005 17:17

ภาษาเป็นทางการและภาษาไม่เป็นทางการ

1.ภาษาเป็นทางการและภาษาไม่เป็นทางการ
1.1 ภาษาเป็นทางการ
ภาษาเป็นทางการหรือภาษาราชการ หมายถึง ภาษามีแบบแผนถูกหลักภาษา เช่น ภาษาใช้ในวงราชการ
เช่น ประกาศต่างๆ ที่เป็นทางการ หนังสือราชการจดหมายราชการ ภาษาในวงวิชาการหรือในวงการศึกษา
เช่น รายงานการวิจัย ตำรา และแบบเรียน เป็นต้น
1.2 ภาษาไม่เป็นทางการ หมายถึง ภาษากึ่งแบบแผน ลดระดับความเคร่งครัดทางกฎเกณฑ์ของภาษา
เช่น ภาษาสำหรับเขียนบทความ สารคดี ชีวประวัติและบทวิจารณ์หรือภาษาใช้ในการสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคล
หรือกลุ่มบุคลไม่เกิน 4-5 คน ในสถานที่และกาละไม่ใช่ส่วนตัว แม้บุคลที่ใช้ภาษารู้จักมักคุ้นกันอยู่ก็ตาม

ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษาเป็นทางการและภาษาไม่เป็นทางการ
1.) ภาษาเป็นทางการมีลักษณะกระชับ ภาษาไม่เป็นทางการมีลักษณะไม่กระชับค่อนข้างเป็นภาษาพูด
ภาษาเป็นทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ
ไม่รอบคอบ ไม่ดูตาม้าตาเรือ
ไม่ทราบข้อเท็จจริง ไม่รู้เรื่องรู้ราว
ซ้ำซาก ซ้ำๆ ซากๆ
มีบุตร มีลูกมีเต้า
น้อยใจ น้อยอกน้อยใจ
ติดใจ ติดอกติดใจ
2.) ภาษาเป็นทางการมีลักษณะสุภาพกว่าภาษาที่ไม่เป็นทางการ ภาษาเป็นทางการมักใช้คำบาลี สันสกฤต
ซึ่งเป็นภาษาที่คนไทยยกย่อง
ภาษาเป็นทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ
มีความประสงค์ มีความต้องการ
บริการเต็มที่ รับใช้เต็มที่
เรียนให้ทราบ บอกให้รู้
กล่าวเท็จ พูดโกหก
กรณีอีสาน เรื่องอีสาน
อนุเคราะห์ ช่วยเหลือ
3.ถ้าเป็นคำยืมภาษาอังกฤษ ภาษาเป็นทางการใช้คำแปรที่บัญญัติเป็นทางการแล้วแต่ภาษาไม่เป็นทางการมัก
ใช้ทับศัพท์ที่ยังไม่ใช้เป็น
ภาษาพูดและมักตัดคำให้สั้นลง เช่น
ภาษาเป็นทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ
คณิตกรณ์ คอมพิวเตอร์ (computer)
วีดิทัศน์ วีดิโอ (video)
โทรภาพ โทรสาร แฟกซ์ (fax: facsimile)
แถบบันทึก แถบ เทป (tape)
ห้องปรับอากาศ ห้องแอร์ (aircondition)
บริการ เสิร์ฟ (serve service)
ทัศนะ ความคิด ไอเดีย (idia)
สนับสนุน ล็อบบี้ (lobby)
ตั้งข้อสังเกตุ คอมเมนต์ (comment)

อ้างอิง ประพนธ์ เรืองณรงค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3)
เล่ม2 - - พิมพ์ครั้งที่1 - - กรุงเทพฯ : ประสานมิตร , 2545

: ด.ช. สัณหพจน์ เพชรมุณี ม.2/11B - 18/11/2005 10:38

ภาษาพูดและภาษาเขียน

2.ภาษาพูดและภาษาเขียน
2.1 ภาษาพูด
ภาษาพูด บางทีเรียกว่า ภาษาปาก หรือ ภาษาเฉพาะกลุ่ม เช่น ภาษากลุ่มวัยรุ่น ภาษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ภาษาพูดไม่เคร่งครัดในหลักภาษาบางครั้งฟังแล้วไม่สุภาพมักใช้พูดระหว่างผู้สนิทสนม หรือผู้ได้รับการศึกษาต่ำ ในภาษาเขียนบันเทิงคดีหรือเรื่องสั้น ผู้แต่งนำภาษาปากไปใช้เป็นภาษาพูดของตัวละครเพื่อความเหมาะสมกับฐานะตัวละคร
2.2 ภาษาเขียน
ภาษาเขียน มีลักษณะเคร่งครัดในหลักภาษา มีทั้งระดับเคร่งครัดมาก เรียกว่า ภาษาแบบแผน เช่น การเขียนภาษาเป็นทางการดังกล่าวในข้อ 1.1 ระดับเคร่งครัดไม่มากนัก เรียกว่า ภาษากึ่งแบบแผน หรือ ภาษาไม่เป็นทางการ ดังกล่าวในข้อ 1..2 ในวรรณกรรมมีการใช้ภาษาเขียน 3 แบบ คือ ภาษาเขียนแบบจินตนาการ เช่น ภาษาการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เป็นต้น ภาษาเขียนแบบแสดงข้อเท็จจริง เช่น การเขียนบทความ สารคดี เป็นต้น และภาษาเขียนแบบประชาสัมพันธ์ เช่น การเขียนคำโฆษณา หรือคำขวัญ เป็นต้น

ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน
1) ภาษาพูดเป็นภาษาเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะวัย มีการเปลี่ยนแปลงคำพูดอยู่เสมอ เช่น


ภาษาพูด ภาษาเขียน

วัยโจ๋ วัยรุ่น

เจ๋ง เยี่ยมมาก

แห้ว ผิดหวัง

เดี้ยง พลาดและเจ็บ
ตัว

มั่วนิ่ม ทำไม่จริงจังและปิดบัง

โหลยโท่ย แย่มาก

จิ๊บจ๊อย เล็กน้อย

ดิ้น เต้นรำ

เซ็ง เบื่อหน่าย

แซว เสียดสี
2) ภาษาพูด มักเป็นภาษาไทยแท้ คือ เป็นภาษาชาวบ้าน เข้าใจง่าย แต่ภาษาเขียนมักใช้ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต เป็นภาษาแบบแผน หรือกึ่งแบบแผน เช่น

ภาษาพูด ภาษาเขียน

ในหลวง พระมหากษัตริย์

ผัวเมีย สามีภรรยา

เมียน้อย อนุภรรยา

ค่อยยังชั่ว อาการดีขึ้น อาการทุเลาขึ้น

ดาราหนัง ดาราภาพยนตร์

วัวควาย โคกระบือ

ปอดลอย หวาดกลัว

โดนสวด ถูกด่า

ตีนเปล่า เท้าเปล่า

เกือก รองเท้า



3) ภาษาพูดมักเปลี่ยนแปลงเสียงสระและเสียงพยัญชนะ รวมทั้งนิยมตัดคำให้สั้นลง แต่ภาษาเขียนคงเคร่งครัดตามรูปคำเดิม เช่น
ภาษาพูด ภาษาเขียน
เริ่ด เลิศ
เพ่ พี่
ใช่ป้ะ ใช่หรือเปล่า
ตื่นเต้ลล์ ตื่นเต้น
ใช่มะ ใช่ไหม
จิงอะป่าว จริงหรือเปล่า
ลุย ตะลุย
มหาลัย มหาวิทยาลัย
4) ภาษาพูด ยืมคำภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ และมักตัดคำให้สั้นลง รวมทั้งภาษาจีน เป็นต้น ภาเขียนใช้คำแปลภาษาไทยหรือทับศัพท์ เช่น
ภาษาพูด ภาษาเขียน
เว่อร์ (over) เกินควร เกินกำหนด
แอ๊บ (abnomal) ผิดปกติ
จอย (enjoy) สนุก เพลิดเพลิน
ซี (xerox) ถ่ายสำเนาเอกสาร
ก็อบ (copy) สำเนา ต้นฉบับ
ดิก (dictionary) พจนานุกรม
เอ็น (entrance) สอบเข้ามหาวิทยาลัย
ไท (necktie) เนกไท
กุนซือ (ภาษาจีน) ที่ปรึกษา
บ๊วย (ภาษาจีน) สุดท้าย
ตั๋ว (ภาษาจีน) บัตร


อ้างอิง ประพนธ์ เรืองณรงค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3)
เล่ม2 - - พิมพ์ครั้งที่1 - - กรุงเทพฯ : ประสานมิตร , 2545


: ด.ช. สัณหพจน์ เพชรมุณี ม.2/11บี - 18/11/2005 10:59

 

 

 

คำไวพจน์
คำไวพจน์ คือ คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่มีรูปต่างกันและอาจมีที่มาจากภาษาต่างๆ

1. พระพุทธเจ้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.........พระสัพพัญญู..........พระโลกนาถ...........พระสุคต
พระผู้มีพระภาคเจ้า.............พระสมณโคดม........พระศากยมุนี..........พระธรรมราช
พระชินสีห์...........................พระทศญาณ............มารชิต.....................โลกชิต
พระทศพลญาณ...................พระตถาคต...............พระชินวร...............ชินศรี

2. สวรรค์
ไตรทิพย์..............................สรวง........................ไตรทศาลัย...............สุราลัย
สุริยโลก...............................ศิวโลก.......................สุขาวดี.....................สุคติ
เทวโลก


3. เทวดา
เทพ.....................................เทวินทร์......................อมร..........................สุรารักษ์
แมน....................................เทว..............................เทวัญ.......................นิรชรา
เทวา....................................ไตรทศ.........................ปรวาณ.....................สุร

4. พระอิศวร
ตรีโลกนาถ.........................บิดามห.........................ศิวะ..........................ศุลี
มหาเทพ.............................ปศุบดี...........................มเหศวร...................จันทรเศขร
ภูเตศวร...............................ศังกร............................ภูเตศ........................ทรงอินทรชฎา



5. พระพรหม
จัตุพักตร์..............นิรทรุหิณ..............พระทรงหงส์................วิธาดา
ธาดา....................กมลาสน์................สรษดา..........................สรษดา
ปรชาบดี

6. พระวิษณุ
กฤษณะ...............ไวกุณฐ์..................ไกษพ.....................มาธพ
สวภู.....................พระจักรี................ศางดี.......................ไตรวิกรม
จักรปาณี..............พระกฤษณ์............พระนารายณ์



7. พระเจ้าแผ่นดิน
บดินทร์...........นโรดม..........นฤเบศน์..........เจ้าหล้า
ภูมินทร์..........ภูบาล.............ภูบดินทร์..........ธรารักษ์
นรินทร์..........นฤบดี.............จอมราช...........ท่านไท้ธรณี
ขัตติยวงศ์.......ธรณีศวร........ราเชนทร์..........ท้าวธรณิศ
ไท้ธาษตรี.......ปิ่นเกล้าธาษตรี

8. พระอินทร์
โกสีย์.................โกษี...............อินทรา............มรุตวาน
เทพาธิบดี..........อมรินทร์........วชิราวุธ...........อมเรศร
วัชรินทร์............ตรีเนตร.........สหัสโยนี.........วชิรปาณี
สหัสนัยน์.........เพชรปราณี....ท้าวพันตา........สักกะ
โกสินทร์...........พันเนตร........มัฆวาน

9. ครุฑ
กาศยป.................ไวนเตยะ...............สุวรรณกาย..............นาคานตกะ
ปันนคนาสน์.......เวนไตย.................ขเดศวร...................สุบรรณ
วิษณุรถ................นาคานดก.............ขนบคาศน์

10. พระอาทิตย์
ทิพากร.............ทิวากร................ทินกร..................ภาสกร
รวิ....................รวี.......................รพิ.......................ระพี
ไถง..................ตะวัน.................อาภากร................อังศุมาลี
สุริยะ...............สุริยา..................สุริยัน...................สุริยน
สุริยง................ภาณุ..................ภาณุมาศ...............อุษณรศมัย
ทยุมณี..............อหัสกร.............พรมัน..................ประภากร


11.พระจันทร์
เดือน.............ศศิ...............ศศิธร................บุหลัน
โสม..............นิศากร.........แข....................กัษษากร
นิศาบดี.........รัชนีกร.........ศิวเศขร

12. นางอุมา
กาตยายนี............เคารี...............ไหมวดี..............ภวาณี
รุทธานี................จัณฑี..............นางกาลี


13. คำพูด
วาจา..............วจี.................วัจนะ..............พจนา
พากย์.............ถ้อย..............วัจนา

14. งู
นาคราช..............อุรค..............ภุชงค์...............อสรพิษ
อหิ.....................เงี้ยว


15. นรก
นิรย...................ทุคติ นารก..................นรก

16. น้ำ
คงคา...................นที..................สินธุ์....................สาคร
สมุทร.................ชลาลัย.............อุทก....................ชโลทร
อาโป..................หรรณพ...........ชลธาร.................ชลาศัย
ชลธี....................ธาร..................ธารา....................สลิล
อรรณพ..............สินธุ................รัตนากร...............สาคเรศ
อุทกธารา............อุทก.................อัมพุ


17. ปลา
มัจฉา................มัสยา................มัจฉาชาติ.................มิต
ชลจร................วารีชาติ.............อัมพุชา.....................มีน
มีนา.................ปุถุโลม

18. เมือง
บุรี..................ธานินทร์.................ราชธานี................ธานี
นคร...............นครินทร์.................นคเรศ..................สถานิย
ประเทศ.........บุรินทร์....................พารา....................กรุง
นครา


19. คน
มนุษย์..............มรรตย.................นร..................นคร
มานพ..............ชน.......................บุรุษ

20. ลูกชาย
บุตร...............ปรัตยา................ตนุช................โอรส
เอารส............กูน


21. ลูกหญิง
บุตรี................ธิดา.................ธิตา...................สุดา
ทุหิตา

22. ผู้หญิง
อรไท...............แก้วตา................ดวงสมร................นงคราญ
นงพะงา..........บังอร..................ร้อยชั่ง...................สตรี
สายสมร..........อนงค์..................อิสตรี....................กัญญา
กันยา..............กัลยาณี.................กานดา..................ดรุณี
นงเยาว์...........นงลักษณ์............นารี.......................มารศรี
ยุพเยาว์...........ยพุเรศ.................ยุพดี.....................ยุพา
ยุพิน................ยุวดี.....................เยาวเรศ................เยาวลักษณ์
วนิดา...............สมร.....................สุดา......................อิตถี
เพาโพท..........พธู........................สัตรี......................พนิดา
นงราม


: ด.ญ
23. นก
ทวิช.................บุหรง..................สกุณ................สกุณี
วิหค.................สกุณา.................ปักษี.................ทิชากร
ปักษิณ.............ทวิชาชาติ.............ปักษา

24. ช้าง
หัสดี..................กุญชร................คช................กรี
ดำริ....................คชินทร์..............คชาธาร........หัตถี
คเชนทร์............หัสดินทร์...........กรินทร์.........ไอยรา
สาร....................วารณ.................คชา



25. ม้า
พาชี.................สินธพ.................อาชาไนย..............ไหย
อัศว.................แสะ.....................ดุรงค์.....................มโนมัย
อาชา................อัศวะ

26. ราชสีห์
ไกรสีห์...............ไกรสร................นฤเคนทร์.................สีหราช
สีห์


27. ลม
วาโย................มาลุต.................ปรัวน...............พระพาย

28. ไฟ
อัคคี................อัคนี.................เดช................เพลิง
ปราพก

29. งาม
โสภณ................เสาวภาคย์.................รุจิเรข...............บวร
พะงา..................วิศิษฏ์........................อะเคื้อ..............อันแถ้ง
สิงคลิ้ง


30. ใหญ่ กว้าง
มหันต์.................มหา..................มหิมา...............พิบูลย์
ไพศาล................มโหฬาร

31. ไป
เต้า..................สัญจร....................จร...................ยาตรา

32. ขาว
ปัณฑูร..................ศุกร.............ศุภร................เศวตร
ธวัล


33. ตาย
ปรลัย.................บรรลัย.................มรณะ.................วายชนม์
วายชีพ...............ดับจิต

34. ใจ
กมล.................มโน.................มน.................ดวงใจ
ดวงหทัย..........ดวงแด..............ฤทัย...............ฤดี
หฤทัย

35. นักปราชญ์
ธีร์..................ธีระ...................ปราชญ์................เธียร
บัณฑิต..........เมธ....................เมธี......................เมธา


36. ดอกไม้
บุษบา..................บุปผา.................บุปผชาติ.................บุหงา
บุษบง..................บุษบัน...............ผกา.........................มาลา
ผกามาศ...............มาลี...................สุมาลี......................สุคันธชาติ

37. ฟ้า
อัมพร.................หาว....................เวหา.................โพยม
นภ.....................ทิฆัมพร..............คคนางค์............คคนานค์
นภดล.................นภา...................นภาลัย..............เวหาศ
อากาศ


38. ยักษ์
ยักษา...................อสูร...................อสุรา.................กุมภัณฑ์
รามสูร.................ราพณาสูร.........รากษส...............ยักษิณี
ยักษี....................ราพณ์

39. ทองคำ
สุพรรณ..................สุวรรณ.................กนก...............กาณจน์
กาญจนา................มาศ.......................เหม................ชมพูนุท

40. เงิน
รัชตะ...............รัชฎา.................ปรัก.................หิรัญ


41. ดอกบัว
อุบล..............บงกช.............นิลุบล................นิโลตบล
ปทุม.............สัตตบรรณ.....ปัทมา.................บุษกร
สัตตบงกช.....จงกล.............บุณฑริก.............ปทุมา
อุทุมพร.........สาโรช

42. แผ่นดิน
หล้า................เมธินี..............ภูมิ.................ภพ
พสุธา.............ธาษตรี............ด้าว.................โลกธาตุ
ภูวดล.............พิภพ...............พสุธาดล.........ปัถพี
ปฐวี...............ปฐพี................ธราดล.............ธรณี
ภูตลา.............พสุนทรา.........มหิ..................พสุมดี

43. เสือ
พยัคฆา..............ศารทูล...............พาฬ..............พยัคฆ์
ขาล

44. วัว
คาวี...........พฤษภ..........อสุภ............ฉลู

45. ควาย
มหิงสา.............มหิงส์...............กาสร.............กระบือ


46.ป่า
ชัฏ..................เถื่อน.................พนัส.................พนา
พงพนา...........ไพรวัน.............พงพี..................พงไพร
ไพรสัณฑ์.......พนาดร..............พนาลี...............พนาวัน
อรัญญิก

47. ภูเขา
บรรพต..............สิงขร...............พนม...........ไศล
ภู.......................ศิงขร................ภูผา..............ศิขริน
คีรี

48. ลิง
วอก................วานร...............กระบี่...............พานร
กบิล...............กบินทร์...........วานรินทร์.........พานรินทร์

49. นางอันเป็นที่รัก
แก้วกับอก.................แก้วกับตน.................เยาวมาลย์.................สมร
ขวัญอ่อน..................ขวัญตา......................ทรามสงวน...............ทรามสวาท

50.คำกริยาแสดงความเคลื่อนไหว
ลีลา..............ยุรยาตร...............เยื้องย่าง...............ไคลคลา................ประพาส

51. ศัตรู
ปรปักษ์.............เวรี...............ไพรี..................ปัจจามิตร
ริปู.....................อริ................ดัสกร


ที่มา:
อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงศ์
คู่มือ ภาษาไทย ม 4-5-6 Entrance กรุงเทพฯ







. ธมนวรรณ ศักดา ชั้น ม.2/11บี เลขที่ 11 - 14/11/2005 11:18

คำศัพท์สำคัญ
[[ ศัพท์สำคัญ ]]



[[ ก ]]
กระพัก..........................ไหล่เขาที่เป็นขั้นๆ พอพักได้
กระพัง...........................แอ่ง บ่อ
กระเพิง.........................สิ่งที่ยื่นเป็นเพิง
กง.................................ไม้รูปโค้งที่ตั้งเป็นโครงของเรือ
กงวาน............................กงที่มีช้องด้านล่างให้น้ำไหลไปได้
กล้องสลัด.......................กล้องส่องทางไกล
กว้าน..............................เครื่องสำหรับฉุดดึงและยกของหนัก
กาสาว์............................ผ้าย้อมฝาด ศัพท์เต็มว่า กาสวพัสตร์
กำพร้า............................ปัจจุบันหมายถึงสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เด็ก
......................................แต่โบราณใช้แก่ผู้สูญเสียทั้งบุตรหรือคู่ครอง
กุนที...............................แม่น้ำน้อยๆ
แก้วประพาฬ..................รัตนะชนิดหนึ่งสีแดงอ่อนเกิดจากหินปะการัง
......................................ใต้ทะเล
โกกิลา.............................นกดุเหว่า



[[ ข ]]
ขออธกรณโทษ.................ขอโทษในเรื่องนั้นๆ
ขันตี................................ความอดทน อดกลั้น
ข้าครอกเกิดในเรือนเบี้ย.....ลูกทาสที่เกิดขณะที่แม่ยังเป็นทาสตามกฎหมาย
........................................ตราสามดวงกำหนดว่า ลูกที่เกิดนั้นจะต้อง
........................................เป็นสิทธิ์แก่เจ้าของทาสด้วย
ขุมนิธี...............................ขุมทรัพย์
โขยด................................วิ่งไปกระโดดไปด้วยความคึกคะนอง



[[ ค ]]
คันธกุฎี.............................ที่พักอาศัย สร้างด้วยไม้หอมใช้เรียกเฉพาะ
........................................ที่ประทับของพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ใกล้จะ
.........................................เป็นพระพุทธเจ้า
คำกลาง.............................ไม่ตอบโดยตรง ปัจจุบันใช้ว่า ภาคเสธ



[[ จ ]]
จังกอบ...............................ปากเรือ
จั้งมั่ง..................................แข็งแรง
เจริญพรต...........................เพียรปฏิบัติให้แก่กล้ายิ่งขึ้น เจริญ ทำให้
..........................................มากยิ่งขึ้น พรต ข้อปฏิบัติของนักบวช

[[ ฉ ]]
เฉโก...................................ฉลาดแกมโกง บางครั้งพูด โฉเก



[[ ช ]]
ชะวาก.................................ช่องที่เวิ้งว้างเข้าไป
โชงโลง...............................เครื่องวิดน้ำชนิดหนึ่ง

[[ ซ ]]
ไซ.......................................เครื่องสานสำหรับดักปลา



[[ ด ]]
ดะ.......................................ตะลุยไป
ดั้น.......................................ด้นดั้นเข้าไป
ดิลก.....................................เลิศ ยอด
ดีร้าย....................................บางที



[[ ต ]]
ต้นหน...................................เจ้าหน้าที่ชี้นำทิศทางเดินเรือทะเล
............................................คนนำทาง
ตะปลิง..................................เหล็กที่เกาะวัตถุให้ติดกันคล้ายปลิง
ตะลีตะเลียม...........................เล่นโดยไม่ระวัง
ติร........................................ฝั่ง


[[ ถ ]]
ถึก.........................................เปลี่ยว หนุ่ม
ถือบุญ....................................ถือว่ามีบุญ ไว้ตัวว่ามีบุญ

[[ ท ]]
ทราม.....................................ยังอ่อน ยังเยาว์
ท่า.........................................รอคอย
ทาสเมถุน...............................ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์
ทิชากร...................................นก ทิช แปลว่าเกิด ๒ ครั้งอาจหมายถึง
..............................................พราหมณ์ด้วย นกเกิดเป็นไข่ครั้งหนึ่ง
..............................................และเกิดเป็นตัวอีกครั้งหนึ่งส่วนพราหมณ์
..............................................เกิดจากครรภ์มารดาครั้งหนึ่ง และเกิด
..............................................จากการบวชอีกครั้งหนึ่ง



[[ ธ ]]
ธงตะขาบ................................ธงผืนผ้าชนิดหนึ่งทำด้วยผ้าหลายชิ้น
...............................................เย็บต่อกันกว้างยาวตามต้องการที่รอย
...............................................ต่อมีไม้ลูกคั่น ปลายไม้ทั้ง๒ข้าง ติดธง
...............................................สามเหลี่ยมเล็กๆ ดูคล้ายตะขาบ

[[ น ]]
นักสิทธิ์....................................นักบวช
นิยม.........................................กำหนด ยอมรับนับถือ
นิเทศ.......................................ส่วนที่แยกออกไป



[[ บ ]]
บทวลัญชา...............................รอยเท้า วลัญชา รอย เครื่องหมาย
บัณฑุกัมพล..............................แท่นที่ประทับของพระอินทร์ ซึ่งทำ
...............................................ด้วยหินมีสีเหลืองนวล
บาน.........................................เครื่องดื่ม มาจาก ปาน
บุพนิมิต...................................เครื่องหมายหรือลางที่บอกให้รู้ก่อน



[[ ป ]]
ปฎิคาหก..................................ผู้รับทาน
ปัจจุสมัย..................................ใกล้รุ่ง
ปัจฉิมราตรี..............................ส่วนสุดท้ายแห่งราตรีคือตอนดึก
................................................๐๓.๐๐น. ถึง ๐๖.๐๐น.
ประกำ......................................ตรึงให้แน่น
ประตูป่า...................................ทางเข้าหรือออกบริเวณป่า
โปดกมฤคราช...........................ลูกกวาง



[[ ผ ]]
ผลาผล......................................ผลไม้
ผัดพาน.....................................ล่อหรือยั่วให้ช้างไล่
ผ้าคากรอง................................เครื่องปกปิดร่างกายที่ทำด้วยหญ้า

[[ ภ ]]
ภิกขาจาร..................................ขอทาน
ภิมุข.........................................ข้างหน้า มาจาก อภิมุข
โภไคย......................................เครื่องใช้สอย ทรัพย์สมบัติ


[[ พ ]]
พญากาสร.................................จ่าฝูงควายป่า
พรหมวิหาร..............................ธรรมะของพรหม ตามนัยแห่ง
................................................พระศาสนา มี๔ประการ คือ เมตตา
................................................กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
พระชินวงศ์วรราช....................เชื้อสายของพระพุทธเจ้า ชินหมายถึง
................................................ชนะ ชินวงศ์หมายถึง พระพุทธเจ้า
พระเต้า....................................ภาชนะบรรจุน้ำลักษณะคล้ายผลน้ำเต้า
................................................หรือทำจากผลน้ำเต้า
พระสร้อยสรรเพชรญญาณ........ในที่นี้หมายถึง พระโพธิญาณ สร้อย
................................................หมายถึง สืบสาย สืบเนื่อง
พวน..........................................เชือกเส้นใหญ่
พังพาน.....................................คองูเมื่อแผ่ออกที่เรียกว่า แม่เบี้ย
.................................................เลิกพังพาน หมายถึง แผ่พังพาน
พาฬมฤค...................................สัตว์ร้าย สัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร
.................................................พาฬ หมายถึง สัตว์ร้าย ช้างร้าย งู
พาหิรกภัย..................................ภัยภายนอก พาหิรกะคือ ภายนอก
พิกัด...........................................เกณฑ์กำหนด
พุทธางกูร..................................หน่อเนื้อพระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่จะเป็น
.................................................พระพุทธเจ้าต่อไปในอนาคตมาจาก
.................................................พุทธ+อังกูร
เพื่อนไร้......................................เพื่อนในยามทุกข์ยาก



[[ ม ]]
มนิมนา.......................................[มะ-นิม-มะ-นา]เร็ว ด่วน ขมีขมัน
มัจฉริยะ.....................................ความตระหนี่เหนียวแน่น เห็นแก่ตัว
มัธยัสถ์.......................................ตั้งอยู่ในท่ามกลาง
ม้าล่อ..........................................แผ่นโลหะคล้ายถาด ตีแล้วจะมีเสียง
มโนภิรมย์...................................ยินดี
มไหศูรย์ศวรรยางค์....................ความเป็นใหญ่



[[ ย ]]
ย่ามละว้า....................................ถุงผ้าขนาดใหญ่สำหรับใส่ของ
..................................................มีสายสะพาย ตอนล่างมีครุย

[[ ร ]]
ระยาง.........................................สายโยงเป็นแถว
ระโยง.........................................สายโยงเสากระโดงเรือ
รัมณิยโหฐาน...............................มีความสุขในที่อันเงียบสงบ
...................................................รัมณิย หมายถึง น่ารื่นเริงใจ
ราโท...........................................ไม้กระดานเรียบที่ประกบบนกราบ
...................................................เรือบางชนิด
ราศี.............................................ลักษณะความดีงามของคน
ราษตรี.........................................กลางคืน
เริดร้าง........................................จาก พราก หรือเลิกไปกลางคัน



[[ ล ]]
ลามก...........................................ร้าย ชั่ว ต่ำทราม บาป สกปรก
ล้าต้า............................................คนถือท้ายเรือ
โลกิยนาวา.....................................เรือแห่งโลกีย เรือที่เป็นไปตาม
....................................................วิสัยของโลก

[[ ว ]]
วังวน............................................บริเวณที่น้ำลึกดิ่งวนอย
วิจรจลาจล.....................................เกิดความเคลื่อนไหว วุ่นวาย
วิหิงสา..........................................คิดจะทำร้าย
วุ้ง.................................................เว้าเป็นเวิ้งเข้าไป
เวิ้ง...............................................ที่เปิดกว้าง วุ้งเข้าไปถัดจากที่แคบ



[[ ศ ]]
ศิลป์.............................................ศร เช่น คันศิลป์ คือ คันศร

[[ ส ]]
สมดึงบารมี..................................บารมี๓๐ประการ ได้แก่ บารมี๑๐
....................................................อุปบารมี๑๐ปรมัตถบารมี๑๐
สมภาร.........................................ภาระที่สั่งสมมาโดยต่อเนื่อง
สมาโนตม์.....................................พร้อมด้วยจิตอันอุดม มาจาก
....................................................ส+มาน+อตฺตม
สมาบัติ.........................................การบรรลุฌาน
สอดแคล้ว.....................................สงสัย แคลงใจ
สโรชโบกขรณี..............................สระบัว
สักกระสั่น.....................................ผูกให้แน่น
สังขยา..........................................การนับ
สัมโมทนียนัยถา............................ข้อความอันมีความหมาย ควรแก่
....................................................การยินดี สัมโมทนีย์ หมายถึง
................................................... ควรแก่การยินดี นัย หมายถึง
....................................................ความหมาย กถา คือ ข้อความ
สิงห์อัด.........................................รูปสิงต์ที่แกะเห็นด้านหน้าชัดเจน
สิน................................................ฟันให้ขาด
สุวรรณภาชน์.................................ภาชนะทอง
เสวย..............................................ครอง อยู่ใน
เสียรอย..........................................ทำรอยให้หลงเข้าใจผิด
แสรก.............................................เครื่องใส่ของสำหรับหิ้วหรือหาบ
.....................................................ปกติทำด้วยหมายมี ๔สายตอนบน
.....................................................ทำเป็นหูสำหรับหิ้วหรือสอดไม้คาน
.....................................................ตอนล่างขัดกันเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับวาง



[[ ห ]]
หมัน..............................................ด้ายดิบหรือผ้าที่ชุบน้ำมันยากและชัน
.....................................................ตอกอัดเข้าไปในระหว่างไม้กระดานแนวเรือเพื่อกันรั่ว
หลาก............................................ไม่เหมือนเดิม แปลกไป
หิวอ่อน.........................................หิวจนอ่อนเพลีย
หินชาติ.........................................ชั่วช้า
หือรือโหด.....................................โหด***ม

[img]http://dookdik.kapook.com/upload/whatsnew/1004.gif
[img]

[[ อ ]]
อนาวรณญาณ................................ความรู้อันไม่มีเครื่องกีดกั้น
อนุมาน..........................................สรุป คาดคะเนตามหลักเหตุผล
อริยประเพณี..................................ประเพณีของพระอริยเจ้า
อวิชชา...........................................ความไม่รู้
อัชฌาสัย........................................ผ่อนปรน
อับเฉา...........................................ของหนักวางที่บริเวณท้องเรือ
.....................................................สำหรับถ่วงเรือกันเรือโคลง เช่น
.....................................................หินเป็นต้น
อาเพศ............................................การเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ
อุโฆษ.............................................กึกก้อง
อุตตานุภาพ....................................หงายขึ้น
อุเบกษา..........................................การวางเฉย
อุไร................................................ทองคำ







[[ ศัพท์สำคัญ ]]



[[ ก ]]
กระพัก..........................ไหล่เขาที่เป็นขั้นๆ พอพักได้
กระพัง...........................แอ่ง บ่อ
กระเพิง.........................สิ่งที่ยื่นเป็นเพิง
กง.................................ไม้รูปโค้งที่ตั้งเป็นโครงของเรือ
กงวาน............................กงที่มีช้องด้านล่างให้น้ำไหลไปได้
กล้องสลัด.......................กล้องส่องทางไกล
กว้าน..............................เครื่องสำหรับฉุดดึงและยกของหนัก
กาสาว์............................ผ้าย้อมฝาด ศัพท์เต็มว่า กาสวพัสตร์
กำพร้า............................ปัจจุบันหมายถึงสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เด็ก
......................................แต่โบราณใช้แก่ผู้สูญเสียทั้งบุตรหรือคู่ครอง
กุนที...............................แม่น้ำน้อยๆ
แก้วประพาฬ..................รัตนะชนิดหนึ่งสีแดงอ่อนเกิดจากหินปะการัง
......................................ใต้ทะเล
โกกิลา.............................นกดุเหว่า



[[ ข ]]
ขออธกรณโทษ.................ขอโทษในเรื่องนั้นๆ
ขันตี................................ความอดทน อดกลั้น
ข้าครอกเกิดในเรือนเบี้ย.....ลูกทาสที่เกิดขณะที่แม่ยังเป็นทาสตามกฎหมาย
........................................ตราสามดวงกำหนดว่า ลูกที่เกิดนั้นจะต้อง
........................................เป็นสิทธิ์แก่เจ้าของทาสด้วย
ขุมนิธี...............................ขุมทรัพย์
โขยด................................วิ่งไปกระโดดไปด้วยความคึกคะนอง



[[ ค ]]
คันธกุฎี.............................ที่พักอาศัย สร้างด้วยไม้หอมใช้เรียกเฉพาะ
........................................ที่ประทับของพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ใกล้จะ
.........................................เป็นพระพุทธเจ้า
คำกลาง.............................ไม่ตอบโดยตรง ปัจจุบันใช้ว่า ภาคเสธ



[[ จ ]]
จังกอบ...............................ปากเรือ
จั้งมั่ง..................................แข็งแรง
เจริญพรต...........................เพียรปฏิบัติให้แก่กล้ายิ่งขึ้น เจริญ ทำให้
..........................................มากยิ่งขึ้น พรต ข้อปฏิบัติของนักบวช

[[ ฉ ]]
เฉโก...................................ฉลาดแกมโกง บางครั้งพูด โฉเก



[[ ช ]]
ชะวาก.................................ช่องที่เวิ้งว้างเข้าไป
โชงโลง...............................เครื่องวิดน้ำชนิดหนึ่ง

[[ ซ ]]
ไซ.......................................เครื่องสานสำหรับดักปลา



[[ ด ]]
ดะ.......................................ตะลุยไป
ดั้น.......................................ด้นดั้นเข้าไป
ดิลก.....................................เลิศ ยอด
ดีร้าย....................................บางที



[[ ต ]]
ต้นหน...................................เจ้าหน้าที่ชี้นำทิศทางเดินเรือทะเล
............................................คนนำทาง
ตะปลิง..................................เหล็กที่เกาะวัตถุให้ติดกันคล้ายปลิง
ตะลีตะเลียม...........................เล่นโดยไม่ระวัง
ติร........................................ฝั่ง



[[ ถ ]]
ถึก.........................................เปลี่ยว หนุ่ม
ถือบุญ....................................ถือว่ามีบุญ ไว้ตัวว่ามีบุญ

[[ ท ]]
ทราม.....................................ยังอ่อน ยังเยาว์
ท่า.........................................รอคอย
ทาสเมถุน...............................ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์
ทิชากร...................................นก ทิช แปลว่าเกิด ๒ ครั้งอาจหมายถึง
..............................................พราหมณ์ด้วย นกเกิดเป็นไข่ครั้งหนึ่ง
..............................................และเกิดเป็นตัวอีกครั้งหนึ่งส่วนพราหมณ์
..............................................เกิดจากครรภ์มารดาครั้งหนึ่ง และเกิด
..............................................จากการบวชอีกครั้งหนึ่ง



[[ ธ ]]
ธงตะขาบ................................ธงผืนผ้าชนิดหนึ่งทำด้วยผ้าหลายชิ้น
...............................................เย็บต่อกันกว้างยาวตามต้องการที่รอย
...............................................ต่อมีไม้ลูกคั่น ปลายไม้ทั้ง๒ข้าง ติดธง
...............................................สามเหลี่ยมเล็กๆ ดูคล้ายตะขาบ

[[ น ]]
นักสิทธิ์....................................นักบวช
นิยม.........................................กำหนด ยอมรับนับถือ
นิเทศ.......................................ส่วนที่แยกออกไป



[[ บ ]]
บทวลัญชา...............................รอยเท้า วลัญชา รอย เครื่องหมาย
บัณฑุกัมพล..............................แท่นที่ประทับของพระอินทร์ ซึ่งทำ
...............................................ด้วยหินมีสีเหลืองนวล
บาน.........................................เครื่องดื่ม มาจาก ปาน
บุพนิมิต...................................เครื่องหมายหรือลางที่บอกให้รู้ก่อน



[[ ป ]]
ปฎิคาหก..................................ผู้รับทาน
ปัจจุสมัย..................................ใกล้รุ่ง
ปัจฉิมราตรี..............................ส่วนสุดท้ายแห่งราตรีคือตอนดึก
................................................๐๓.๐๐น. ถึง ๐๖.๐๐น.
ประกำ......................................ตรึงให้แน่น
ประตูป่า...................................ทางเข้าหรือออกบริเวณป่า
โปดกมฤคราช...........................ลูกกวาง



[[ ผ ]]
ผลาผล......................................ผลไม้
ผัดพาน.....................................ล่อหรือยั่วให้ช้างไล่
ผ้าคากรอง................................เครื่องปกปิดร่างกายที่ทำด้วยหญ้า

[[ ภ ]]
ภิกขาจาร..................................ขอทาน
ภิมุข.........................................ข้างหน้า มาจาก อภิมุข
โภไคย......................................เครื่องใช้สอย ทรัพย์สมบัติ



[[ พ ]]
พญากาสร.................................จ่าฝูงควายป่า
พรหมวิหาร..............................ธรรมะของพรหม ตามนัยแห่ง
................................................พระศาสนา มี๔ประการ คือ เมตตา
................................................กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
พระชินวงศ์วรราช....................เชื้อสายของพระพุทธเจ้า ชินหมายถึง
................................................ชนะ ชินวงศ์หมายถึง พระพุทธเจ้า
พระเต้า....................................ภาชนะบรรจุน้ำลักษณะคล้ายผลน้ำเต้า
................................................หรือทำจากผลน้ำเต้า
พระสร้อยสรรเพชรญญาณ........ในที่นี้หมายถึง พระโพธิญาณ สร้อย
................................................หมายถึง สืบสาย สืบเนื่อง
พวน..........................................เชือกเส้นใหญ่
พังพาน.....................................คองูเมื่อแผ่ออกที่เรียกว่า แม่เบี้ย
.................................................เลิกพังพาน หมายถึง แผ่พังพาน
พาฬมฤค...................................สัตว์ร้าย สัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร
.................................................พาฬ หมายถึง สัตว์ร้าย ช้างร้าย งู
พาหิรกภัย..................................ภัยภายนอก พาหิรกะคือ ภายนอก
พิกัด...........................................เกณฑ์กำหนด
พุทธางกูร..................................หน่อเนื้อพระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่จะเป็น
.................................................พระพุทธเจ้าต่อไปในอนาคตมาจาก
.................................................พุทธ+อังกูร
เพื่อนไร้......................................เพื่อนในยามทุกข์ยาก



[[ ม ]]
มนิมนา.......................................[มะ-นิม-มะ-นา]เร็ว ด่วน ขมีขมัน
มัจฉริยะ.....................................ความตระหนี่เหนียวแน่น เห็นแก่ตัว
มัธยัสถ์.......................................ตั้งอยู่ในท่ามกลาง
ม้าล่อ..........................................แผ่นโลหะคล้ายถาด ตีแล้วจะมีเสียง
มโนภิรมย์...................................ยินดี
มไหศูรย์ศวรรยางค์....................ความเป็นใหญ่



[[ ย ]]
ย่ามละว้า....................................ถุงผ้าขนาดใหญ่สำหรับใส่ของ
..................................................มีสายสะพาย ตอนล่างมีครุย

[[ ร ]]
ระยาง.........................................สายโยงเป็นแถว
ระโยง.........................................สายโยงเสากระโดงเรือ
รัมณิยโหฐาน...............................มีความสุขในที่อันเงียบสงบ
...................................................รัมณิย หมายถึง น่ารื่นเริงใจ
ราโท...........................................ไม้กระดานเรียบที่ประกบบนกราบ
...................................................เรือบางชนิด
ราศี.............................................ลักษณะความดีงามของคน
ราษตรี.........................................กลางคืน
เริดร้าง........................................จาก พราก หรือเลิกไปกลางคัน



[[ ล ]]
ลามก...........................................ร้าย ชั่ว ต่ำทราม บาป สกปรก
ล้าต้า............................................คนถือท้ายเรือ
โลกิยนาวา.....................................เรือแห่งโลกีย เรือที่เป็นไปตาม
....................................................วิสัยของโลก

[[ ว ]]
วังวน............................................บริเวณที่น้ำลึกดิ่งวนอย
วิจรจลาจล.....................................เกิดความเคลื่อนไหว วุ่นวาย
วิหิงสา..........................................คิดจะทำร้าย
วุ้ง.................................................เว้าเป็นเวิ้งเข้าไป
เวิ้ง...............................................ที่เปิดกว้าง วุ้งเข้าไปถัดจากที่แคบ



[[ ศ ]]
ศิลป์.............................................ศร เช่น คันศิลป์ คือ คันศร

[[ ส ]]
สมดึงบารมี..................................บารมี๓๐ประการ ได้แก่ บารมี๑๐
....................................................อุปบารมี๑๐ปรมัตถบารมี๑๐
สมภาร.........................................ภาระที่สั่งสมมาโดยต่อเนื่อง
สมาโนตม์.....................................พร้อมด้วยจิตอันอุดม มาจาก
....................................................ส+มาน+อตฺตม
สมาบัติ.........................................การบรรลุฌาน
สอดแคล้ว.....................................สงสัย แคลงใจ
สโรชโบกขรณี..............................สระบัว
สักกระสั่น.....................................ผูกให้แน่น
สังขยา..........................................การนับ
สัมโมทนียนัยถา............................ข้อความอันมีความหมาย ควรแก่
....................................................การยินดี สัมโมทนีย์ หมายถึง
................................................... ควรแก่การยินดี นัย หมายถึง
....................................................ความหมาย กถา คือ ข้อความ
สิงห์อัด.........................................รูปสิงต์ที่แกะเห็นด้านหน้าชัดเจน
สิน................................................ฟันให้ขาด
สุวรรณภาชน์.................................ภาชนะทอง
เสวย..............................................ครอง อยู่ใน
เสียรอย..........................................ทำรอยให้หลงเข้าใจผิด
แสรก.............................................เครื่องใส่ของสำหรับหิ้วหรือหาบ
.....................................................ปกติทำด้วยหมายมี ๔สายตอนบน
.....................................................ทำเป็นหูสำหรับหิ้วหรือสอดไม้คาน
.....................................................ตอนล่างขัดกันเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับวาง



[[ ห ]]
หมัน..............................................ด้ายดิบหรือผ้าที่ชุบน้ำมันยากและชัน
.....................................................ตอกอัดเข้าไปในระหว่างไม้กระดานแนวเรือเพื่อกันรั่ว
หลาก............................................ไม่เหมือนเดิม แปลกไป
หิวอ่อน.........................................หิวจนอ่อนเพลีย
หินชาติ.........................................ชั่วช้า
หือรือโหด.....................................โหดเ***้ ยม



[[ อ ]]
อนาวรณญาณ................................ความรู้อันไม่มีเครื่องกีดกั้น
อนุมาน..........................................สรุป คาดคะเนตามหลักเหตุผล
อริยประเพณี..................................ประเพณีของพระอริยเจ้า
อวิชชา...........................................ความไม่รู้
อัชฌาสัย........................................ผ่อนปรน
อับเฉา...........................................ของหนักวางที่บริเวณท้องเรือ
.....................................................สำหรับถ่วงเรือกันเรือโคลง เช่น
.....................................................หินเป็นต้น
อาเพศ............................................การเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ
อุโฆษ.............................................กึกก้อง
อุตตานุภาพ....................................หงายขึ้น
อุเบกษา..........................................การวางเฉย
อุไร................................................ทองคำ


ที่มา จากหนังสือ เอ็นทรานซ์


: ด.ญ.อภิชญา ตู้วิเชียร ม2/11A เลขที่ 23 - 22/11/2005 15:20

 

คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน




๑. กีดกัน-กีดขวาง
กีดกัน แปลว่า กันท่า กันไม่ให้เป็นไปได้
ตัวอย่าง พี่สาวเธอชอบกีดกันฉันไม่ให้พบกับพี่ชายเธอ
กีดขวาง แปลว่า ทำให้เกะกะ เครื่องกั้นถนนหรือทางเดิน เครื่องกีดขวาง
ตัวอย่าง อย่าจอดรถกีดขวางการจราจร



๒. เกี่ยวข้อง-เกี่ยวดอง
เกี่ยวดอง แปลว่า เกี่ยวเนื่องกันทางเขยหรือสะใภ้
ตัวอย่าง ฉันกับคุณอภิสิทธิ์เกี่ยวดองเป็นญาติกันอยู่
เกี่ยวข้อง แปลว่า ติดต่อกัน มีส่วนร่วมอยู่ด้วย
ตัวอย่าง ฉันมีส่วนเกี่ยวข้องในงานคืนสู่เหย้านี้เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของงาน



๓. กักตุน-ตุน
กักตุน แปลว่า ยึดเก็บรวบรวมเอาไว้
ตัวอย่าง พ่อค้ากักตุนสินค้าไว้ตอนค่าเงินบาทลดลง
ตุน แปลว่า เก็บกักไว้สำหรับอนาคต
ตัวอย่าง นักเรียนตุนขนมไว้ออกค่ายลูกเสือในวันพรุ่งนี้



๔. กักตัว-กักขัง
กักตัว แปลว่า ยึดตัวบุคคลเอาไว้ ไม่ปล่อยออกไป
ตัวอย่าง ฉันถูกพ่อกักตัวไว้ไม่ให้ออกไปข้างนอกอีกแล้ว
กักขัง แปลว่า บังคับให้อยู่ในสถานที่จำกัด
ตัวอย่าง นักโทษถูกกักขังที่คุกบางขวาง



๕. คร่ำครึ-คร่ำคร่า
คร่ำครึ แปลว่า เก่าเกินไป ไม่ทันสมัย
ตัวอย่าง คนแก่ๆ มักจะมีความคิดเก่าคร่ำครึ
คร่ำคร่า แปลว่า เก่าแก่จนชำรุด ทรุดโทรม ใช้กับสิ่งของไม่ใช้กับความคิดของคน
ตัวอย่าง บ้านหลังนี้เก่าคร่ำคร่าจวนจะพังอยู่แล้ว



๖. ความรู้-ความสามารถ
ความรู้ แปลว่า ความเข้าใจ ทราบ จำได้
ตัวอย่าง เรียนหนังสือกับอาจารย์แล้ว ฉันมีความรู้สึกว่ามีความรู้มากขึ้นเป็นกอง
ความสามารถ แปลว่า มีคุณสมบัติเหมาะแก่ตำแหน่งหน้าที่
ตัวอย่าง การจะกระโดดข้ามรั้วต้องมีความสามารถเฉพาะตัว



๗. ยืดยาว-ยืดเยื้อ
ยือยาว แปลว่า ยาวมาก ใช้ประกอบถ้อยคำ ข้อความหรือเรื่องราวต่างๆ
ตัวอย่าง อะไรกันนี่ พูดยืดยาวตั้ง ๓ ชั่วโมงแล้ว ไม่จบซักที
ยืดเยื้อ แปลว่า นานเกินควร ไม่ใคร่จะจบสิ้น ชักช้านานเวลา
ตัวอย่าง ข้อความนี้ยืดเยื้อเกินไป ตัดคำบางคำออกไปบ้าง



๘. ควั่น-ฟั่น
ควั่น แปลว่า ขั้วผลไม้ที่ต่อกัน ทำให้เป็นรอยด้วยคมมีดโดยรอบ
ตัวอย่าง คุณน้าควั่นอ้อยให้ฉันกิน
ฟั่น แปลว่า ทำสิ่งเป็นเส้นให้เป็นเกลียวกันเป็นเชือก คลึงขี้ผึ้งให้เป็นเล่มเทียน
ตัวอย่าง คุณยายฟั่นเทียนพร้อมกับคุณแม่ฟั่นเชือก



๙. กระฉับกระเฉง-กระปรี้กระเปร่า
กระฉับกระเฉง แปลว่า ความคล่องแคล่วเหมาะสมแห่งกิริยาอาการในการเคลื่อนไหวและการทำงานเป็นธรรมดาอยู่เอง
ตัวอย่าง คนในโรงงานของเธอทำงานกระฉับกระเฉงดีจังเลย
กระปรี้กระเปร่า แปลว่า ความคล่องแคล่ว ว่องไว และรวมไปถึงสภาพจิดใจของบุคคลที่มีความรู้สึกสดชื่นและคึกคัก
ตัวอย่าง เมื่อคุณดื่มยาบำรุงนี้แล้วจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก



๑๐. จุกจิบ-จุบจิบ
จุกจิก แปลว่า จู้จี้ เล็กน้อย รบกวน
ตัวอย่าง คุณป้าของฉันมีนิสัยจุกจิกจู้จี้ ขี้บ่น จนคุณลุงรำคาญ
จุบจิบ แปลว่า การกินน้อยๆ ไม่เป็นมื้อเป็นคราว กินพร่ำเพรื่อทีละเล็กละน้อย
ตัวอย่าง ผุ้ชายอะไรนี่ ทำไมชอบกินจุบจิบทั้งวัน



๑๑. ขัดจังหวะ-ขัดบท
ขัดจังหวะ แปลว่า แทรกเข้ามาในขณะที่คนอื่นกำลังทำอะไรอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ที่กำลังจะทำอะไรนั้นต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว การขัดจังหวะเป็นไปโดยไม่มีเจตนา
ตัวอย่าง มีคนมาขัดจังหวะขณะที่ฉันกำลังทานอาหารพอดี
ขัดบท แปลว่า แทรกเข้ามาในขณะที่คนอื่นยังพูดไม่จบเรื่อง โดยไม่คำนึงว่าโอกาสที่ตัวจะพูดนั้นถึงเวลาแล้วหรือยัง
ตัวอย่าง ขณะที่อาจารย์สอนอยู่ นักเรียนก็ขัดบทพูดตะโกนขึ้นมา



๑๒. วางใจ-ไว้ใจ
วางใจ แปลว่า ปล่อยให้ทำโดยไม่ต้องเป็นห่วง หรือกังวลว่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้น
ตัวอย่าง เราวางใจให้คุณทำงานนี้เพราะเชื่อในฝีมือของคุณ
ไว้ใจ แปลว่า เชื่อว่าเขามีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คิดร้ายหรือหาผลประโยชน์เพื่อตัวเขาเอง
ตัวอย่าง เราไว้ใจเขาให้เป็นคนเก็บเงินของห้อง



๑๓. ไกล่เกลี่ย-เกลี้ยกล่อม
ไกล่เกลี่ย แปลว่า ทำให้ปรองดองกัน พูดหว่านล้อม ชี้แนะ มุ่งให้คู่กรณีปรองดองกัน คืนดีกัน
ตัวอย่าง พี่น้องทะเลาะกันจนคุณแม่ต้องไปไกล่เกลี่ยให้คืนดีกัน
เกลี้ยกล่อม แปลว่า ชักชวนให้เห็นดีด้วย แต่มุ่งหมายให้คนอื่นดีด้วยหรือคล้อยตามตน
ตัวอย่าง เธอต้องไปเกลี้ยกล่อมให้เขาไปกับเราให้ได้นะ



๑๔. แก้แค้น-แก้เผ็ด
แก้แค้น แปลว่า ทำตอบแทนให้หายแค้น
ตัวอย่าง มันฆ่าพวกของเรา เราต้องตามไปแก้แค้น
แก้เผ็ด แปลว่า ทำตอบแทนแก่ผู้ที่เคยทำความเผ็ดร้อนเจ็บปวดแก่ตัวไว้
ตัวอย่าง คอยดูเถอะเค้าเอารองเท้าฉันไปซ่อนไว้รอฉันแก้เผ็ดคืนบ้าง



๑๕. ขัดคอ-ขัดใจ
ขัดคอ แปลว่า พูดขวาง ไม่ให้ทำได้สะดวก
ตัวอย่าง สมสวยชอบพูดขัดคอฉันอยู่เรื่อยเลย
ขัดใจ แปลว่า ทำไม่ถูกใจ
ตัวอย่าง ถ้าพี่ยังขัดใจอยู่อีก เราเลิกกันไปเลยดีกว่า



๑๖. คุณค่า-คุณภาพ
คุณค่า แปลว่า ค่าดี ความดี ราคา
ตัวอย่าง อาหารนี้ดีมีคุณค่าต่อร่างกาย
คุณภาพ แปลว่า ลักษณะความดี ลักษณะประจำบุคคลหรือสิ่งของ
ตัวอย่าง งานชิ้นนี้คุณภาพคับแก้วหัวหน้าชอบมาก



๑๗. แจ้ง-ประกาศ
แจ้ง แปลว่า บอก รู้ กระจ่าง สว่าง ชัด
ตัวอย่าง ฉันจะไปแจ้งตำรวจเรื่องคนแปลกหน้า
ประกาศ แปลว่า แจ้งให้ทราบทั่วไป ป่าวร้อง
ตัวอย่าง รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาทให้รู้กันทั่วไป



๑๘. โปรด-กรุณา
โปรด แปลว่า บอกกล่าว ขอร้อง หรือวิงวอนนั้นเป็นประโยชน์หรือเกิดผลดีแก้ผู้ฟัง
ตัวอย่าง ผู้โดยสาร โปรดเข้าแถวให้เป็นระเบียบด้วย
กรุณา แปลว่า บอกกล่าว ขอร้อง หรือวิงวอนนั้นเป็นประโยชน์หรือเกิดผลดีแก่ผู้พูด
ตัวอย่าง คุณคะ กรุณาถือของให้ดิฉันหน่อยคะ



๑๙. ตรวจตรา-ตรวจสอบ
ตรวจตรา แปลว่า สำรวจและพิจารณา ตระเวนดูเพื่อระวังเหตุการณ์
ตัวอย่าง ทหารเวรเดินตรวจตรารอบๆ กองพัน
ตรวจสอบ แปลว่า สำรวจและสอบสวน สำรวจและนับจำนวนว่าถูกต้องหรือไม่
ตัวอย่าง ตำรวจนำรอยเขม่าปืนไปตรวจสอบ



๒๐. อนุญาต-อนุมัติ
อนุญาต แปลว่า ยินยอม ยอมให้ ตกลง
ตัวอย่าง คุณพ่ออนุญาตให้ฉันไปค้างบ้านเธอในวันอาทิตย์
อนุมัติ แปลว่า เห็นชอบตามทางการธุรกิจ
ตัวอย่าง ผู้จัดการเซ็นอนุมัติโครงการนี้แล้ว



๒๑. ปฏิญาณ-ปณิธาน
ปฏิญาณ แปลว่า การให้คำมั่น โดยสุจริต
ตัวอย่าง ลูกเสือปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปณิธาน แปลว่า ตั้งความปรารถนา
ตัวอย่าง ฉันตั้งปณิธานไว้ว่าจะบวชตลอดชีวิต



๒๒. ชดเชย-ทดแทน
ชดเชย แปลว่า ใช้แทนสิ่งที่เสียไป เพื่อให้คุ้มหรือสมดุลกับสิ่งที่ต้องเสียไป
ตัวอย่าง ถ้าปิดโรงเรียนในวันนี้ ก็ต้องสอนชดเชยในวันต่อไป
ทดแทน แปลว่า ตอบแทนให้ทัดเทียมกับที่ได้รับผลของการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่าง เขาบวชเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณของพ่อแม่



๒๓. สูจิบัตร-สูติบัตร
สูจิบัตร แปลว่า เอกสารแสดงรายการ
ตัวอย่าง ตอนเข้ามาการแจกสูจิบัตรก่อนเข้าห้องประชุม
สูติบัตร แปลว่า เอกสารสำคัญที่แสดงถึงกำหนด วัน เดือน ปี เกิด บิดามารดาของบุคคลโดยนายทะเบียนออกให้



๒๔. สาร-สาสน์
สาร แปลว่า หนังสือ พระราชสาร สารอวยพร สารของนายกรัฐมนตรี
ตัวอย่าง ข่าวสารในปัจจุบัน ได้ถูกส่งถึงผู้บริโภคได้โดยง่ายดาย
สาสน์ แปลว่า คำสั่ง คำสอน หนังสือ เอกสาร หรือจดหมายทางราชการ
ตัวอย่าง กษัตริย์ประเทศต่างๆ ได้ส่งสาสน์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของเจ้าหญิงไดอานา



๒๕. เจตจำนง-เจตนคติ
เจตจำนง แปลว่า ความตั้งใจ มุ่งหมาย
ตัวอย่าง นายกรัฐมนตรีมีเจตจำนงจะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
เจตนคติ แปลว่า ท่าที
ตัวอย่าง นักเรียนมีเจตนคติที่ดีต่ออาจารย์สอนภาษาอังกฤษ



๒๖. เคลือบแคลง-เคลืองแฝง
เคลือบแคลง แปลว่า สงสัย แคลงใจ ระแวง
ตัวอย่าง หัวหน้าเคลือบแคลงต่อการทำงานของฝ่ายการเงินเพราะเงินหายไปเสมอๆ
เคลือบแฝง แปลว่า แสดงความเป็นจริงไม่กระจ่าง ทำให้เป็นที่สงสัย
ตัวอย่าง จำเลยให้การที่เคลือบแฝงต่อชั้นศาล



๒๗. อ้อนวอน-ออดอ้อน
อ้อนวอน แปลว่า ทำให้เกิดอ่อนใจ ยอมคล้อยตาม ซึ่งอาจจะด้วยความสงสารหรือรำคาญด้วยก็ได้
ตัวอย่าง ลูกอ้อนวอนขอเงินแม่ไปเที่ยว
ออดอ้อน แปลว่า เป็นกิริยาที่เด็กใช้กับผู้ใหญ่ที่สนิทสนมหรือชายหญิงใช้กับคู่รักของตน ผู้ถูกออดอ้อนจะยอมทำตามประสงค์โดยความรักใคร่
ตัวอย่าง ชายหนุ่มออดอ้อนชวนหญิงสาวไปเที่ยว


ที่มา :
จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือ ภาษาไทย ม.๔-๕-๖ Entrance. กรุงเทพมหานคร :
พัฒนาการศึกษา, ๒๕๔๓. หน้า ๕๔ – ๕๘.


: ด.ช. วชิรวิทย์ เพ็ญรัตน์ (ซัน) ม.2/11บี (แก้ไขใหม่) - 18/11/2005 21:06

 

พยางค์ คำ และการสร้างคำ , คำไทยและคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
๒) คำสมาสไม่ต้องประวิสรรชนีย์ระหว่างคำ
ถ้าเป็นคำซึ่งเสียงพยางค์ท้ายของคำแรกเป็นเสียง สระอะ ให้ออกเสียงสระคงเดิมไม่ต้องประวิสรรชนีย์
ระหว่างคำ แต่ยังคงออกเสียงอะระหว่างคำ เช่น
*********************************************************
* ศิลปะ + กรรม ------- ศิลปกรรม (สิน – ละ – ปะ – กำ) *
* รัตนะ + ตรัย ------- รัตนตรัย (รัด – ตะ – นะ – ไตร) *
* วาทะ + ศิลป์ ------- วาทศิลป์ (วา – ทะ – สิน) *
********************************************************

๓) มักจะแปลความกลับจากหลังไปหน้า
การแปลความจากหลังไปหน้าเป็นไปตามลักษณะการเรียงคำของภาษาบาลีสันสกฤต เช่น
*********************************************************
* ราชการ แปลว่า งานของพระราชา *
* ภูมิศาสตร์ แปลว่า ความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินของโลก *
* วาตภัย แปลว่า ภัยที่เกิดจากลม *
*********************************************************

๔) ต้องออกเสียงต่อเนื่องระหว่างคำ เพื่อให้รู้สึกเป็นคำเดียวกันสนิท
โดยออกเสียงสระท้ายคำหน้า หากไม่มีสระกำกับให้ออกเสียง อะ เช่น
********************************************************
* ราชกุมาร ราด – ชะ – กุ – มาน *
* พุทธศาสนา พุด – ทะ – สาด – สะ – หนา *
* ราชบัณฑิตยสถาน ราด – ชะ – บัน – ดิด – ตะ – ยะ – สะ – ถาน *
********************************************************

ในการรวมคำบาลีสันสกฤตเข้าด้วยกันตามลักษณะคำสมาสดังกล่าว หากคำหลังเป็นคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ ก็จะมีการสนธิหรือการเชื่อมเสียงสระหน้าคำหลังและหลังคำหน้า เช่น
********************************************************
* อรรถ + อธิบาย ------- อรรถาธิบาย *
* พุทธ + อานุภาพ ------- พุทธานุภาพ *
* คุณ + อุปการ ------- คุณูปการ *
* ราช + โอวาท ------- ราโชวาท *
* นร + อินทร์ ------- นรินทร์ *
* ชล + อุทร ------- ชโลทร *
********************************************************

๓. สรุป
การสร้างคำมีความจำเป็นในภาษา เพราะช่วยให้มีคำใช้มากขึ้น แม้คำที่สร้างใหม่เหล่านี้
จะมีวิธีการสร้างที่แตกต่างกัน แต่ก็มีพื้นฐานมาจากคำมูลเหมือนกันทั้งสิ้น การสร้างคำใหม่มีขึ้นในทุกๆ ภาษา ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลง คำใหม่ที่สร้างขึ้นทุกชนิด จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ดีที่สุด เมื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องตรงความหมาย ดังนั้น การสร้างคำจึงจำเป็นที่ผู้ใช้ภาษาควรจะศึกษาไว้ เพื่อทำความเข้าใจถึงวิธีการสร้างคำในภาษาไทยให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แล้วสามารถนำประยุกต์ใช้ให้เกิดคำที่หลากหลายสมกับเป็นเจ้าของภาษา ผู้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย
ได้อย่างแท้จริง

เรื่องที่ ๓ คำไทยและคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ

คำที่มีใช้อยู่ในภาษาไทยมีทั้งคำที่เป็น “คำไทยแท้” และมีทั้งคำที่เป็น “คำยืม” ซึ่งเป็นคำที่นำมาจากภาษาต่างประเทศ ที่คนไทยนำมาใช้ในภาษาไทยเพื่อประโยชน์ทางการสื่อสาร การถ่ายทอดวัฒนธรรม และการศึกษาหาความรู้
การจำแนกคำไทยและคำยืมจากภาษาต่างประเทศได้ จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความเข้าใจเรื่องอิทธิพลของ
ภาษาต่างประเทศที่มีต่อภาษาไทย และเป็นประโยชน์ในการศึกษาวรรณคดีและวรรณกรรมให้เข้าถึงอรรถรสยิ่งขึ้น

๑. ลักษณะของคำไทยแท้
คำไทยแท้ เป็นคำที่มีใช้ดั้งเดิมอยู่ในภาษาไทย คำไทยแท้มีลักษณะสำคัญที่สังเกตได้ดังนี้

๑.๑ ลักษณะของคำไทยแท้
คำไทยแท้มักมีพยางค์เดียว และมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เมื่อฟังแล้วสามารถเข้าใจได้ทันที เช่น
คำใช้เรียกเครือญาติ พ่อ แม่ พี่ น้อง ป้า อา ลุง ฯลฯ
ตำใช้เรียกชื่อสัตว์ ช้าง ม้า วัว ควาย หมู หมา นก ฯลฯ
คำใช้เรียกธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ อุ่น เย็น ร้อน ฯลฯ
คำใช้เรียกเครื่องใช้ มีด เขียง เตียง ตู้ ครก ไห ช้อน ฯลฯ
คำใช้เรียกอวัยวะ หัว หู หน้า ตา ปาก นิ้ว แขน ฯลฯ


ทั้งนี้ มีคำไทยแท้บางคำที่มีหลายพยางค์ มีสาเหตุ ดังนี้
๑) การออกเสียง
การออกเสียง คือ การที่คำเดิมเป็นคำประสม ๒ พยางค์เรียงกัน เมื่อพูดเร็วๆ ทำให้พยางค์แรก
มีการร่อนเสียงลงไป เช่น หมาก เป็น มะ ตัว เป็น ตะ เป็นต้น ทำให้กลายเป็นคำ ๒ พยางค์ เช่น

หมากขาม ------- มะขาม ตัวขาบ ------- ตะขาบ
ตาวัน ------- ตะวัน สาวใภ้ ------- สะใภ้
อันไร ------- อะไร ฉันนั้น ------- ฉะนั้น

๒) การแทรกเสียง
การแทรกเสียง คือ การเติมพยางค์ลงไประหว่างคำ ๒ พยางค์ ทำให้เกิดเป็นคำหลายพยางค์ เช่น

ลูกตา ------- ลูกกะตา ลูกท้อน ------- ลูกกระท้อน นกจอก ------- นกกระจอก นกจิบ ------- นกกระจิบ
ผักถิน ------- ผักกระถิน ผักเฉด ------- ผักกระเฉด

๓) การเติมพยางค์หน้า
การเติมพยางค์หน้า คือ การเติมพยางค์ลงไปหน้าคำพยางค์เดียว หรือสองพยางค์แล้วทำให้เกิดเป็นคำหลายพยางค์ เช่น

โจน ------- กระโจน ทำ ------- กระทำ
เดี๋ยว ------- ประเดี๋ยว ท้วง ------- ประท้วง
จุ๋มจิ๋ม ------- กระจุ๋มกระจิ๋ม ดุกดิก ------- กระดุกกระดิก

๑.๒ คำไทยแท้มักมีตัวสะกดตรงตามมาตรา
ลักษณะการสังเกตคำไทยแท้อีกประการหนึ่ง คือ คำไทยแท้มักจะมีตัวสะกดตรงตามมาตรา กล่าวคือ อักษรที่นำมาเขียนเป็นตัวสะกดจะตรงกับมาตราตัวสะกด เช่น แม่กด ใช้ ด สะกด เป็นต้น

๑) แม่กก
มาตราแม่กก ใช้ ก เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* รัก ฉาก จิก ปีก จุก *
* ลูก โบก ตัก เด็ก เปียก *
*******************************************

๒) แม่กด
มาตราแม่กด ใช้ ด เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* คด จุด เช็ด แปด อวด *
* เบียด ปูด เลือด กวด ราด *
*******************************************

๓) แม่กบ
มาตราแม่กบ ใช้ บ เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* จับ ชอบ ซูบ ดาบ เล็บ *
* โอบ เสียบ เกือบ ลบ สิบ *
*******************************************

๔) แม่กง
มาตราแม่กง ใช้ ง เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* ขัง วาง ปิ้ง ซึ่ง งง *
* โยง เล็ง กรง ถุง ดอง *
*******************************************

๕) แม่กน
มาตราแม่กน ใช้ น เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* คั้น ขึ้น ฉุน แบน ล้วน *
* จาน เส้น โล้น กิน นอน *
*******************************************

๖) แม่กม
มาตราแม่กม ใช้ ม เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* จาม อิ่ม ซ้อม เต็ม ท้วม *
* ตุ่ม เสียม แก้ม คุ้ม ล้ม *
*******************************************

๗) แม่เกย
มาตราแม่เกย ใช้ ย เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* ชาย เคย โกย คุ้ย คอย *
* เย้ย รวย เมื่อย สาย ตาย *
*******************************************

๘) แม่เกอว
มาตราแม่เกอว ใช้ ว เป็นตัวสะกด เช่น
*******************************************
* ข้าว คิ้ว เหว แก้ว เลี้ยว *
* เปลว เร็ว หนาว นิ้ว สาว *
*******************************************

๑.๓ คำไทยแท้ไม่มีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อแสดงลักษณะทางไวยากรณ์
คำในภาษาอื่นๆ อาจจะมีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อลักษณะทางไวยากรณ์ เพื่อบอก เพศ พจน์ กาล
ขณะที่ในภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนรูปคำ แต่อาจอาศัยการใช้คำขยายมาประกอบ เช่น

*******************************************
* นก ------- นกตัวผู้ (แสดงเพศชาย) *
* คน ------- คนเดียว (แสดงเอกพจน์) *
* นี้ ------- พรุ่งนี้ (แสดงอนาคตกาล) *
*******************************************

๑.๔ คำไทยแท้มักมีรูปวรรณยุกต์กำกับ
คำไทยแท้มีการใช้เครื่องวรรณยุกต์ เพื่อให้เกิดระดับเสียงต่างกัน ทำให้คำมีความหมายมากขึ้น
ไปด้วย ซึ่งทำให้มีคำใช้ในภาษาไทยมากขึ้น เช่น

*******************************************************
* ปา ------- ขว้าง ขาว ------- ชื่อสีชนิดหนึ่ง *
* ป่า ------- ที่รกด้วยต้นไม้ ข่าว ------- คำบอกเล่า เรื่องราว *
* ป้า ------- ที่สาวของพ่อหรือแม่ ข้าว ------- อาหารประเภทหนึ่ง *
*******************************************************

๑.๕ คำไทยแท้มีลักษณะนามใช้
ลักษณะนามเป็นนามที่บอกลักษณะของนามที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งในภาษาไทยจะใช้คำเหล่านี้แตกต่างจากภาษาอื่นชัดเจน เช่น
ลักษณะนามบอกชนิด หนังสือ ๒ เล่ม พระภิกษุ ๕ รูป
ลักษณะนามบอกอาการ พลู ๓ จีบ ดอกไม้ ๓ กำ
ลักษณะนามบอกรูปร่าง แหวน ๑ วง ดินสอ ๒ แท่ง

๑.๖ คำไทยแท้ไม่นิยมใช้ตัวการันต์
ลักษณะของตัวการันต์ มักเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ เพราะในภาษาไทยจะไม่นิยมใช้การันต์ เช่น

**************************************
* โล่ เสา อิน จัน วัน *
* เท่ กา ขาด ปา จัก *
**************************************

๑.๗ คำไทยแท้ไม่นิยมใช้พยัญชนะบางตัวที่เขียนยาก
คำไทยแท้มักจะไม่นิยมใช้พยัญชนะบางตัว เช่น ฆ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ธ ภ ศ ษ ฬ และสระ ฤ ฤๅ
ยกเว้นคำไทยแท้บางคำ ดังนี้

*********************************************
* เฆี่ยน ฆ่า ฆ้อง ระฆัง หญิง ศึก *
* ใหญ่ ณ ธ เธอ ศอก อำเภอ *
********************************************

๑.๘ การใช้ ใอ และไอ ในคำไทย
คำที่ออกเสียง อัย ใช้รูปไม้ม้วน ( ใ ) มีใช้เฉพาะคำไทยเพียง ๒๐ คำเท่านั้น ได้แก่ ใหญ่ ใหม่
(สะ)ใภ้ ใช้ ใฝ่ ใจ ใส่ (หลง)ใหล ใคร ใคร่ ใบ ใส ใด ใน ใช่ ใต้ ใบ้ ใย ใกล้ ให้
นอกจากนั้นใช้ไม้มลาย เช่น ไจ ไกล ไส้ ไป ไข ไอ ฯลฯ แต่คำที่ใช้ไม้มลายประกอบ ย (ไ-ย)
และไม้หันอากาศ ประกอบ ย (อั- ย) มักเป็นคำไทยที่มาจากภาษาอื่น เช่น ไวยากรณ์ มาลัย ไตร
อสงไชย เป็นต้น

๒. คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
เมื่อคนไทยมีการติดต่อกับประเทศต่างๆ ทั้งทางด้านการค้า การฑูต การสงคราม การเมือง
การศึกษา วรรณคดี ศาสนา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และอื่นๆ ทำให้มีการรับคำภาษาต่างๆ
มาใช้ในภาษาไทยด้วย เช่น ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศษ
ภาษามลายู ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น การยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทยทำให้ภาษามีความ
เจริญงอกงามและมีคำใช้ในการสื่อสารกันมากยิ่งขึ้น คำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ มีดังนี้
๒.๑ คำภาษาบาลีสันสกฤต
ภาษาไทยมีคำที่ปรุงแต่งมาจากศัพท์ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่มาก ส่วนใหญ่
จะใช้ในด้านที่เกี่ยวกับศาสนา วรรณคดี วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งใช้ในคำสุภาพ
และคำศัพท์ทั่วไป มีหลักการสังเกต ดังนี้
๑) เป็นคำที่มีหลายพยางค์
ส่วนมากใช้เป็นคำนาม กริยา และวิเศษณ์ เช่น บิดา มารดา ภรรยา กรุณา อนุเคราะห์ สถาปนา เมตตา พยายาม เป็นต้น

๒) เป็นคำที่มีตัวสะกดแตกต่างไปจากคำไทยแท้ และมักมีตัวการันต์อยู่ด้วย เช่น
แม่กง ------- องค์ รงค์ สงฆ์ วงศ์ หงส์ ณรงค์
แม่กน ------- พล กร บุญ สวรรค์ มนต์ ทันต์
แม่กม ------- พิมพ์ อารมณ์ รื่นรมย์ คอลัมน์
แม่กก ------- สุข เมฆ อัคร ทุกข์ พักตร์
แม่กด ------- ยศ รัฐ บาท ฤทธิ์ พจน์ โจทย์
แม่กบ ------- นพ โลภ บาป กาพย์ กษาปณ์

๓) มีคำที่ประสมด้วยพยัญชนะ ฆ ฌ ญ ฎ ฏ ฒ ณ ธ ภ ศ ษ ฤ ฬ อยู่ด้วย
คำบาลีสันสกฤตใช้อักษรครบตามจำนวนอักษรในภาษาของตน ทั้งที่เขียนง่ายและยากซึ่งต่างจากคำไทยแท้
เช่น ฆาต มัชฌิม สัญญา กุฏิ โกฏิ วุฒิ เณร พุทธ โลภ เศรษฐี ฤดู จุฬา เป็นต้น

๔) เป็นคำที่มีอักษรควบ
คำบาลีสันสกฤต นิยมคำที่มีอักษรควบ เช่น จักร บุตร เพชร เนตร ประสูติ ประโยชน์ ปณิธาน ปราโมทย์ ปรัชญา เป็นต้น

๕) คำที่มีรูปวรรณยุกต์และมีไม้ไต่คู้กำกับอยู่ไม่ใช่คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต
ตัวอย่างคำภาษาบาลีและสันสกฤตที่ใช้ในภาษาไทย
*******************************************************
* กีฬา นิพพาน หทัย ปัญญา วัตถุ รัฐ สามัญ อัจฉริยะ อัคคี *
* วิทยา สังข์ พยัคฆ์ สมภาร สังคม บุปผา วิลาส ปฏิมา กรีฑา ธรรม ภรรยา *
* อัศจรรย์ ไอศวรรย์ สวามี ฤดี พฤกษา ดรรชนี ปริศนา พิศวาส ทฤษฎี *
* พิสดาร สันติ ประณีต บุษบา *
*******************************************************

๒.๒ ภาษาเขมร
ภาษาเขมรเข้ามาสู่ประเทศไทยโดยทางการค้า การสงคราม การเมือง และวัฒนธรรม คำที่มาจากภาษาเขมร
ส่วนใหญ่ที่พบมักใช้ในวรรณคดี คำราชาศัพท์ และใช้ในชีวิตประจำวัน มีหลักการสังเกต ดังนี้
๑) คำภาษาเขมรมักไม่มีวรรณยุกต์ เช่น
แข เดิม ผกา เฌอ จัด ฯลฯ
ยกเว้น คู่ เสน่ง เขม่า เป็นต้น

๒) คำภาษาเขมรมักไม่ประวิสรรชนีย์ เช่น
ลออ ผจง ผอบ ฉงน จรวด ถกล ฉบับ เป็นต้น

๓) มักใช้ ร ล ญ เป็นตัวสะกดในมาตรา แม่ กน เช่น
ขจร ตระการ ทหาร กำนัล กังวล ทูล เพ็ญ เจริญ ผลาญ เป็นต้น

๔) มักใช้ จ ส เป็นตัวสะกดในมาตรา แม่ กด เช่น
เสด็จ เผด็จ บำเหน็จ บังอาจ ตรัส จำรัส เป็นต้น

๕) มักเป็นควบคล้ำและอักษรนำ เช่น
กระจอก กระออม ขนาด ขลัง โขลด โครม
ตรอก เฉนียน ทรุดโทรม ปรัก (เงิน) เผด็จ เป็นต้น

๖) คำราชาศัพท์บางคำนำมาจากภาษาเขมร เช่น
เสวย โปรด บรรทม ขนง เขนย ทรง ตรัส เสด็จ เป็นต้น

๗) คำที่ขึ้นต้นด้วย บัง บัน บำ บรร มักมาจากภาษาเขมร เช่น
บังเกิด บังคม บันดาล บันทึก บำเพ็ญ บำราศ บรรทม บรรทุก เป็นต้น

๘) คำที่ขึ้นต้นด้วย กำ คำ จำ ชำ ดำ ตำ ทำ มักมาจากภาษาเขมร เช่น
กำเนิด คำนับ จำเริญ ชำนาญ ดำเนิน ตำรวจ ทำนาย เป็นต้น

๙) คำภาษาเขมรส่วนใหญ่มักแผลงคำได้ เช่น
เกิด ------ กำเนิด จ่าย ------ จำหน่าย ครบ ------ คำรบ
ชาญ ------ ชำนาญ แจก ------ จำแนก ตรวจ ------ ตำรวจ

ตัวอย่างคำภาษาเขมรที่ใช้ในภาษาไทย
********************************************************
* กลด กังวล กระบือ ขจาย ขนง เขลา แข ไข ควาญ จรวด *
* จำเรียง เจิม จำนรรจา ฉงาย ฉนำ เฉนียน เฉพาะ ฉลอง เชลง *
* เชวง เฌอ แด โดย ตระกอง เถลิง แถง ไถง ทรวง บังคม บังคัล *
* ประจาน ปรัก โปรด ผกา ผจง เผด็จ เผอิญ พนม พเยีย เพลิง สไบ *
********************************************************

๒.๓ ภาษาจีน
ภาษาจีนเข้ามาสู่ภาษาไทยโดยการติดต่อทางการค้า ลักษณะภาษาจีนและภาษาไทยมีความคล้ายคลึงกัน เพราะเป็นภาษาคำโดดและมีเสียงวรรณยุกต์เช่นเดียวกัน เมื่อนำเข้ามาใช้ในภาษาไทยจึงใช้วรรณยุกต์
เพื่อให้ออกเสียงวรรณยุกต์ตรงกับภาษาจีน คำภาษาจีนที่เรานำมาใช้ในภาษาไทย โดยมากเป็นคำนามที่
เป็นเรื่องของอาหารและเครื่องใช้

ตัวอย่างคำภาษาจีนที่ใช้ในภาษาไทย
********************************************************
* เกาเหลา แป๊ะซะ ก๋วยเตี๋ยว เกี๊ยว ก๋วยจั๊บ เต้าหู้ เต้าส่วน เต้าทึง *
* เฉาก๊วย ตั้งฉ่าย พะโล้ แฮ่กึ้น บะฉ่อ คะน้า อั้งโล่ ลังถึง ปุ้งกี๋ ตะหลิว เอี้ยมจุ๊น *
* ตะเกียบ เซียน แป๊ะเจี๊ยะ ห้าง โสหุ้ย เสี่ย ฮ่องเต้ อั้งยี่ เอี๊ยม เหลา *
********************************************************

๓. สรุป
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์สืบทอดมายาวนาน แต่ในปัจจุบันเราได้รับอิทธิพลจากภาษาอื่นมาปะปนอยู่มาก ทั้งที่มาจากการติดต่อสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นๆ อาจด้วยทางการค้า ทางศาสนา การสงคราม
หรือการฑูต ประโยชน์ของคำยืมจากภาษาต่างประเทศเหล่านี้ คือ ทำให้ภาษาไทยมีคำศัพท์ใช้มากขึ้น
และสามารถสรรคำใช้ได้หลากหลาย ทั้งยังทำให้มีคำบัญญัติสำหรับศัพท์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตามความเจริญก้าวหน้าของโลก ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นเจ้าของภาษา จึงจำเป็นจะต้องศึกษาลักษณะของภาษาไทยให้เข้าแจ่มแจ้งและ
ทำความรู้จักและศึกษาคำภาษาต่างประเทศ
ที่นำมาใช้ในภาษาไทยเข้าใจด้วยเช่นกัน จึงจะสามาระเลือกใช้คำรวมทั้งภาษาในการสื่อสารได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด



: ด.ช.ยศพนธ์ อุส่าห์ เลขที่7 ม.2/11A - 23/11/2005 10:52

การโน้มน้าวใจ 1
การโน้มน้าวใจ
ความหมายของการโน้มน้าวใจ
"การโน้มน้าวใจ" คือการใช้ความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และการกระทำของ
บุคคลอื่นด้วยกลวิธีที่เหมาะสม ให้มีผลกระทบใจบุคคลนั้นจนเกิดการยอมรับ และยอมเปลี่ยนแปลงตามที่
ผู้โน้มน้าวใจต้องการ
กลวิธีโน้มน้าวใจ
1. การแสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจ ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ
ที่สำคัญ 3 ประการคือ
1. มีความรู้จริง
2. มีคุณธรรม
3. มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่น

2. การแสดงให้ประจักษ์ตามกระบวนของเหตุผล ผู้โน้มน้าวจะต้องแสดงให้ประจักษ์ว่าเรื่องที่ตน
กำลังโน้มน้าวมีเหตุผลหนักแน่น และมีค่าควรแก่การยอมรับอย่างแท้จริง
3. การแสดงให้ประจักษ์ถึงความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมกัน ย่มทำให้เกิดความคล้อยตามกันได้ง่าย
กว่าบุคคลที่มีความรู้สึกปฏิปักษ์กัน
4. การแสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ตนโน้มน้าวใจได้ใช้
วิจารณญาณของตนเอง เปรียบเทียบจนเห็นประจักษ์ว่าทางที่ชี้แนะนั้น ด้านดีมากกว่าด้านเสีย
ดังนั้นการโน้มน้าวใจก็ญสัมฤทธิ์ผล
5. การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า ไม่ว่าจะเป็นความดีใจ เสียใจ โกรธแค้น กังวล หวาดกลัว
จะทำให้มนุษย์ขาดเหตุผล ขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ย่อมคล้อยตามผู้โน้มน้าวใจได้ง่าย
6. การสร้างความหรรษาแก่ผู้รับฟัง การโน้มน้าวใมจเพื่อให้เกิดความหรรษา ผู้โน้มน้าวใจอาจใช้วิธี
การพูดทีเล่นก็จริงบ้าง เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศที่เคร่งเครียด ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส
สถานที่และอัธยาศัยของบุคคลประกอบด้วย จึงจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์

น้ำเสียงของภาษาที่โน้มน้าวใจ
การโน้มน้าวใจไม่ใช่การข่มขู่ ดังนั้นน้ำเสียงของภาษาที่โน้มน้าวใจจะต้องเป็รไปในเชิงเสนอแนะ
ขอร้อง วิงวอน หรือเร้าใจให้ประจักษ์ชัดด้วยตนเอง
การพิจารณาสารโน้มน้าวใจในลักษณะต่างๆ
สิ่งแรกที่ควรจะพิจารณาสารโน้มน้าวใจ คือ เมื่ออ่านหรือฟังสารโน้มน้าวใจนั้นแล้วจะต้องจับใหได้ว่า
สารนั้นมีเจตนาที่อยู่เบ้องหลังไปในทางวัฒนะหรือหายนะ แนวทางในการพิจารณาสารโน้มน้าวใจใน
แต่ละประเภท ดังนี้
1. คำเชิญชวน
เป็นการแนะนำให้ช่วยกันกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนมากมักเชิญชวนให้ช่วยกันทำประโยชน์
แก่ส่วนรวม แก่สังคมหรือสาธรณประโยชน์ กลวิธีของคำเชิญชวนคือชี้ให้ผู้ถูกโน้มน้าวใจเกิด
ความภูมิใจว่า ถ้าปฏิบัติตามคำเชิญชวน จะเป็นผู้ทำประโยชน์แก่ส่วนรวมเจตนาเบื้องหลัง สาร
ชนินี้มักจะเป็นด้านวัฒนาแต่ก็ต้องระวังพวกมิจฉาชีพ อาจป้องกับได้โดยสอบถามจากหน่วยงาน
ที่รับผิดชอบ

2. โฆษณาสินค้า หรือบริการ
เป็นสารโน้มน้าวใจเพื่อประโยช์ในการขายสินค้า หรือบริการแกสาธารณะชนซึ่งมีลักษณะดังนี้
2.1 ใช้ถ้อยคําแปลกใหม่ มุ่งให้สะดุดหู สะดุดตา เพื่อให้สะดุดใจผู้รับสาร
2.2 ใช้รูปประโยคหรือวลีสั้นๆ เพื่อให้ผู้รันสารรับได้อย่างฉับพลัน
2.3 เนื้อหามุ่งจะกล่าวถึงความดีวิเศษของคุณภาพสินค้าหรือบริการ โดยละเว้นไม่กล่าวถึงจุดอ่อน
2.4 มักจะใข้กลวิธีการโน้มน้าวใจโยให้เห็นว่าสินค้า หรือบริการของคนนั้นสามารถสนองความขั้นพื้น
ฐานของมนุษย์ได้อย่างดี
2.5 เนื้อหาของสารโฆษณามักขาดเหตุผลที่หนักแน่นและรัดกุม ขาดความถูกต้องในทางวิชาการ
2.6 ใช้วิธีโฆษณาผ่านทางสื่อต่างๆซ้ำๆอยู่ทุกวันเพื่อให้จำได้และเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็จะดัด
แปลงสารใหม่ เพื่อเรียกความสนใจ

3. โฆษณาชวนเชื่อ
การโฆษณาชวนเชื่อเป็นการพยายามโดยจงใจที่จะเปลี่ยนความเชื่อ และการกระทำของบุคคลจำนวน
มาก ให้เป็นไปในทางที่ฝ่ายตนเองต้องการด้วยกลวิธีต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามสาเหตุ
และข้อเท็จจริง การโฆษณาชวนเชื่อมี 2 ชนิดคือ การโฆษณาชวนเชื่อทางการค้า และการโฆษณาชวนเชื่อ
ทางการเมือง เจตนาที่อยู่เบื้องหลังสารชนิดนี้มักจะเป้นไปในเชิงหายนะมากกว่าวัฒนะจึงควรใช้
วิจารณญาณในการพิจารณาสารชนิดนี้ กลวิธีโฆษณาชวนเชื้อมีดังนี้
3.1 การตราชื่อ เป็นกลวิธีที่จะทำลสยฝ่ายตรงข้าม ให้คนเสื่อมศรัธาและปฏิเศษความคิดหรือทรรศนะ
ของบุคคลที่ถูกตราชื่อนั้น
3.2 การกล่าวรวมๆ ด้วยถ้อยคำหรูหรา เพื่อให้ผู้รับสารเลื่อมใสนศรัทธาและหลงคล้อยตาม
3.3 การอ้างบุคคลหรือสถาบันที่เป็นที่เคารพนับถือ ผู้รับสารมีความเลื่อมใสเป็นทุนอยู่แล้วก็จะพลอย
เชื่อถิอสิ่งที่ผู้โฆษณานำมาเสนอ โดยไม่ทันหยุดคิดพิจารณา
3.4 การทำเหมือนชาวบ้านธรรมดา คือทำตนเป็นพวกเดียวกับผู้รับสาร เพื่อเขาจะได้ไว้ใจ และหลงเชื่อ
ตามโฆษณา
3.5 การกล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน เพื่อให้ผู้รับสารหลงเชื่อคล้อยตาม โดยไม่มีโอกาสได้ทราบ
ถึงสิ่งที่เป็นโทษ
3.6 การอ้างคนส่วนใหญ่ เพื่อให้ผู้รับสารฝังใจว่าความคิด หรือหลักการที่ผู้โฆษณาชวนเชื่อ
นำเสนอนั้นคนส่วนใหญ่ยอมรับกันแล้ว ผู้รับสารก็ควรยอมรับด้วย

ที่มา:
อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงศ์
คู่มือ ภาษาไทย ม 4-5-6 Entrance กรุงเทพฯ
: ขิม - 14/11/2005 11:51

คำศัพท์สำคัญ
[[ ศัพท์สำคัญ ]]



[[ ก ]]
กระพัก..........................ไหล่เขาที่เป็นขั้นๆ พอพักได้
กระพัง...........................แอ่ง บ่อ
กระเพิง.........................สิ่งที่ยื่นเป็นเพิง
กง.................................ไม้รูปโค้งที่ตั้งเป็นโครงของเรือ
กงวาน............................กงที่มีช้องด้านล่างให้น้ำไหลไปได้
กล้องสลัด.......................กล้องส่องทางไกล
กว้าน..............................เครื่องสำหรับฉุดดึงและยกของหนัก
กาสาว์............................ผ้าย้อมฝาด ศัพท์เต็มว่า กาสวพัสตร์
กำพร้า............................ปัจจุบันหมายถึงสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เด็ก
......................................แต่โบราณใช้แก่ผู้สูญเสียทั้งบุตรหรือคู่ครอง
กุนที...............................แม่น้ำน้อยๆ
แก้วประพาฬ..................รัตนะชนิดหนึ่งสีแดงอ่อนเกิดจากหินปะการัง
......................................ใต้ทะเล
โกกิลา.............................นกดุเหว่า



[[ ข ]]
ขออธกรณโทษ.................ขอโทษในเรื่องนั้นๆ
ขันตี................................ความอดทน อดกลั้น
ข้าครอกเกิดในเรือนเบี้ย.....ลูกทาสที่เกิดขณะที่แม่ยังเป็นทาสตามกฎหมาย
........................................ตราสามดวงกำหนดว่า ลูกที่เกิดนั้นจะต้อง
........................................เป็นสิทธิ์แก่เจ้าของทาสด้วย
ขุมนิธี...............................ขุมทรัพย์
โขยด................................วิ่งไปกระโดดไปด้วยความคึกคะนอง



[[ ค ]]
คันธกุฎี.............................ที่พักอาศัย สร้างด้วยไม้หอมใช้เรียกเฉพาะ
........................................ที่ประทับของพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ใกล้จะ
.........................................เป็นพระพุทธเจ้า
คำกลาง.............................ไม่ตอบโดยตรง ปัจจุบันใช้ว่า ภาคเสธ



[[ จ ]]
จังกอบ...............................ปากเรือ
จั้งมั่ง..................................แข็งแรง
เจริญพรต...........................เพียรปฏิบัติให้แก่กล้ายิ่งขึ้น เจริญ ทำให้
..........................................มากยิ่งขึ้น พรต ข้อปฏิบัติของนักบวช

[[ ฉ ]]
เฉโก...................................ฉลาดแกมโกง บางครั้งพูด โฉเก



[[ ช ]]
ชะวาก.................................ช่องที่เวิ้งว้างเข้าไป
โชงโลง...............................เครื่องวิดน้ำชนิดหนึ่ง

[[ ซ ]]
ไซ.......................................เครื่องสานสำหรับดักปลา



[[ ด ]]
ดะ.......................................ตะลุยไป
ดั้น.......................................ด้นดั้นเข้าไป
ดิลก.....................................เลิศ ยอด
ดีร้าย....................................บางที



[[ ต ]]
ต้นหน...................................เจ้าหน้าที่ชี้นำทิศทางเดินเรือทะเล
............................................คนนำทาง
ตะปลิง..................................เหล็กที่เกาะวัตถุให้ติดกันคล้ายปลิง
ตะลีตะเลียม...........................เล่นโดยไม่ระวัง
ติร........................................ฝั่ง


[[ ถ ]]
ถึก.........................................เปลี่ยว หนุ่ม
ถือบุญ....................................ถือว่ามีบุญ ไว้ตัวว่ามีบุญ

[[ ท ]]
ทราม.....................................ยังอ่อน ยังเยาว์
ท่า.........................................รอคอย
ทาสเมถุน...............................ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์
ทิชากร...................................นก ทิช แปลว่าเกิด ๒ ครั้งอาจหมายถึง
..............................................พราหมณ์ด้วย นกเกิดเป็นไข่ครั้งหนึ่ง
..............................................และเกิดเป็นตัวอีกครั้งหนึ่งส่วนพราหมณ์
..............................................เกิดจากครรภ์มารดาครั้งหนึ่ง และเกิด
..............................................จากการบวชอีกครั้งหนึ่ง



[[ ธ ]]
ธงตะขาบ................................ธงผืนผ้าชนิดหนึ่งทำด้วยผ้าหลายชิ้น
...............................................เย็บต่อกันกว้างยาวตามต้องการที่รอย
...............................................ต่อมีไม้ลูกคั่น ปลายไม้ทั้ง๒ข้าง ติดธง
...............................................สามเหลี่ยมเล็กๆ ดูคล้ายตะขาบ

[[ น ]]
นักสิทธิ์....................................นักบวช
นิยม.........................................กำหนด ยอมรับนับถือ
นิเทศ.......................................ส่วนที่แยกออกไป



[[ บ ]]
บทวลัญชา...............................รอยเท้า วลัญชา รอย เครื่องหมาย
บัณฑุกัมพล..............................แท่นที่ประทับของพระอินทร์ ซึ่งทำ
...............................................ด้วยหินมีสีเหลืองนวล
บาน.........................................เครื่องดื่ม มาจาก ปาน
บุพนิมิต...................................เครื่องหมายหรือลางที่บอกให้รู้ก่อน



[[ ป ]]
ปฎิคาหก..................................ผู้รับทาน
ปัจจุสมัย..................................ใกล้รุ่ง
ปัจฉิมราตรี..............................ส่วนสุดท้ายแห่งราตรีคือตอนดึก
................................................๐๓.๐๐น. ถึง ๐๖.๐๐น.
ประกำ......................................ตรึงให้แน่น
ประตูป่า...................................ทางเข้าหรือออกบริเวณป่า
โปดกมฤคราช...........................ลูกกวาง



[[ ผ ]]
ผลาผล......................................ผลไม้
ผัดพาน.....................................ล่อหรือยั่วให้ช้างไล่
ผ้าคากรอง................................เครื่องปกปิดร่างกายที่ทำด้วยหญ้า

[[ ภ ]]
ภิกขาจาร..................................ขอทาน
ภิมุข.........................................ข้างหน้า มาจาก อภิมุข
โภไคย......................................เครื่องใช้สอย ทรัพย์สมบัติ


[[ พ ]]
พญากาสร.................................จ่าฝูงควายป่า
พรหมวิหาร..............................ธรรมะของพรหม ตามนัยแห่ง
................................................พระศาสนา มี๔ประการ คือ เมตตา
................................................กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
พระชินวงศ์วรราช....................เชื้อสายของพระพุทธเจ้า ชินหมายถึง
................................................ชนะ ชินวงศ์หมายถึง พระพุทธเจ้า
พระเต้า....................................ภาชนะบรรจุน้ำลักษณะคล้ายผลน้ำเต้า
................................................หรือทำจากผลน้ำเต้า
พระสร้อยสรรเพชรญญาณ........ในที่นี้หมายถึง พระโพธิญาณ สร้อย
................................................หมายถึง สืบสาย สืบเนื่อง
พวน..........................................เชือกเส้นใหญ่
พังพาน.....................................คองูเมื่อแผ่ออกที่เรียกว่า แม่เบี้ย
.................................................เลิกพังพาน หมายถึง แผ่พังพาน
พาฬมฤค...................................สัตว์ร้าย สัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร
.................................................พาฬ หมายถึง สัตว์ร้าย ช้างร้าย งู
พาหิรกภัย..................................ภัยภายนอก พาหิรกะคือ ภายนอก
พิกัด...........................................เกณฑ์กำหนด
พุทธางกูร..................................หน่อเนื้อพระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่จะเป็น
.................................................พระพุทธเจ้าต่อไปในอนาคตมาจาก
.................................................พุทธ+อังกูร
เพื่อนไร้......................................เพื่อนในยามทุกข์ยาก



[[ ม ]]
มนิมนา.......................................[มะ-นิม-มะ-นา]เร็ว ด่วน ขมีขมัน
มัจฉริยะ.....................................ความตระหนี่เหนียวแน่น เห็นแก่ตัว
มัธยัสถ์.......................................ตั้งอยู่ในท่ามกลาง
ม้าล่อ..........................................แผ่นโลหะคล้ายถาด ตีแล้วจะมีเสียง
มโนภิรมย์...................................ยินดี
มไหศูรย์ศวรรยางค์....................ความเป็นใหญ่



[[ ย ]]
ย่ามละว้า....................................ถุงผ้าขนาดใหญ่สำหรับใส่ของ
..................................................มีสายสะพาย ตอนล่างมีครุย

[[ ร ]]
ระยาง.........................................สายโยงเป็นแถว
ระโยง.........................................สายโยงเสากระโดงเรือ
รัมณิยโหฐาน...............................มีความสุขในที่อันเงียบสงบ
...................................................รัมณิย หมายถึง น่ารื่นเริงใจ
ราโท...........................................ไม้กระดานเรียบที่ประกบบนกราบ
...................................................เรือบางชนิด
ราศี.............................................ลักษณะความดีงามของคน
ราษตรี.........................................กลางคืน
เริดร้าง........................................จาก พราก หรือเลิกไปกลางคัน



[[ ล ]]
ลามก...........................................ร้าย ชั่ว ต่ำทราม บาป สกปรก
ล้าต้า............................................คนถือท้ายเรือ
โลกิยนาวา.....................................เรือแห่งโลกีย เรือที่เป็นไปตาม
....................................................วิสัยของโลก

[[ ว ]]
วังวน............................................บริเวณที่น้ำลึกดิ่งวนอย
วิจรจลาจล.....................................เกิดความเคลื่อนไหว วุ่นวาย
วิหิงสา..........................................คิดจะทำร้าย
วุ้ง.................................................เว้าเป็นเวิ้งเข้าไป
เวิ้ง...............................................ที่เปิดกว้าง วุ้งเข้าไปถัดจากที่แคบ



[[ ศ ]]
ศิลป์.............................................ศร เช่น คันศิลป์ คือ คันศร

[[ ส ]]
สมดึงบารมี..................................บารมี๓๐ประการ ได้แก่ บารมี๑๐
....................................................อุปบารมี๑๐ปรมัตถบารมี๑๐
สมภาร.........................................ภาระที่สั่งสมมาโดยต่อเนื่อง
สมาโนตม์.....................................พร้อมด้วยจิตอันอุดม มาจาก
....................................................ส+มาน+อตฺตม
สมาบัติ.........................................การบรรลุฌาน
สอดแคล้ว.....................................สงสัย แคลงใจ
สโรชโบกขรณี..............................สระบัว
สักกระสั่น.....................................ผูกให้แน่น
สังขยา..........................................การนับ
สัมโมทนียนัยถา............................ข้อความอันมีความหมาย ควรแก่
....................................................การยินดี สัมโมทนีย์ หมายถึง
................................................... ควรแก่การยินดี นัย หมายถึง
....................................................ความหมาย กถา คือ ข้อความ
สิงห์อัด.........................................รูปสิงต์ที่แกะเห็นด้านหน้าชัดเจน
สิน................................................ฟันให้ขาด
สุวรรณภาชน์.................................ภาชนะทอง
เสวย..............................................ครอง อยู่ใน
เสียรอย..........................................ทำรอยให้หลงเข้าใจผิด
แสรก.............................................เครื่องใส่ของสำหรับหิ้วหรือหาบ
.....................................................ปกติทำด้วยหมายมี ๔สายตอนบน
.....................................................ทำเป็นหูสำหรับหิ้วหรือสอดไม้คาน
.....................................................ตอนล่างขัดกันเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับวาง



[[ ห ]]
หมัน..............................................ด้ายดิบหรือผ้าที่ชุบน้ำมันยากและชัน
.....................................................ตอกอัดเข้าไปในระหว่างไม้กระดานแนวเรือเพื่อกันรั่ว
หลาก............................................ไม่เหมือนเดิม แปลกไป
หิวอ่อน.........................................หิวจนอ่อนเพลีย
หินชาติ.........................................ชั่วช้า
หือรือโหด.....................................โหด***ม

[img]http://dookdik.kapook.com/upload/whatsnew/1004.gif
[img]

[[ อ ]]
อนาวรณญาณ................................ความรู้อันไม่มีเครื่องกีดกั้น
อนุมาน..........................................สรุป คาดคะเนตามหลักเหตุผล
อริยประเพณี..................................ประเพณีของพระอริยเจ้า
อวิชชา...........................................ความไม่รู้
อัชฌาสัย........................................ผ่อนปรน
อับเฉา...........................................ของหนักวางที่บริเวณท้องเรือ
.....................................................สำหรับถ่วงเรือกันเรือโคลง เช่น
.....................................................หินเป็นต้น
อาเพศ............................................การเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ
อุโฆษ.............................................กึกก้อง
อุตตานุภาพ....................................หงายขึ้น
อุเบกษา..........................................การวางเฉย
อุไร................................................ทองคำ










: ด.ญ.อภิชญา ตู้วิเชียร ม2/11A เลขที่ 23 - 22/11/2005 15:20

[[ ศัพท์สำคัญ ]]



[[ ก ]]
กระพัก..........................ไหล่เขาที่เป็นขั้นๆ พอพักได้
กระพัง...........................แอ่ง บ่อ
กระเพิง.........................สิ่งที่ยื่นเป็นเพิง
กง.................................ไม้รูปโค้งที่ตั้งเป็นโครงของเรือ
กงวาน............................กงที่มีช้องด้านล่างให้น้ำไหลไปได้
กล้องสลัด.......................กล้องส่องทางไกล
กว้าน..............................เครื่องสำหรับฉุดดึงและยกของหนัก
กาสาว์............................ผ้าย้อมฝาด ศัพท์เต็มว่า กาสวพัสตร์
กำพร้า............................ปัจจุบันหมายถึงสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เด็ก
......................................แต่โบราณใช้แก่ผู้สูญเสียทั้งบุตรหรือคู่ครอง
กุนที...............................แม่น้ำน้อยๆ
แก้วประพาฬ..................รัตนะชนิดหนึ่งสีแดงอ่อนเกิดจากหินปะการัง
......................................ใต้ทะเล
โกกิลา.............................นกดุเหว่า



[[ ข ]]
ขออธกรณโทษ.................ขอโทษในเรื่องนั้นๆ
ขันตี................................ความอดทน อดกลั้น
ข้าครอกเกิดในเรือนเบี้ย.....ลูกทาสที่เกิดขณะที่แม่ยังเป็นทาสตามกฎหมาย
........................................ตราสามดวงกำหนดว่า ลูกที่เกิดนั้นจะต้อง
........................................เป็นสิทธิ์แก่เจ้าของทาสด้วย
ขุมนิธี...............................ขุมทรัพย์
โขยด................................วิ่งไปกระโดดไปด้วยความคึกคะนอง



[[ ค ]]
คันธกุฎี.............................ที่พักอาศัย สร้างด้วยไม้หอมใช้เรียกเฉพาะ
........................................ที่ประทับของพระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ใกล้จะ
.........................................เป็นพระพุทธเจ้า
คำกลาง.............................ไม่ตอบโดยตรง ปัจจุบันใช้ว่า ภาคเสธ



[[ จ ]]
จังกอบ...............................ปากเรือ
จั้งมั่ง..................................แข็งแรง
เจริญพรต...........................เพียรปฏิบัติให้แก่กล้ายิ่งขึ้น เจริญ ทำให้
..........................................มากยิ่งขึ้น พรต ข้อปฏิบัติของนักบวช

[[ ฉ ]]
เฉโก...................................ฉลาดแกมโกง บางครั้งพูด โฉเก



[[ ช ]]
ชะวาก.................................ช่องที่เวิ้งว้างเข้าไป
โชงโลง...............................เครื่องวิดน้ำชนิดหนึ่ง

[[ ซ ]]
ไซ.......................................เครื่องสานสำหรับดักปลา



[[ ด ]]
ดะ.......................................ตะลุยไป
ดั้น.......................................ด้นดั้นเข้าไป
ดิลก.....................................เลิศ ยอด
ดีร้าย....................................บางที



[[ ต ]]
ต้นหน...................................เจ้าหน้าที่ชี้นำทิศทางเดินเรือทะเล
............................................คนนำทาง
ตะปลิง..................................เหล็กที่เกาะวัตถุให้ติดกันคล้ายปลิง
ตะลีตะเลียม...........................เล่นโดยไม่ระวัง
ติร........................................ฝั่ง



[[ ถ ]]
ถึก.........................................เปลี่ยว หนุ่ม
ถือบุญ....................................ถือว่ามีบุญ ไว้ตัวว่ามีบุญ

[[ ท ]]
ทราม.....................................ยังอ่อน ยังเยาว์
ท่า.........................................รอคอย
ทาสเมถุน...............................ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์
ทิชากร...................................นก ทิช แปลว่าเกิด ๒ ครั้งอาจหมายถึง
..............................................พราหมณ์ด้วย นกเกิดเป็นไข่ครั้งหนึ่ง
..............................................และเกิดเป็นตัวอีกครั้งหนึ่งส่วนพราหมณ์
..............................................เกิดจากครรภ์มารดาครั้งหนึ่ง และเกิด
..............................................จากการบวชอีกครั้งหนึ่ง



[[ ธ ]]
ธงตะขาบ................................ธงผืนผ้าชนิดหนึ่งทำด้วยผ้าหลายชิ้น
...............................................เย็บต่อกันกว้างยาวตามต้องการที่รอย
...............................................ต่อมีไม้ลูกคั่น ปลายไม้ทั้ง๒ข้าง ติดธง
...............................................สามเหลี่ยมเล็กๆ ดูคล้ายตะขาบ

[[ น ]]
นักสิทธิ์....................................นักบวช
นิยม.........................................กำหนด ยอมรับนับถือ
นิเทศ.......................................ส่วนที่แยกออกไป



[[ บ ]]
บทวลัญชา...............................รอยเท้า วลัญชา รอย เครื่องหมาย
บัณฑุกัมพล..............................แท่นที่ประทับของพระอินทร์ ซึ่งทำ
...............................................ด้วยหินมีสีเหลืองนวล
บาน.........................................เครื่องดื่ม มาจาก ปาน
บุพนิมิต...................................เครื่องหมายหรือลางที่บอกให้รู้ก่อน



[[ ป ]]
ปฎิคาหก..................................ผู้รับทาน
ปัจจุสมัย..................................ใกล้รุ่ง
ปัจฉิมราตรี..............................ส่วนสุดท้ายแห่งราตรีคือตอนดึก
................................................๐๓.๐๐น. ถึง ๐๖.๐๐น.
ประกำ......................................ตรึงให้แน่น
ประตูป่า...................................ทางเข้าหรือออกบริเวณป่า
โปดกมฤคราช...........................ลูกกวาง



[[ ผ ]]
ผลาผล......................................ผลไม้
ผัดพาน.....................................ล่อหรือยั่วให้ช้างไล่
ผ้าคากรอง................................เครื่องปกปิดร่างกายที่ทำด้วยหญ้า

[[ ภ ]]
ภิกขาจาร..................................ขอทาน
ภิมุข.........................................ข้างหน้า มาจาก อภิมุข
โภไคย......................................เครื่องใช้สอย ทรัพย์สมบัติ



[[ พ ]]
พญากาสร.................................จ่าฝูงควายป่า
พรหมวิหาร..............................ธรรมะของพรหม ตามนัยแห่ง
................................................พระศาสนา มี๔ประการ คือ เมตตา
................................................กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
พระชินวงศ์วรราช....................เชื้อสายของพระพุทธเจ้า ชินหมายถึง
................................................ชนะ ชินวงศ์หมายถึง พระพุทธเจ้า
พระเต้า....................................ภาชนะบรรจุน้ำลักษณะคล้ายผลน้ำเต้า
................................................หรือทำจากผลน้ำเต้า
พระสร้อยสรรเพชรญญาณ........ในที่นี้หมายถึง พระโพธิญาณ สร้อย
................................................หมายถึง สืบสาย สืบเนื่อง
พวน..........................................เชือกเส้นใหญ่
พังพาน.....................................คองูเมื่อแผ่ออกที่เรียกว่า แม่เบี้ย
.................................................เลิกพังพาน หมายถึง แผ่พังพาน
พาฬมฤค...................................สัตว์ร้าย สัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร
.................................................พาฬ หมายถึง สัตว์ร้าย ช้างร้าย งู
พาหิรกภัย..................................ภัยภายนอก พาหิรกะคือ ภายนอก
พิกัด...........................................เกณฑ์กำหนด
พุทธางกูร..................................หน่อเนื้อพระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่จะเป็น
.................................................พระพุทธเจ้าต่อไปในอนาคตมาจาก
.................................................พุทธ+อังกูร
เพื่อนไร้......................................เพื่อนในยามทุกข์ยาก



[[ ม ]]
มนิมนา.......................................[มะ-นิม-มะ-นา]เร็ว ด่วน ขมีขมัน
มัจฉริยะ.....................................ความตระหนี่เหนียวแน่น เห็นแก่ตัว
มัธยัสถ์.......................................ตั้งอยู่ในท่ามกลาง
ม้าล่อ..........................................แผ่นโลหะคล้ายถาด ตีแล้วจะมีเสียง
มโนภิรมย์...................................ยินดี
มไหศูรย์ศวรรยางค์....................ความเป็นใหญ่



[[ ย ]]
ย่ามละว้า....................................ถุงผ้าขนาดใหญ่สำหรับใส่ของ
..................................................มีสายสะพาย ตอนล่างมีครุย

[[ ร ]]
ระยาง.........................................สายโยงเป็นแถว
ระโยง.........................................สายโยงเสากระโดงเรือ
รัมณิยโหฐาน...............................มีความสุขในที่อันเงียบสงบ
...................................................รัมณิย หมายถึง น่ารื่นเริงใจ
ราโท...........................................ไม้กระดานเรียบที่ประกบบนกราบ
...................................................เรือบางชนิด
ราศี.............................................ลักษณะความดีงามของคน
ราษตรี.........................................กลางคืน
เริดร้าง........................................จาก พราก หรือเลิกไปกลางคัน



[[ ล ]]
ลามก...........................................ร้าย ชั่ว ต่ำทราม บาป สกปรก
ล้าต้า............................................คนถือท้ายเรือ
โลกิยนาวา.....................................เรือแห่งโลกีย เรือที่เป็นไปตาม
....................................................วิสัยของโลก

[[ ว ]]
วังวน............................................บริเวณที่น้ำลึกดิ่งวนอย
วิจรจลาจล.....................................เกิดความเคลื่อนไหว วุ่นวาย
วิหิงสา..........................................คิดจะทำร้าย
วุ้ง.................................................เว้าเป็นเวิ้งเข้าไป
เวิ้ง...............................................ที่เปิดกว้าง วุ้งเข้าไปถัดจากที่แคบ



[[ ศ ]]
ศิลป์.............................................ศร เช่น คันศิลป์ คือ คันศร

[[ ส ]]
สมดึงบารมี..................................บารมี๓๐ประการ ได้แก่ บารมี๑๐
....................................................อุปบารมี๑๐ปรมัตถบารมี๑๐
สมภาร.........................................ภาระที่สั่งสมมาโดยต่อเนื่อง
สมาโนตม์.....................................พร้อมด้วยจิตอันอุดม มาจาก
....................................................ส+มาน+อตฺตม
สมาบัติ.........................................การบรรลุฌาน
สอดแคล้ว.....................................สงสัย แคลงใจ
สโรชโบกขรณี..............................สระบัว
สักกระสั่น.....................................ผูกให้แน่น
สังขยา..........................................การนับ
สัมโมทนียนัยถา............................ข้อความอันมีความหมาย ควรแก่
....................................................การยินดี สัมโมทนีย์ หมายถึง
................................................... ควรแก่การยินดี นัย หมายถึง
....................................................ความหมาย กถา คือ ข้อความ
สิงห์อัด.........................................รูปสิงต์ที่แกะเห็นด้านหน้าชัดเจน
สิน................................................ฟันให้ขาด
สุวรรณภาชน์.................................ภาชนะทอง
เสวย..............................................ครอง อยู่ใน
เสียรอย..........................................ทำรอยให้หลงเข้าใจผิด
แสรก.............................................เครื่องใส่ของสำหรับหิ้วหรือหาบ
.....................................................ปกติทำด้วยหมายมี ๔สายตอนบน
.....................................................ทำเป็นหูสำหรับหิ้วหรือสอดไม้คาน
.....................................................ตอนล่างขัดกันเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับวาง



[[ ห ]]
หมัน..............................................ด้ายดิบหรือผ้าที่ชุบน้ำมันยากและชัน
.....................................................ตอกอัดเข้าไปในระหว่างไม้กระดานแนวเรือเพื่อกันรั่ว
หลาก............................................ไม่เหมือนเดิม แปลกไป
หิวอ่อน.........................................หิวจนอ่อนเพลีย
หินชาติ.........................................ชั่วช้า


[[ อ ]]
อนาวรณญาณ................................ความรู้อันไม่มีเครื่องกีดกั้น
อนุมาน..........................................สรุป คาดคะเนตามหลักเหตุผล
อริยประเพณี..................................ประเพณีของพระอริยเจ้า
อวิชชา...........................................ความไม่รู้
อัชฌาสัย........................................ผ่อนปรน
อับเฉา...........................................ของหนักวางที่บริเวณท้องเรือ
.....................................................สำหรับถ่วงเรือกันเรือโคลง เช่น
.....................................................หินเป็นต้น
อาเพศ............................................การเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ
อุโฆษ.............................................กึกก้อง
อุตตานุภาพ....................................หงายขึ้น
อุเบกษา..........................................การวางเฉย
อุไร................................................ทองคำ


ที่มา จากหนังสือ เอ็นทรานซ์
: ศัพท์สำคัญ ( ปรับปรุง ) - 22/11/2005 15:43

 

 

แบบฝึกหัดระดับของภาษาและราชาศัพท์
1. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ถูกต้อง
1.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาพระราชทานปริญญาบัตร ตามกำหนดการ
2.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเสด็จฯ มาพระราชทาน ปริญญาบัตรตามหมายกำหนดการ
3.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ มาพระราชทาน ปริญญาบัตรตามกำหนดการ
4.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ มาพระราชทาน ปริญญาบัตรตามหมายกำหนดการ
2. ข้อใดใช้ถูกต้องตามระดับของภาษา
1.) ลูกชายชอบเมาสุราอาละวาด บิดาต้องไปเจรจาความอยู่เสมอ
2.) ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวอัญเชิญนายกรัฐมนตรีเปิดหมู่บ้าน แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
3.) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนและภรรยามาเยือน ไทยเพื่อกระชับไมตรีไทยจีน
4.) ขณะที่พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหาร เจ้าภาพก็จัดอาหารให้
แก่ศิษย์วัดกินอย่างอิ่มหนำสำราญ

3. ข้อใดใช้ภาษาระดับทางการ
1.) เลขานุการไม่มีสิทธ์ออกความเห็นในที่ประชุม

2.) กรุณาติดแสตมป์และทิ้งจดหมายให้ด้วย
3.) เขาให้เจ้าหน้าที่ประทับตราหนังสือแล้ว
4.) หัวหน้ายังไม่ได้แทงเรื่องลงมาให้เจ้าหน้าที่ธุรการ

4. ถ้าท่านจะถวายรถยนต์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสัก 1คัน
คำพูดที่ถูกต้องในการถวายรถยนต์ดังกล่าวคือ
1.) ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
2.) ทูลเกล้าเหนือกระหม่อมถวาย
3.) น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย
4.) น้อมเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมถวาย

5. ข้อใดเป็นคำขึ้นต้นและคำลงท้ายที่ใช้สำหรับสมเด็จพระศรี
นครินทราบรมราชชนนี
1.) ขอพระราชทานกราบทูล
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณา
2.) ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท
ควรมิควรประกาศใดสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
3.) ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท
ควรมิควรประกาศใดสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
4.) ขอประทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

6. “สมเด็จพระธีรญาณมุนี……อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช” คำที่ถูก ต้องในช่องว่าง
1.) อาพาธ
2.) ประชวร
3.) ทรงอาพาธ
4.) ทรงพระประชวร

: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 12/11/2005 11:51

: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 18/11/2005 17:22



7.ข้อใดใช้คำราชาศัพท์ถูกต้องเหมาะสม
1.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระบรมราโชวาทแก่นักศึกษา 2.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสพระราชดำรัสแด่ผุ้เข้าเฝ้า
3.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างเจดีย์ใหม่ครอบเจดีย์เดิม
4.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินไปพระ
ราชทานปริญญาบัตร

8.ข้อใดใช้คำราชาศัพท์ถูกต้อง
1.)(ชื่อผู้ถวาย) ขอพระราชทานทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัว ขอเดชะ
2.)(ชื่อผู้ถวาย) ขอพระราชทานทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ขอเดชะ
3.)(ชื่อผู้ถวาย) ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว ขอ
เดชะ
4.)(ชื่อผู้ถวาย) ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ขอเดชะ

9.ข้อใดใช้คำราชาศัพท์ถูกต้อง
1.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภถึงการบัญญัติ
ศัพท์ภาษาไทยว่าควรจะบัญญัติให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ
2.)สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารพระราชทาน
พระวรโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆเข้าเฝ้าฯ
3.)สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงรับคนไข้ที่พิการไว้เป็นคนไข้
ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
4.)สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เสด็จพระราชดำเนินเป็น
องค์ประธานพิธีเปิดการประชุมนานาชาติ

10.ทุกครั้งที่ได้ไปชมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สุดารู้สึกประทับ
ใจเป็นพิเศษเมื่อได้เห็นภาพวาดสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารี
รัตน์ คำราชาศัพท์ที่ถูกต้องสำหรับภาพวาด คือข้อใด
1.)พระบรมรูป
2.)พระบรมฉายาลักษณ์
3.)พระบรมสาทิสลักษณ์
4.)พระบรมรูปฉายาลักษณ์

11.ข้อใดใช้ราชาศัพท์เกี่ยวกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราช
ชนนีถูกต้อง
1.)เสด็จเยี่ยมและประทานยารักษาโรคแก่ราษฎรบ้านทุ่งมะคิก
2.)เสด็จเยี่ยมและทรงมอบยารักษาโรคแก่ราษฎรบ้านทุ่งมะคิก
3.)เสด็จเยี่ยมและทรงประทานยารักษาโรคแก่ราษฎรบ้านทุ่งมะคิก
4.)เสด็จเยี่ยมและพระราชทายยารักษาโรคแก่ราษฎรบ้านทุ่งมะคิก

: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 21/11/2005 19:21



12.ข้อใดใช้ราชาศัพท์ถูกต้อง
1.)พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ทรงชอบเสวยสาคูไส้หมู
2.)สมเด็จพระเทพรัตรราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทอดพระเนตรโครงการส่งนำแม่เมาะ
3.)สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จะเสด็จมาทรงแสดงพระธรรมเทศนาในวันเข้าพรรษา
4.)สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จเยือนรัฐสุลต่านโอมานระหว่างวันที่ 8-10 มีนาคม

13.ข้อใดใช้คำราชาศัพท์ผิด
1.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะทูตเข้าเฝ้าฯ
2.)สมเด็จพระเทพรัตรราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมีพระราชปฏิสันถารกับผู้มาเฝ้าฯ
3.)สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงเป็นพระอาจารย์สอนวิชาเคมี
4.)หม่อมราโชทัยแต่งหนังสือเรื่อง '' นิราศลอนดอน "

14.ข้อใดใช้คำถูกต้องตามฐานะ
1.)หม่อมเจ้าหญิงพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์เมื่อหลายปีมาแล้ว
2.)สมเด็จพระสังฆราชจำวัดบนหอพระไตรปิฏก
3.)พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ทรงพระราชนิพนธ์เตภูมิกถา
4.)สมเด็จพรญาณสังวรเสด็จถึงหอประชุมใหญ่เวลา 10.00 นาฬิกา

15.ประโยคใดไม่ใช้ภาษระดับทางการ
1.)อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย
2.)เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศว่าจะใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามโจรผู้ร้าย
3.)คณะรัฐมนตรีคิดไม่ตกว่าจะใช้วิธีการใดจัดการกับข้าราชการที่ทุจริตต่อหน้าที่
4.)ปณิธานสำคัญประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือการรับใช้ประชาชน

16.สรรพนามบุรุษที่1 และบุรุษที่2 ที่บุคคลสามัญใช้สำหรับตัวเองและสำหรับพระศรีนครินทราบรมราชชนนี คือข้อใด
1.)ข้าพระพุทธเจ้า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
2.)ข้าพระพุทธเจ้า ใต้ฝ่าพระบาท
3.)เกล้ากระหม่อม ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
4.)เกล้ากระหม่อม ใต้ฝ่าพระบาท

: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 21/11/2005 19:34



17.ข้อใดเป็นราชาศัพท์ของคำว่า " ทำงาน " เมื่อใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
1.)ทรงปฏิบัติพระราชกิจ
2.)ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
3.)ทรงดำเนินพระราชธุรกิจ
4.)ทรงประกอบพระราชภารกิจ

18. ข้อใดใช้ภาษาระดับราชการ
1.)สุนทรีไปเผาศพบิดาของเพื่อนที่วัดพิเรนทร์
2.)ผุสดีโทรศัพท์คุยกับเมตตาทุกวัน
3.)ดร. วิชิต กำลังบรรยายเรื่อง '' ปัญหาวัยรุ่น ''ที่หอประชุม
4.)เขาไปต่างประเทศอาทิตย์หน้า

19. ข้อใดใช้ภาษาได้ถูกต้อง
1.)สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยม
2.)นักศึกษาพยาบาลถวายการต้อนรับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
3.)วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
4.)มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเสื้อผ้าแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อพระราชทานแก่นักเรียนยากจน

20. การเขียนจดหมายถึงพระภิกษุควรใช้คำขึ้นต้นและคำลงท้ายตามข้อใด
1.)นมัสการ, ขอเจริญด้วยความเคารพ
2.)เจริญพร, ขอเจริญพรด้วยความเคารพ
3.)นมัสการ, ขอนมัสการด้วยความเคารพ
4.)เจริญพร, ขออาราธนาด้วยความเคารพ


: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 21/11/2005 19:39



21. ข้อความใดใช้คำเหมาะกับบุคคล
1.)โย่ง แกจะไปดูหนังกับฉันไหม
2.)แม่จะใช้อะไรลูกก็ว่ามาเลยคะ
3.)ท่านครับ ใครก็ไม่รู้มาหา
4.)คุณป้าคะ ทั้งหมดราคาเท่าไหร่กันล่ะ

22. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ถูกต้อง
1.)อธิการบดีได้กราบบังคมทูลถวายรายงานกิจการต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2.)สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระเสาวนีย์เรื่องจัดงานกุศล
3.)สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมารเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังจังหวัดตราด
4.)เจ้าของร้านเครื่องหวายได้ถวายตะกร้าหวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

23. ข้อใดมีคำราชาศัพท์สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 2 คำ
1.)พระนามาภิไธย เสด็จพระราชดำเนิน
2.)วันพระราชสมภพ พระราชานุญาต
3.)เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชหัตถ์
4.)ทรงพระกรุณาโรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระชนมพรรษา

24. ประโยคใดใช้ภาษาระดับเดียวกันทั้งหมด
1.)มารดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเล็กๆ คุณพ่อจึงมีภรรยาใหม่
2.)ในวาระวันคล้ายวันเกิดของคุณย่า ติ๋มขอกราบอวยพรให้คุณย่ามีสุขภาพดี มีอายุยืนนานไม่เจ็บไมไข้นะคะ
3.)คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายต่างต้องการให้บุตรธิดาของตนประสบความสำเร็จในชีวิต
4.)ฉันมีงานอดิเรกหลายอย่าง เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้งไม้ และเก็บแสตมป์

25. ข้อใดใช้ภาษาได้เหมาะแก่บุคคล
1.)พี่ชายของข้าพเจ้าเป็นคนใจร้อน ถ้าใครพูดจาไม่ถูกหู เขาจะโกรธกระฟัดกระเฟียดทีเดียว
2.)ขอบคุณหนูมากจ้ะ เอ้านี่พี่ให้เป็นรางวัล
3.)หนูแดงร้องไห้จ้าพอเห็นหน้าผม
4.)ผมตอบส่งเดชไปยังงั้นเองครับ คุณพ่อ

26. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ถูกต้อง
1.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จจากพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ไปยังเขาค้อ
2.)สมเด็จพระสังฆราชทรงทุเลาอาการประชวร
3.)คณะกรรมการแพทย์ได้ช่วยการหายใจและตรวจโลหิตพระสังฆราช
4.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรงานของโครงการศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ตามพระราชดำริ


: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 21/11/2005 19:45



27. ข้อใดใช้ภาษาระดับเดียวกันทั้งข้อ
1.)กระผมขอเรียนว่ากระผมไม่ได้เกงาน เมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้ กระผมเลยต้องหยุดงาน
2.)แม่อยากให้ดิฉันค้าขาย แต่บิดาอยากให้ดิฉันเป็นแพทย์
3.)หนังสือเล่มนี้มีหวังขายได้เกลี้ยงเพราะรวบรวมวาทะสำคัญๆ ของผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคน
4.)พ่อแม่อยากให้ฉันเป็นหมอแต่ฉันอยากเป็นครูบ้านนอก

28. ข้อใดใช้ภาษาได้เหมาะแก่บุคคล
1.)ประธานาธิปดีแห่งสหพันธ์รัฐเยอรมันและภริยา เป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
2.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออก ณ พระนังจักรีมหาปราสาทพระราชทานพระราชวโรกาสให้เอกอัครราชทูตเยอรมันเข้าเฝ้า
3.)นายกสมาคมพ่อค้าไทยเข้าเฝ้าทูลอองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายทรัพย์โดยเสด็จพระราชกุศล
4.)นักเรียน นักศึกษา และประชาชนต่างไปถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถอย่างเนืองแน่น

29. ข้อความต่อไปนี้แสดงภาษาระดับใด
"ท่านประทานที่เคารพ กระผมนายอุดม รักดี ครูโรงเรียนดรุณศึกษาขอกราบเรียนถามว่าการจัดหนังสือเสริมประสบการณ์ให้นักเรียนนั้น จะส่งไปให้นักเรียนที่ชนบทบ้างหรือไม่"
1.)ระดับพิธีการ
2.)ระดับกึ่งพิธีการ
3.)ระดับทางการ
4.)ระดับกึ่งพิธีการ

30. ข้อใดใช้ภาษาต่างระดับกัน
1.)คณะท่องเที่ยวจะไปเมืองชลอาทิตย์หน้า
2.)พวกเราทั้งหลายวันนี้ผมขอเชิญมานั่งจับเข่าคุยกันหน่อยครับ
3.)ในยุคที่ข้าวของแพง ค่าครองชีพสูง คนส่วนใหญ่ชักหน้าไม่ถึงหลัง
4.)คนตะกละหากสวาปามอะไรเข้าไปมากๆ โดยไม่เลือกแล้วท้องจะแตกได้

31. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ผิด
1.)หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดีรังสิตทรงเริ่มเป็นนักประพันธ์โดยใช้นามปากกาว่า ว.ณ. ประมวญมารค
2.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูร้อนพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
3.)สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงสนพระทัยการศึกษาอย่างมาก
4.)พระสหายของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีถวายของแด่พระเจ้าหลานเธอ

32. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ถูกต้อง
1.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
2.)เธอเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
3.)พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงโปรดตุ๊กตาตัวนี้มาก
4.)ขณะนี้สมเด็จพระสังฆราชเสวยภัตตาหารได้ดี


: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 21/11/2005 19:50



33. ประโยคใดใช้ถ้อยคำถูกต้อง
1.)สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาในวันมาฆบูชา
2.)สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ทรงรับนิมนต์ไว้แล้ว
3.)เจ้าอาวาสวัดนี้ไม่สบายมานานแล้ว
4.)พระนิพนธ์ของพระยาอนุมานราชธนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

34. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ไม่ถูกต้อง
1.)สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพระราชทานาเข็มแก่ผู้ปฏิบัตรงานดีเด่น
2.)สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
3.)สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทอดพระเนตรดนตรีไทย
4.)สมเด็จพระเจ้าพระภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาโปรดเพลงกล้วยไม้

35. ข้อใดใช้ภาษาได้เหมาะแก่บุคคล
1.)ราษฎรถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2.)ราษฎรมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
3.)ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
4.)ราษฎรน้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

36. "มีผู้แจ้งว่าได้พบใบอนุญาตขับรถยนต์ของท่านแล้ว" ข้อความนี้ควรเป็นภาษาระดับใด
1.)ระดับกันเอง
2.)ระดับสนทนา
3.)ระดับทางการ
4.)ระดับกึ่งทางการ

37. ข้อใดใช้ภาษาได้เหมาะแก่บุคคล
1.)เขาจะเชิญพระ 5 รูปมาฉันเพลที่บ้าน
2.)"นักเรียน กรุณานั่งเงียบๆ"
3.)ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตถึงแก่อนิจกรรมเสียแล้ว
4.)สมเด้จพระสังฆราชเสด็จมาประทานพระโอวาทแก่ภิกษุใหม่เมื่อวานนี้

38. ประโยคในข้อใดใช้ภาษาระดับทางการ
1.)กระทรวงสาธารณสุขเตือนชาวอีสานไม่ให้รับประทานปลาดิบ
2.)สภาพบ้านเมืองสมัยพลเอกชาติชายนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมาก
3.)ราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้รับเงินช่วยเหลือจากคณะรัฐบาลแล้ว
4.)อาหารชุดกึ่งสำเร็จรูปกำลังเป็นที่นิยมของพวกแม่บ้านที่ไม่ว่างไปตลาด



39. ข้อใดใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องเหมาะสมกับฐานะของบุคคล
1.)สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนมรณภาพแล้ว
2.)พระยาอนุมานราชธนถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2512
3.)นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ข้าราชการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือพสกนิกรภาคใต้อย่างเต็มที่
4.)สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
ที่พระตำหนักดอยตุง

40. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ผิด
1.)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศออสเตรเลียในฐานะพระราชอาคันตุกะ
ของรัฐบาล
2.)สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมารชินีนาถพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับงานชลประทานที่ จ.สกลนคร
3.)สมเด็จรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ไว้หลายปีแล้ว
4.)พระองค์เจ้าพระองค์นี้สิ้นพระชนม์หลังจากประชวรเป็นเวลา 2 เดือน

41. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ถูกต้อง
1.)สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับหญิงชราพิการเป็นคนไข้ใน
พระบรมราชานุเคราะห์
2.)ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกราบบังคมทูลถวายรายงานผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาการจราจร
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
3.)สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็พระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเรื่อง"ภาษาในวงราชการทหาร"
4.)สมเด็จพระนครินทราบรมราชชนนีทรงมีพระประสงค์ให้ข้าราชการบริพารร่วมกันประหยัดการใช้น้ำและไฟฟ้า

42. ข้อใดใช้ราชาศัพท์ไม่ถูกต้อง
1.)สมาคมได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในแนงทางซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้ประทานไว้
2.)คณะนิติศาสตร์จัดงานครั้งนี้เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์หรือพระนามเดิม
พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
3.)อธิการบดีได้ถวายปริญญาบัตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
4.)มีพิธีวางพวงมาลาที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า
จังหวัดสมุทรปราการ

43. "ข้าพเจ้าคือปุถุชนธรรมดา พระราชดำรัสจริงๆเป็นอย่างไรไม่ทราบ เพราะวาสนาน้อย ไม่อาจได้ฟังพระโอษฐ์แต่เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้วที่ทำให้รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น" บุคคลที่ผู้พูดกล่าวถึงมิใช่พระราชวงศ์ระดับใด
1.)สมเด็จพระบรมราชินี
2.)สมเด็จพระยุพราช
3.)สมเด็จพระบรมราชกุามรี
4.)สมเด็จเจ้าฟ้า

44. ข้อใดมิใช่ภาษาในระดับเดียวกันกับข้ออื่นๆ
1.)แม้จะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่พฤติการณ์ก็ชัดว่าเป็นการเตะถ่วง
2.)การมุ่งเอาชนะกันโดยปราศจากการรับผิดชอบ ก่อให้เกิดผลเสียอันประมาณมิได้
3.)แนวคิดเรื่อง "ธรรมรัฐ" กำลังได้รับการขานรับจากสังคม
4.)ถ้ามิใช่เกมการเมือง ไฉนจึงตัดสินใจอย่างฉุกละหุกลุกลี้ลุกลน



45. การใช้คำราชาศัพท์แทนคำธรรมดาในประโยคต่อไปนี้ข้อใดไม่ถูกต้อง
.............................................1....2..............................................
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้โอกาสประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาและภริยา
..............3..........................................................................4.............................................
พบในโอกาสที่มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
1.)พระราชทาน
2.)พระบรมราชวโรกาส
3.)เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
4.)อาคันตุกะ

46. ข้อใดใช้ภาษาระดับทางการ
1.)ในระยะนี้จะมีเต่ามาวางไข่ที่ชายฝั่งทะเลวันละหลายตัว
2.)พิธีรดน้ำศพมักจะกระทำทันทีหลังจากบุคคลนั้นเสียชีวิต
3.)ในหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวมาชมทัศนียภาพที่นี่เป็นจำนวนมาก
4.)เพื่อความสะดวกในการเบิกจ่าย อาจขออนุมัติทั่วกันไปทุกรายการก็ได้

47. ข้อใดใช้คำราชาศัพท์มากที่สุด
1.)ก็พาเจ้าลูกเธอเสมอใจ พิศประไพผ่องลำเภาทั้งเก้าองค์
2.)ต้องอยู่ค้างในวังวินเซอร์สถาน โปรดประทานฟูกเบาะมุ้งเมาะหมอน
3.)เจ้าคุณถือพานเดินดำเนินกราย แต่เจ็ดนายกราบก้มประนมกร
4.)ดำรัสเรียกพวกไทยเข้าไปเฝ้า ต่างน้อมเกล้าพร้อมกันด้วยหรรษา



48. ข้อความตอนใดใช้คำระดับเดียวกัน
...................................
.(1).................................................................................
ภิกษุ 9 รูปรับนิมนต์มาในพิธีมงคลสมรสที่บ้านเจ้าภาพ / เมื่อมาถึง มรรคนายกผู้เฒ่าก็กล่าวเชิญ
..................(2).................................................................(3)..................................
แขกที่มาในงานแจ้งว่าจะเริ่มพิธี / ในขณะที่พระกำลังฉัน ก็ได้แจ้งให้ญาติโยมรอรับศีลและอยู่รับ
.......................................................................(4).................................................
ประทานอาหารด้วยกันก่อน / จากนั้นก็ได้เอ่ยปากขอร้องผู้มีเกียรติทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาว
ให้ช่วยกันเก็บข้าวของก่อนกลับ
1.)ตอนที่ 1
2.)ตอนที่ 2
3.)ตอนที่ 3
4.)ตอนที่ 4

49. คำประพันธ์ในข้อใดไม่มีคำที่ใช้เป็นราชาศัพท์เลย
1.)ฝ่ายเจ้าคุณมนตรีศรีสุริยวงศ์ ก็เชิญพานสารทรงลายเลขา
2.)คนละห้องไสยาสถาวร จนทินกรแจ่มจบภพไตร
3.)แล้วขึ้นไปชั้นบนเครื่องต้นตั้ง ดูเปล่งปลั่งทองเพชรวิเศษสรรพ์
4.)โปรดนั่งเก้าอี้มีน้ำชา อีกทั้งกาแฟใส่ถ้วยลายทอง

50. ข้อใดใช้ภาษาระดับทางการ
1.)พิธีเปิดเอเชียนเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ทำได้ไม่เลวทีเดียว
2.)เท่าที่ทราบ ทางบริษัทผู้รับผิดชอบได้ระดมมืออาชีพมาร่วมเตรียมงานนานนับเดือน
3.)นับได้ว่าเป็นเกียรติประวัติของไทยอีกครั้งที่สร้างความพร้อมจนเป็นที่เชื่อมั่นแก่ประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย
4.)ทำให้เห็นชัดแล้วว่าในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้เราก็มิได้ทำให้มนตรีเอเชียนเกมส์ทั้งหลายผิดหวัง



: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 21/11/2005 20:02

..........เฉลยแบบฝึกหัดระดับของภาษาและราชาศัพท์.............
1.4......................2.4....................3.1...................4.3
5.2......................6.1....................7.3...................8.4
9.1......................10.3..................11.4.................12.2
13.3....................14.3..................15.3.................16.2
17.4....................18.3..................19.4.................20.3
21.1....................22.3..................23.4.................24.4
25.3....................26.4..................27.4.................28.1
29.3....................30.2..................31.2.................33.1
34.3....................35.2..................36.3.................37.4
38.3....................39.2..................40.1.................41.3
42.3....................43.4..................44.2.................45.4
46.1....................47.4..................48.1.................49.2
50.3............................................................................



อ้างอิง:
อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย Entrace ม.4-5-6.สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา,กรุงเทพมหานคร,2543








: ด.ญ. ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ (ยิ้ม) - 21/11/2005 20:19

 

หลักการเขียน
หลักการเขียน
๑. การใช้รูปวรรณยุกต์
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ จึงต้องมีอักษรคือรูปวรรณยุกต์กำกับบังคับการอ่านออกเสียง
เพื่อแยกความหมายของคำนั้นๆรูปวรรณยุกต์มี๔รูป ดังนี้
(๑) ไม้เอก
(๒) ไม้โท
(๓) ไม้ตรี
(๔) ไม้จัตวา
รูปวรรณยุกต์ทั้ง๔ รูปนี้ใช้เขียนบนพยัญชนะต้น เช่น ปล่อย ม้วย ก๊ก เป๋อ
จะใช้เขียนบนรูปสระหรือตัวสะกดไม่ได้ เช่น ปลอ่ย มว้ย กก๊ เปอ๋
ถ้ามีรูปสระอยู่บนพยัญชนะ ต้องเขียนรูบวรรณยุกต์บนรูปสระนั้นอีกต่อหนึ่ง เช่น เกลื่อน สิ้น กั๊ก ปรื๋อ
การใช้วรรณยุกต์มีหลักดังนี้
๑. ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ ๔ รูป แต่มีเสียง ๕ เสียง เฉพาะอักษรกลางเท่านั้น ถ้ามีรูปวรรณยุกต์ใด
กำกับจะเป็นเสียงวรณยุกต์นั้น
อักษรสูง ข่า เสี้ยน
จะมีเสียงเอก เสียงโท ตามลำดับ
อักษรกลาง เด่น ก้อง เปี๊ยก จ๋า
จะมีเสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา ตามลำดับ
อักษรต่ำมีปัญหาเรื่องการใช้รูปวรรณยุกต์มากเพราะรูปวรรณยุกต์กับเสียงวรรณยุกต์ไม่จำเป็นต้องตรงกัน
ที่ใช้ผิดกันมากคือการใช้รูปวรรณยุกต์ตรีกับอักษรเพราะอักษรต่ำมีแต่เสียงวรรณยุกต์ตรีแต่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ตรี
ใช้ได้เลย ดังนี้

อักษรต่ำ คำเป็น พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ ผันด้วยรูปเอก เป็นเสียงโท
ผันด้วยรูปโท เป็นเสียงตรี เช่น ค่า ค่า ค้า
คำตายเสียงสั้น พื้นเสียงเป็นเสียงตรี ผันด้วยรูปเอก เป็นเสียงโท
ผันด้วยรูปจัตวา เป็นเสียงจัตวา เช่น คะ ค่ะ ค๋ะ
คำตายเสียงยาว พื้นเสียงเป็นเสียงโท ผันด้วยรูปโท เป็นเสียงตรี
ผันด้วยรูปจัตวา เป็นเสียงจัตวา เช่น คาด ค๋าด
เพราะฉะนั้นคำนั้นมีเสียงตรีจะใช้รูปวรรณยุกต์ตรีกับอักษรต่ำไม่ได้
ต้องอาศัยหลักดังต่อไปนี้
คำเป็น เสียงตรีต้องใช้วรรณยุกต์โท เช่น เพล้ง ค้า วุ้ย ว้าย
คำตายสียงสั้น พื้นเสียงเป็นเสียงตรีอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้รูป
วรรณยุกต์ใดเลย เช่น โพละ เพียะ นะ คะ ยะ วะ
คำตายเสียงยาว เสียงตรีต้องใช้วรรณยุกต์โท เช่น เชิ้ต โน้ต เค้ก
๒. คำที่มาจากภาษาจีน มักเขียนตามเสียงที่เปล่งออกมา เช่น ไต๋ก๋ง เอี้ยมจุ๊น เต้าฮวย ก่วยเตี๋ยว เฉาก๊วย
๓. คำที่มาจากภาษาชวา ถ้าอ่านออกเสียง อะ ที่พยางค์หน้า
ต้องประวิสรรชนีย์ เช่น ประไหมสุหรี (ตำแหน่งมเหสีเอก)
มะเดหวี (ตำแหน่งมเหสีรองจากประไหมสุหรี)
มะตาหะรี(ดวงอาทิตย์) ปะหนัน (หรือปาหนัน คือ ดอกลำเจียก)
ยกเว้น คำว่า "ชวา" ไม่ต้องประวิสรรชนีย์
๔. คำเดิมประวิสรรชนีย์อยู่แล้ว เมื่อเติม ร ก็ต้องประวิสรรชนีย์ตามเดิม
เช่น จะเข้ - จระเข้
ทะนง - ทระนง
ชะอับ - ชระอับ


๒. คำที่ไม่ประวิสรรชนีย์
๑. คำที่ออกเสียงสระ อะ ที่พยัญชนะตัวหน้าไม่เต็มตามมาตรา คำที่อ่านแบบเรียงพยางค์
(เขียนอย่างไรก็อ่านอย่างนั้น) หรือคำที่อ่านแบบอักษรนำ(พยางค์หน้าออกเสียง อะ พยางค์หลังอ่านเหมือนมี
ห นำ เช่น ชนาน พยุง ชไม ขจี ผสม ทวีป ไผท ทบวง ตลาด อร่อย กนก ฝรั่ง จริต)
๒. คำสมาสในภาษาบาลี สัสกฤต คำสมาสกำหนดว่าจะต้องออกเสียงสระที่พยางค์ท้ายของคำหน้า
แม้ว่าคำเดิมจะประวิสรรชนีย์ เช่น พละ ศิลปะ อาชีวะ สาธารณะ ปิยะ แต่เมื่อเข้าสมาสกับคำอื่น
แม้จะออกเสียง อะ ก็ไม่ต้องประวิสรรชนีย์ เช่น พลศึกษา ศิลปศาสตร์ อาชีวศึกษา สาธารณสถาน
๓. คำเดิมไม่ประวิสรรชนีย์ เมื่อเติม ร ลงไปแล้วก็ไม่ต้องประวิสรรชนีย์
ด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ชอุ่ม - ชรอุ่ม
ตลบ - ตรลบ
จมูก - จรมูก
สนุก - สรนุก
๓. การเขียนคำที่ออกเสียง อำ
เสียง อำ ในแม่กม มีหลักการใช้ดังนี้
อำ
๑. ใช้ในคำไทยทั่วๆไป เช่น กำ จำ ขำ ทำ คำ นำ ดำ ลำ อำ
๒. ใช้ในคำแผลง ส่วนมากเป็นคำแผลงที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต และภาษาเขมร เช่น
ตริ แผลงเป็น ดำริ ภาษาเขมร
ตรวจ แผลงเป็น ตำรวจ ภาษาเขมร
เสร็จ แผลงเป็น สำเร็จ ภาษาเขมร
แข็ง แผลงเป็น กำแหง ภาษาเขมร
ราญ แผลงเป็น รำบาญ ภาษาเขมร
เพ็ญ แผลงเป็น บำเพ็ญ ภาษาเขมร
ตฤษณา แผลงเป็น ดำกฤษณา ภาษาเขมร
รวิ,รวี แผลงเป็น รำไพ ภาษาเขมร
๓. ใช้ในคำภาษาอื่นๆ ที่นำมาเขียนตามอำกขรวิธีไทย เช่น กำปั่น
ตำมะหงง กำยาน กำมะหยี่
อัม
๑. ใช้เขียนเฉพาะคำที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต ซึ่งเดิมเป็นเสียงสระ
อะ และมี ม สะกดเท่านั้น เช่น กัมมันตภาพ อัมพร คัมภีร์ สัมพันธ์
กัมพูชา สัมมนา ปรัมปรา
๒. ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาอังกฤษ เช่น
นัมเบอร์ มาจาก number
อัลบั้ม มาจาก album
กิโลกรัม มาจาก kilogramme
ปั๊ม มาจาก pump
อำม
ใช้เขียนในคำบาลีสันสกฤตที่มีเสียงเดิมป็น อะ แล้วมีตัว ม เรียงตามหลัง (อม อ่าน อะ-มะ)
แล้วแผลง อะ เป็น อำ จึงเป็นอำม เช่น อมาตย์ แผลงเป็น อำมาตย์
อมรินทร์ แผลเป็น อำมรินทร์
อมฤต แผลเป็น อำมฤต
อมร แผลเป็น อำมร
-รรม
ใช้เขียนคำในภาษาสันสกฤตที่เดิมใช้ ร (ร เรผะ) และมี ม ตาม ใช้
-รรม เช่น กรม เป็น กรรม
ธรม เป็น ธรรม
๔. การเขียนคำพ้องเสียง
คำพ้องเสียงคือคำที่อ่านออกเสียงเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน และ
ความหมายก็ต่างกันไปด้วยต่อไปนี้จะจำแนกคำพ้องเสียงตามลักษณะที่
มาของคำดังนี้
๑. ที่มาของคำต่างกัน อาจจะเป็นคำไทยหรือคำที่มาจากภาษาอื่นก็ได้
การเขียนตัวสะกดให้ต่างกันไปเพื่อรักษารูปศัพท์ของคำไว้
๗. การใช้ ณ,น
ณ มีหลักการใช้ดังนี้
๑. คำบาลี สันสกฤตที่มีตัวสะกดอยู่ในแม่กน ถ้าตัวตามเป็นพยัญชนะ
วรรค (ฏ ฐ ฑ ฒ ณ) หรือ ห ตัวสะกดจะต้องใช้ ณ เสมอ เช่น สัณฐาน กุณฑล กัณหา ตัณหา อุณหภูมิ
๒. ตัว ข ฤ ร ษ อยู่หน้าตัว "นอ" จะต้องใช้ ณ เสมอ เช่น ขณะ ลักษณะ กฤษณา กฤษณา โฆษณา
ดุษณี ทักษิณา ไปรษณีย์ ภิกษุณี ลักษณะ กรณี ดรุณี บูรณะ ประณีต พิจารณา มรณะ
๓. ตัว ฤ ร ษ อยู่ข้างหน้า แม้พยัญชนะคั่นกลางระหว่าง "นอ" กับตัว
ฤ ร ษในคำเยวกันก็ได้แต่ต้องคั่นนั้นจะต้องเป็นพยัญชนะวรรค กะ
(ก ข ค ฆ ง) วรรค ปะ (ป ผ พ ภ ม) หรือตัว ย ว ห ในกรณีเช่นนี้ต้องใช้ ณ
เช่น วรรค กะ คั่น เช่น ตรังคิณี (แม่น้ำ)
วรรค ปะ คั่น เช่น กษาปณ์ ราพณาสูร ลักษมณ์ อารมณ์
ตัว ย คั่น เช่น นารายณ์ รามายณะ
ตัว ห คั่น เช่น โรหิณี
ตัว ห และ ม คั่น เช่น พราหมณ์ พราหมณี
๔. คำที่ไทยใช้ ณ มาแต่บาราณ เช่น ณ ฯพฯ เณร ณรงค์ ยกเว้น คำที่ไม่ใช้ ณ ตามกฎมี ปักษิณ
กริณ พฤนท์ หัสดิน พรหมินทร์ ฯลฯ
น มีหลักการใช้ดังนี้
๑. ใช้ในคำไทยทั่วไป เช่น มี่ นั่ง นอน หนู นั่น นก ฯลฯ
๒. คำบาลี สันสกฤตที่มีตัวสะกดอยู่ในแม่ กน มีตัวตามเป็นพยัญชนะวรรค ตะ (ต ถ ท ธ น) เช่น
ขันติ ชนนี สันนิษฐาน คันถะ ฯลฯ
๓. ใช้ในคำบาลี สันสกฤตทั่วไปที่ไม่อยู่ในหลักการใช้ ณ เช่น ขน สถาน สามานย์ นารี นคร ฯลฯ
๔. ใช้ในคำที่มาจากภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาบาลี สันสกฤต เช่น ญี่ปุ่น ไนโตรเจน มิชชันนารี
ละติน นโปเลียน กวนอู จีน ฯลฯ
๘. การใช้ รร (ร หัน)
รร เขียนเคียงกัน๒ ตัวนี้ เรียกว่า ร หัน เมื่อประสมอยู่กับ พยัญชนะต่างๆไม่มีตัวสะกด อ่านออกเสียง
แม่กน คือเสียง "อัน" แต่ถ้ามีตัวสะกด รร
ก็ใช้แทนไม้หันอากาศเท่านั้น มีหลักการใช้ดังนี้
๑. ใช้ในคำที่แผลงมาจาก ร (ร เรผะ) ในภาษาสันสกฤต เช่น สวรรค์ กรรม ธรรม จรรยา มรรยาท
บรรพต บรรพชิต วรรค สรรพ อรรณพ มรรค ภรรยา ฯลฯ

แหล่งอ้างอิง คู่มือหนังสือภาษาไทย Entrance ม.4-6
ที่มาอ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์




: สุภางค์ทิพย์ อานนทกูล - 13/11/2005 11:38

 

ความคิดเห็นผู้สืบค้นข้อมูล

ขอบคุณครับ

: ด.ช. พิเชษฐ์ โทระพันธ์ ม.1/7 ศรีปทุม อุบล - 30/11/2005 20:57

ขอบคุณค่ะ

: ขวัญฤดี มีทรัพย์ - 09/12/2005 11:26

ขอบคุณครับ

: วรเวช ดานุวงศ์ - 16/12/2005 10:43

เก่งจังค่ะ ขอบคุณค่ะ

: จิตติมา วงษ์ธรรม - 21/12/2005 18:16

เก่งมาก เด็กสุราษฎร์ธานี

: ปิยธิดา ประทุมวัลย์ - 07/03/2006 12:43

ขอบคุณที่ทำสาระดีแบบนี้

: จีราพร โพธิ์ภา - 10/03/2006 19:41

ขอบคุณครับ

: เด็กชาย พิเชษฐ์ โทระพันธ์ 13 ปี - 30/11/2005 20:32

ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ

: พรประภา 12ปี ศรีปทุม - 05/12/2005 13:04

ดีๆค่ะ


: รอน - 27/12/2005 20:11

ได้ความรู้เยอะมาก

: อ๋อย - 30/12/2005 11:12

ขอบคุณมากๆค่ะ

: กลอย - 30/12/2005 13:45

ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกเรานะคะ

: แอม - 06/01/2006 14:24

ดีค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะ

: อ้อย - 12/01/2006 15:19

เป็นโครงการที่ดีเพราะจะทำให้ผู้ที่เข้ามาได้เข้าใจถึงภาษาพูดและภาษาเขียนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การใช้ภาษาการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเราเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

: เชอรี่จัง - 13/01/2006 11:37

ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้หนูทำงานเสร็จ


: ราตรี - 19/02/2006 14:29

ขอบคุณมากที่ทำให้เข้าใจภาษาพูดและเขียน

: javisuth@yahoo.com - 20/02/2006 23:42

ขอบคุณมากที่ทำให้ได้ความรู้และความเข้าใจในภาษาพูดและภาษาเขียนค่ะ

: กุ้ง+บุ๋ม - 22/02/2006 11:20

ขอบคุณที่ให้ความรู้ เรื่องนี้คุณครูจะออกเป็นข้อสอบด้วย

: จอย - 06/03/2006 15:18

คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2549

เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


สมุดเยี่ยม