โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทยโดยนักเรียนชั้น ม.1 และม.2โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพแหล่งเรียนรู้เรื่องประโยคเพิ่มเติม

ชนิดและหน้าที่ของประโยค


ความหมายและส่วนประกอบของประโยค
ความหมายของประโยค
ประโยค เกิดจากคำหลายๆคำ หรือวลีที่นำมาเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบให้แต่ละคำมีความสัมพันธ์กัน มีใจความสมบูรณ์ แสดงให้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เช่น สมัครไปโรงเรียน ตำรวจจับคนร้าย เป็นต้น

ส่วนประกอบของประโยค
ประโยคหนึ่ง ๆ จะต้องมีภาคประธานและภาคแสดงเป็นหลัก และอาจมีคำขยายส่วนต่าง ๆ ได้

1. ภาคประธาน
ภาคประธานในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ ผู้แสดงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประโยค ภาคประธานนี้ อาจมีบทขยายซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำมาประกอบ เพื่อทำให้มีใจความชัดเจนยิ่งขึ้น

2. ภาคแสดง
ภาคแสดงในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ประกอบไปด้วยบทกริยา บทกรรมและส่วนเติมเต็ม บทกรรมทำหน้าที่เป็นตัวกระทำหรือตัวแสดงของประธาน ส่วนบทกรรมทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำ และส่วนเติมเต็มทำหน้าที่เสริมใจความของประโยคให้สมบูรณ์ คือทำหน้าที่คล้ายบทกรรม แต่ไม่ใช้กรรม เพราะมิได้ถูกกระทำ

ชนิดของประโยค
ประโยคในภาษาไทยแบ่งเป็น 3 ชนิด ตามโครงสร้างการสื่อสารดังนี้

1. ประโยคความเดียว
ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีข้อความหรือใจความเดียว ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอกรรถประโยค เป็นประโยคที่มีภาคประโยคเพียงบทเดียว และมีภาคแสดงหรือกริยาสำคัญเพียงบทเดียว หากภาคประธานและภาคแสดงเพิ่มบทขยายเข้าไป ประโยคความเดียวนั้นก็จะเป็นประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น


2. ประโยคความรวม
ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาโครงสร้างประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปเข้าไว้ในประโยคเดียวกัน โดยมีคำเชื่อมหรือสันธานทำหน้าที่เชื่อมประโยคเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ประโยคความรวมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อเนกกรรถประโยค ประโยคความรวมแบ่งใจความออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

2.1 ประโยคที่มีความคล้อยตามกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็กตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป มีเนื้อความคล้อยตามกันในแง่ของความเป็นอยู่ เวลา และการกระทำ
ตัวอย่าง
• ทรัพย์ และ สินเป็นลูกชายของพ่อค้าร้านสรรพพาณิชย์
• ทั้ง ทรัพย์ และ สินเป็นนักเรียนโรงเรียนอาทรพิทยาคม
• ทรัพย์เรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา
• พอ สินเรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ มาช่วยพ่อค้าขาย
สันธานที่ใช้ใน 4 ประโยค ได้แก่ และ, ทั้ง – และ, แล้วก็, พอ – แล้วก็

หมายเหตุ : คำ “แล้ว” เป็นคำช่วยกริยา มิใช่สันธานโดยตรง

2.2 ประโยคที่มีความขัดแย้งกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค มีเนื้อความที่แย้งกันหรือแตกต่างกันในการกระทำ หรือผลที่เกิดขึ้น
ตัวอย่าง
• พี่ตีฆ้อง แต่ น้องตีตะโพน
• ฉันเตือนเขาแล้ว แต่ เขาไม่เชื่อ

2.3 ประโยคที่มีความให้เลือก ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยคและกำหนดให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่าง
• ไปบอกนายกิจ หรือ นายก้องให้มานี่คนหนึ่ง
• คุณชอบดนตรีไทย หรือ ดนตรีสากล

2.4 ประโยคที่มีความเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค ประโยคแรกเป็นเหตุประโยคหลังเป็นผล
ตัวอย่าง
• เขามีความเพียรมาก เพราะฉะนั้น เขา จึง ประสบความสำเร็จ
• คุณสุดาไม่อิจฉาใคร เธอ จึง มีความสุขเสมอ

ข้อสังเกต
• สันธานเป็นคำเชื่อมที่จ้ำเป็นต้องมีประโยคความรวม และจะต้องใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อความในประโยค ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สันธานเป็นเครื่องกำหนดหรือชี้บ่งว่าประโยคนั้นมีใจความแบบใด
• สันธานบางคำประกอบด้วยคำสองคำ หรือสามคำเรียงอยู่ห่างกัน เช่น ฉะนั้น – จึง, ทั้ง – และ, แต่ – ก็ สันธานชนิดนี้เรียกว่า “สันธานคาบ” มักจะมีคำอื่นมาคั่นกลางอยู่จึงต้องสังเกตให้ดี
• ประโยคเล็กที่เป็นประโยคความเดียวนั้น เมื่อแยกออกจากประโยคความรวมแล้ว ก็ยังสื่อความหมายเป็นที่เข้าใจได้


3. ประโยคความซ้อน
ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว ประกอบด้วยประโยคความเดียวที่มีใจความสำคัญ เป็นประโยคหลัก (มุขยประโยค) และมีประโยคความเดียวที่มีใจความเป็นส่วนขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก เป็นประโยคย่อยซ้อนอยู่ในประโยคหลัก (อนุประโยค) โดยทำหน้าที่แต่งหรือประกอบประโยคหลัก ประโยคความซ้อนนี้เดิม เรียกว่า สังกรประโยค
อนุประโยคหรือประโยคย่อยมี 3 ชนิด ทำหน้าที่ต่างกัน ดังต่อไปนี้

3.1 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่แทนนาม (นามานุประโยค) อาจใช้เป็นบทประธานหรือบทกรรม หรือส่วนเติมเต็มก็ได้ ประโยคย่อยนี้เป็นประโยคความเดียวซ้อนอยู่ในประโยคหลักไม่ต้องอาศัยบทเชื่อมหรือคำเชื่อม

ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่เป็นประโยคย่อยทำหน้าที่แทนนาม
• คนทำดีย่อมได้รับผลดี
คน...ย่อมได้รับผลดี : ประโยคหลัก
คนทำดี : ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทประธาน

• ครูดุนักเรียนไม่ทำการบ้าน
ครูดุนักเรียน : ประโยคหลัก
นักเรียนไม่ทำการบ้าน : ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทกรรม
3.2 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายประธานหรือบทขยายกรรมหรือบทขยายส่วนเติมเต็ม (คุณานุประโยค) แล้วแต่กรณี มีประพันธสรรพนาม (ที่ ซึ่ง อัน ผู้) เชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย
ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทขยาย

• คนที่ประพฤติดีย่อยมีความเจริญในชีวิต
ที่ประพฤติ ขยายประธาน คน
- คน...ย่อมมีความเจริญในชีวิต : ประโยคหลัก
- (คน) ประพฤติดี : ประโยคย่อย

• ฉันอาศัยบ้านซึ่งอยู่บนภูเขา
ซึ่งอยู่บนภูเขา ขยายกรรม บ้าน
- ฉันอาศัยบ้าน : ประโยคหลัก
- (บ้าน) อยู่บนภูเขา : ประโยคย่อย
3.3 ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายคำกริยา หรือบทขยายคำวิเศษณ์ในประโยคหลัก (วิเศษณานุประโยค) มีคำเชื่อม (เช่น เมื่อ จน เพราะ ตาม ให้ ฯลฯ) ซึ่งเชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย

ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทกริยาหรือบทขยายวิเศษณ์

• เขาเรียนเก่งเพราะเขาตั้งใจเรียน
เขาเรียนเก่ง : ประโยคหลัก
(เขา) ตั้งใจเรียน : ประโยคย่อยขยายกริยา

• ครูรักศิษย์เหมือนแม่รักลูก
ครูรักศิษย์ : ประโยคหลัก
แม่รักลูก : ประโยคย่อย (ขยายส่วนเติมเต็มของกริยาเหมือน)


หน้าที่ของประโยค
ประโยคต่างๆ ที่ใช้ในการสื่อสารย่อมแสดงถึงเจตนาของผู้ส่งสาร เช่น บอกกล่าว เสนอแนะ อธิบาย ซักถาม ขอร้อง วิงวอน สั่งห้าม เป็นต้น หากจะแบ่งประโยคตามหน้าที่หรือลักษณะที่ใช้ในการสื่อสาร สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้
1. บอกเล่าหรือแจ้งให้ทราบ
เป็นประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าบ่งชี้ให้เห็นว่า ประธานทำกริยา อะไร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อไหร่ เช่น
- ฉันไปพบเขามาแล้ว
- เขาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ
2. ปฏิเสธ
เป็นประโยคมีเนื้อความปฏิเสธ จะมีคำว่า ไม่ ไม่ได้ หามิได้ มิใช่ ใช่ว่า ประกอบอยู่ด้วยเช่น
- เรา ไม่ได้ ส่งข่าวถึงกันนานแล้ว
- นั่น มิใช่ ความผิดของเธอ
3. ถามให้ตอบ
เป็นประโยคมีเนื้อความเป็นคำถาม จะมีคำว่า หรือ ไหม หรือไม่ ทำไม เมื่อไร ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร อยู่หน้าประโยคหรือท้ายประโยค เช่น
- เมื่อคืนคุณไป ที่ไหน มา
- เธอเห็นปากกาของฉัน ไหม
4. บังคับ ขอร้อง และชักชวน
เป็นประโยคที่มีเนื้อความเชิงบังคับ ขอร้อง และชักชวน โดยมีคำอนุภาค หรือ คำเสริมบอกเนื้อความของประโยค เช่น
- ห้าม เดินลัดสนาม
- กรุณา พูดเบา

สรุป
การเรียบเรียงถ้อยคำเป็นประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน สามารถขยายให้เป็นประโยคยาวขึ้นได้ด้วยการใช้คำ กลุ่มคำ หรือประโยค เป็นส่วนขยาย ยิ่งประโยคมีส่วนขยายหรือองค์ประกอบมากส่วนเพียงใด ก็จะยิ่งทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจต่อกันมากขึ้นเพียงนั้น ข้อสำคัญ คือ ต้องเข้าใจรูปแบบประโยค การใช้คำเชื่อมและคำขยาย ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงเจตนาในการส่งสารด้วย ผู้มีทักษะในการเรียบเรียงประโยคสามารถพัฒนาไปสู่การเขียน เล่า บอกเรื่องราวที่ยืดยาวได้ตามเจตนาของการสื่อสาร ดังนั้นผู้ใช้ภาษาจึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจโครงสร้างประโยค และวิธีการสร้างประโยคให้แจ่มแจ้งชัดเสียก่อนจะทำให้การสื่อสารเกิดประสิทธิผล และสามารถใช้ภาษาสื่อสารให้เกิดความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น


: ดช.สุจิตคุณ ขันธญาณะ ม.2/11A เลขที่ 9 - 10/11/2005 22:44

อ้างอิง อ้างอิง ประพนธ์ เรืองณรงค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 (ม.2)
เล่ม2 - - พิมพ์ครั้งที่1 - - กรุงเทพฯ : ประสานมิตร , 2545

 

 

 

วลีและประโยค



ชนิดของวลี
ชนิดของวลีตามแนวหลักภาษาเดิม มี ๗ ชนิดดังนี้
๑.๑ นามวลี หมายถึง วลีที่มีคำนามนำหน้า เช่น
ถนนสายหนึ่ง พระรูปที่ ๕
จังหวัดนครพนม นาฬิกาข้อมือเรือนทอง
ชาวเมืองสกลนคร อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์

๑.๒ สรรพนามวลี หมายถึง วลีที่มีคำสรรพนามนำหน้า หรือ วลีที่ทำหน้าที่เป็นคำสรรพนาม เช่น
ข้าพเจ้า ข้าพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า
ใต้เท้า ใต้ฝ่าพระบาท ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
พระองค์ ท้าวเธอ
๑.๓ กริยาวลี หมายถึง วลีที่มีคำนำหน้า โยมีความหมายเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น
นั่งร้องเพลง ทำงานหนัก
เป็นหนังหน้าไฟ หวังแต่ประโยชน์ฝ่ายเดียว
ถึงแก่กรรม เสด็จสวรรคาลัยสุรโลก

๑.๔ วิเศษณ์วลี หมายถึง วลีที่มีคำวิเศษณ์นำหน้า และทำหน้าที่ประกอบคำอื่นอย่างเดียวกับคำวิเศษณ์อาจประกอบนาม ขยายกริยา ขยายวิเศษณ์ด้วยกันเองก็ได้ เช่น
ช้างสามเชือก (ขยายนาม)
เราสามคน (ขยายสรรพนาม)
เขากินข้าวจุเหลือประมาณ (ขยายกริยา)
เขาคงงามเลิศเหลือประมาณ (ขยายวิเศษณ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกริยา)

๑.๕ บุพบทวลี หมายถึง วลีที่มีคำบุพบทอยู่หน้าคำอื่น อาจอยู่หน้าคำอื่น อาจอยู่หน้าคำนาม สรรพนามหรือกริยา สภาวมาลา เช่น
ข้าแต่สมาชิกทั้งหลาย (นำหน้านาม)
ข้าแต่ท่านทั้งหลาย (นำหน้าสรรพนาม)
เพื่อชมเล่น (นำหน้ากริยาสภาวมาลา)

๑.๖ สันธานวลี หมายถึง วลีที่ทำหน้าที่เป็นคำสันธาน คือทำหน้าที่เชื่อมคำ เชื่อมความ เชื่อมประโยค เช่น
เขามีความรักในลูกและเมีย
ถึงฝนตกฉันก็จะไป
เพราะฉะนั้น เขา จึง ต้องไปหาหมอ
กรณีคำสันธานที่แยกออกจากกัน เพื่อเชื่อมความให้ติดต่อกัน เรียกว่า สันธานคาบเกี่ยว

๑.๗ อุทานวลี หมายถึง วลีที่ใช้เป็นคำอุทาน จะมีคำอุทานนำหน้าหรือไม่ก็ได้ เช่น
โอ้อกเอ๋ย โอ๊ยตายแล้ว โอพระเวสสันดร
เวรเอ๋ยเวร อนิจจาความรักเอ๋ย

ประโยค
๑.แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของประโยค มี ๓ ชนิด ดังนี้
๑.๑ ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีข้อความเพียงข้อความเดียว เช่น
โอ้โฮ ฝนตกมากจัง
ฉันชอบอากาศชายทะเล
เขาเป็นบุตรชายคนโตของฉัน

๑.๒ ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีคำสันธานเชื่อมระหว่างประโยคความเดียวเหล่านั้น แบ่งออกเป็น ๔ ชนิดดังนี้
ก. ประโยคความรวมที่มีข้อความคล้อยตามกัน โดยใช้สันธาน และ,กับ, แล้ว...จึงพอ...ก็ ฯลฯ เชื่อมประโยคเช่น
เขาไปทำงานแล้วเขาจึงกลับบ้าน
พอดนตรีบรรเลง ตัวละครก็เต้นระบำออกมา
ข. ประโยคความรวมที่มีข้อความขัดแย้งกันโดยใช้ สันธาน แต่, แต่ทว่า,ถึง...ก็,ถึง...แต่..ก็ ฯลฯ เชื่อมประโยค เช่น
น้ำขึ้น แต่ลมลง
เขาเคยเห็น แต่ทว่า เขาไม่รู้จัก
ถึงผมจะจนทรัพย์ แต่ ก็รวยน้ำใจ
ค. ประโยคความรวมที่มีข้อความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้สันธานหรือ ,มิฉะนั้น , ไม่เช่นนั้น , ไม่อย่างนั้น , หรือไม่ก็ ฯลฯ เชื่อมประโยค เช่น
คุณจะอยู่หรือจะไป
คุณต้องเลิกเที่ยวกลางคืน มิฉะนั้น คุณอายุสั้น
นักเรียนทุกคนต้องทำงาน หรือไม่ก็นอนเสีย
ง. ประโยคความงามที่มีข้อความเป็นเหตุเป็นผลแต่กัน โดยมีสันธาน จึง, ฉะนั้นดังนั้น, เพราะ...จึง , เพราะนั้น....จึง ฯลฯ เชื่อมประโยค เช่น
เขามัวคิดถึงแต่คนรัก จึงสอบไล่ตก
เขาเล่นกีฬาทุกเช้า ดังนั้นร่างกายจึงแข็งแรง
เพราะเขาพูดเพราะ คนจึงรักเขา

๑.๓.ประโยคความซ้อน คือ ประโยคใหญ่ที่มีประโยคเล็กตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปรวมกันแต่มีประโยคหลักหรือประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว ส่วนประโยคอื่นทำหน้าที่แต่ง
หรือประกอบประโยคหลักดังนั้นประโยคความซ้อนจะประกกอบด้วยประโยค ๒ ชนิด คือ
ก.มุขยประโยค หมายถึง ประโยคหลักหรือประโยคที่มีใจความสำคัญซึ่งจะขยายไม่ได้และมีได้เพียงประโยคเดียวต่อหนึ่งประโยคความซ้อนเท่านั้น เช่น
เขามีหนังสือที่ฉันไม่มี
เขาอ่อนเพลียจนเขาต้องพักผ่อน
คนที่ปรารถนาความสุขจะต้องมีหลักธรรมประจำใจ
ข.อนุประโยค หมายถึง ประโยคที่ทำหน้าที่แต่งมุขยประโยคให้ความดีขึ้นแบ่งออกเป็น๓ชนิด คือ

(๑) นามานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่คล้ายคำนาม คือ อาจเป็นบทประธาน บทกรรมหรือบทขยายก็ได้ เช่น
เขาพูดเช่นนี้ เป็นการส่อนิสัยชั่ว ( บทประธาน )
ฉันเห็นเด็กเรียนหนังสือ ( บทกรรม )
อาหารสำหรับนักเรียนเล่นละคร มีอยู่ในห้อง ( บทขยาย )

(๒) คุณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ประกอบนามหรือสรรพนามโดยใช้ประพันธสรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน เป็นบทเชื่อม เช่น
ฉันรักคนไทยซึ่งรักชาติไทย
คนโง่ซึ่งรวมอยู่กับนักปราชญ์
บทเพลงอันไพเราะเพราะพริ้งเริ่มบรรเลงแล้ว

(๓) วิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ประกอบคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ด้วยกันอันเป็นส่วนหนึ่งของประโยคสำคัญ เช่น
เขาดีจนฉันเกรงใจ
เขามีความรู้ เพราะเขาอ่านหนังสือมาก
ฉันมา เมื่อเธอหลับ

๒.แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยค หมายถึง ประโยคที่แบ่งตามลักษณะการใช้ของผู้พูด มีหลายชนิดเช่น
ก. ประโยคบอกเล่า หรือประโยคแจ้งให้ทราบ คือประโยคที่ผู้พูดต้องการแจ้งเรื่องราวต่างๆให้ผู้ฟังทราบ เช่น
วัฒนธรรมไทย คือหัวใจของชาติ
ปีนี้ ฝนตกชุกมากในจังหวัดสกลนคร
ข. ประโยคคำถาม หรือประโยคความโต้ตอบ คือประโยคที่ผู้พูดใช้ถามผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังตอบให้ทราบในสิ่งที่ต้องการทราบ เช่น
ผมจะไปพบคุณได้ที่ไหน
คุณเคยไปจังหวัดเชียงใหม่ไหม
คุณวันเพ็ญไม่นั่งก่อนหรือครับ
ค. ประโยคปฏิเสธ คือ ประโยคที่ผู้พูดกล่าวปฏิเสธหรือไม่ยอมรับเมื่อมีผู้ถามคำถาม เช่น
เปล่าผมไม่ได้พบคุณวันวันเพ็ญตั้งนานแล้ว
ผมไม่เคยไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เลย
ฉันไม่ยอมรับข้อเสนอของคุณหรอก
ง. ประโยคอ้อนวอนหรือขอร้อง หรือประโยคบอกให้ทำ คือ ประโยคที่ผู้พูดอ้อนวอนหรือขอร้องให้ผู้ฟังปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น
ผมขอความกรุณาจากท่าน โปรดช่วยลูกชายผมด้วย
โปรดเดินบนทางเท้า

* คำแสดงคำถามในบางประโยคจะเป็นประโยคบอกเล่าไม่ใช่ประโยคคำถาม เช่า ๑. อะไรๆฉันก็กินได้ ๒.ไหนๆ เธอก็แต่งงานกับเขาแล้วอย่าบ่นเลย เป็นต้น


แหล่งอ้างอิง
คู่มือภาษาไทย Entrance ม.4-5-6
ผู้แต่ง
อาจารย์จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์


: ด.ญ.รุ่งกานต์ แก้วเจริญ (รุ่ง) ม.2/11B เลขที่ 20 - 15/11/2005 01:33

 

ประโยคสามัญและประโยคซับซ้อน


เรื่องประโยคสามัญและประโยคซับซ้อน
ผังความคิด (Mind Mapping)
ประโยคสามัญและประโยคซับซ้อน ความหมายของประโยค

ประโยคสามัญ

ประโยคความเดียว ประโยคความซ้อน
ประโยคความรวม


ประโยคซับซ้อน

สาระสำคัญของบท
ประโยคสามัญแบ่งเป็นประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน จากประโยคทั้งสามนี้เพิ่มคำขยายหรือข้อความขยาย การรวมประโยคดังกล่าวเข้าด้วยกันทำให้กลายเป็น
ประโยคซับซ้อนขึ้น แต่สามารถสื่อสารชัดเจนและสละสลวย

รายละเอียดสาระการเรียนรู้
๑. ความหมายของประโยค
ประโยค คือ ถ้อยคำที่มีเนื้อความสมบูรณ์ และมีโตรงสร้างประโยคถูกต้องไม่ว่าจะเป็นภาคประธาน หรือภาคแสดง
๒. ประโยคสามัญ
ประโยคในภาษาไทย ถ้าพิจารณาตามข้อความแบ่งเป็น ๓ ชนิด คือ ประโยคความเดียว ประโยคความรวม
และประโยคความซ้อน
๒.๑ ประโยคความเดียว คือ ประโยคมีข้อความเพียงหนึ่งข้อความ หลักภาษาไทยเรียกว่า เอกัตถะประโยค
ซึ่งมาจาก เอก + อัตถะ + ประโยค (เอก = หนึ่ง อัตถะ = ข้อความ) หมายถึง ประโยคมีข้อความเดียว เช่น
- นักเรียนอ่านหนังสือ
- คุณพ่อกลับบ้านตอนเย็น
- แม่ค้าขายผักปลา

๒.๒ ประโยคความรวม คือ การนำประโยคความเดียวตั้งแต่ ๒ ประโยคมารวมกันและเชื่อมประโยคด้วยคำสันธาน หลักภาษาไทยเรียกประโยคชนิดนี้ว่า อเนกัตถะประโยค
อเนกัตถะประโยค มาจาก อน + เอก + อัตถะ + ประโยค (อน = ไม่ เอก = หนึ่ง อัตถะ = ข้อความ) หมายถึง ประโยคมีข้อความไม่ใช่หนึ่งข้อความ นั่นคือ ประโยคมีข้อความมากกว่าหนึ่งข้อความ เช่น
- เงินทองเป็นของหายากและมันคือแก้วสารพัดนึก
- พิเชษฐ์ร่ำรวยมหาศาลแต่เขาเป็นคนตระหนี่มาก
- ยุพดีผ่านการสอบมาได้เพราะเธอมีความเพียรพยายามสูง
๒.๓ ประโยคความซ้อน คือ ประโยคประกอบด้วยประโยคหลักหรือมุขประโยคและมีประโยคย่อยหรือ
อนุประโยคซ้อนอยู่ ประโยคย่อยนี้อาจทำหน้าที่ขยายประธาน ขยายกริยาหรือขยายกรรมในประโยคหลัก
ให้มีรายละเอียดมากขึ้น

หลักภาษาไทยเรียกประโยคความซ้อนว่า สังกรประโยค (อ่านว่า สัง-กอ-ระ-ประโยค) แปลว่า ประโยคทีส่วนปรุงแต่งให้มีข้อความมากขึ้น เช่น
- ครูให้รางวัลแก่นักเรียนที่ขยันตั้งใจเรียน (ขยายกรรม)
- วิโรจน์เดินทางถึงบ้านเมื่อวานนี้เอง (ขยายกริยา)
- นายแม่นภารโรงถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง (ขยายประธาน)

๓. ประโยคซับซ้อน

จากประโยคทั้งสามในประโยคสามัญถ้าจะทำให้ซับซ้อนมีข้อความเพิ่มขึ้น มีวิธีการ คือ เพิ่มข้อความขยาย และนำประโยคความเดียว ความรวม หรือความซ้อน มารวมกัน แต่สำคัญคือ ต้องสื่อสารได้ชัดเจนและสละสลวย
๓.๑ เพิ่มข้อความขยาย โดยมีหลักสำคัญ ดังนี้
๑) ตำแหน่งคำขยายในประโยค
การขยายความในประโยคภาษาไทยนั้นส่วนขยายอยู่ด้านหลังข้อความที่จะไปขยาย เช่น
-ตำรวจจำนวนห้านาย ประจำสถานีตำรวจนครเชียงใหม่ จับผู้ค้ายาบ้ารายใหญ่ที่ทางการ เคยทราบเบาะแสมาก่อนได้เมื่อเช้าตอนสายวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เดือนนี้เอง
ประโยคนี้ประธาน คือ ตำรวจ ส่วนขยาย คือ จำนวนห้านาย ประจำสถานีตำรวจนครเชียงใหม่
ตัวแสดงหรือคำกริยา คือ จับ ส่วนขยาย คือ ได้เมื่อเช้าตอนสายวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เดือนนี้เอง
คำขยายกริยาเรียงไว้หลังกรรม หรือส่วนขยายกรรมเสมอ
กรรมในประโยคนี้ คือ ผู้ค้ายาบ้า และส่วนขยายกรรม คือ รายใหญ่ที่ทางการเคยทราบเบาะแส
มีข้อสังเกตยังหนึ่ง คือ ส่วนขยายกริยาที่บอกช่วงเวลาสามารถนำไปเรียงหน้าประธานในประโยคได้ด้วย ประโยคข้างต้นนี้เปลี่ยนแปลงได้ คือ
-เมื่อตอนสายวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เดเอนนี้เอง ตำรวจจำนวนห้านายประจำสถานีตำรวจนครเชียงใหม่ จับผู้ค้ายาบ้ารายใหญ่ที่ทางการทราบเบาะแสมาก่อน
๒)ข้อระมัดระวังการวางคำขยาย
การเรียงคำขยายเพื่อไม่ให้ความกำกวม หรือความคลาดเคลื่อน เพื่อสื่อสารได้ชัดเจน ควรให้คำขยาย
อยู่ใกล้กับคำที่จะไปขยาย ถ้าไม่เป็นเช่นนี้แล้วจะมีผลดังกล่าว เช่น


- ผู้หญิงที่อุ้มลูกหมาหน้าตาคล้ายคุณเพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่นี้เอง
แก้เป็น ผู้หญิงหน้าตาคล้ายคุณที่อุมลูกหมาเพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่นี้เอง
- หนังสือพิมพ์เป็นยามเฝ้ารัฐบาลที่ดี
แก้เป็น หนังสือพิมพ์ที่ดีเป็นยามเฝ้ารัฐบาล
๓.๒ ประโยคความเดียวที่ซับซ้อน
ประโยคความเดียวที่ซับซ้อนสามารถทำ ได้ดังนี้
๑) ความซับซ้อนในภาคประธาน ตัวประธานมีส่วนขยายที่เป็นคำและกลุ่มคำทำให้ประโยคความเดียว
มีข้อความซับซ้อนขึ้น
(๑) ประธานที่ขีดเส้นใต้ เป็นคำนำหน้าด้วยการหรือความ หรือคำอาการนาม ตามด้วยส่วนขยาย เช่น
- การรเฝ้าติดตามความเคลื่อไหวของกลุ่มดาวยามค่ำคืนทำให้พบดาวดวงใหม่
- ความขยันหมั่นเพียรอย่างยิ่งยวดเป็นผลให้ถึงจุดหมายปลายทาง
(๒) ประธานที่ขีดเส้นใต้ มีคำและกลุ่มคำขยายประธาน ทำให้ความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เช่น
- บ้านพักคนงานบริษัทหลังใหม่บนเนินเขาสร้างเสร็จแล้ว
- รถเมล์สาย ๔๐ คันสีแดงเข้มคาดสีเหลืองวิ่งเร็วมาก
๒)ความซับซ้อนในภาคแสดง
(๑) มีคำกริยาเป็นกลุ่มคำหลายคำ เช่น
- กระรอกตัวนั้นกระโดดไปที่ผลมะพร้าว มันพยายาม กัด แทะ เคี้ยว และกลืนกินเนื้อมะพร้าวอย่างเอร็ดอร่อย
- คนป่ากลุ่มนั้นต่างกระโดด โลดเต้น ร่ายรำ และร้องเพลงไปตามจังหวะกลอง
(๒)มีคำกริยาเป็นส่วนขยายอยู่หลายแห่งในประโยค เช่น
- นักรียนต่างขยันเตรียมตัวสอบไล่โดยทบทวนตำรา อ่านเนื้อหาและสรุปประเด็นพร้อมกับท่องจำอย่างเข้าใจ
- เขาพยายามพายเรือลำเล็ก ๆ มาทางริมสระน้ำ โดยไม่รีบร้อนนัก
ข้อควรระมัดระวังประการหนึ่ง ในประโยคมีประธานอย่างเดียว แต่ทำกริยา
ประกอบหลายอย่าง ต้องใช้วิภาคสรรพนาม คือ คำว่า บ้าง หรือ บาง มาช่วย เช่น
- ผู้โดยสารเข้าคิวกันซื้อตั๋ว ออกันขึ้นรถ มองหาผู้นัดหมาย และซื้อของฝากญาติมิตร
แก้เป็น ผู้โดยสารเข้าคิวกันซื้อตั๋ว บ้างออกันขึ้นรถ บ้างมองหาผู้นัดหมาย และ บ้างซื้อของฝากญาติมิตร
วิภาคสรรพนาม คือ บ้าง ได้แก่ ผู้โดยสารนั่นเอง และทำหน้าที่เป็นประธานในประโยคสั้นๆ ดังกล่าว
๓.๓ ประโยคความรวมที่ซับซ้อน
ประโยคความรวมที่ซับซ้อน คือ ประโยคความรวมที่มีข้อความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีประโยคความรวม
ซ้อนกันหลายชั้น เช่น
- ปรีชาไม่ชอบเล่นฟุตบอล แต่เขาชอบพนันฟุตบอล ดังนั้น เขามีปัญหาเรื่องการเงินและในที่สุดปรีชาหยุดการเรียนไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น เป็นคำสันธานเชื่อมประโยคความรวมทั้ง ๒ คู่เข้าด้วยกัน
- บุญยืนเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ ฉันจึงรับเขามาเลี้ยงดูด้วยความรักและส่งบุญยืนเรียนหนังสือ แต่ภายหลังเด็กคนนี้ขาดความเชื่อฟังฉันและไปคบเพื่อนที่เลว ดังนั้นเขาจึงติดยาเสพติดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง
แต่ เป็นคำสันธานเชื่อมประโยคความรวมทั้งหมด
๓.๔ ประโยคความซ้อนที่ซับซ้อน
ประโยคความซ้อนที่ซับซ้อน เช่น
- ประเสริฐเดินทางไปสงขลาโดยรถด่วนสายใต้ขบวนยาวเหยียดเพราะช่วงนั้นเป็นเทศกาลสงกรานต์
ที่ทุกคนพากันเดินทางท่องเที่ยว
เพราะเป็นคำสันธานเชื่อมระหว่างประโยคความซ้อนเข้าด้วยกัน


- ชายร่างผอมผิวคล้ำวัยกลางคนนั้นเดินเร็วมากจนฉันเดินตามแทบไม่ทัน แต่ขณะที่เขากำลังย่างขึ้นนั่ง
บนรถประจำทางสายปอ.๑๖ เมื่อฉันก้าวเท้าขึ้นรถคันนั้นพอดีเช่นกัน
แต่ เป็นคำสันธานเชื่อมระหว่างประโยคความซ้อนเข้าด้วยกัน
ประโยคที่ซับซ้อน ประกอบด้วย ประโยคความเดียวและประโยคความซ้อน
- พระราชาองค์นี้ทรงทศพิธราชธรรมดียิ่ง ดังนั้น ราษฎรจึงรักพระองค์จนพวกเขาสละชีพเพื่อพระองค์ได้
ประโยคความเดียว = พระราชาองค์นี้ทรงทศพิธราชธรรมดียิ่ง
ประโยคความซ้อน = ราษฎรจึงรักพระองค์จนพวกเขาสละชีพเพื่อพระองค์
คำเชื่อมระหว่างประโยคความเดียวและประโยคความซ้อน = ดังนั้น




: ด.ช.พสุ มีเดช 2/11B เลขที่3 - 25/11/2005 14:19

ตัวอย่างแบบทดสอบเรื่องประโยค

แบบฝึกหัดเรื่องประโยค (1)

๑.ประโยคใดใช้คำกริยาถูกต้อง
๑. กองทัพส่งทหารไปขวางกั้นการโจมตีของข้าศึก
๒. ผู้จัดการกีดกันโครงการที่พนักงานเสนอให้พิจารณา
๓. กำแพงประเพณีใด ๆ ก็ไม่อาจกีดกั้นความรักของเราได้
๔. รถยนต์ที่จอดอยู่นั้นขัดขวางการสัญจรของรถคันอื่น

๒.ข้อใดเรียงลำดับคำในประโยคได้เหมาะสมที่สุด
๑. ปรากฏว่าเด็กมีแผลฟกช้ำดำเขียวที่ต้นขาจากการตรวจของแพทย์
๒. ประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมไม่น้อยให้อิทธิพลแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
๓. ในทางกลับกันวิชาการเกษตรมีส่วนเสริมวิธีการจัดการต่าง ๆ
๔. เหมือนตุ๊กตาที่ผู้ถือปล่อยมือ เขาสิ้นสติสัมปชัญญะและหล่นลงไปกองอยู่บนพื้น

๓. ข้อใดเป็นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น ๆ
๑. ของกินสำหรับเด็ก ๆ เต็มตะกร้าใบใหญ่
๒. เราจะได้นั่งรถรางรองเกาะรัตนโกสินทร์
๓. สินค้าในร้านเขาทันสมัยทุกชนิด
๔. เรื่องที่เสนอขึ้นไปติดขัดตรงไหนบ้าง

๔. ข้อความใดประกอบด้วยประโยคที่ละทั้งคำที่ทำหน้าที่ประธานและกรรม
๑. ฉันไม่ชอบซื้อปลาที่ตลาดสดเพราะไม่อยากเห็นปลาถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา
๒. วันนี้แม่จะกลับบ้านเย็นคงไม่มีเวลาทำกับข้าว พ่อจะทำเอง
๓. บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ คุณน่าจะเลิกสูบบุหรี่เพื่อสมาชิกในครอบครัว
๔. รัฐกำลังดำเนินการเวนคืนที่ดิน เราจะถูกเวนคืนที่ดินบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

๕.“ใครช่วยปิดหน้าต่างให้ที” ผู้พูดมีความประสงค์อะไร
๑. แจ้งให้ทราบ ๒. ถามให้ตอบ
๓. บอกให้ทำ ๔. ถามให้ตอบและบอกให้ทำ

๖. ข้อใดที่ผู้พูดต้องการถาม
๑. “เขาไม่เคยช่วยใครเลย ”
๒. “ใคร ๆ ก็ชอบเขา”
๓. งานอย่างนี้ใครก็ทำได้
๔. “ใครชอบใส่เสื้อสีฟ้า”

๗. ประโยคต้องการคำตอบ
๑. ฉันรู้นะว่าเขาเป็นคนอย่างไร
๒. ข้อสอบอยากอย่างไรก็ไม่รู้
๓. ใครก็ไม่รู้เป็นคนเอาของมาคืน
๔. ทำไมเขารู้ว่าคุณอยู่บ้านคนเดียว

๘. ข้อใดไม่แสงเจตนาให้ทำ
๑. ไม่นั่งก่อนหรือคะ ๒. หิวก็กินเลยค่ะ
๓. ไม่รักทำไมไม่บอก ๔. วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง

๙. “อะไรจะเหนื่อยกว่าเลี้ยงลูกเป็นไม่มี” ผู้พูดมีเจตนาอย่างไร
๑. แจ้งให้ทราบ ๒. ถามให้ตอบ
๓. บอกให้ทำ ๔. ถามให้ตอบเชิงปฏิเสธ

๑๐. “ผู้ใดในโลกนี้ที่ขึ้นไปสู่ที่สูงได้ โดยไม่เหยียบบันไดขั้นต่ำก่อน”ผู้เขียนมีความประสงค์อะไร
๑. แจ้งให้ทราบ ๒. ถามให้ตอบ
๓. บอกให้ทำ ๔. ถามให้ตอบเชิงปฏิเสธ

๑๑. ประโยคใดเป็นประโยคบอกให้ทำ
๑. พี่ตุ่มคะ หนูอยากไปเที่ยวเชียงใหม่จัง
๒. สงกรานต์ปีนี้เราไปเที่ยวกันไหมคะ
๓. ไปนะพี่ตุ่ม หนูจะได้มีเพื่อน
๔. หนูนะไปแน่ แต่หนูอยากให้พี่ไปด้วย

๑๒. “กริ๋ง ถ้าออกไปข้างนอก ซื้อข้าวมาด้วยได้ไหม ” คำพูดของกริ๋งในข้อใดที่แสดงเจตนาถามให้ตอบ
๑. ใครจะซื้อให้ ๒.จะซื้อให้ใคร
๓.ทำไมจะไม่ได้ ๔.ไม่ได้จะทำไม

๑๓.บทสนทนาต่อไปนี้มีประโยคที่แสดงเจตนาถามให้ตอบกี่ประโยค
เอ๋ “ ทำอย่างไรเอ๋ยจึงจะเรียนเก่งกับเขาบ้าง ”
เบ๋ “ ก็ทำไมไม่ขยันมากๆล่ะ ”
เอ๋ “ ใครบอกว่าเอ๋ขี้เกียจ ”
๑. หนึ่งประโยค ๒. สองประโยค ๓. สามประโยค ๔.สี่ประโยค

๑๔. ข้อใดเป็นประโยคคำถาม
๑. ใครเป็นคนตอบก็ได้ ๒. ใครตอบได้ให้ตอบ
๓. ใครให้คำตอบได้ ๔. ใครตอบให้ก็ได้
๑๕.คำกริยาในข้อใดบ่งเจตนาแจ้งให้ทราบ
๑. เขาเชิญเธอ ๒. เขาทักทายเธอ
๓.เขาตักเตือนเธอ ๔. เขาสัมภาษณ์เธอ

๑๖.“ใครอยากรู้เรื่องอะไรที่ฉันตอบได้จะมาถามเมื่อไรที่ไหนก็ได้นะ ” สารนี้ผู้พูดมีเจตนาอะไร
๑. บอกให้ทำ ๒. แจ้งให้ทราบ
๓.พูดประชด ๔.ถามโดยไม่ต้องการคำตอบ

๑๗. ข้อใดมีเจตนาในการส่งสารต่างจากข้ออื่น
๑. ใช้พลังงานอย่างประหยัด ไม่อัตคัตในอนาคต
๒. ใช้ทรัพยากรถูกวิธี ชาติจะมีความรุ่งเรือง
๓. แม้โลกหมุนได้ สำนักข่าวไทยก้าวทัน
๔. ต้นไม้ให้ร่มเงา พวกเราอย่าทำลาย

๑๘.ข้อใดเป็นประโยคความรวม
๑. ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก ๒. ใครจะรู้สึกอย่างไรบ้างนะ
๓.เจ้าไม่เห็นรู้สึกรู้สมขึ้นมาเลย ๔.เมื่อคืนนี้ฉันแทบจะไม่รู้สึกตัวเอาเสียเลย

๑๙.ข้อความในข้อใดที่ผู้พูดใช้ประโยคความซ้อน
๑.แม่ไปซื้อผ้าและไปดัดผม ๒.แม่ครัวไปซื้อกับข้าวที่ตลาด
๓.แม่ไปซื้อผ้าแต่แม่ครัวไปที่ตลาด๔. แม่ครัวไปหาเพื่อนอยู่ที่ตลาด

๒๐. ข้อใดไม่ใช่ประโยคความรวม
๑. นิสิตได้คะแนนน้อยเพราะเขาเกียจคร้าน
๒. นิสิตที่เกียจคร้านย่อมได้คะแนนน้อย
๓. นิสิตเกียจคร้าน เขาจึงได้คะแนนน้อย
๔.ถ้านิสิตเกียจคร้านเขาจะได้คะแนนน้อย

๒๑. ประโยคใดเป็นประโยคความรวม
๑. การเดินเล่นตอนเช้าเป็นการออกกำลังกาย
๒. ใครที่ยังไม่เคยเล่นกีฬาน่าจะลองเล่นดู
๓. เขานั่งอ่านหนังสือแทนที่จะไปเล่นกับเพื่อน
๔. คุณพ่อให้รางวัลเขาที่สอบได้คะแนนดี

๒๒. ประโยคใดเป็นประโยคความซ้อน
๑. ผ้าชิ้นที่คุณถืออยู่สวยมาก
๒. แม่ครัวปอกกระเทียมหั่นผักชี
๓. เจ้าหน้าที่ซื้อปลาจากแหล่งเพาะพันธุ์
๔. หลังจากที่ถูกขโมยขึ้นบ้านเขาก็ซื้อสุนัขมาเลี้ยง

๒๓. ข้อใดไม่ใช่ประโยคความรวม
๑. การที่รัฐบาลกำหนดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ย 9% ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการบิดเบือนข้อมูลทางการตลาด
๒.ยอดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีจำนวนสูงเป็นอันดับต้นๆ
๓.ทางธนาคารใช้เกณฑ์พิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อจากราคาขายอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน
๔. ผู้กู้ส่วนใหญ่ต้องการผ่อนชำระเงินต้นในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าท้องตลาด

แหล่งอ้างอิง
คู่มือภาษาไทย Entrance ม.4-5-6
ผู้แต่ง
อาจารย์จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์












: ด.ญ.รุ่งกานต์ แก้วเจริญ (รุ่ง) ม.2/11B เลขที่ 20 - 15/11/2005 02:07

 

แบบฝึกหัดประโยค ๒
จงใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ ๒๔-๒๕
(๑). ฝ้ายเป็นแมวที่ชอบเคล้าเคลียเจ้าของ
(๒). ความสามารถในการจับนกและหนูของฝ้ายเลื่องลือไปไกล
(๓). พอจับหนูเสร็จฝ้ายก็กลับมานั่งเฝ้านกอย่างที่เคยทำ
(๔). นกเคราะห์ร้ายไม่มีวันที่จะพลาดอุ้งเล็บของฝ้ายไปได้
๒๔. ข้อใดเป็นประโยคความเดียว
๑. ข้อ๑ ๒. ข้อ๒ ๓. ข้อ๓ ๔. ข้อ๔
๒๕. ข้อใดเป็นประโยคความรวม
๑. ข้อ๑ ๒. ข้อ๒ ๓. ข้อ๓ ๔. ข้อ๔
๒๖. ประโยคใดเป็นประโยคความซ้อน
๑. ขณะนี้นับว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในเรื่องการเจรจาสิทธิทางการบินอย่างมาก
๒. ชาติอื่นในย่านเอเชียบางประเทศก้าวไปอย่างสุดกู่ เช่น สิงคโปร์หรือเกาหลี เป็นอาทิ
๓. การที่ออกข่าวมาลักษณะนี้ทำให้ประชาชนที่ต้องการทราบคามจริงเกิดความสับสน
๔. โครงการนี้เป็นการให้ความช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชน
๒๗. ประโยคใดเป็นประโยคความเดียว
๑. คนที่ระลึกชาติได้คนนี้เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีปัญหา
๒. นกที่อยู่ในโพรงไม้นั้นอดอยากเพราะต้องถูกเฝ้ารัง
๓. ผู้บริโภคควรซื้อสินค้าจากร้านที่ไว้ใจได้และซื้อเป็นประจำ
๔. คณะกรรมการต่อต้านความอดอยากและขาดอาหารได้แจกจ่ายขนมปังโปรตีนสูงแก่นัเรียน
ตามชนบท
๒๘. ประโยคใดเป็นประโยคความรวม
๑. น้ำฝรั่งตราม้าเมื่อเย็นจัดจะอร่อยมาก
๒. นางแบบที่ตากล้องชื่นชอบคือน้องเอ
๓. แป้งเด็กตรามดจะถนอมผิวอันบอบบางของทารกน้อย
๔. น้ำยาล้างจานนี้เพียงช้อนชาเดียวให้ล้างชามกองใหญ่ได้
๒๙. ประโยคใดเป็นประโยคความเดียว
๑. โครงการบ้านสุดสัปดาห์ของโรงแรมแห่งนี้ช่วยให้คุณหลับสบายภายในบ้านสวยท่ามกลาง
ธรรมชาติ
๒. งานวันปลาร้าหอมของแม่บ้านเกษตรกรชาาวอยุธยาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความร่วมมือจากทุก
ฝ่าย
๓. เจ้าของแร่ดีบุกเชื่อว่าทางบริษัทรับส่งแร่ในประเทศไทยโจรกรรมสินค้ามูลค่านับพันล้านบาทนี้ไป
๔. ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพร่วมกับสถาบันวิจัยโภชนาการปฏิบัติงาานเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร
ของประชาชน


: ด.ญ. ลักขณา ทิพย์ภักดี ม2/11b เลขที่ 21 - 14/11/2005 11:21

๓o. ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน
๑. รถประจำทางแฉลบพลิกคว่ำอยุ่กลางถนน
๒. แม่รับพรจากภิกษุชราด้วยความเคารพ
๓. อาหารไทยมีวิตามินและสารอาหารครบถ้วน
๔. แพทย์เริ่มห่วงเด็กๆสมัยนี้ว่าไม่ค่อยสบาย
๓๑. ข้อใดเป็นประโยคความรวม
๑. เขายื่นคำร้องต่อศาสแขวงพระนครเหนือ
๒. ผมรู้จักคุณสมศักดิ์ตั้งแต่ก่อนเข้าทำงาาน
๓. เจ้าหน้าที่ซื้อปลาจากแหล่งเพาะพันธุ์ปลา
๔. การเดินเล่นตอนเช้าเป็นการออกกำลังกาย
ผมยังเคยคิดว่าดีนะที่พ่อแม่ผมนั่งเรือมาขึ้นที่เมืองไทย ถ้าขึ้นเสียที่ประเทศอื่นใกล้ๆนี้ ชีวิตผมคงไม่เป็น
อย่างนี้
๓๓. ข้อความข้างต้นประกอบด้วยประโยคชนิใดต่อไปนี้
๑. ประโยคความรวม-ประโยคความซ้อน
๒. ประโยคความซ้อน-ประโยคความรวม
๓. ประโยคความรวม-ประโยคความรวม
๔. ประโยคความซ้อน-ประโยคความซ้อน
๓๔. ข้อความส่วนใดเป็นประโยคความซ้อน
๑. มดแดงที่อาศัยต้นส้มจะกินเพลี้ย ซึ่งตอมกินต้นอ่อนของต้นส้ม
๒. เพราะเราไม่ฉีดยามดอดงจึงอยู่ได้
๓. ต้นส้มจึงแข็งแรงและมีผลดกอย่างนี้
๔. ที่โคนต้นส้มก็ปกคลุมด้วยหญ้า ดินมีความชุ่มชื้นพอแล้ว เราจึงไม่ต้องรดน้ำเลย
๓๙. ข้อความใดเป็นประโยคความซ้อน
(๑) คนไทยชอบมีปืนกันทุกคนและมีปืนกันได้ง่ายเกินไป
(๒) คนที่มีปืนในครอบครองทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกฎหมายมักประมาท
(๓) บางคนใช้ปืนโดยไม่ได้ตั้งใจ บางคนปล่อยให้คนอื่นหยิบไปใช้โดยสะดวก
(๔) คนที่ตายด้วยอาวุธปืนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนามีเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
๑. สส่วนที่๑ และส่วนที่๒
๒. ส่วนที่๓ และส่วนที่๔
๓. ส่วนที่๑ และส่วนที่๓
๔. ส่วนที่๒ และส่วนที่๔


: ขิม - 14/11/2005 11:25

ให้ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ ๓๖
(๑) วัดกับคนไทยมีความเกี่ยวพันต่อกันอย่างลึกซึ้งตลอดมา
(๒) ในสมัยก่อนวัดเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวัน
(๓) เป็นโรงเรียนอบรมสั่งสอนเด็ก
(๔) เป็นศาสไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งของผู้ใหญ่
(๕) เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย
(๖) แม้ในปัจจุบันวัดจะลดความสำคัญลงไปมากเพราะมีความเจริญทางเทคโนโลยีและสถาบัน
อื่นๆ
(๗) เช่นสถาบันโรงเรียนเข้ามาแยกความสำคัญไป
(๘) แต่วัดก็มีความสำคัญต่อคนไทยเสมอมา
๓๖. ข้อความข้างต้นประกอบด้วยประโยคชนิดใดบ้าง
๑. ประโยคความเดียว ประโยคความรวม ประโยคความซ้อน
๒. ประโยคความเดียวและความรวม
๓. ประโยคความซ้อนและความรวม
๔. ประโยคควาามเดียวและความซ้อน
ถ้าคุณไม่ลงมือทำงานเพราะมัวแต้กลัวผิดพลาด คุณก็มัวทำอะไรไม่ได้ คนที่ไม่เคยผิดพลาดเลย นั้นคือ
คนที่ไม่ทำอะไร
๓๗. ข้อความข้างต้นมีประโยคลักษณะใดบ้าง
๑. ประโยคความซ้อนและประโยคความรวม
๒. ประโยคความเดียวกับประโยคความซ้อน
๓. ประโยคความซ้อนทั้งหมด
๔. ประโยคความรวมทั้งหมด


: ขิม - 14/11/2005 11:32

๓๘. ข้อใดเป็นประโยคที่สมบูรณ์
๑. ในประเทศเกาหลีที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงในความรุนแรงจากการ์ตูนญี่ปุ่น ก็ทวีขึ้นเรื่อยๆ
๒. ผู้คนทั่วโลกพากันไว้อาลัยให้แก่เจ้าหญิงซึ่งจากไปอย่างกระทันหัน อันแสดงให้เห็นว่าเจ้าหญิง
ของคนทั่วโลก
๓. การผูกขาดและการเล่นการเมืองอยู่ภายในกลุ่มเก่าๆ หน้าเดิมๆ ที่กุมกลไกการเลือกตั้งไว้แทบทุกครั้ง
๔. " การบริการสายตรง" สำหรับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทและองค์กรที่สามารถส่งข้อความให้กันในกลุ่ม
ตัวเอง
๓๙. ประโยคใดใช้คำกริยาถูกต้องตรงตามความหมาย
๑. หลังจากผ่าตัดได้เพียง ๑ อาทิตย์ ดาราชื่อดังก็ฟื้นตัวดีขึ้นมาก
๒. รัฐบาลอนุมัติเงินงบประมาณ ๓oo ล้านบาท ให้ฟื้นฟูบาทวิธีในกรุงเทพ
๓. สะพานนี้ชำรุดแล้ว ทางจังหวัดกำลังเตรียมรื้อฟื้นต้นเดือนหน้านี้
๔. ชาวบ้านสามารถพลิกฟื้นแผ่นดินที่แห้งแล้งแห่งนี้ให้อุดมสมบูรณ์ได้
๔o. ข้อใดใช้ "ซึ่ง" ได้ถูกต้อง
๑. นมชนิพร่องมันเนยไม่เหมาะกับเด็กซึ่งอยู่ในวัยเจริญเติบโต
๒. ผู้ประสงค์จะเข้าอบรมโปรดแจ้งความจำนงล่วงหน้าซึ่งรายละเอียดการฝึกปฏิบัตินั้นจะได้แจ้งให้
ภายหลัง
๓. ราคาข้าวของชาวนาไทยตกต่ำทุกปีซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนต่างก็เคยประสบปัญหานี้มาแล้ว
ทั้งสิ้น
๔. เด็กสมัยนี้มีพัฒนาซึ่งเร็วกว่าสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นรับรู้หรือแสดงออกทางความคิด


: ขิม - 14/11/2005 11:37

๔๑. ข้อใดใช้คำเชื่อมได้ถูกต้อง
๑. บริษัทจะจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขายประมาณปลายเดือนนี้
๒. เขาได้รับเชิญให้บรรยายเรื่องเทคนิคการสมัครงานต่อนักศึกาาชั้นปีที่ ๔
๓. การสัมนาครั้งนี้เป็นประโยชน์แก่อาจารย์และนักศึกาาที่เข้าฟังอย่างยิ่ง
๔. ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ของหน่วยงานของตนเองต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๔๒. ข้อใดผู้พูดมีเจตนาเช่นเดียวกับประโยคต่อไปนี้ "เขาเป็นคนง่ายๆอยู่ที่ไหน กินอะไรก็ได้"
๑. "เธออยู่กับฉันหรือจะไปกับเขาให้เลือกเอา"
๒. "นิดชอบแต่งตัวมาก ซื้อเสื้อผ้าสวยๆทุกเดือน"
๓. "สวัสดีจ้ะน้อย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน อยู่ที่ไหนตอนนี้"
๔. "คุรแม่ครับ ถ้าผมสอบเสร็จแล้ว ผมขอไปเที่ยวกับเพื่อน"
๔๓. ประโยคในข้อใดเป็นประโยคต่างชนิดกับประโยคข้ออื่น
๑. สาระและเนื้อหาของหนังสือวันเด็กก็เป็นการสะท้อนเสรีภาพนี้ด้วยเช่นกันแม้จะไม่มากนักก็ตาม
๒. หนังสือพิมพ์มติชนร่วมกับคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาปัญหาการ
กระจายการจัดการศึกษาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
๓. หน่วยงานของรัฐบาลไทยควรขยายการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับประเทศทั้งสามประเทศ
ในอินโดจีนตามนโยบายเศรฐกิจแนวใหม่
๔. การท่องเที่ยวปราสาทนครวัตของกัมพูชานั้นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจะต้องตั้งต้นที่
ประเทศไทย
๔๔. ข้อใดเป็นประโยคต่างชนิดกันกับข้ออื่น
๑. รัฐบาลปัจจุบันกำลังปฏิรูปการเมือง
๒. พ่อตีเทนนิสที่ดอนเมืองทุกวันอาทิตย์
๓. พี่อ่านนวนิยายที่ได้รับรางวัลซีไรต์
๔. เพื่อนคุณแม่ทำบัวลอยไข่หวานเมื่อวานนี้
๔๕. ข้อใดมีส่วนปะกอบของประโยคเหมือนประโยคตัวอย่าง "เทศบาลเร่งปลูกต้นไม้ใหม่"
๑. แดงไปเที่ยวตามสวนสาธรณะต่างๆ
๒. น้องชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น
๓. แม่ครัวมักซื้อผลไม้ประจำร้าน
๔. แดม่กำลังตรวจบัญชีรายจ่ายของบ้าน


: ขิม - 14/11/2005 11:40

๔๖. สำนวนในข้อใดเป็นวลี
๑. เรือใหญ่คับครอง
๒. ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
๓. หวานเป็นลมขมเป็นยา
๔. ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ
๔๗. ข้อใดเป็นประโยคความเดียว
๑. คนที่มีสุขภาพดีมาจากคนที่กินอาหารดีถูกหลักโภชนาการ
๒. การทำงานให้สำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพมิได้อยู่ที่เพียงคนเดียว
๓. ขณะนี้ถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ปัญหาเศรฐกิจของชาติอย่างจริงจัง
๔. ความมีน้ำใจที่แท้มิได้มาจากความจำเป็น หากมาจากครอบครัวที่ต้องการให้
๔๘. ข้อใดเปซ็นประโยคสมบูรณ์
๑. สภาพของโลกาภิวัฒน์ที่มีความเข้มข้นและจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นจนมี
ผลกระทบอย่างจริงจังต่อการอุดมศึกาาไทยในอนาคต
๒. ปัจจุบันองค์การปกครองท้องถิ่นนับว่าสำคัญฐมากที่สุดของประเทศไทยที่มีความ
สำพันธ์ใฝกล้ชิดกับชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด
๓. ดังนั้นการมองดูสภาพแห่งโลกาภิวัตน์ที่มีต่อการอุดมศึกาาไทยจึงน่าจะเป็นจุดสำคัญในการ
หล่อหลอมปรัชญาและความหมายของการอุดมศึกษาไทยในอนาคต
๔. ถึงแม้ว่าขณะนี้หลายหน่วยงานจะได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนา
เศรฐกิจให้ดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม
๔๙. ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน
๑. ปัจจุบันท่อน้ำใช้ ท่อระบายน้ำตามอาคารบ้านเมือง ท่อร้อยสายไฟและสายโทรศัพท์มักเป็น
ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เรียกกันทั่วไปว่าท่อพีวีซี
๒. ท่อชนินี้ได้รับความนิยมมากกว่าท่อเหล็กอาบสังกะสีก็เพราะมีน้ำหนักเบากว่าท่อเหล็กขนาด
เดียวกันถึงห้าเท่า
๓. ท่อพีวีซีสะดวกในการข่นส่งและติดตั้งไม่มีกลิ่นเหม็นและไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับกรดอ่อนทุกชนิ
๔. นอกจากนั้นท่อชนินี้ยังเกิดแรงต้านทานการไหลของน้ำน้อย เพราะมีผิวเรียบเป็นมัน

ที่มา:
อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงศ์
คู่มือ ภาษาไทย ม 4-5-6 Entrance กรุงเทพฯ


: ขิม - 14/11/2005 11:42

 

เฉลยแบบฝึกหัดประโยค
๒๔. ๒ ๒๕. ๓ ๒๖. ๓ ๒๗. ๔ ๒๘. ๔ ๒๙. ๒ ๓o. ๔
๓๑. ๒ ๓๒. ๒ ๓๓. ๒ ๓๔. ๑ ๓๕. ๔ ๓๖. ๒ ๓๗. ๑
๓๘.๒ ๓๙. ๔ ๔o. ๑ ๔๑. ๔ ๔๒. ๒ ๔๓. ๒ ๔๔. ๒
๔๕. ๒ ๔๖. ๑ ๔๗. ๓ ๔๘. ๓ ๔๙. ๑

 

แบบฝึกหัดภาษาไทย เรื่องคำและประโยค ม.1-ม.3
1. ข้อใด ไม่มี คำสรรพนาม
1) ใต้เท้ามีบุญขึ้นแล้ว
2) ผมรู้สึกตัวว่าผมแก่ไปมาก
3) ถูกแล้วเป็นเคราะห์ดีของแก
4) จะให้พูดตามตรงอีกหรือ

2.ข้อใดไม่เป็นประโยค
1) ทำอะไร
2) ทำไปทำไม
3) ทำไปทำมา
4) ไม่อยากจะทำ

3.ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน
1) บุคคลที่ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรมนั้นย่อมเป็นศัตรูกับผู้อื่น
2) หาผู้เชื่อถือนับหน้ามิได้
3) ถึงจะพูดจริงบ้างเขาก็ไม่เชื่อ
4) และถึงจะกระทำความซื่อตรงเขาก็คงคลางแคลง

4. “ครืนๆ คะครื้นครั่น ชละลั่นสนั่นดัง
โดยทางทะเลฟัง สรคลื่นคะเครงโรม”
คำประพันธ์นี้เป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ฉบัง
2) กาพย์ยานี
3) อินทวงศ์ฉันท์
4) อินทรวิเชียรฉันท์

5.ข้อใด ไม่มี เสียงวรรณยุกต์เอก
1) เห็นภาพทะเลแผน
2) ดุจะแผ่นอุทกอัน
3) ปราศฝั่งบใฝ่ฝัน
4) บพิจารณาไกล

หนังสืออ้างอิง:
สำนักงานบัณฑิตแนะแนว. ตะลุยโจทย์ ม.1- ม.3 วิชาภาษาไทย. กรุงเทพ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2537





: ด.ช.ธนากร เทพอักษร เลขที่ 5 ม.1/11B - 13/11/2005 09:00

6.พยัญชนะข้อใดเป็นอักษรคู่
1) งูสวัด
2) ฉัตรทอง
3) ผองเพื่อน
4) ธงไทย

7.คำในข้อใดมาจากภาษาโปรตุเกส
1) สอางค์
2) ยี่หร่า
3) สบู่
4) โสร่ง

8.คำประสมในข้อใดสร้างจากคำนามประสมกับคำนามทุกคำ
1) นาเกลือ แม่พระ ป่าไม้
2) เรือพาย เรือเดินสมุทร เรือจ้าง
3) ปากเสีย ปากบอน ปากหอยปากปู
4) หักใจ หักหน้า หักลำ

9.ข้อใดเป็นคำซ้อนเพื่อความหมายทุกคำ
1) เสือสาง เสือหมอบ เสือดาว
2) ใหญ่โต เดือดร้อน ทรัพย์สิน
3) เสียดาย เสียหาย เสียชื่อ
4) เจ็บไข้ เจ็บใจ เจ็บตัว

10.ข้อใด ไม่ใช่ คำสมาส
1) อิทธิฤทธิ์ รูปธรรม วจีกรรม
2) ปริญญาบัตร ครุศาสตร์ วิทยาทาน
3) สัมพันธภาพ สามัคคีธรรม จรรยาบรรณ
4) มฤคมาศ ผลผลิต วิพากษ์วิจารณ์

หนังสืออ้างอิง:
สำนักงานบัณฑิตแนะแนว. ตะลุยโจทย์ ม.1- ม.3 วิชาภาษาไทย. กรุงเทพ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2537


: ด.ช.ธนากร เทพอักษร เลขที่ 5 ม.1/11B - 13/11/2005 09:31

11.ข้อใดมีประพันธวิเศษณ์เชื่อมประโยคให้มีความเกี่ยวข้องกัน
1) คนที่ฉลาดย่อมเตรียมตัวสอบล่วงหน้า
2) เวลาอันมีค่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
3) เขาฉลาดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็น
4) ของอันมีตำหนิเป็นของไม่มีราคา

12.ประโยคข้อใด ไม่ ต้องการคำตอบ
1) ใครมาใครไปก็ต้องรู้บ้าง
2) ใครจะไปโปรดแจ้งให้ทราบ
3) จะไปไหนบอกมา
4) ไปไหนมาตั้งหลายวัน

13.จากข้อ 12 ข้อใดมีลักษณะนาม
1) ข้อ1)
2) ข้อ2)
3) ข้อ3)
4) ข้อ4)

14. “เลย” ในข้อใดเป็นคำสันธาน
1) ไป เลย นะแล้วไม่ต้องกลับมา
2) เขาไม่มาฉัน เลย ไม่คอย
3) รถก็ เลย เลยไปออกไปอีกคันหนึ่งแล้ว
4) ไปข้างหน้า เลย ที่นี่ไม่มีที่จอด

15. คำบุพบทในข้อใดทำหน้าที่เชื่อทคำนามกับคำนาม
1) เขาซื้อบ้านของคุณตา
2) บ้านองเขาอยู่ไกล
3) ขนมของเธออยู่ในถุง
4) ปากกาของฉันอยู่ไหน

16. ข้อใดเป็นประโยคกรรม
1) หมากัดแมว
2) แมววิ่งหนีหมา
3) แมวถูกหมาไล่กัด
4) หมากัดแมวไม่ทัน

17. ข้อใดเป็นประโยคกริยา
1) วิ่งเล่นเป็นการเพลิดเพลิน
2) เดินไปเดินมาน่ารำคาญ
3) ทำงานจนเหนื่อยล้าน่าเห็นใจ
4) มีข่าวใหญ่หลายข่าววันนี้

18. ข้อใดเป็นลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
1) มีเสียงบอกความหมาย
2) มีวรรณยุกต์เป็นเครื่องกำกับเสียงและความหมาย
3) คำๆเดียวมีความหมายได้หลายอย่าง
4) มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

19. “บ้านหลังนี้ใหญ่โตมาจริง” คำว่า “หลัง” ทำหน้าใดในประโยค
1) ลักษณนาม
2) วิเศษณ์
3) สรรพนาม
4) สามานยนาม

20. ข้อใดมีคำวิเศษณ์ขยายนาม
1) ฝนตกหนักมาก
2) ปลาว่ายน้ำในอ่าง
3) ฉันชอบเสื้อสีฟ้า
4) เขามาคนเดียว

21.”มีรูปร่างหน้าตาดีพอจะอวดเขาได้” ตรงกับสำนวยไทยว่าอย่างไร
1) ผู้หญิงยิงเรือ
2) กระดังงาลนไฟ
3) มีน้ำมีนวล
4) ไปวัดไปวาได้

22. “ผีเข้าผีออก” มีความหมายว่าอย่างไร
1) เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าน ไม่คงที่
2) เดี๋ยวป่วยเดี๋ยวไข้
3) เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจน
4) เดี๋ยวทำเดี๋ยวไม่ทำ

23. ข้อใดอ่านไม่ถูกต้อง
1) เอกบุคคล อ่านว่า เอก-กะ-บุก-คน
2) โอวาทปาติโมกข์ อ่านว่า โอ-วาด-ปา-ติ-โมก
3) โอปปาติกา อ่านว่า โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ
4) โอสถกรรม อ่านว่า โอ-สด-ถะ-กำ

24. “อันของสูงแม้ปองต้องจิต” มีที่มาจากเรื่องอะไร
1) อิเหนา
2) พระอภัยมณี
3) ท้านแสนปม
4) สกุนตลา

25. คำประพันธ์ประเภทใดไม่บังคับจำนวนคำ (คณะ)
1) ร่ายสุภาพ
2) ร่ายยาว
3) กาพย์
4) โคลงดั้น

26. “งูเหลือมกินสุกรอึ้งทึ้งนอนห่อนเลื้อยไปหน่อไม้ขึ้นมาไชท้องแทงตลอดรอดคลาคืน” ข้อความนี้ถ้าแบ่งวรรคถูกต้อง จัดเป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ยานี
2) กาพย์ฉบัง
3) กลอนหก
4) กลอนสุภาพ

หนังสืออ้างอิง:
สำนักงานบัณฑิตแนะแนว. ตะลุยโจทย์ ม.1- ม.3 วิชาภาษาไทย. กรุงเทพ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2537

: ด.ช.ธนากร เทพอักษร เลขที่ 5 ม.1/11B - 13/11/2005 16:40


1. ข้อใด ไม่มี คำสรรพนาม
1) ใต้เท้ามีบุญขึ้นแล้ว
2) ผมรู้สึกตัวว่าผมแก่ไปมาก
3) ถูกแล้วเป็นเคราะห์ดีของแก
4) จะให้พูดตามตรงอีกหรือ

2.ข้อใดไม่เป็นประโยค
1) ทำอะไร
2) ทำไปทำไม
3) ทำไปทำมา
4) ไม่อยากจะทำ

3.ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน
1) บุคคลที่ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรมนั้นย่อมเป็นศัตรูกับผู้อื่น
2) หาผู้เชื่อถือนับหน้ามิได้
3) ถึงจะพูดจริงบ้างเขาก็ไม่เชื่อ
4) และถึงจะกระทำความซื่อตรงเขาก็คงคลางแคลง

4. “ครืนๆ คะครื้นครั่น ชละลั่นสนั่นดัง
โดยทางทะเลฟัง สรคลื่นคะเครงโรม”
คำประพันธ์นี้เป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ฉบัง
2) กาพย์ยานี
3) อินทวงศ์ฉันท์
4) อินทรวิเชียรฉันท์

5.ข้อใด ไม่มี เสียงวรรณยุกต์เอก
1) เห็นภาพทะเลแผน
2) ดุจะแผ่นอุทกอัน
3) ปราศฝั่งบใฝ่ฝัน
4) บพิจารณาไกล

6.พยัญชนะข้อใดเป็นอักษรคู่
1) งูสวัด
2) ฉัตรทอง
3) ผองเพื่อน
4) ธงไทย

7.คำในข้อใดมาจากภาษาโปรตุเกส
1) สอางค์
2) ยี่หร่า
3) สบู่
4) โสร่ง

8.คำประสมในข้อใดสร้างจากคำนามประสมกับคำนามทุกคำ
1) นาเกลือ แม่พระ ป่าไม้
2) เรือพาย เรือเดินสมุทร เรือจ้าง
3) ปากเสีย ปากบอน ปากหอยปากปู
4) หักใจ หักหน้า หักลำ

9.ข้อใดเป็นคำซ้อนเพื่อความหมายทุกคำ
1) เสือสาง เสือหมอบ เสือดาว
2) ใหญ่โต เดือดร้อน ทรัพย์สิน
3) เสียดาย เสียหาย เสียชื่อ
4) เจ็บไข้ เจ็บใจ เจ็บตัว

10.ข้อใด ไม่ใช่ คำสมาส
1) อิทธิฤทธิ์ รูปธรรม วจีกรรม
2) ปริญญาบัตร ครุศาสตร์ วิทยาทาน
3) สัมพันธภาพ สามัคคีธรรม จรรยาบรรณ
4) มฤคมาศ ผลผลิต วิพากษ์วิจารณ์

11.ข้อใดมีประพันธวิเศษณ์เชื่อมประโยคให้มีความเกี่ยวข้องกัน
1) คนที่ฉลาดย่อมเตรียมตัวสอบล่วงหน้า
2) เวลาอันมีค่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
3) เขาฉลาดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็น
4) ของอันมีตำหนิเป็นของไม่มีราคา

12.ประโยคข้อใด ไม่ ต้องการคำตอบ
1) ใครมาใครไปก็ต้องรู้บ้าง
2) ใครจะไปโปรดแจ้งให้ทราบ
3) จะไปไหนบอกมา
4) ไปไหนมาตั้งหลายวัน

13.จากข้อ 12 ข้อใดมีลักษณะนาม
1) ข้อ1)
2) ข้อ2)
3) ข้อ3)
4) ข้อ4)

14. “เลย” ในข้อใดเป็นคำสันธาน
1) ไป เลย นะแล้วไม่ต้องกลับมา
2) เขาไม่มาฉัน เลย ไม่คอย
3) รถก็ เลย เลยไปออกไปอีกคันหนึ่งแล้ว
4) ไปข้างหน้า เลย ที่นี่ไม่มีที่จอด

15. คำบุพบทในข้อใดทำหน้าที่เชื่อทคำนามกับคำนาม
1) เขาซื้อบ้านของคุณตา
2) บ้านองเขาอยู่ไกล
3) ขนมของเธออยู่ในถุง
4) ปากกาของฉันอยู่ไหน

16. ข้อใดเป็นประโยคกรรม
1) หมากัดแมว
2) แมววิ่งหนีหมา
3) แมวถูกหมาไล่กัด
4) หมากัดแมวไม่ทัน

17. ข้อใดเป็นประโยคกริยา
1) วิ่งเล่นเป็นการเพลิดเพลิน
2) เดินไปเดินมาน่ารำคาญ
3) ทำงานจนเหนื่อยล้าน่าเห็นใจ
4) มีข่าวใหญ่หลายข่าววันนี้

18. ข้อใดเป็นลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
1) มีเสียงบอกความหมาย
2) มีวรรณยุกต์เป็นเครื่องกำกับเสียงและความหมาย
3) คำๆเดียวมีความหมายได้หลายอย่าง
4) มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

19. “บ้านหลังนี้ใหญ่โตมาจริง” คำว่า “หลัง” ทำหน้าใดในประโยค
1) ลักษณนาม
2) วิเศษณ์
3) สรรพนาม
4) สามานยนาม

20. ข้อใดมีคำวิเศษณ์ขยายนาม
1) ฝนตกหนักมาก
2) ปลาว่ายน้ำในอ่าง
3) ฉันชอบเสื้อสีฟ้า
4) เขามาคนเดียว

21.”มีรูปร่างหน้าตาดีพอจะอวดเขาได้” ตรงกับสำนวยไทยว่าอย่างไร
1) ผู้หญิงยิงเรือ
2) กระดังงาลนไฟ
3) มีน้ำมีนวล
4) ไปวัดไปวาได้

22. “ผีเข้าผีออก” มีความหมายว่าอย่างไร
1) เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าน ไม่คงที่
2) เดี๋ยวป่วยเดี๋ยวไข้
3) เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจน
4) เดี๋ยวทำเดี๋ยวไม่ทำ

23. ข้อใดอ่านไม่ถูกต้อง
1) เอกบุคคล อ่านว่า เอก-กะ-บุก-คน
2) โอวาทปาติโมกข์ อ่านว่า โอ-วาด-ปา-ติ-โมก
3) โอปปาติกา อ่านว่า โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ
4) โอสถกรรม อ่านว่า โอ-สด-ถะ-กำ

24. “อันของสูงแม้ปองต้องจิต” มีที่มาจากเรื่องอะไร
1) อิเหนา
2) พระอภัยมณี
3) ท้านแสนปม
4) สกุนตลา

25. คำประพันธ์ประเภทใดไม่บังคับจำนวนคำ (คณะ)
1) ร่ายสุภาพ
2) ร่ายยาว
3) กาพย์
4) โคลงดั้น

26. “งูเหลือมกินสุกรอึ้งทึ้งนอนห่อนเลื้อยไปหน่อไม้ขึ้นมาไชท้องแทงตลอดรอดคลาคืน” ข้อความนี้ถ้าแบ่งวรรคถูกต้อง จัดเป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ยานี
2) กาพย์ฉบัง
3) กลอนหก
4) กลอนสุภาพ

หนังสืออ้างอิง:
สำนักงานบัณฑิตแนะแนว. ตะลุยโจทย์ ม.1- ม.3 วิชาภาษาไทย. กรุงเทพ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2537



แบบฝึกหัดภาษาไทย ม.1-ม.3
: Bank - 23/11/2005 09:34

แบบฝึกหัดภาษาไทย ม.1-ม.3

1. ข้อใด ไม่มี คำสรรพนาม
1) ใต้เท้ามีบุญขึ้นแล้ว
2) ผมรู้สึกตัวว่าผมแก่ไปมาก
3) ถูกแล้วเป็นเคราะห์ดีของแก
4) จะให้พูดตามตรงอีกหรือ

2.ข้อใดไม่เป็นประโยค
1) ทำอะไร
2) ทำไปทำไม
3) ทำไปทำมา
4) ไม่อยากจะทำ

3.ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน
1) บุคคลที่ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรมนั้นย่อมเป็นศัตรูกับผู้อื่น
2) หาผู้เชื่อถือนับหน้ามิได้
3) ถึงจะพูดจริงบ้างเขาก็ไม่เชื่อ
4) และถึงจะกระทำความซื่อตรงเขาก็คงคลางแคลง

4. “ครืนๆ คะครื้นครั่น ชละลั่นสนั่นดัง
โดยทางทะเลฟัง สรคลื่นคะเครงโรม”
คำประพันธ์นี้เป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ฉบัง
2) กาพย์ยานี
3) อินทวงศ์ฉันท์
4) อินทรวิเชียรฉันท์

5.ข้อใด ไม่มี เสียงวรรณยุกต์เอก
1) เห็นภาพทะเลแผน
2) ดุจะแผ่นอุทกอัน
3) ปราศฝั่งบใฝ่ฝัน
4) บพิจารณาไกล

6.พยัญชนะข้อใดเป็นอักษรคู่
1) งูสวัด
2) ฉัตรทอง
3) ผองเพื่อน
4) ธงไทย

7.คำในข้อใดมาจากภาษาโปรตุเกส
1) สอางค์
2) ยี่หร่า
3) สบู่
4) โสร่ง

8.คำประสมในข้อใดสร้างจากคำนามประสมกับคำนามทุกคำ
1) นาเกลือ แม่พระ ป่าไม้
2) เรือพาย เรือเดินสมุทร เรือจ้าง
3) ปากเสีย ปากบอน ปากหอยปากปู
4) หักใจ หักหน้า หักลำ

9.ข้อใดเป็นคำซ้อนเพื่อความหมายทุกคำ
1) เสือสาง เสือหมอบ เสือดาว
2) ใหญ่โต เดือดร้อน ทรัพย์สิน
3) เสียดาย เสียหาย เสียชื่อ
4) เจ็บไข้ เจ็บใจ เจ็บตัว

10.ข้อใด ไม่ใช่ คำสมาส
1) อิทธิฤทธิ์ รูปธรรม วจีกรรม
2) ปริญญาบัตร ครุศาสตร์ วิทยาทาน
3) สัมพันธภาพ สามัคคีธรรม จรรยาบรรณ
4) มฤคมาศ ผลผลิต วิพากษ์วิจารณ์

11.ข้อใดมีประพันธวิเศษณ์เชื่อมประโยคให้มีความเกี่ยวข้องกัน
1) คนที่ฉลาดย่อมเตรียมตัวสอบล่วงหน้า
2) เวลาอันมีค่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
3) เขาฉลาดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็น
4) ของอันมีตำหนิเป็นของไม่มีราคา

12.ประโยคข้อใด ไม่ ต้องการคำตอบ
1) ใครมาใครไปก็ต้องรู้บ้าง
2) ใครจะไปโปรดแจ้งให้ทราบ
3) จะไปไหนบอกมา
4) ไปไหนมาตั้งหลายวัน

13.จากข้อ 12 ข้อใดมีลักษณะนาม
1) ข้อ1)
2) ข้อ2)
3) ข้อ3)
4) ข้อ4)

14. “เลย” ในข้อใดเป็นคำสันธาน
1) ไป เลย นะแล้วไม่ต้องกลับมา
2) เขาไม่มาฉัน เลย ไม่คอย
3) รถก็ เลย เลยไปออกไปอีกคันหนึ่งแล้ว
4) ไปข้างหน้า เลย ที่นี่ไม่มีที่จอด

15. คำบุพบทในข้อใดทำหน้าที่เชื่อทคำนามกับคำนาม
1) เขาซื้อบ้านของคุณตา
2) บ้านองเขาอยู่ไกล
3) ขนมของเธออยู่ในถุง
4) ปากกาของฉันอยู่ไหน

16. ข้อใดเป็นประโยคกรรม
1) หมากัดแมว
2) แมววิ่งหนีหมา
3) แมวถูกหมาไล่กัด
4) หมากัดแมวไม่ทัน

17. ข้อใดเป็นประโยคกริยา
1) วิ่งเล่นเป็นการเพลิดเพลิน
2) เดินไปเดินมาน่ารำคาญ
3) ทำงานจนเหนื่อยล้าน่าเห็นใจ
4) มีข่าวใหญ่หลายข่าววันนี้

18. ข้อใดเป็นลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
1) มีเสียงบอกความหมาย
2) มีวรรณยุกต์เป็นเครื่องกำกับเสียงและความหมาย
3) คำๆเดียวมีความหมายได้หลายอย่าง
4) มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

19. “บ้านหลังนี้ใหญ่โตมาจริง” คำว่า “หลัง” ทำหน้าใดในประโยค
1) ลักษณนาม
2) วิเศษณ์
3) สรรพนาม
4) สามานยนาม

20. ข้อใดมีคำวิเศษณ์ขยายนาม
1) ฝนตกหนักมาก
2) ปลาว่ายน้ำในอ่าง
3) ฉันชอบเสื้อสีฟ้า
4) เขามาคนเดียว

21.”มีรูปร่างหน้าตาดีพอจะอวดเขาได้” ตรงกับสำนวยไทยว่าอย่างไร
1) ผู้หญิงยิงเรือ
2) กระดังงาลนไฟ
3) มีน้ำมีนวล
4) ไปวัดไปวาได้

22. “ผีเข้าผีออก” มีความหมายว่าอย่างไร
1) เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าน ไม่คงที่
2) เดี๋ยวป่วยเดี๋ยวไข้
3) เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจน
4) เดี๋ยวทำเดี๋ยวไม่ทำ

23. ข้อใดอ่านไม่ถูกต้อง
1) เอกบุคคล อ่านว่า เอก-กะ-บุก-คน
2) โอวาทปาติโมกข์ อ่านว่า โอ-วาด-ปา-ติ-โมก
3) โอปปาติกา อ่านว่า โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ
4) โอสถกรรม อ่านว่า โอ-สด-ถะ-กำ

24. “อันของสูงแม้ปองต้องจิต” มีที่มาจากเรื่องอะไร
1) อิเหนา
2) พระอภัยมณี
3) ท้านแสนปม
4) สกุนตลา

25. คำประพันธ์ประเภทใดไม่บังคับจำนวนคำ (คณะ)
1) ร่ายสุภาพ
2) ร่ายยาว
3) กาพย์
4) โคลงดั้น

26. “งูเหลือมกินสุกรอึ้งทึ้งนอนห่อนเลื้อยไปหน่อไม้ขึ้นมาไชท้องแทงตลอดรอดคลาคืน” ข้อความนี้ถ้าแบ่งวรรคถูกต้อง จัดเป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ยานี
2) กาพย์ฉบัง
3) กลอนหก
4) กลอนสุภาพ

หนังสืออ้างอิง:
สำนักงานบัณฑิตแนะแนว. ตะลุยโจทย์ ม.1- ม.3 วิชาภาษาไทย. กรุงเทพ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2537





: bank - 23/11/2005 09:38

แบบฝึกหัดภาษาไทย ม.1-ม.3

1. ข้อใด ไม่มี คำสรรพนาม
1) ใต้เท้ามีบุญขึ้นแล้ว
2) ผมรู้สึกตัวว่าผมแก่ไปมาก
3) ถูกแล้วเป็นเคราะห์ดีของแก
4) จะให้พูดตามตรงอีกหรือ

2.ข้อใดไม่เป็นประโยค
1) ทำอะไร
2) ทำไปทำไม
3) ทำไปทำมา
4) ไม่อยากจะทำ

3.ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน
1) บุคคลที่ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรมนั้นย่อมเป็นศัตรูกับผู้อื่น
2) หาผู้เชื่อถือนับหน้ามิได้
3) ถึงจะพูดจริงบ้างเขาก็ไม่เชื่อ
4) และถึงจะกระทำความซื่อตรงเขาก็คงคลางแคลง

4. “ครืนๆ คะครื้นครั่น ชละลั่นสนั่นดัง
โดยทางทะเลฟัง สรคลื่นคะเครงโรม”
คำประพันธ์นี้เป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ฉบัง
2) กาพย์ยานี
3) อินทวงศ์ฉันท์
4) อินทรวิเชียรฉันท์

5.ข้อใด ไม่มี เสียงวรรณยุกต์เอก
1) เห็นภาพทะเลแผน
2) ดุจะแผ่นอุทกอัน
3) ปราศฝั่งบใฝ่ฝัน
4) บพิจารณาไกล

6.พยัญชนะข้อใดเป็นอักษรคู่
1) งูสวัด
2) ฉัตรทอง
3) ผองเพื่อน
4) ธงไทย

7.คำในข้อใดมาจากภาษาโปรตุเกส
1) สอางค์
2) ยี่หร่า
3) สบู่
4) โสร่ง

8.คำประสมในข้อใดสร้างจากคำนามประสมกับคำนามทุกคำ
1) นาเกลือ แม่พระ ป่าไม้
2) เรือพาย เรือเดินสมุทร เรือจ้าง
3) ปากเสีย ปากบอน ปากหอยปากปู
4) หักใจ หักหน้า หักลำ

9.ข้อใดเป็นคำซ้อนเพื่อความหมายทุกคำ
1) เสือสาง เสือหมอบ เสือดาว
2) ใหญ่โต เดือดร้อน ทรัพย์สิน
3) เสียดาย เสียหาย เสียชื่อ
4) เจ็บไข้ เจ็บใจ เจ็บตัว

10.ข้อใด ไม่ใช่ คำสมาส
1) อิทธิฤทธิ์ รูปธรรม วจีกรรม
2) ปริญญาบัตร ครุศาสตร์ วิทยาทาน
3) สัมพันธภาพ สามัคคีธรรม จรรยาบรรณ
4) มฤคมาศ ผลผลิต วิพากษ์วิจารณ์

11.ข้อใดมีประพันธวิเศษณ์เชื่อมประโยคให้มีความเกี่ยวข้องกัน
1) คนที่ฉลาดย่อมเตรียมตัวสอบล่วงหน้า
2) เวลาอันมีค่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
3) เขาฉลาดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็น
4) ของอันมีตำหนิเป็นของไม่มีราคา

12.ประโยคข้อใด ไม่ ต้องการคำตอบ
1) ใครมาใครไปก็ต้องรู้บ้าง
2) ใครจะไปโปรดแจ้งให้ทราบ
3) จะไปไหนบอกมา
4) ไปไหนมาตั้งหลายวัน

13.จากข้อ 12 ข้อใดมีลักษณะนาม
1) ข้อ1)
2) ข้อ2)
3) ข้อ3)
4) ข้อ4)

14. “เลย” ในข้อใดเป็นคำสันธาน
1) ไป เลย นะแล้วไม่ต้องกลับมา
2) เขาไม่มาฉัน เลย ไม่คอย
3) รถก็ เลย เลยไปออกไปอีกคันหนึ่งแล้ว
4) ไปข้างหน้า เลย ที่นี่ไม่มีที่จอด

15. คำบุพบทในข้อใดทำหน้าที่เชื่อทคำนามกับคำนาม
1) เขาซื้อบ้านของคุณตา
2) บ้านองเขาอยู่ไกล
3) ขนมของเธออยู่ในถุง
4) ปากกาของฉันอยู่ไหน

16. ข้อใดเป็นประโยคกรรม
1) หมากัดแมว
2) แมววิ่งหนีหมา
3) แมวถูกหมาไล่กัด
4) หมากัดแมวไม่ทัน

17. ข้อใดเป็นประโยคกริยา
1) วิ่งเล่นเป็นการเพลิดเพลิน
2) เดินไปเดินมาน่ารำคาญ
3) ทำงานจนเหนื่อยล้าน่าเห็นใจ
4) มีข่าวใหญ่หลายข่าววันนี้

18. ข้อใดเป็นลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
1) มีเสียงบอกความหมาย
2) มีวรรณยุกต์เป็นเครื่องกำกับเสียงและความหมาย
3) คำๆเดียวมีความหมายได้หลายอย่าง
4) มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

19. “บ้านหลังนี้ใหญ่โตมาจริง” คำว่า “หลัง” ทำหน้าใดในประโยค
1) ลักษณนาม
2) วิเศษณ์
3) สรรพนาม
4) สามานยนาม

20. ข้อใดมีคำวิเศษณ์ขยายนาม
1) ฝนตกหนักมาก
2) ปลาว่ายน้ำในอ่าง
3) ฉันชอบเสื้อสีฟ้า
4) เขามาคนเดียว

21.”มีรูปร่างหน้าตาดีพอจะอวดเขาได้” ตรงกับสำนวยไทยว่าอย่างไร
1) ผู้หญิงยิงเรือ
2) กระดังงาลนไฟ
3) มีน้ำมีนวล
4) ไปวัดไปวาได้

22. “ผีเข้าผีออก” มีความหมายว่าอย่างไร
1) เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าน ไม่คงที่
2) เดี๋ยวป่วยเดี๋ยวไข้
3) เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจน
4) เดี๋ยวทำเดี๋ยวไม่ทำ

23. ข้อใดอ่านไม่ถูกต้อง
1) เอกบุคคล อ่านว่า เอก-กะ-บุก-คน
2) โอวาทปาติโมกข์ อ่านว่า โอ-วาด-ปา-ติ-โมก
3) โอปปาติกา อ่านว่า โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ
4) โอสถกรรม อ่านว่า โอ-สด-ถะ-กำ

24. “อันของสูงแม้ปองต้องจิต” มีที่มาจากเรื่องอะไร
1) อิเหนา
2) พระอภัยมณี
3) ท้านแสนปม
4) สกุนตลา

25. คำประพันธ์ประเภทใดไม่บังคับจำนวนคำ (คณะ)
1) ร่ายสุภาพ
2) ร่ายยาว
3) กาพย์
4) โคลงดั้น

26. “งูเหลือมกินสุกรอึ้งทึ้งนอนห่อนเลื้อยไปหน่อไม้ขึ้นมาไชท้องแทงตลอดรอดคลาคืน” ข้อความนี้ถ้าแบ่งวรรคถูกต้อง จัดเป็นคำประพันธ์ประเภทใด
1) กาพย์ยานี
2) กาพย์ฉบัง
3) กลอนหก
4) กลอนสุภาพ

หนังสืออ้างอิง:
สำนักงานบัณฑิตแนะแนว. ตะลุยโจทย์ ม.1- ม.3 วิชาภาษาไทย. กรุงเทพ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2537







: bank - 23/11/2005 09:47



เฉลยจ้า


1.เฉลย 4) จะให้พูดตามตรงอีกหรือ ไม่มีคำสรรพนาม
1) ใต้เท้ามีบุญขึ้นแล้ว มีคำสรรพนามคือ คำว่า ใต้เท้า
2) ผมรู้สึกว่าผมแก่ไปบ้าง มีคำสรรพนามคือ คำว่า ผม
3) ถูกแล้วเป็นเคราะห์ดีของแกมีคำสรรพนามคือคำว่า แก

2.เฉลย 3) ทำไปทำมา ไม่มีคำกริยา
1),2)และ 4)"ทำ"เป็นคำกริยา

3.เฉลย 1) เป็นประโยคความซ้อนสังเกตจาก"ที่"เป็นประพันธสรรพนาม
2) เป็นประโยคความรวม มีกริยา2ตัว ละสันธาน "และ"
3) เป็นประโยคความรวม"ถึง...ก็"เป็นสันธาน
4) เป็นประโยคความรวม"ถึง...ก็"เป็นสันธาน

4.เฉลย 4) อินทรวิเชียรฉันท์

5.เฉลย 1) เห็นภาพทะเลแผน ไม่มีเสียงวรรณยุกต์เอก
2) จะ อุ ทก-เสียงวรรณยุกต์เอก
3) ปราศ บ-เสียงวรรณยุกต์เอก
4) บ-เสียงวรรณยุกต์เอก

6.เฉลย 4) งไย"ธ ท"เป็นอักษรคู่

7.เฉลย 3) สบู่ มีที่มาจากภาษาโปรตุเกส
1) สอางค์-บาลี
2) ยี่หร่า-เปอร์เชีย
3) โสร่ง-มลายู

8.เฉลย 1) นาเกลือ แม่พระ ป่าไม้ เป็นคำประสมที่เกิดจากคำนามกับคำนาม
2) เรือพาย (นาม+กริยา) เรือเดินสมุทร (นาม+กริยา+นาม) เรือจ้าง (นาม+กริยา)
3) ปากเสีย (นาม+กริยา) ปากบอน (นาม+นาม) ปากหอยปากปู (นาม+นาม)
4) หักใจ(กริยา+นาม) หักหน้า (กริยา+นาม) หักลำ (กริยา+นาม)

9.เฉลย 2) ใหญ่โต เดือนร้อน ทรัพย์สิน เป็นคำซ้อนเพื่อความหมาย
1) เสือหมอบ เสือดาว เป็นคำประสม เสือสาง-คำซ้อนเพื่อความหมาย
3) เสียดาย เสียหาย เสียชื่อ เป็นคำประสม
4) เจ็บไข้-คำซ้อน เจ็บใจ-คำประสม เจ็บตัว-กลุ่มคำ

10.เฉลย 4) มฤคมาศ (มาศ-เขมร) ผลผลิต(แปลความจากหน้าไปหลัง) วิพากษ์วิจารณ์ (แปลความจากหน้าไปหลัง)คำสมาสจะต้องแปลความจากหลังไปหน้า

11.เฉลย 3) เขาฉลาดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็น "อย่างที่" เป็นประพันธ์วิเศษณ์เชื่อมประโยคให้มีความเกี่ยวข้องกัน
1) คนที่ฉลาดย่อมเตรียมตัวสอบล่วงหน้า"ที่" เป็นประพันธสรรพนาม
2) เวลาอันมีค่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว "อัน" เป็นประพันธสรรพนาม
4) ของอันมีตำหนิเป็นของไม่มีราคา"อัน"เป็นประพันธสรรพนาม

12.เฉลย 1) "ใครมาใครไปก็ต้องรู้บ้าง" ไม่ต้องการคำตอบ เป็นประโยคแจ้งให้ทราบ

13.เฉลย 4) ไปไหนมาตั้งหลายวัน "วัน" เป็นลักษณนาม

14.เฉลย 2) เขาไม่มาฉันเลยไม่คอย"เลย"เป็นคำสันธาน
1) ไปเลยนะแลัวไม่ต้องมา"เลย" เป็นคำวิเศษณ์
3) รถก็เลยเลยไปอีกคันนึงแลัว"เลย"เป็นคำกริยานุเคราะห์
4) ไปข้างหน้าเลยที่นี่ไมีมีที่จอด "เลย" เป็นคำวิเศษณ์

15.เฉลย 1) เขาซื้อบ้านของคุณตา (นาม-นาม)
2) บ้านของเขาอยู่ไกล (นาม-สรรพนาม)
3) ขนมของเธออยู่ในถุง (นาม-สรรพนาม)
4) ปากกาของฉันอยู่ไหน (นาม-สรรพนาม)

6.เฉลย 3) แมวถูกหมาไล่กัด เป็นประโยคกรรม
1) 2) 4) เป็นประโยคประธาน

17.เฉลย 4) มีข่าวใหญ่หลายข่าววันนี้ เป็นประโยคกริยาขึ้นต้นด้วยมี "มี"
1) 2) 3)เป็นประโยคกริยาสภาวมาลา

18.เฉลย 2) มีวรรณยุกต์เป็นเครื่องกำกับเสียงและความหมาย

19.เฉลย 1) ลักษณนาม

20.เฉลย 3) ฉันชอบเสื้อสีฟ้า "สีฟ้า"เป็นวิเศษณ์ขยายนาม คือ "เสื้อ"

21.เฉลย 4) ไปวัดไปวาได้

22.เฉลย 1)เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่คงที่

23.เฉลย 2) โอวาทปาติโมกข์ อ่านว่า โอ- วา-ทะ-ปา-ติ-โมก

24.เฉลย 3)ท้าวแสนปม

25.เฉลย 2)ร่ายยาว

26.เฉลย 1) กาพย์ยานี แบ่งวรรคได้ดังนี้
"งูเหลือมกินสุกร อึ้งทึ้งนอนห่อนเลื้อยไป
หน่อไม้ขึ้นมาไช ท้องแทงตลอดรอดคลาคืน"
หนังสืออ้างอิง:
สำนักงานบัณฑิตแนะแนว. ตะลุยโจทย์ ม.1- ม.3 วิชาภาษาไทย. กรุงเทพ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2537






: bank - 24/11/2005 11:40
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2549

 

เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


สมุดเยี่ยม