โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทยโดยนักเรียนชั้น
ม.1 และม.2โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพู
นิราศธารทองแดง สัตว์ปีก
สัตว์น้ำ พรรณไม้
บทวิเคราะห์
|
.............ชงโคตะโกตะขบหว้า.................ต้นตุมกากาฝากลง
ชอบกลต้นมหาหงส์................................มะเดื่อดูกลูกนมแมวฯ .............ชงโคตะโกขบหว้า.....................ดาดดง ตุมกากาฝากลง.......................................ติดไม้ นมแมวมหาหงส์....................................เห็นอยู่ มะเดื่อดูกลูกงอกได้.................................แส่ทึ้งสอยกินฯ ..............ชงโค................ ชื่อทางวิทยาศาสตร์............Bauhinia purpurea ชื่อวงศ์............................CAESALPINIACEAE ชื่อสามัญ..........................Orchid Tree, Purder ชื่ออื่นๆ............................เสี้ยวดอกแดง, เสี้ยวดอกขาว ถิ่นกำเนิด..........................ทวีปเอเซีย การขยายพันธุ์....................เพาะเมล็ด ประวัติและข้อมูลทั่วไป.........ดอกชงโคมีหลายสี เช่น ชมพู ขาว ม่วง ชาวอินเดียถือว่าเป็นไม้สวรรค์ขึ้นอยู่ในเทวโลกและถือว่าเป็นไม้ของพระลักษมี นิยมปลูกร่วมกับ กาหลง และ โยทะกา เพราะมีใบคล้ายกัน ลักษณะทางพฤกษศาสตร์......ชงโคเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นรูปไข่แยกเป็น 2 แฉกลึก ช่อดอกออกตามกิ่งข้างและจำนวนดอกน้อย กลีบดอกขาวหรือม่วง ลักษณะคล้ายดอกกล้วยไม้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เกสรตัวผู้ 5 อัน ขนาดไม่เท่ากัน มีผลเป็นฝักขนาดกว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม. การปลูกและดูแลรักษา...........ชงโคเป็นไม้ที่ชอบแดด ควรปลูกในที่ได้รับแสงแดดทั้งวัน ดินปลูกควรเป็นดินร่วนระบายน้ำดี มีความชื้นสูง ................ตะโก................ ชื่อสามัญ..........................Ebony ชื่อวิทยาศาสตร์..................Diospyios rhodcalyx. วงศ์.................................EBENACEAE ชื่ออื่น...............................ตะโกนา, โก, นมงัว, มะโก, มะถ่าน, ไฟผี, พระยาช้างดำ ลักษณะทั่วไป.....................เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วๆ ไป สูงประมาณ 15 เมตร เป็นไม้เนื้อแข็งและเหนียว อายุยืนยาว ลำต้นมีเปลือกหุ้มสีดำแตกเป็นสะเก็ดหนาๆ ใบเดี่ยวเรียงสลับกันรูปไข่ หรือรูปป้อมๆ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ป้อมหรือป้าน ปลายใบโค้งมน ป้าน เว้าเข้า หรือหยักคอดเป็นติ่งสั้นๆ ผิวเกลี้ยงเขียวสด ใบดกและหนาทึบ ดอกจะออกตามง่ามใบ ก้านดอกยาว 1–3 มม. มีขนนุ่ม ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อๆ ละประมาณ 3 ดอก ดอกเพศเมียออกดอกเดี่ยวๆ ผลกลมเมื่ออ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง โคนและปลายผลมักบุ๋ม มียางมาก รสฝาด นิยมใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ การขยายพันธุ์....................ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเนื่องจากโตช้า, การตอนกิ่ง หรือใช้วิธีขุดล้อมมาจากธรรมชาติก็ได้ การปลูก...........................หากปลูกลงดิน ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก หากปลูกใส่กระถาง ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12–24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ดิน ร่วนอัตรา 1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุกๆ 2–3 ปี หรือตามการเจริญเติบโตของต้นตะโกที่ปลูก การดูแลรักษา แสง ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแดดจัด หรือกลางแจ้ง น้ำ ต้องการน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5–7 วัน/ครั้ง ดิน ดินร่วนซุย ความชื้นปานกลาง ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1–2 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ปีละ 4–6 ครั้ง ตะโก เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมใช้ทำไม้ดัดมากที่สุด เนื่องจากเป็นไม้พื้นเมืองที่พบตามป่าธรรมชาติทั่วประเทศ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ง่ายต่อการปลูกเลี้ยง บำรุงรักษา จึงเหมาะที่จะนำมาทำเป็นไม้ดัด
........ตะขบ............ พื้นเพเดิมว่ากันว่าเป็นของอเมริกาใต้ แต่กลายมาเป็นยอดผลไม้ของเด็กไทย ปลูกทั่วไปแต่เชียงใหม่ยันนราธิวาสนานแล้ว ผลดิบสีเขียว สุกเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีม่วงคล้ำ รสหวานจัด ให้ผลตลอดปี .........หว้า......... พันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ..........เพชรบุรี ชื่อพันธุ์ไม้......................หว้า ชื่อสามัญ ......................Jambolan Plum, Java Plum, Black Poum, Black Plum ชื่อวิทยาศาสตร์ .............Syzygium cumini (Linn.) Skeets วงศ์ ..............................MYRTACEAE ชื่ออื่น ............................ห้าขี้แพะ (เชียงราย) ลักษณะทั่วไป .................เป็นไม้ยืนต้นสูง 10 – 25 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามง่ามใบ เกสรยาวเป็นพู่ ผลเป็นผลสดรูปรี ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด สภาพที่เหมาะสม............สภาพดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ ถิ่นกำเนิด........................เอเชียเขตร้อน จากอินเดียถึงมาเลเซีย ![]()
.....กาฝาก....... .....กาฝาก (parasites) เป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น และแย่งอาหารจากพืชที่เกาะอยู่และบางชนิดก็แย่งอาหารจากพวกกา ฝากด้วยกัน พืชพวกกาฝากจะมีรากชนิดหนึ่ง เรียกว่า รากเบียน (haustoria) ที่แทงทะลุเหลือกไม้เข้าไปถึงขั้นเยื่อสร้างความเจริญเติบโต ( Cambium) ของพืชที่เกาะอาศัยอยู่ พืชกาฝากแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ 2.1 พวกเบียนลำต้นเป็นพืชในวงศ์ลอแรนทาซิอี (Loranthaceae) ซึ่งมีหลายสกุล และมากมายหลายชนิด พบขึ้นทั่วไปตามต้นไม้ต่าง ๆ และมักเรียกชื่อตามต้นไม้ที่เกาะเบียนอยู่ เช่น กาฝาก มะม่วง กาฝากก่อตาหมู เป็นต้น 2.2 พวกเบียนราก มีหลายวงศ์ เช่น ....วงศ์ขนุนดิน (Balanophoraceae) อาศัยเกาะกินรากต้นไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ขนุนดิน ลำต้นแยกแขนงสั้น ๆ ชิดกันเป็นกระปุกใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ ส่วน โหราเท้าสุนัข ซึ่งใช้เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งนั้น ลำต้นแยกแขนงค่อนข้างห่างกัน ....วงศ์ดอกดิน (Orobanchaceae) อาศัยเกาะกินอาหารจากรากไผ่ ....วงศ์บัวผุด (Rafflesiaceae) ได้แก่ กระโถน ฤาษี ดอกตูม เป็นก้อนกลม ๆ สีขาว เวลาบานจะเห็นภายในสีน้ำหมากประเหลือง กลิ่นไม่ชวนดม
........มหาหงส์........ ชื่อวิทยาศาสตร์ ............Hedychium coronarium. วงศ์ .............................ZINGIBERACEAE ชื่ออื่นๆ .........................ว่านกระชายเห็น ลักษณะทั่วไป.................ต้นเป็นเง้าอยู่ใต้ดิน คล้ายแง่งข่า มีลำต้นเหนือดิน เป็นกาบใบที่ซ้อนกันอยู่หลายๆ กาบ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบพาย ปลายใบแหลม โคนใบมน พื้นใบสีเขียว ก้านใบกลม แข็ง และสั้น ออกดอกเป็นช่อตั้งขึ้นอยู่ปลายยอด มีกลิ่นหอม เมื่อดอกใกล้โรยจะมีสีแดง การปลูก...........................ให้ปลูกในดินร่วนหรือดินบนทราย ชอบแดดรำไร น้ำปานกลาง ควรรดด้วยน้ำทุกเช้า–เย็น หากปลูกใส่กระถางก้นตื้น ปากกว้าง จะแตกหัวใหม่ได้รวดเร็ว การขยายพันธุ์...................โดยการแยกหน่อ ความเป็นมงคล.................มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยม เมื่อปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เป็นที่เมตตาของผู้คน และผู้เลี้ยงจะได้รับโชคลาภอยู่เสมอ ........มะเดื่อ........... ชื่อวิทยาศาสตร์ ............Ficus racemosa Linn ชื่อวงศ์ .........................MORACEAE ชื่อท้องถิ่น .....อุดรธานี-อีสาน เรียก หมากเดื่อ .....แม่ฮ่องสอน-กะเหรี่ยง เรียก กูแช ลำปาง เรียก มะเดื่อ .....ภาคกลาง เรียก มะเดื่ออุทุมพร มะเดื่อชุมพร มะเดื่อเกลี้ยง .....ภาคเหนือ-กลาง เรียก มะเดื่อ เดื่อเกลี้ยง .....ภาคใต้ เรียก เดื่อน้ำ ลักษณะทั่วไป.......................มะเดื่อเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น และกิ่งขนาดใหญ่ ผล รูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกจะพบเกสรเล็กๆ อยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง การปลูก.....................มะเดื่อขึ้นในธรรมชาติบริเวณป่าดิบชื้น บริเวณริมแม่น้ำลำคลอง ริมลำธาร หรือปลูกตามบ้านและริมทาง พบได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด สรรพคุณทางยา.............เปลือกต้น รสฝาด แก้ท้องร่วง ชะล้างบาดแผล สมานแผล แก้ประดง ผื่นคันแก้ไข้ท้องเสีย ไข้รากสาดน้อยและแก้ธาตุพิการ ,ราก รสฝาดเย็น แก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษไข้ และแก้ท้องร่วง ,ผล รสฝาดเย็น แก้ท้องร่วง และสมานแผล ,ผลสุก เป็นยาระบาย คติความเชื่อ.................มะเดื่อเป็นไม้ดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับความเชื่อและประเพณีของคนไทย มะเดื่อเป็นไม้มงคลที่กำหนดปลูกในทิศเหนือ ได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาและกรุงศรีรัตนโกสินทร์ว่า มีการนำไม้มะเดื่ออุทุมพรมาทำเป็นพระที่นั่ง กระบวยตักน้ำมันเจิมถวาย และหม้อน้ำที่กษัตริย์ใช้ถวายน้ำทำด้วยไม้อุทุมพร ในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ มะเดื่อได้ถูกบันทึกไว้ในตำนานของชาวฮินดูว่าเป็นไม้มงคล และเป็นที่นับถือของคนไทย พม่า มอญ มาแต่โบราณ .........นมแมว............ ชื่อวิทยาศาสตร์............Rauwenhoffia siamensis ชื่อวงศ์.........................ANNONAEAE ชื่อสามัญ .....................Nom-Maew ถิ่นกำเนิด......................ประเทศไทย การขยายพันธุ์................เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง ประวัติและข้อมูลทั่วไป .........เป็นพรรณไม้ไทย พบตามชายป่าชื้นทางภาตใต้ และภาคกลางของประเทศไทย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ........นมแมวเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดไม่สูงนัก สูงประมาณ 1-2 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ปลายใบแหลมยาวประมาณ 3 นิ้ว ดอกสีเหลือง มี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกแข็งและสั้น เมื่อบานเต็มที่มีขนาดประมาณ 0.5 นิ้ว กลิ่นหอมแรงในเวลาเย็นถึงค่ำ การปลูกและดูแลรักษา .........เป็นที่ชอบแดดจัดและต้องการความชื้นสูง ขึ้นได้ดีในสภาพดินเกือบทุกชนิด ในหน้าฝนจะให้ดอกดกมาก : ยิ้ม,สร้อย - 01/12/2005 17:28 |
|
.......เพกาต้นตุมกา.........โยทะกากรรณิกา ...เพกา...
|
|
...........แคฝอยข่อยเข็มข่า....................ต้นกาลาหน้าดอกบาน งิ้วงับพลับพลึงปาน.............................นิ้วมือเรียบเปรียบเทียนกลึงฯ ...........แคฝอยข่อยข่าขึ้น.....................ขนัดขนาน เข็มกาลาดอกบาน................................ที่แจ้ง งิ้วงับพลับพลึงปาน.............................มืดเรียบ นิ้วแน่งงามดั่งแกล้ง.............................ฟั่นด้วยเทียนกลึงฯ
..........แคฝอย.............. .......BIGNONIACEAE .......Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dill.) Mabb. ชื่ออื่น.............แคทราย (กาญจนบุรี) แคหิน (ภาคเหนือ) .......แคฝอยเป็นไม้ต้น สูงถึง 25 ม. ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีเทา มีร่องตื้นๆ ตามยาว ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 25–50 ซม. มีใบย่อย 3–6 คู่ แผ่นใบย่อยรูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 3–6 ซม. ยาว 6–15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบเรียบ ผิวเกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน ก้านใบย่อย ยาว 0.5–1.5 ซม. ดอก ออกเป็นดอกช่อ ยาว 20–40 ซม. มีกลิ่นหอมเล็กน้อย กลีบเลี้ยงรูประฆังหรือทรงกระบอกปากกว้าง สีม่วงแดง ปลายแยกเป็น 3–5 จักตื้นๆ กลีบดอกสีขาวอมเหลือง หรือสีครีม รูปปากแตร ยาว 1.2–1.7 ซม. กว้าง 0.5–1 ซม. มีแถบเส้นสีม่วงตามความยาวของกลีบดอก ผล เป็นฝักยาว บิดงอเล็กน้อย กว้าง 0.9–1.5 ซม. ยาว 15–70 ซม. ผิวเกลี้ยง มีสันนูนตามความยาว 4 สัน เมล็ดเล็ก มี 2 ปีก แคฝอยมีการกระจายพันธุ์ตามลำธารในป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคเหนือ ที่ความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 200–1,200 ม. ในต่างประเทศพบที่ อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) ลาว กัมพูชา และเวียดนาม .............ข่อย.............. ชื่อสามัญ.....................Siamese rough bush ชื่อวิทยาศาสตร์...........Streblus asper. วงศ์............................MORACEAE ชื่ออื่น.........................สนนาย ลักษณะทั่วไป..............เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง พบขึ้นตามพื้นราบและป่าเบญจพรรณทั่วๆ ไปลำต้นสูงประมาณ 10–20 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีเทาค่อนข้างขาว โคนลำต้นตรง เนื้อไม้เหนียว ส่วนบนค่อนข้างคดงอเป็นปุ่มปม และเป็นร่องเล็กน้อย ใบออกจากปลายกิ่งมีขนาดเล็กสีเขียว ขอบใบเรียบ โคนใบมนแหลม ปลายใบแหลม ใบหนา หยาบคล้ายกระดาษทราย ใช้ขัดฟันหรือถูขูดเมือกปลาไหลได้ ออกดอกเป็นช่อดอกเล็ก สีขาวและเหลือง ผลกลมมีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด เรียบ เมื่อยังอ่อนจะมีสีขาวหรือเทา เปลือกในมียางสีขาว เมื่อสุกผลสีเหลืองรับประทานได้ แต่ไม่เป็นที่นิยม การขยายพันธุ์..............ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำ ซึ่งวิธีที่นิยมและได้ผลดีคือการปักชำ หรือจะขุดล้อมจากธรรมชาติมาปลูกเลี้ยงก็ได้ แต่ควรมีขนาดลำต้นไม่เกิน 3 เซนติเมตร เพราะหากโตกว่านี้จะเลี้ยงรอดยาก การปลูก......................หากปลูกลงดิน ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก หากปลูกใส่กระถาง ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12–24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ดินร่วนอัตรา 1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุกๆ 2–3 ปี หรือตามการเจริญเติบโตของต้นข่อย การดูแลรักษา............... -แสง ต้องการแสงแดดจัดหรือกลางแจ้ง -น้ำ ต้องการน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5–7 วัน/ครั้ง -ดิน ดินร่วนซุย -ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1–2 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ปีละ 4–5 ครั้ง ข่อย เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมใช้ทำไม้ดัดกันมาก รองจากตะโก เพราะมีกิ่งอ่อนและเหนียวดัดให้เข้ารูปทรงได้ง่าย หากมีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจะสวยงามและมีอายุยืนนาน ...............เข็ม................. ชื่อวิทยาศาสตร์..............Ixora chinensis Lamk. Ixora spp. วงศ์...............................RUBIACEAE ลักษณะทั่วไป.................เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดย่อม ลำต้นสูงประมาณ 3–5 ฟุต จะแตกกิ่งก้านสาขาออกแผ่เป็นพุ่ม ใบของดอกเข็มแข็ง และเปราะง่าย มีสีเขียวสด ลักษณใบมนรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบจะออกเรียงสลับกันคนละทิศทาง ดอกออกเป็นช่อใหญ่ จะออกตรงส่วนยอดของต้น ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กเป็นหลอด ตรงปลายหลอดจะเป็นกลีบซึ่งมีอยู่ 4-5 กลีบ ปลายกลีบแหลม การขยายพันธุ์..................เป็นไม้ในเขตร้อน ชอบอยู่กลางแจ้ง ขึ้นได้กับดินทุกชนิดแต่จะชอบดินที่ร่วนซุยมากกว่า มีความชุ่มชื้นพอดี ทนทานต่อความแห้งแล้ง ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งและเพาะเมล็ด เป็นไม้ที่คนไทยนิยมปลูกตามบ้าน ตามริมรั้ว ถิ่นกำเนิด........................แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อื่นๆ..............................เข็มจะมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีขนาดดอกและสีไม่เหมือนกัน
.............ข่า............... ข่า...........................(Kha), Galingale, Galanga ชื่อวิทยาศาสตร์........Alpinia galanga Swartz วงศ์.........................ZINGIBERACEAE ชื่ออื่นๆ....................กฏุกกโรหิณี (Ka-tuk-ka-ro-hi-ni) ถิ่นกำเนิด.................อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บอร์เนียว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รูปลักษณะ..............ไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นก้านกลมแข็ง ใบสีเขียวแข็งหนา มีดอกจากกอขึ้นไปเป็นช่อใหญ่สี ขาวประสีม่วงแดง ลูกกลมขนาดลูกหว้า ลงหัวเป็นปล้องๆ แง่งยาว มีสีขาวอวบ สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา........เหง้าอ่อนและแก่ – ใช้ทานเป็นยาขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ – ทาภายนอกแก้โรคกลากเกลื้อน ...............งิ้ว................ ชื่อวิทยาศาสตร์...........Bombax ceiba Linn. วงศ์............................BOMBACACEAE ชื่อสามัญ.....................Cotton Tree, Kapok Tree, Red Cotton Tree, Silk Cotton Tree ชื่ออื่นๆ.......................งิ้วบ้าน (ทั่วไป) งิ้วแดง (กาญจนบุรี) งิ้วปง งิ้วปงแดง ( ชองจันทบุรี) ลักษณะทั่วไป...............ไม้ต้น ผลัดใบ สูงประมาณ ๒๐ เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม กิ่งแผ่ออกเกือบตั้งฉากกับลำต้น ใบ ใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกสลับ ใบย่อย ๕-๗ ใบ รูปไข่หรือรูปรี ปลายเรียวแหลม โคนสอบแคบ ดอก สีแดง มีพันธุ์สีเหลืองแต่หายาก กลิ่นหอม ออกเป็นกระจุก ๓-๕ ดอก ตามปลายๆกิ่ง กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ปลายแยก ๓-๔ แฉก ไม่เท่ากัน ด้านนอกมีขน มันเป็นเงา กลีบดอก ๕ กลีบ ปลายกลีบม้วนออก เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘ เซนติเมตร เกสรตัวผู้จำนวนมาก โคนก้านเกสรติดกันเป็นกลุ่มๆ ผล รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒.๓-๓.๒ เซนติเมตร ยาว ๙.๕-๑๗ เซนติเมตร คล้ายผลนุ่น เมล็ดสีดำจำนวนมาก หุ้มด้วยปุยสีขาว นิเวศวิทยา....................ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ออกดอก มกราคม-กุมภาพันธ์ ทิ้งใบก่อนออกดอก ขยายพันธุ์....................เมล็ด ประโยชน์......................ราก เป็นยาทำให้อาเจียน, เปลือก ทำเชือก, ยาง แก้ท้องร่วง, ไม้ ทำพื้น ฝา ***บใส่ของ ของเล่นเด็ก ก้านและกล่องไม้ขีด ไม้จิ้มฟัน ไม้อัด เยื่อกระดาษ ใบ ตำเป็นผงทาแก้ฟกชํ้า, ดอก ดอก แห้ง ทำยาทาระงับปวด แก้พิษไข้ ...............พลับพลึง.............. ชื่อวิทยาศาสตร์..............Crinum asiaticun Linn. ชื่อวงศ์......................... AMARYLLIDACEAE ชื่อสามัญ.......................Crinum Lily ชื่ออื่นๆ.........................พลับพลึง, ลิลัว ถิ่นกำเนิด.......................ทวีปเอเซีย การขยายพันธุ์................แยกหน่อ ประวัติและข้อมูลทั่วไป................ -พลับพลึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ต้นที่มีขนาดใหญ่ใช้ในการแกะสลักเพื่อตกแต่งในงานพิธีต่างๆ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ -พลับพลึงเป็นไม้ล้มลุกหลายฤดู มีลำต้นใต้ดิน ส่วนเหนือดินประกอบด้วยกาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้นๆ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงซ้อนเป็นวงกว้าง 7-15 ซม. ยาว 1 เมตร ปลายใบแหลม แผ่นใบอวบหนา มีหน่อจำนวนมากขึ้นรวมกันเป็นกอ ดอกเป็นช่อดอกขนาดใหญ่ สีขาวหรือม่วงแดง ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก 10-30 ดอก ก้านช่อดอกอวบใหญ่ กลีบดอกตอนโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 7-10 ซม. ปลายแยกเป็น 6 กลีบแคบๆ กว้าง 1 ซม. ยาว 7 ซม. ดอกทยอยบาน มีกลิ่นหอม พลับพลึงดอกสีแดงจะมีช่อดอกและดอกใหญ่กว่าพลับพลึงดอกสีขาว การปลูกและดูแลรักษา -พลับพลึงชอบขึ้นในดินที่ชื้นสามารถทนอยู่ในดินแฉะที่ไม่ค่อยระบายน้ำหรือในบริเวณที่แห้งแล้งในบางช่วงได้ นิยมปลูกกันตามร่องสวนในภาคกลางทั่วไป เป็นพืชที่ทนทาน ไม่ต้องมีการบำรุงรักษามากนัก ...........ชาตบุษ์ปพุทธชาตซาบ...........กุหลาบกนาบทั้งสองทาง เบงระมาดยี่สุ่นกาง...........................กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง ฯ ...........ชาตบุษ์ปพุทธชาตขึ้น.............เคียงกลาง กุหลาบกนาบสองทาง........................กลิ่นฟุ้ง เบงระมาดยี่สุ่นกาง............................ตรงกลีบ สาวสาวฉวยชิงหยุ้ง..........................เก็บร้อยรอยกรอง ฯ : ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 10:38
..........พุทธชาติ........... ..........Jasminum auriculatum Vahl. (OLEACEAE) ..........เป็นพันธุ์ไม้พุ่มรอเลื้อย ( scandent shrub) คือ เวลาปลูกเจริญเป็นพุ่มก็ได้ หรือเมื่อไปพักพิงอะไรก็กลายเป็นไม้เลื้อย เลื้อยไปตามสถานที่นั้นได้ กิ่งก้านที่สั้นแข็งก็ยืดตัวอ่อน พันกิ่งพักพิงไป เวลามีดอก ดอกเป็นช่อน้อยๆ เต็มต้น สีขาวบริสุทธิ์ ดอกนั้นบานแต่เวลาเย็นและส่งกลิ่นเรื่อยไปตลอดคืนตลอดวันจนกระทั่งโรย กลิ่นหอมแรงมาก หอมเย็นๆ ส่งไปได้ไกลๆ พันธุ์ไม้หอมชนิดนี้ปลูกง่าย ชอบแดดสักหน่อย เวลาปลูกใช้ตัดกิ่งปักชำหรือตอนก็ได้ ..........พุทธชาดเป็นพันธุ์ไม้วงศ์เดียวกับมะลิ พบในอินเดียตอนใต้ ศรีลังกา และเอเซียเขตร้อน ดอกมีลักษณะคล้ายคลึงกับมะลิลา แต่ขนาดดอกเล็กกว่า และออกเป็นช่อโปร่งๆ ตรงปลายกิ่ง นอกจากปลูกระดับตามซุ้มแล้ว ดอกยังนิยมใช้ร้อยมาลัย หรือประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กระแต ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ผู้หญิงไทยสมัยก่อนต้องเรียนรู้และทำได้อย่างดี : ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 10:47 .............กุหลาบ............... ชื่อวิทยาศาสตร์...............Rosa hybrida ชื่อวงศ์...........................ROSACEAE ชื่อสามัญ........................Rose ชื่ออื่นๆ...........................กุหลาบ ถิ่นกำเนิด........................ทวีปเอเซีย การขยายพันธุ์..................เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่งและราก, ติดตา, ต่อกิ่ง, เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ประวัติและข้อมูลทั่วไป.......กุหลาบนับว่าเป็นไม้ดอกที่มีความงามยากที่ไม้ดอกอื่นจะเทียบเท่า จนได้รับชื่อว่าเป็น "ราชินีแห่งดอกไม้" (Queen of flower) กุหลาบมีมานานประมาณ 30 ล้านปีมาแล้ว มีทั้งหมดประมาณ 200 สปีชี่ส์ พันธุ์ดั้งเดิม (wild species) มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ส่วนกุหลาบที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นกุหลาบที่ผ่านการวิวัฒนาการมานานนับร้อยๆ ปี และทั้งหมดเป็นกุหลาบลูกผสมซึ่งได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างกุหลาบ 1-8 สปีชี่ส์ และส่วนมากมี ถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์.........กุหลาบจัดเป็นไม้ดอกประเภทพุ่ม-พลัดใบ มีลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อย แข็งแรงมีใบย่อย 3-5 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี 2 เพศในดอกเดียวกัน มีเกสรตัวผู้และตัวเมียเป็นจำนวนมาก มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน การจำแนกตามลักษณะสีของดอกแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ 1.Single color มีสีของกลีบดอกสีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังของดอก และทุก ๆ กลีบมีสีเหมือนกัน เช่น พันธุ์Christian Dior 2.Multi-color มีสีของกลีบดอกเปลี่ยนไปตามอายุการบานดอก ในช่วงหนึ่งจะมีหลายสี เพราะบานดอกไม่พร้อมกัน ส่วนมากจะเป็นกุหลาบพวง เช่น พันธุ์ Sambra หรือ Charleston 3.Bi-color มีสีของกลีบดอก 2 สี คือ กลีบด้านในสีหนึ่ง ด้านนอกอีกสีหนึ่ง เช่น พันธุ์ Forty Niner 4.Blend-color มีสีของกลีบดอกด้านในมากกว่า 2 สีขึ้นไป เช่น พันธุ์ Monte Carlo 5.Srtiped color กลีบดอกในแต่ละกลีบมีสีมากกว่า 2 สีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักเกิดเป็นสีสลับกันเป็นเส้นตามความยาวของกลีบดอก เช่น พันธุ์ Candy Stripe พันธุ์ที่ใช้ปลูก....................... - พันธุ์ดอกสีแดง ได้แก่ คริสเตียนดิออร์ สวาทมอร์ สคาร์เลทไนท์ - พันธุ์ดอกสีชมพู ได้แก่ เบลแองจ์ ควีนอลิซาเบท มีสออลอเมริกันบิวตี้ - พันธุ์ดอกสีแสด ได้แก่ ซุปเปอร์สตาร์ ธัญญา โบเต้ - พันธุ์ดอกสีเหลือง ได้แก่ คิงส์แรนซัม โกลเด้นมาสเตอพิส โบเต้ กลาย - พันธุ์ดอกสีขาว ได้แก่ มิสตี้เมอร์ - พันธุ์ดอกสีม่วง ได้แก่ บูลมูน การปลูกและดูแลรักษา...............กุหลาบควรปลูกในฤดูฝนและฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงของการเจริญเติบโต ของกุหลาบ ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงเดือนมิถุนายน เนื่องจากกุหลาบจะมีช่วงการเจริญเติบโตติดต่อกันเป็น ระยะเวลานานมากกว่า 6 เดือน ซึ่งจะทำให้ได้ต้นกุหลาบที่เติบโตเต็มที่ ดอกมีคุณภาพ กุหลาบเป็นไม้ดอกที่ต้องการแสงแดดจัดอย่างน้อยวันละ 6 ชม. ดังนั้นควรปลูกในที่โล่งแจ้งและอับลม หรือปลูกทางด้านทิศตะวันออกให้กุหลาบได้รับแสงในตอนเช้า ดินมีการระบายน้ำดี วิธีทดสอบง่ายๆ คือขุดดินที่จะปลูกเป็นหลุมลึกประมาณ 50 ซม. แล้วใส่น้ำให้เต็มทิ้งไว้ 2 ชม. ถ้าหากน้ำซึมหายไปหมดจากหลุมแสดงว่าที่นั้นๆ ใช้ปลูกกุหลาบได้ ดินปลูกควรมีค่า pH ประมาณ 5.5-6.5 คือเป็นกรดเล็กน้อยและมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ เวลาที่เหมาะสมในการรดน้ำกุหลาบคือ เวลาเช้าระหว่างที่แสงอาทิตย์ยังอ่อนอยู่ กุหลาบเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ถ้ารดมากจนน้ำขังก็ไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงการรดให้เปียกทั้งต้นและดอก เพราะจะเป็นการช่วยให้เกิดและแพร่โรคได้ง่ายและเร็วขึ้น ถ้ารดจนโชกก็ไม่จำเป็นต้องรดทุกวันก็ได้ กุหลาบต้องการความชื้นและอากาศในดิน ดังนั้นจึง ควรทำการคลุมดินโดยใช้ หญ้าแห้ง ฟาง เปลือกถั่วลิสง ขุยมะพร้าว หรือแกลบดิบ มาคลุมดินรอบๆ ต้นกุหลาบหนาประมาณ 2-3 นิ้ว และถ้าเป็นไปได้ก่อนคลุมดินควรหาทางทำให้วัสดุคลุมดินเปียกชื้นก่อน มิเช่นนั้นต้องรดน้ำในระยะแรกๆ บ่อยแลหลายๆ ครั้ง : ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 10:58
................ยี่สุ่น.................. ชื่อวิทยาศาสตร์....................Rosa chinensis jacq. var. minima Voss ชื่อวงศ์..............................ROSACEAE ชื่อสามัญ............................Fairy Rose ชื่ออื่นๆ.............................กุหลาบหนู, กุหลาบหนูจีน ถิ่นกำเนิด...........................ทวีปเอเซีย การขยายพันธุ์.....................ปักชำกิ่ง ประวัติและข้อมูลทั่วไป..........ยี่สุ่นหรือที่ทั่วไปรู้จักกันในชื่อกุหลาบหนู นิยมปลูกเป็นไม้ดอกคลุมดิน ลักษณะทางพฤกษศาสตร์......ยี่สุ่นเป็นกุหลาบพันธุ์เตี้ยแคระ เป็นพุ่มทึบสีเขียวทั้งต้น สูงประมาณ 1-2 ฟุต ใบเหมือนกับใบกุหลาบทั่วไปแต่จะเล็กกว่า มีสีเขียว ดอกมีหลายสี ดอกมักจะออกพร้อมๆ กัน มีลักษณะเหมือนกับดอกกุหลาบธรรมดา แต่มีขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 นิ้ว การปลูกและดูแลรักษา...........ควรปลูกด้วยดินร่วนที่มีความชื้นสูง หมั่นดูแลใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ : ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 11:07 .........ดาวเรือง.......... ชื่อวิทยาศาสตร์..........Tagetes spp. ชื่อวงศ์....................COMPOSITAE ชื่อสามัญ.................Marigolds ชื่ออื่นๆ..................ดาวเรือง ถิ่นกำเนิด................ประเทศเม็กซิโก, อเมริกาใต้ การขยายพันธุ์..........เพาะเมล็ด, ปักชำยอด ประวัติและข้อมูลทั่วไป....................ดาวเรืองมีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก ต่อมามีผู้นำเข้าไปปลูกในยุโรป เนื่องจากเป็นไม้ที่ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย อีกทั้งดอกมีความสวยงาม จึงเป็นที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลาย ใช้เป็นดอกไม้หน้าแท่นบูชาพระนางแมรี และเนื่องจากดอกดาวเรืองดั้งเดิมมีเพียงสีเดียวคือ สีเหลือง จึงเรียกชื่อไม้ดอกชนิดนี้ว่า Mary's gold ต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็น Marigolds นอกจากดาวเรืองจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้กระถางแล้วยังใช้ประโยชน์เป็นพืชสีโดยใช้เป็นสีย้อมผ้าม าตั้งแต่สมัยโบราณ และในปัจจุบันยังใช้ดอกดาวเรืองผสมในอาหารสัตว์เป็นอาหารเสริมอีกด้วย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์................ดาวเรืองเป็นไม้ดอกต้นสูง 25-60 ซม. ใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม ขอบหยัก ดอกเป็นช่อกระจุกเดี่ยวที่ปลายยอด ดอกวงนอกกลีบดอกเป็นรูปรางน้ำ โคนเป็นหลอดเล็ก ปลายแผ่ ดอกวงในกลีบดอกเป็นหลอดมีหลายสี เช่น สีส้ม เหลืองทอง ขาว และสองสีในดอกเดียวกัน และมีทั้งดอก ชั้นเดียวและดอกซ้อน พันธุ์ที่ใช้ปลูก เช่น Panther , Red Brocade , Dusty Rust , Midas Touch , Matador , Petite Gold การปลูกและดูแลรักษา....................ดาวเรืองเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด จึงควรปลูกในที่กลางแจ้งให้ได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง สามารถเจริญเติบโตได้ในดิน ทุกชนิด แต่ถ้าจะให้ได้ดาวเรืองที่มีพุ่มต้นสมบูรณ์ ดอกดกใหญ่ และมีคุณภาพ แล้ว ดินที่ใช้ปลูกควรมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ และมีการระบายน้ำดี การรดน้ำก็เป็นไปตามปกติ นอกเสียจากปลูกดาวเรืองในดินทรายจำเป็นต้องรดน้ำทั้งเช้าและเย็นเพราะดินทรายระบายน้ำได้ดีเกินไป ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่คนไทยรู้จักกันดีชนิดหนึ่งเนื่องจากปลูกง่าย โตเร็ว คงทนต่อสภาพแวดล้อม มีสีสันสดใสสะดุดตา ดอกมีลักษณะกลมสวยงาม กลีบดอกจัดเรียงเป็นระเบียบ กลีบดอกยึดแน่นกับฐานดอก ไม่หลุดง่าย อายุการใช้งานนานประมาณ 7-10 วัน นอกจากนี้ ดาวเรืองยังเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 60-70 วัน ก็สามารถตัดจำหน่ายได้ รวมทั้งดาวเรืองยังเป็นพืชที่ขึ้นได้ดีทุกสภาพพื้นที่และ ทุกฤดูกาลของประเทศ และเป็นไม้ดอกสามารถทำรายได้ให้กับผู้ปลูกสูง ในปัจจุบันการปลูกดาวเรืองนอกจากจะปลูกเพื่อตัดดอกขายแล้ว สามารถปลูกลงกระถางหรือถุงพลาสติกเพื่อใช้ประดับตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งมีการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดส่งโรงงานอาหารสัตว์อีกด้วย แหล่งปลูก ดาวเรืองที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดพะเยา ลำปาง นนทบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร อุดรธานี และกรุงเทพฯ เป็นไม้ประดับ (bedding plants) ไม้ตัดดอก(cut flower) ทางด้านสมุนไพร ใช้ใบรสหอมชุ่มเย็น พอกแผลฝีทาแผลเน่าเปื่อย น้ำคั้นจากใบแก้ปวดหู ดอก แก้ริดสีดวงทวาร แก้วิงเวียนศรีษะ แก้ไอกรน ไอหวัด แก้เต้านมอักเสบ ทั้งต้น แก้ฝีลม ปวดท้องอย่างแรง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ : ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 17:00 .............เล็บนางงามแสล้ม...................ต้นนางแย้มแกมดองดึง สุพรรณิกากากระทึง............................ดอกราชพฤกษ์ซึกไทรไตร ฯ .............เล็บนางนวยแน่งน้อย..............พอพึง นางแย้มแกมดองดึง.............................อีกอ้อย สุพรรณิกากากระทึง............................บานแบ่ง ราชพฤกษ์ซึกดวงย้อย..........................พู่เพี้ยงไทรไตร ฯ : ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 17:03
ชื่อวิทยาศาสตร์...................Clerodendrum Philippinium ชื่อวงศ์.............................VERBENACEAE ชื่อสามัญ..........................Glory Bower ชื่ออื่นๆ............................Burma Conehead, นางแย้ม ถิ่นกำเนิด..........................ประเทศไทย, พม่า การขยายพันธุ์....................ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่ง ประวัติและข้อมูลทั่วไป............นางแย้มเป็นต้นไม้ประดับไม่สูงมากนัก มีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกเป็นช่อ ออกเป็นพวงดอกเล็กๆ เช่นเดียวกับมะลิซ้อน หลายๆ ดอกซ้อนเรียงรายกัน สวยงามมาก ลักษณะทางพฤกษศาสตร์........นางแย้มเป็นพรรณไม้พุ่มลำต้นเตี้ยสูงประมาณ 3-5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยว จะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ลักษณะใบเป็นรูปใบโพธิ์ ตรงปลายแหลมแต่ไม่มีติ่ง ขอบใบหยักรอบใบ ออกดอกเป็นช่อ ดอกจะเบียดเสียดติดกันแน่นในช่อ ช่อดอกหนึ่งกว้างประมาณ 4-5 นิ้ว ลักษณะดอกย่อยคล้ายดอกมะลิซ้อนสีขาว บานเต็มที่ประมาณ 1 นิ้ว ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงสีม่วงแดง เป็นหลอดสั้น ปลายแยก 5-6 แฉก ดอกย่อยบานไม่พร้อมกันและบานนานหลายวัน มีกลิ่นหอมมาก ทั้งกลางวันและกลางคืน ออกดอกตลอดปี การปลูกและดูแลรักษา............นางแย้มนั้นสามารถทนแดดและฝนได้เป็นอย่างดี ปลูกไว้กลางแจ้ง จะได้ดอกใหญ่และสวยกว่า ดินปลูกควรเป็นดินร่วนซุยมีธาตุอาหารเพียงพอและมีความชื้นสูง นางแย้มเป็นไม้ที่ต้องการน้ำมากดังนั้นจึงจำเป็นต้องรดน้ำเป็นประจำอย่าให้ขาด สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ใบ – ใช้ประคบรักษาไขข้ออักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ราก – ใช้แก้ไข้ บำรุงประสาท ใช้รากฝนกับน้ำปูนใส ทารักษาเริมหรืองูสวัด ต้มรับประทานแก้ฝีภายใน ขับปัสสาวะ ไตพิการ ........ไม้ต้นนี้เป็นพันธุ์ไม้พุ่มขนาดย่อม สูงอย่างโตเต็มที่ประมาณ 1 - 1.5 เมตร ใบโตสีเขียวแก่ มีดอกออกเป็นช่อตามปลายๆกิ่ง ช่อใหญ่ ดอกในช่อแต่ละดอกก็โตปานๆกันกับดอกมะลิซ้อน สีขาว มีกลีบหุ้มข้างนอกสีม่วงแดง มีกลิ่นหอมมาก ส่งกลิ่นเวลาเย็นๆ เรื่อยไปตลอดจนกระทั่งโรย การปลูกจะใช้กิ่งชำ หรือตอน หรือใช้เมล็ด ได้ทั้งนั้น แต่เมล็ดมักไม่ค่อยมี นางแย้มชอบที่มีแสงแดดรำไรมากว่าแดดจัด ถ้าดินชุ่มชื้นดี จะออกดอกเป็นระยะๆตลอดทั้งปี ดอกในช่อดกและแน่น เรียงตัวลดหลั่นเป็นพุ่มเตี้ยๆ สวยงามประหนึ่งช่อดอกไม้ที่จัดไว้ ผิวใบสากระคายมือ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิว และเป็นผื่นคันได้สำหรับบางคนที่แพ้ นางแย้มเป็นพันธุ์ไม้ ในวงศ์เดียวกับผีเสื้อแสนสวย พนมสวรรค์ และสัก ถิ่นกำเนิดจากเขตกึ่งร้อนของเอเซีย ในประเทศจีน และญี่ปุ่น
............เล็บมือนาง............ ชื่อวิทยาศาสตร์................Quisqualis indica L. ชื่อวงศ์............................COMBRETACEAE ชื่อสามัญ.........................Chinese Honey Suckel Ragoon Creeper ชื่อท้องถิ่น......................เล็บนาง จะมั่ง ไม่หม่อง ลักษณะวิสัย....................ไม้เลื้อย ลักษณะ..........................ไม้เลื้อยเถาใหญ่ แข้งแรง เปลือกลำต้นสีน้ำตาลคล้ำ แตกกิ่งพุ่มแน่น ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม มีขนละเอียดปกคลุม ออกดอกเป็นช่อ ออกดอกเป็นช่อ ดอกย่อยมีขนาดเล็กก้านดอกยาว มีกลีบดอก 5 กลีบ ออกดอกดกมากระยะดอกเริ่มบานสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู มีกลิ่นหอมจัดเวลากลางคืน การกระจายพันธุ์..............เอเชียเขตร้อน ประโยชน์........................ใบ ตำพอกแผล ฝี เมล็ดมีกรด quisualic ใช้ขับพยาธิใส้เดือนในเด็ก แก้ตานขโมยหากใช้เกินขนาดทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวีนยศรีษะ ความสำคัญ.....................นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ปลูกประดับตามซุ้ม หรือเลื้อยเกาะรั้ว หลักการและเหตุผล - สนใจในพรรณไม้ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีพรรณไม้ให้ศึกษา - เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ทั้งในการสังเกตเร่องต่างๆ เช่น แผนผังของกาพย์, คำประพันธ์ เป็นต้น วัตถุประสงค์ในการจัดทำ - เพื่อศึกษาพรรณไม้ในเรื่องกาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง - เพื่อให้รู้เด่นชัดมากขึ้นในด้านคำประพันธ์, แผนผังกาพย์ เป็นต้น - เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้ที่สนใจ กระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีก่ดำเนินการ - คิดหัวข้อเรื่องที่จะทำซึ่งให้เกี่ยวข้องกับเร่องที่จะทำ - แบ่งงานกันทำ ดังนี้ - แต่ละคนไปรวบรวมกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ที่เกี่ยวกับเรื่องพรรณไม้ - สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับพรรณไม้แต่ละชนิดในกาพย์ - รวบรวมข้อมูล แล้วโพสส่งลงในอินเตอร์เน็ต ผลของการดำเนินการ/ความสำเร็จ/ข้อค้นพบ/ความภูมิใจ - ได้รู้จักพรรณไม้ที่หลากหลาย - สามารถเป็นแหล่งค้นคล้าให้กับผู้สนใจต่อไป - ได้รู้จักความหลาหลายของกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ผู้ร่วมงาน - ด.ญ.ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ เลขที่ 19 ม.2/11B - ด.ญ. ปิยธิดา โมรา เลขที่ 15 ม.2/11B : ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 17:10 : ยิ้ม,สร้อย - 04/12/2005 14:12 |
|
|
........นมแมว........ ลักษณะทั่วไป ดอก : จะออกเป็นกลุ่มหรือบางทีก็ออกเป็นดอกเดี่ยว ถ้าออกเป็นกลุ่ม ก็มีราว ๆ กลุ่มละ ๑-๔ ดอก ดอกมีสีเหลืองและจะแบ่งออกเป็นสองชั้นในหนึ่งดอก คือดอกจะมีอยู่ ๖ กลีบก็จะได้ชั้นละ ๓ กลีบ กลีบดอกจะแข็งและสั้น ดอกมีขนาดเล็กจะบานเต็มที่ประมาณ ๐.๕ นิ้ว ผลิดอกอยู่ตามส่วน ยอดของต้นจะมีกลิ่นหอมแรงในเวลาเย็นถึงค่ำ ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งเลื้อย มีลำต้นขนาดย่อมไม่สูงนักอาจจะสูงประมาณ ๑-๒ เมตร และอาจจะสูง มากกว่านี้ก็ได้ ถ้าอยู่ในที่สมบูรณ์ ลำต้นและกิ่งก้านจะมีสีดำคล้ำ ๆ และเนื้อไม้ก็ยังเข็งอีกด้วย ใบ : เป็นใบไม้เดี่ยว ออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน และเรียงสลับกันไปตามก้านของลำต้น ใบมีขนาดเล็ก ลักษณะของใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ปลายใบแหลม ใบยาวประมาณ ๓ นิ้ว มีสีเขียว : ขิม - 30/11/2005 17:22 |
|
...................................บทที่..๒.......................................
.............แคฝอยข่อยเข็มข่า.................ต้นกาลาหน้าดอกบาน งิ้วงับพลับพลึงปาน............................นิ้วมือเรียบเปรียบเทียนกลึงฯ ............แคฝอยข่อยข่าขึ้น...................ขนัดขนาน เข็มกาลาดอกบาน...............................ที่แจ้ง งิ้วงับพลับพลึงปาน.............................มือเรียบ นิ้วแน่งงามดั่งแกล้ง............................ฟั่นด้วยเทียนกลึงฯ : ขิม - 30/11/2005 17:52 |
..............แคฝอย.................... แคฝอยเป็นไม้ต้น สูงถึง 25 ม. ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีเทา มีร่องตื้นๆ ตามยาว ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 25–50 ซม. มีใบย่อย 3–6 คู่ แผ่นใบย่อยรูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 3–6 ซม. ยาว 6–15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบเรียบ ผิวเกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน ก้านใบย่อย ยาว 0.5–1.5 ซม. ดอก ออกเป็นดอกช่อ ยาว 20–40 ซม. มีกลิ่นหอมเล็กน้อย กลีบเลี้ยงรูประฆังหรือทรงกระบอกปากกว้าง สีม่วงแดง ปลายแยกเป็น 3–5 จักตื้นๆ กลีบดอก สีขาวอมเหลือง หรือสีครีม รูปปากแตร ยาว 1.2–1.7 ซม. กว้าง 0.5–1 ซม. มีแถบเส้นสีม่วงตามความยาวของกลีบดอก ผล เป็นฝักยาว บิดงอเล็กน้อย กว้าง 0.9–1.5 ซม. ยาว 15–70 ซม. ผิวเกลี้ยง มีสันนูนตามความยาว 4 สัน เมล็ดเล็ก มี 2 ปีกแคฝอยมีการกระจายพันธุ์ตามลำธารในป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคเหนือ ที่ความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 200–1,200 ม. ในต่างประเทศพบที่ อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ![]() : ขิม - 30/11/2005 18:02 |
.............ข่อย................ ต้น....... เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5 – 15 เมตรและลำต้นตั้งตรงเปลือกนั้นมีสีเทาค่อนข้างจะขาว แตกออกเป็น แผ่นบาง ๆ มีน้ำยางขาว ใบ........ ใบเดี่ยวเรียงสลับมีสีเขียวเล็กและหนา แข็ง ใบจะสากระคายคล้ายกับกระดาษทราย ลักษณะของใบขอบ ขนาน เรียบ มนรี ปลายใบแหลม ดอก....... ดอกช่อออกที่ซอกใบ สีของดอกจะออกสีเหลืองขาวนิด ๆ ดอกจะเล็ก แยกเพศอยู่คนละตัวช่อดอกตัวผู้เป็น ช่อกลม ช่อดอกตัวเมียออกเป็นกระจุกมี 2 – 4 ดอกย่อย ผล........ ลักษณะของผลจะกลมมีสีเหลือง คล้ายกับเม็ดพริกไทยสีขาว ผลสุกมีสีเหลืองอ่อนเปลือกชั้นนอกนิ่มและ ฉ่ำน้ำ เมล็ด มีลักษณะกลมคล้ายเมล็ดพริกไทย ![]() : ขิม - 30/11/2005 18:07 |
...........เข็ม.............. เข็มจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดย่อม ใบหนาแข็งสีเขียวสด ดอกออกเป็นช่อแบนใหญ่ แต่ละช่อมีดอกขนาดเล็ก เป็นหลอดปลายดอกแยกออกเป็นกลีบ 4-5 กลีบ ปลาบกลีบอาจโค้งมนหรือแหลม เข็มมีหลายสกุล หลายพันธุ์ เข็มเป็นไม้ในเขตร้อน กระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหลมอินโดจีน หมู่เกาะใน มหาสุมทรแปวิฟิก ญี่ปุ่นอเมริกาใต้ และมีพันธุ์ที่เป็นลูกผสมใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ เข็มเป็นต้นไม้ชอบอยู่กลางแจ้ง ไม่เลือกสภาพดินนัก แต่ก็ชอบดินร่วนซุยที่ชุ่มชื้นพอสมควร โดยปรกติเข็มปลูกขึ้นง่าย และทนทานต่อความแห้งแล้ง ![]() : ขิม - 30/11/2005 18:16 |
..................ข่า.................. ถิ่นกำเนิด........อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รูปลักษณะ.........ไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นก้านกลมแข็ง ใบสีเขียวแข็งหนา มีดอกจากกอขึ้นไปเป็นช่อใหญ่สี ขาวประสีม่วงแดง ลูกกลมขนาดลูกหว้า ลงหัวเป็นปล้องๆ แง่งยาว มีสีขาวอวบ สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยาเหง้าอ่อนและแก่ – ใช้ทานเป็นยาขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ – ทาภายนอกแก้โรคกลากเกลื้อน ลักษณะ เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า "เหง้า" มีข้อและปล้องเห็นได้ชัดเจน เนื้อในสีเหลืองและมีกลิ่นหอมเฉพาะ ลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินสูงถึง 2 เมตร ใบสีเขียวออกสลับข้างกัน รูปร่างรียาว ปลายแหลม ดอกออกเป็นช่อที่ยอด ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาวนวล ด้านในของกลีบดอกมีสีแดงอยู่ด้านหนึ่ง ผลเปลือกแข็ง รูปร่างกลมรี ![]() : ขิม - 30/11/2005 18:23 |
|
...............กาหลา.............. ลักษณะทั่วไป ต้นไม้...... เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นกลมอวบน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 - 6 ซม. สูง 5 ม. ใบ.......... ใบเดี่ยว รูปขอบขนาน กว้างประมาณ 20 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม. ก้านใบ ยาว 50 - 70 ซม. กลมเกลี้ยง ก้านใบห่อหุ้มลำต้นแบบเรียงสลับ ดอก....... ออกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายก้านซึ่งแทงขึ้นจากเหง้าใต้ดิน รูปพุ่มแกมกลม ก้านช่อดอกยาว 0.5 - 1 ม. ใบประดับรอบนอกแผ่ขนาดกว้าง 2 - 3 ซม. ยาว 8 - 12 ซม. ใบประดับชั้นใน มีขนาดลดหลั่นกัน ยาว 1 - 5 ซม. แต่ละใบมี 1 ดอก และมีใบประดับย่อยรูปหลอด ยาวประมาณ 2 ซม. เกสรผู้เป็นหมันสีเลือดหมูเข้ม ขอบขาวหรือ เหลือง ที่สมบูรณ์มี 1 อัน อับเรณูสีแดง ดอกสีชมพูถึงสีแดงเข้ม ผล............. รูปกลม มีขนนุ่ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 - 2.5 ซม. ระยะเวลาในการออกดอกและเป็นผล ออกดอกตลอดปี การขยายพันธุ์....... นิยมแยกหน่อจากกอ เพาะกล้าจากเมล็ดก็ได้กาหลา เป็นพันธุ์ไม้ที่มีต้นและใบอย่างพืชพวกขิง ข่า กล่าวคือ มีต้นเจริญเติบโตออกมาจากแง่ง หรือหัวซึ่งฝังอยู่ ในดิน ต้นกาหลามักขึ้นรวมกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นกอ สูงประมาณ ๑ - ๑.๕ เมตร ใบสีเขียวเข้ม มีก้านใบทำหน้าที่ เป็นกาบหุ้มลำต้น ลักษณะใบแบน รูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบเข้าหาก้านใบ ขนาดใบกว้างประมาณ ๖ นิ้ว ยาวประมาณ ๑๐ - ๑๔ นิ้ว ดอกสีแดงสด หรือสีชมพู ออกดอกเดียว มีกลีบซ้อนทับกันหลายชั้น กลีบชั้นนอก จะมีขนาดใหญ่และค่อยลดขนาดเล็กลงเป็นลำดับในวงกลีบชั้นใน กลีบดอกชั้นในสุดจะเปลี่ยนสภาพเป็นเกสร เกาะติดกันเป็นกระปุกยอดแหลมสวยงามมาก ขนาดดอกกว้างตั้งแต่ ๔ - ๖ นิ้ว และเป็นดอกไม้ที่อยู่ทนได้หลายวัน ![]()
.................งิ้ว.................. ไม้ต้นสูงอนาด10-15เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนาม เรือนยอดแผ่กระจายหือเป็นรูปทรงกลม โปร่ง ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อย 5-7 ใบ ดอกสีแดงหรือเหลือง ผลกลมยาวสีเขียวขนาด 15-20 เซนติเมตร เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลและแตก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล มีปุยขาวหุ้ม ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธุ์ ![]() : ขิม - 30/11/2005 18:33 |
|
.................................บทที่..๓..............................
..........................บทที่..๔.......................................
|
..........ลำไย......... ลำไยเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ เนื่องจากมีการปลูกมานานกว่าพันปีปลูก มาใน มณฑลฟูเกียนกวางตุ้ง ไต้หวันและเสฉวน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฟูเกียน การแพร่กระจายของ ลำไยจากประเทศจีนนี้ได ้แพร่เข้าไปสู่อินเดีย ลังกา พม่า เวียตนาม ฟิลิปปินส์ ยุโรป สหรัฐอเมริกา (มลรัฐฮาวาย และฟลอริดา) คิวบา หมู่เกาะอินเดียตะวันตกและเกาะมาดากัสกา ส่วนในประเทศไทยนั้นสันนิษฐานว่าลำไยมาจากประเทศจีนตอนใต้ เพราะตามป่าของประเทศไทยในจังหวัด เชียงใหม่และเชียงรายนั้น มีลำไยพื้นเมือง ซึ่งมีผลเล็ก ขึ้นอยู่ดกดื่น และเรียกว่าลำไยธรรมดา จนกระทั่ง พ.ศ. 2439 มีชาวจีนผู้หนึ่งนำลำไยกิ่งตอน 5 กิ่ง จากประเทศจีนมาถวายเจ้าดารารัศมีแบ่งลำไยเอาไว้ปลูก ที่กรุงเทพฯ 2 กิ่ง ส่วนอีก 3 กิ่ง ได้มอบให้ เจ้าน้อยตั๋น ณ เชียงใหม่ ผู้เป็นน้องชายนำไปปลูกที่เชียงใหม่ ณ บ้านท่าขี้เหล็ก ต. สบแม่ข่า อ. หางดง จ.เชียงใหม่ และได้ขยายแพร่พันธุ์ไปทั้งจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะจ.ลำพูน หลังจาก นั้นจึงทำให้มีพันธุ์ลำไยเกิดขึ้นมากมาย ในประเทศไทย
..........มะไฟ.......... ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 13 - 17 เมตร กิ่งก้านมีขน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปไข่กลับ กว้าง 4.5 - 8 ซม. ยาว 10.5 - 22 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ กิ่งก้านและลำต้น ดอกย่อย จำนวนมาก ห้อยลง แยกเพศอยู่คนละต้น หรือต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง ผลสด รูปค่อนข้างกลมหรือ รูปไข่ เมื่อสุกมีสีเหลือง มี 1 - 3 เมล็ด ชาวเขาเผ่าอีก้อ ใช้ รากหรือผล ต้มน้ำดื่ม บำรุงร่างกาย แก้ไอ แก้ปวดท้อง โรคกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ ท้องเสีย บิด
............มังคุด........ ในบรรดาผลไม้ทั้งมวล ผลไม้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "ราชาของผลไม้" ก็คือ "ทุเรียน" ด้วยทั้งลักษณะภาย นอกของผลที่เป็นหนามคล้ายมงกุฎของพระราชา และเนื้อในที่มีรสชาติที่แสนอร่อยที่ยากจะหาผลไม้อื่นมา เทียบได้ขณะเดียวกัน ในบรรดาผลไม้ทั้งมวลผลไม้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "ราชินีของผลไม้" ก็คือ "มังคุด" ด้วยลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติด อยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินีส่วน เนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่แสนหวาน อร่อยอย่างยากที่จะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้เช่นเดียวกัน มังคุดเป็นไม้ผลเมืองร้อน แต่ชอบฝนชุ่มฉ่ำ จึงปลูกมากทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นไม้ยืนต้น ต้นตั้งตรง สูง 10 - 12 เมตร ทุกส่วนจะมียางสีเหลืองมีใบเดี่ยวรูปไข่เนื้อใบหนา ค่อนข้างเหนียวคล้ายหนัง สีเขียวเข้ม เป็นมัน ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกคู่ที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ เนื้อในของผลมังคุดสีขาวห่อหุ้มด้วยเปลือกหนาสีม่วงอมแดง หรือม่วงอมน้ำตาลอันมีกระจุกของกลีบ เลี้ยงของดอกติดอยู่ที่ขั้วของผลอันเป็นเอกลักษณ์ของมังคุด
..............ละมุด............ ละมุด ... ผลไม้ที่มีรสหวาน มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ชนิด ต่างๆ รวมไปถึงการมีแคลเซียมสูง จึงมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ผู้ที่กินละมุดเป็นประจำ มีสุขภาพร่างกายที่ แข็งแรงอยู่เสมอเป็นผลไม้ขนาดย่อม รสชาติหวานกรอบ การรับประทานละมุดควรจะปลอกเปลือกภายนอก ออกให้หมด ฤดูการน่าซื้อ : ละมุด ... จะให้ผลผลิตมากในเดือนกันยายน - ธันวาคม ![]()
.............มะม่วง................ ถิ่นกำเนิด...Anacardiaceae มะม่วงเป็นไม้ดั้งเดิมแถบเอเชียเขตร้อนทั่วไป เช่น อินเดีย ไทย พม่า พบตามป่าทั่วๆไป และปลูกเป็นไม้ผล ตามบ้าน การขยายพันธุ์...เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง เลี้ยงเนื้อเยื่อ ประโยชน์.....ผลดิบช่วยระบายอ่อนๆ เนื้อในเมล็ดรักษาโรคท้องเดิน ยางจากต้นและผลดิบเป็นพิษกัดผิวหนัง ผลดิบ ผลสุก เป็นผลไม้และ ทำน้ำปานะ ผลดิบทำอาหารหวานคาว ใบอ่อนเป็นผักจิ้ม เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง มะม่วง ฮินดูเรียก "อะมะ" "อะมะริ" ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับอยู่ใน "สวนอัมพวาราม" ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ คือป่ามะม่วง อีกตอนหนึ่ง ในขณะที่พระพุทธเจ้าได้ไปพำนักอยู่ กับกัสสปะชฎิลดาบส ซึ่งเป็นพระฤๅษี พระฤๅษีได้กราบทูลนิมนต์ภัตตากิจ พระพุทธองค์ตรัสให้พระฤๅษีได้ ก่อน แล้วเสด็จเหาะไปเก็บผลมะม่วง ผลหว้า ฯลฯ และเสด็จไปสู่ดาวดึงส์เทวโลก นำเอาปาริฉัตรพฤกษชาติ กลับมาด้วย และแล้วเสด็จกลับไปสู่ที่โรงเพลิงก่อนฤๅษีตนนั้น .....มะม่วง เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ อยู่ในสกุลเดียวกับมะม่วงป่า มะม่วงขี้ไต้ คือสกุล " Mangifera " ในวงศ์ เดียวกันกับมะปริง คือ วงศ์ " Anacardiaceae " ....ลักษณะ ไม้ต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีน้ำตาล หรือน้ำตาลดำ ถ้าสับเปลือกมียางใสๆ ซึมออกมา ยางเมื่อถูกอากาศนานๆ จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ยางนี้จะกัดผิวหนัง ใบดกหนาทึบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบ เดี่ยว รูปขอบขนานแกมรุปหอก ยาว เนื้อใบหนาเหนียวเป็นมัน ดอก ช่อ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อนๆ ขนาดเล็ก มาก รวมกันอยู่เป็นช่อใหญ่ออกที่ปลายกิ่ง ในช่อจะมีดอกทั้งเพศผู้และเพศเมียปะปนกันอยู่ เกสรตัวผู้มี 5 อัน แต่จะเป็นเกสรตัวผู้ที่สมบูรณ์เพียงหนึ่งอัน ผล กลมหรือรี มีเนื้อมาก มีเมล็ด 1 เมล็ด ผลสุกเนื้อจะนิ่ม มีสีเหลือง ถึงเหลืองส้ม กลิ่นหอม รสหวานมีเส้นใยมาก ...............................บทที่..๕.......................... .........ชาติบุษป์พุทธชาตซาบ..............กุหลาบกนาบทั้งสองทาง เบงระมาดยี่สุ่นกาง...........................กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง ฯ .........ชาติบุษป์พุทธชาติขึ้น...............เคียงกลาง กุหลาบกนาบสองทาง.......................กลิ่นฟุ้ง เบงระมาดยี่สุ่นกาง..........................ตรงกลีบ สาวสาวฉวยชิงหยุ้ง.........................เก็บร้อยรอยกรอง ฯ .......กุหลาบ.......... ประวัติและข้อมูลทั่วไป กุหลาบนับว่าเป็นไม้ดอกที่มีความงามยากที่ไม้ดอกอื่นจะเทียบเท่า จนได้รับชื่อว่าเป็น "ราชินีแห่งดอกไม้" (Queen of flower) กุหลาบมีมานานประมาณ 30 ล้านปีมาแล้ว มีทั้งหมดประมาณ 200 สปีชี่ส์ พันธุ์ดั้งเดิม (wild species) มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ส่วนกุหลาบที่ปลูกกันอยู่ทั่ว ไปในปัจจุบันเป็นกุหลาบที่ผ่านการวิวัฒนาการมานานนับร้อยๆ ปี และทั้งหมดเป็นกุหลาบลูกผสมซึ่งได้จาก การผสมพันธุ์ระหว่างกุหลาบ 1-8 สปีชี่ส์ และส่วนมากมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กุหลาบจัดเป็นไม้ดอกประเภทพุ่ม-พลัดใบ มีลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อย แข็งแรงมีใบย่อย 3-5 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี 2 เพศในดอกเดียวกัน มีเกสรตัว ผู้และตัวเมียเป็นจำนวนมาก มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน การจำแนกตามลักษณะสีของดอกแบ่งเป็น 5 ประเภท ![]()
: ขิม - 01/12/2005 16:50 |
|
กล้วยไม้ห้อยต่ำเตี้ย...................
นมตำเรียเรี่ยทางไป
|
|
หมายเหตุ: ช้องนาง ชื่อพื้นเมือง ช้องนางเล็ก ชื่อสามัญ Bush Clockvine, Bush Thunbergia ชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia erecta (Benth.) T.Anders. ชื่อวงศ์ THUNBERGIACEAE ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ ถิ่นกำเนิด แอฟริกาเขตร้อน
: -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 01/12/2005 20:07 |
ชายผ้าสีดาหรือเฟิร์นเขากวาง ชื่อสามัญ Elk's horn fern ชื่อวิทยาศาสตร์ Platycerium bifurcatum ตระกูล POLYPODIACEAE ถิ่นกำเนิด เขตอบอุ่นของออสเตรเลีย ปาปัวนิวกีนี ลักษณะทั่วไป ชายผ้าสีดา นี้เป็นเฟิร์นที่มีความสวยงามแปลกตามาก เพราะรูปร่างลักษณะของใบที่เหมือนกับเขากวางใบของเฟิร์น์ชนิดนี้มีสีเขียวเป็นมันเลื่อม ในธรรมชาติพืชชนิดนี้เป็นกาฝากชอบอาศัยอยู่ตามคบไม้ใหญ่
พุทธชาต
กุหลาบ
ยี่สุ่น
ดาวเรือง ชาติบุษป์พุทธชาตซาบ................กุหลาบกนาบทั้งสองทาง เบงระมาดยี่สุ่นกาง........................กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง ฯ ชาติบุษป์พุทธชาติขึ้น...............เคียงกลาง กุหลาบกนาบสองทาง....................กลิ่นฟุ้ง เบงระมาดยี่สุ่นกาง.......................ตรงกลีบ สาวสาวฉวยชิงหยุ้ง.....................เก็บร้อยรอยกรอง ฯ ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 01/12/2005 20:13 |
หมายเหตุ: กุหลาบ ชื่อวิทยาศาสตร์: Rosa hybrida ชื่อวงศ์: ROSACEAE ชื่อสามัญ: Rose ชื่ออื่นๆ: กุหลาบ ถิ่นกำเนิด: ทวีปเอเซีย การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่งและราก, ติดตา, ต่อกิ่ง, เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ประวัติและข้อมูลทั่วไป: กุหลาบนับว่าเป็นไม้ดอกที่มีความงามยากที่ไม้ดอกอื่นจะเทียบเท่า จนได้รับชื่อว่าเป็น "ราชินีแห่งดอกไม้" (Queen of flower) กุหลาบมีมานานประมาณ 30 ล้านปีมาแล้ว มีทั้งหมดประมาณ 200 สปีชี่ส์ พันธุ์ดั้งเดิม (wild species) มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ส่วนกุหลาบที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นกุหลาบที่ผ่านการวิวัฒนาการมานานนับร้อยๆ ปี และทั้งหมดเป็นกุหลาบลูกผสมซึ่งได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างกุหลาบ 1-8 สปีชี่ส์ และส่วนมากมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 02/12/2005 22:10 |
|
พุทธชาต ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasminum Auriculatum ชื่อวงศ์ OLEACEAE ชื่อสามัญ Jusmine Vine, Star jasmine, Angel-hair jasmine ชื่ออื่นๆ พุทธชาด, ไก่น้อย (จังหวัดเลย) ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย, ประเทศจีน การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ทาบกิ่ง, ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่ง ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 02/12/2005 22:21 |
ยี่สุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa chinensis jacq. var. minima Voss ชื่อวงศ์ ROSACEAE ชื่อสามัญ Fairy Rose ชื่ออื่นๆ กุหลาบหนู, กุหลาบหนูจีน ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง ประวัติและข้อมูลทั่ว ยี่สุ่นหรือที่ทั่วไปรู้จักกันในชื่อกุหลาบหนู นิยมปลูกเป็นไม้ดอกคลุมดิน ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 02/12/2005 22:25 |
ดาวเรือง ชื่อวิทยาศาสตร์ Tagetes spp. ชื่อวงศ์ COMPOSITAE ชื่อสามัญ Marigolds ชื่ออื่นๆ ดาวเรือง ถิ่นกำเนิด ประเทศเม็กซิโก, อเมริกาใต้ การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด, ปักชำยอด ประวัติและข้อมูลทั่วไป ดาวเรืองมีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก ต่อมามีผู้นำเข้าไปปลูกในยุโรป เนื่องจากเป็นไม้ที่ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย อีกทั้งดอกมีความสวยงาม จึงเป็นที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลาย ใช้เป็นดอกไม้หน้าแท่นบูชาพระนางแมรี และเนื่องจากดอกดาวเรืองดั้งเดิมมีเพียงสีเดียวคือ สีเหลือง จึงเรียกชื่อไม้ดอกชนิดนี้ว่า Mary's gold ต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็น Marigolds นอกจากดาวเรืองจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้กระถางแล้วยังใช้ประโยชน์เป็นพืชสีโดยใช้เป็นสีย้อมผ้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ และในปัจจุบันยังใช้ดอกดาวเรืองผสมในอาหารสัตว์เป็นอาหารเสริมอีกด้วย ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 02/12/2005 22:28 |
|
กาหลา
|
|
|
กาหลา: ชื่อวิทยาศาสตร์ Nicolaia elatior (Jack) Horan. วงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่อสามัญ Torch Ginger ชื่ออื่น ๆ กะลา (นครศรีธรรมราช), ดาหลา ไม้ล้มลุก สูงถึง ๕ เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบ ใบเดี่ยว รูปขอบขนาน กว้างประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ดอก สีชมพูถึงสีแดงเข้ม ออกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายก้านซึ่งแทงขึ้นจากเหง้า ก้านช่อดอกยาวถึง ๑.๕ เมตร มีกาบสีเขียวหุ้มดอก กว้างประมาณ ๑๐ เซนติเมตร มีใบประดับรอบนอกแผ่ออก กว้ง ๒-๓ เซนติเมตร ยาว ๘-๑๒ เซนติเมตร ใบปผระดับชั้นในมีขนาดลดหลั่นกันยาว ๓-๕ เซนติเมตร แต่ละใบมี ๑ ดอก และมีใบประดับย่อย ปลายจักเป็น ๓ ซี่ หลอดกลีบดอกสีชมพูสั้นกว่ากลีบเลี้ยง เกสรตัวผู้ที่เป็นหมันสีเลือดหมูเข้ม ขอบขาว หรือเหลือง เกสรตัวผู้ที่สมบรูณ์มี ๑ อัน ก้านสีขาว อับเรณูสีแดง ผล รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๒.๕ เซนติเมตร มีขนนุ่ม นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิด เขตร้อนทั่วไป ชอบดินชุ่มชื้น ออกดอก ตลอดปี ขยายพันธุ์ หน่อ ประโยชน์ ดอกอ่อน เป็นอาหาร ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 04/12/2005 15:26 |
งิ้ว: ชื่อวิทยาศาสตร์ Bombax ceiba Linn. วงศ์ BOMBACACEAE ชื่อสามัญ Cotton Tree, Kapok Tree, Red Cotton Tree, Silk Cotton Tree ชื่ออื่นๆ งิ้วบ้าน (ทั่วไป) งิ้วแดง (กาญจนบุรี) งิ้วปง งิ้วปงแดง ( ชองจันทบุรี) ไม้ต้น ผลัดใบ สูงประมาณ ๒๐ เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม กิ่งแผ่ออกเกือบตั้งฉากกับลำต้น ใบ ใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกสลับ ใบย่อย ๕-๗ ใบ รูปไข่หรือรูปรี ปลายเรียวแหลม โคนสอบแคบ ดอก สีแดง มีพันธุ์สีเหลืองแต่หายาก กลิ่นหอม ออกเป็นกระจุก ๓-๕ ดอก ตามปลายๆกิ่ง กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ปลายแยก ๓-๔ แฉก ไม่เท่ากัน ด้านนอกมีขน มันเป็นเงา กลีบดอก ๕ กลีบ ปลายกลีบม้วนออก เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘ เซนติเมตร เกสรตัวผู้จำนวนมาก โคนก้านเกสรติดกันเป็นกลุ่มๆ ผล รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒.๓-๓.๒ เซนติเมตร ยาว ๙.๕-๑๗ เซนติเมตร คล้ายผลนุ่น เมล็ดสีดำจำนวนมาก หุ้มด้วยปุยสีขาว นิเวศวิทยา ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ออกดอก มกราคม-กุมภาพันธ์ ทิ้งใบก่อนออกดอก ขยายพันธุ์ เมล็ด ประโยชน์ ราก เป็นยาทำให้อาเจียน เปลือก ทำเชือก ยาง แก้ท้องร่วง ไม้ ทำพื้น ฝา ***บใส่ของ ของเล่นเด็ก ก้านและกล่องไม้ขีด ไม้จิ้มฟัน ไม้อัด เยื่อกระดาษ ใบ ตำเป็นผงทาแก้ฟกชํ้า ดอก ดอก แห้ง ทำยาทาระงับปวด แก้พิษไข้ ![]() พลับพลึง: ชื่อวิทยาศาสตร์ Crinum asiaticun Linn. ชื่อวงศ์ AMARYLLIDACEAE ชื่อสามัญ Crinum Lily ชื่ออื่นๆ พลับพลึง, ลิลัว ถิ่นกำเนิด ทวีปเอเซีย การขยายพันธุ์ แยกหน่อ ประวัติและข้อมูลทั่วไป พลับพลึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ต้นที่มีขนาดใหญ่ใช้ในการแกะสลักเพื่อตกแต่งในงานพิธีต่างๆ ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 04/12/2005 15:30 |
|
|
|
สุพรรณิการ์: ชื่อสามัญ Yellow Cotton Tree ชื่อวิทยาศาสตร์ Cochlospermum regium (Mart. & Schrank) Pilg. วงศ์ BIXACEAE (COCHLOSPERMACEAE) ชื่ออื่น ฝ้ายคำ (ภาคเหนือ), สุพรรณิการ์ (ภาคกลาง) ลักษณะทั่วไป ต้นสูง 7–15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดค่อนข้างกลม ใบเดี่ยว รูปหัวใจหรือทรงกลม ใบจักเป็นแฉกแหลมลึก 3–5 แฉก ก้านใบยาวสีแดงอมน้ำตาล ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง สีเหลือง ออกดอกช่วง เดือนธันวาคม-มีนาคม ![]()
กระทัง: ชื่อพื้นบ้านอีสาน กะท่าง ชื่อทั่วไป กระทัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Litesea grandis Hook.f. วงศ์ Lauraceae ประเภท ไม้ยืนต้น ลักษณะทั่วไป กระทังเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายแหลมกว้าง 6-9 ซม. ยาว 12-15 ซม. เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน เกิดตามป่าดิบเขาและป่าเต็งรังทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ประโยชน์ เปลือกลำต้น ดับพิษตับ ขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน แก้ปวดมดลูก แก้ฟกช้ำ แก้ปวปดกล้ามเนื้อ ![]() : -'๑'- ปั๊ก
|
|
|
ตะขบ: พื้นเพเดิมว่ากันว่าเป็นของอเมริกาใต้ แต่กลายมาเป็นยอดผลไม้ของเด็กไทย ปลูกทั่วไปแต่เชียงใหม่ยันนราธิวาสนานแล้ว ผลดิบสีเขียว สุกเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีม่วงคล้ำ รสหวานจัด ให้ผลตลอดปี ![]()
หว้า: ชื่อสามัญ Jambolan Plum, Java Plum, Black Poum, Black Plum ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium cumini (Linn.) Skeets วงศ์ MYRTACEAE ชื่ออื่น ห้าขี้แพะ (เชียงราย) ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นสูง 10 – 25 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามง่ามใบ เกสรยาวเป็นพู่ ผลเป็นผลสดรูปรี ![]() กาฝาก: กาฝากเกิดจาก เมื่อนกทั้งหลายกินผลกาฝากเข้าไป แล้วถ่ายมูลซึ่งมีเมล็ดกาฝาก ปะปนอยู่ลงมาติดตามกิ่ง หรือคาคบของพืชอื่น เมล็ดกาฝากเจริญขึ้น ฝังรากอยู่ใน กิ่งก้านของพืชที่มันขึ้นอยู่ รากกาฝากไม่ได้เกาะที่ผิวเปลือกเหมือนพวก Epiphyte แต่จะหยั่งลึกลงไปในเนื้อไม้ถึงท่อน้ำ ท่ออาหาร แย่งน้ำและอาหารจากพืชที่อาศัยขึ้นอยู่ โดยไม่ต้องหาน้ำหาอาหารเอง ยิ่งกาฝากเจริญงอกงามดีเท่าไร พืชที่กาฝากขึ้นอยู่ก็ยิ่ง โทรมลงเท่านั้น ถ้าพืชใหญ่ต้นใดมีกาฝากขึ้นหลาย ๆ ตำแหน่ง พืชนั้นจะโทรมลง ๆ และตายในที่สุด แล้วกาฝากเหล่านั้นก็จะตายตามไปด้วยเพราะขาดน้ำและอาหาร ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 04/12/2005 20:39 |
มหาหงส์: ชื่อวิทยาศาสตร์ Hedychium coronarium. วงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่อสามัญ - ชื่ออื่นๆ ว่านกระชายเห็น ลักษณะทั่วไป ต้นเป็นเง้าอยู่ใต้ดิน คล้ายแง่งข่า มีลำต้นเหนือดิน เป็นกาบใบที่ซ้อนกันอยู่หลายๆ กาบ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบพาย ปลายใบแหลม โคนใบมน พื้นใบสีเขียว ก้านใบกลม แข็ง และสั้น ออกดอกเป็นช่อตั้งขึ้นอยู่ปลายยอด มีกลิ่นหอม เมื่อดอกใกล้โรยจะมีสีแดง ![]()
หลักการและเหตุผล - เพราะต้องการศึกษาพรรณไม้ชนิดต่างๆที่ยังไม่รู้จัก - ชอบและรักธรรมชาติ ต้นไม้ เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว - ต้องการศึกษาพรรณไม้ชนิดต่างๆ ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น - บทกลอนไพเราะ ชักชวนให้นำมาทำเป็นผลงาน - เข้าใจถึงบทกลอนมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องการใช้ภาษา และในด้านต่างๆ ![]() วัตถุประสงค์ในการจัดทำ - อนุรักษ์พรรณไม้ไทยให้แก่อนุชนรุ่นหลัง - เผยแพร่พรรณไม้ไทยต่างๆ ให้ผู้อื่นได้รับรู้ - เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้ที่มาศึกษา และเป็นสื่อการเรียนในเรื่องของพรรณไม้ ![]() กระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีการดำเนินการ - คัดเลือกบทกลอนที่จะนำมาทำเป็นโครงงานมา 5 บท - ค้นหาข้อมูลพรรณไม้ที่มีอยู่ในบทกลอน - ค้นหารูปภาพของพรรณไม้นั้นๆ - รวบรวมข้อมูลและรูปภาพทั้งหมดที่ได้สืบค้นมาเรียบเรียงให้สวยงาม - ตั้งกระทู้ใหม่ ในหัวข้อว่า โครงงานศึกษาพรรณไม้ในเรื่องนิราศธารทองแดง - นำไปโพสลงในกระทู้ที่ตั้งไว้แล้ว ![]() ผลของการดำเนินการ/ความสำเร็จ/ข้อค้นพบ/ความภูมิใจ -ได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับพรรณไม้ชนิดต่างๆ อย่างถ่องแท้ - รู้จักพรรณไม้ใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้จักมากยิ่งขึ้น - ทำให้เข้าใจเรื่องนิราศธารทองแดงมากยิ่งขึ้น - เกิดแหล่งเรียนรู้ใหม่สำหรับผู้ที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพรรณไม้ต่างๆ ![]() อุปสรรคปัญหา/ข้อเสนอแนะ - พืชบางชนิดไม่สามารถค้นหาข้อมูลได้ เช่น ต้นกระทั่ง ข้อเสนอแนะ ควรค้นหาข้อมูลทั้ง ในอินเทอร์เน็ตและในหนังสือ เพราะพืชบางชนิดไม่สามารถค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต ![]() : -'๑'- ปั๊กเป้า -'๑'- - 04/12/2005 20:55 |
|
......เพกาต้นตุมกา.........โยทะกากรรณิกา
ชุมกาแลสาบกา...............ต้นมะกากาจับนอนฯ ......เพกาตุมกาต้น.........กาลา โยทะกากรรณิกา..............ถี่ถ้อง ชุมกาแลสาบกา...............กาสู่ ต้นมะกาการ้อง...............จับไม้กาหลงฯ
เพกา ชื่อวิทยาศาสตร์ Oroxylum indicum (Linn.) Vent. ชื่อวงศ์ Bignoniaceae ชื่อท้องถิ่น กาโด้โด้ง, ด๊อกก๊ะ, ดอก๊ะ, ดุแก, เบโก, มะลิดไม้, มะลิ้นไม้, ลิดไม้, ลิ้นฟ้า, หมากลิ้นก้าง, หมากลิ้นซ้าง รูปลักษณะ ไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร แตกกิ่งก้านเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น ขนาดใหญ่ เรียงตรงข้าม รวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกย่อยขนาดใหญ่กลีบดอกสีนวลแกมเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วง หนาย่น บานกลางคืน ผลเป็นฝัก รูปดาบ เมื่อแก่จะแตก ภายในมีเมล็ดแบน สีขาว มีปีกบางโปร่งแสง สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา เมล็ด - ใช้เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ ยาระบาย ราก - เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง ส่วนที่ใช้เป็นยา เมล็ดแห้งจากฝักแก่ ขนาดและวิธีใช้ ใช้เมล็ดแห้ง- 1/2-1 กำมือ หนัก 1.5-3 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวนาน 1 ชั่วโมง ดื่มแต่น้ำครั้งละ 1/3 แก้ว วันละ 3 ครั้ง สรรพคุณ ระงับอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ
มะกา ชื่อวิทยาศาสตร์ Bridelia ovata Decne. วงศ์ EUPHORBIACEAE ชื่ออื่น กอง ก้อง ขี้เหล้ามาดกา มัดกา ซำซา มาดกา ส่าเหล้า สิวาลา ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่ม ยืนต้นขนาดเล็กสูง 3-8 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ มีรูปร่างหลายแบบ มีทั้งรูปขอบขนาด รูปรี รูปไข่กลับหัว ปลายใบและโคนใบมักมนหรือกลม ริมใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเรียบ ขนาดใบกว้างง 6-9 เซนติเมตร ยาว 9.5-15 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กมาก ออกดอกเป็นกลุ่มตามโคนก้านใบ เป็นดอกแยกเพศมีกลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง 5 กลีบบานแล้วเป็นรูปดาว กลีบดอกสีขาวขนาดเล็ก 5 กลีบ อยู่สลับกับกลีบเลี้ยง เกสรตัวผู้ 5 อัน ส่วนฐานของก้านชูอับละอองเกสรหลอมรวมเป็นหลอด ออกดอกเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ผล มีรูปร่างกลมขนาด 0.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวใส เมื่อแก่มีสีดำ ผลแก่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ นิเวศวิทยาและการแพร่กระจายพบตามป่าเบญจพรรณ ประโยชน์ ด้านสมุนไพร ใช้ ใบแก่ ประมาณ 15 ใบ ปิ้งไฟหรือตากแห้งก่อนแล้วจึงต้มกับน้ำใสเกลือกเล็กน้อย ดื่มตอนเช้าก่อนอาหารหรือก่อนนอน เพื่อแก้อาการท้องผูก ใบยังใช้ต้มแก้หืด ขับเสมหะ เปลือก มี แทนนิน ราก ใช้เป็นยาถ่าย ขับปัสสาวะ แก้ดีซ่าน ขับเสมหะ เมล็ด เป็นยาถ่าย น้ำมันจากเมล็ด ใช้เป็นย่าถ่ายอย่างแรงใช้ทาแก้โรคไข้อักเสบ รูปลักษณะ-ไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ลำต้นเรียบ ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปวงรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 3-8 ซม. ยาว 8-21 ซม. หลังใบสีเขียวอ่อน ท้องใบสีจางกว่า ก้านใบสั้นโป่งพองออก ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบหรือตามกิ่ง แยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน ผลสด ค่อนข้างกลม สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ใบ - ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน โดยนำใบสดหรือแห้ง ปิ้งไฟพอกรอบ ขนาด 1.5-2 กรัม ชงน้ำเดือด แช่ไว้ประมาณ 10-20 นาที ดื่มก่อนนอน อาการข้างเคียงคือ ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ มะกา -ใช้ใบตากแห้งหรือใบสดปิ้งพอกรอบ 1.5-2.0 กรัม ชงกับน้ำเดือดแช่ไว้ 20-30 นาที
กรรณิกา ชื่อพื้นเมืองอื่น กณิการ์, กรณิการ์ ชื่อสามัญ Night blooming jasmin ชื่อวิทยาศาสตร์ Nyctanthes arbor-tristis Linn. ชั้น Magnoliopsida ตระกูล Scrophulariales ชื่อวงศ์ OLEACEAE (olives) ประเภท ไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง ลักษณะต้น สูงประมาณ 3 - 4 เมตร ตามลำต้นจะมีรอยเป็นเส้นคาดรอยต้นเป็นช่วงๆ ไปตามข้อต้น เปลือกของลำต้นนั้นมีสีขาว ลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านโดยเฉพาะส่วนที่เป็นแขนงและกิ่งอ่อนจะเป็นสี่เหลี่ยม บริเวณแนวสันเหลี่ยมของกิ่งหรือลำต้นมีตุ่มเล็ก ๆ ประเป็นแนวอยู่ด้วย ใบ เป็นไม้ใบเดี่ยวแต่ออกเป็นคู่ ๆ สลับกันไปตามข้อของต้น มีรูปมนรี ปลายใบแหลม มีสีเขียวและมีขนอ่อน ๆ เป็นละอองปกคลุมอยู่ทั่วใบ มีลักษณะสากคายมือ ดอกสีขาว ออกเป็นช่อดอกเล็กๆ กระจายที่ปลายกิ่ง ประมาณช่อละ 5 - 8 ดอก ดอกมี 6 กลีบ กลีบดอกจะบิดเวียนไปทางขวาคล้ายกังหัน วงในดอกเป็นสีแสด หลอดดอกเป็นสีแสด เกสรเป็นเส้นเล็กละเอียดซ้อนอยู่ในหลอดดอก ขนาดของดอกบานเต็มที่ประมาณ 1.50 - 2 เซนติเมตร หลอดดอกยาว 1.50 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 - 8 แฉก ก้านช่อดอกมีใบประดับเล็กๆ 1 คู่ ดอกของกรรณิการ์มีกลิ่นหอมแรง บานกลางคืน ออกดอกตลอดปี ผลเป็นแผ่นแบนๆ ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด การขยายพันธุ์ โดยการตอน หรือปักชำกิ่ง การดูแล ขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ต้องการความชุ่มชื้น และปลูกที่กลางแจ้ง อื่นๆ ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายชนิด ก้านดอกสามารถนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าจีวรพระ หรือสีทำขนม กาหลง ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia acuminata L. ชื่อวงศ์ CAESALPINIACEAE ชื่อสามัญ Snowy Orchid Tree ชั้น Magnoliopsida ตระกูล Fabales ชื่ออื่นๆ เสี้ยวดอกขาว, ส้มเสี้ยว, เสี้ยวน้อย ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย, เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ประวัติและข้อมูลทั่วไป -นิยมปลูกเป็นกลุ่มร่วมกับ ชงโค โยทะกา เพราะมีลักษณะคล้ายกัน ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ -เป็นไม้ประดับยืนต้นขนาดเล็ก ความสูง 3-5 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ปลายใบเว้าเข้าเป็นรูปหัวใจหรือมองดูคล้ายเป็นใบแฝดติดกัน ผลัดใบในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม และจะแตกใบใหม่ราวเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ดอกออกหลังจากใบใหม่แตกออกมาแล้ว ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ มีประมาณ 3-5 ดอก ใน 1 ช่อ กลีบดอกสีขาวซ้อนกัน กาหลงมีผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่จะมีสีเป็นสีน้ำตาลเข้ม ขนาดของฝัก กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 6-10 ซม. การปลูกและดูแลรักษา -ปลูกขึ้นง่ายในดินร่วนทั่วไป ที่มีความชื้นและอุดมสมบูรณ์ กาหลง (Bauhinia acuminata Linn.) เป็นไม้พื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวงศ์เดียวกันกับชงโคและหางนกยูง ลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ใบคล้ายชงโค แผ่นใบกลมและปลายเว้าลึกตรงกลางจนดูคล้ายใบแฝด สีเขียวเข้ม หรือเขียวแกมเทา ดอกสีขาว ๕ กลีบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕ - ๖ ซม. ออกเป็นช่อ ๒ - ๓ ดอก ที่ปลายกิ่ง ฝักแบน ในแต่ละฝักจะมีเมล็ด ๕ - ๘ เมล็ดขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน กาหลงออกดอกตลอดทั้งปี พบขึ้นและปลูกประดับทั่วไป ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกกันคือ เสี้ยวดอกขาว เสี้ยวน้อย หรือส้มเสี้ยว ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างกาหลงชนิดนี้กับแก้วกาหลงคือ ดอกไม่มีกลิ่นหอม เมื่อปลูกประดับ จุดเด่นจึงอยู่ที่ดอกใหญ่สีขาวที่ประดับอยู่บนทรงพุ่ม ดังนั้น ในบทวรรณคดีบางบทที่กล่าวถึงกาหลงโดยที่ไม่เน้นเรื่องกลิ่นหอม จึงน่าจะหมายถึงกาหลงชนิดที่สองนี้
|
...........กำจัดสลัดไดขึ้น.................บนพื้นภูภู่เขาสูง แคคางยางยูงดูง...........................ต้นตะแบกแปลกกันบาน ฯ ..........สลัดไดกำจัดต้น..................หางยูง บนภูภู่เขาสูง.................................หย่งหยื้น แคคางยางยูงดูง...........................ตรงโตรด ตะแบกแปลกกันขึ้น....................... เกลื่อนกลุ้มบานไสว ฯ หมายเหตุ:สลัดได ชื่อวิทยาศาสตร์: Euphorbia trigona Haw วงศ์: EUPHORBIACEAE ชื่ออื่น: ทั่ว ๆ ไปเรียก สลัดได , สลัดไดบ้าน ........ลักษณะพืช: ต้นสลัดไดบ้าน เป็นต้นไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือไม้ยืนต้นขนาดย่อม ที่ใช้ลำต้นเป็นใบไปในตัว เป็นไม้จำพวกต้นกระบองเพ็ชร์ พญาไร้ใบ ขึ้นเป็นกอใหญ่ มีหนามทั้งต้น ลำต้นมักเป็นสี่เหลี่ยม มีหนามแหลมคม มีดอกสีแดงเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายตาตั๊กแตนตำข้าว ออกตามครีบของเหลี่ยมต้น แต่นาน ๆ จึงจะออกดอกสักครั้งหนึ่ง ..........สรรพคุณ: ยางที่กรีดออกมาเป็นพิษ ผู้ใดรับประทานเข้าไปจะมีอาการมึนเมา ท้องร่วง อาจถึงตายได้ ถ้าจะนำมาใช้ต้องตุ๋นเสียก่อน ใช้ผสมเป็นยาถ่ายอย่างแรง และเวลาใช้ต้องมียาอื่นคุมอยู่ด้วย ต้น นำมาดองกับมะกรูด เป็นยางดองเปรี้ยงดองเค็ม รับประทานแก้กระษัย น้ำเบาพิการ แก้ระดูขาวเป็นพิษ ทำให้ท้องระบายอ่อน ๆ ต้นสลัดไดนี้ เผาให้เป็นถ่าย เอาแช่น้ำด่าง รับประทานแก้ปกบวม แก้จุกเสียด แก้ผอมเหลือง แก้อัมพาต แก้หืด ไอ เจริญไฟธาตุ แก้พรรดึก น้ำของด่างสลัดได เอามาสมกับน้ำด่างอื่น ๆ เช่น ด่านโคกกระสุน ด่างมะกล่ำตาช้าง ด่างประยงค์ และสารส้ม เป็นยาขับปัสสาวะได้ดี ต้นสลัดได ถ้าเราปลูกไว้นาน ๆ ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ถ้าแก่ตายแล้วผ่าออกมาดูแก่น จะพบว่าเป็นแก่นกระลำพัก มีรสขม และมีกลิ่นหอม ปรุงเป็นยาแก้ไข้ได้ดีมาก
หมายเหตุ: ตะแบก ชื่อวิทยาศาสตร์:Largerstroemia calyculata Kurz. วงศ์:LYTHRACEAE ชื่อสามัญ:Queen's Flower ชื่ออื่นๆ : กะแบก เปื๋อยขาว ........ตะแบกเป็นพรรณไม้ขนาดใหญ่ มีความทนทาน จึงมีการนำเอามาปลูกเป็นไม้ประดับตามสวน ตามที่สาธารณะ ดอกตะแบกมีความสวยงาม มีสีสดใส ออกดอกในหน้าร้อนและบานสะพรั่งพร้อมกันทั้งต้น ดอกมีสีขาวและม่วงแก่
หลักการและเหตุผล: เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ พรรณไม้ชนิดต่างๆที่เรายังไม่รู้จักเมื่อได้ศึกษาค้นหาทำให้เข้าใจสรรพคุณและประโยชน์ต่างๆ วัตถุประสงค์ในการจัดทำ: 1. ทำให้ผู้ที่เข้าชมได้ศึกษาพรรณไม้ชนิดต่างๆและสรรพคุณของพรรณไม้แต่ละชนิด 2. ทำให้ตนเองได้รู้จักพรรณไม้ชนิดต่างๆที่ตนเองยังไม่รู้จัก 3. สามารถนำไปบูรณาการกับวิชาอื่นๆได้ กระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีการดำเนินการ 1. กำหนดเรื่องที่ตนเองสนใจ 2. กำหนดและวางแผนกระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีการดำเนินการ 3. ค้นหาข้อมูลของพรรณไม้ในเรื่องนิราศธารทองแดง 4. รวบรวมข้อมูล ภาพ และ สรรพคุณของพรรณไม้แต่ละชนิด 5. คัดลอกข้อมูล และ ภาพของพรรณไม้ 6. โพสข้อมูลต่างๆที่คัดลอกลงในกระทู้ 7. สรุปการดำเนินงานและข้อบกพร่องของผลงานเพื่อนำมาแก้ไขและพัฒนาให้ผลงานประสบความสำเร็จ ผลของการดำเนินการ/ความสำเร็จ/ข้อค้นพบ/ความภูมิใจ: การดำเนินการประสบความสำเร็จ ได้ค้นพบประโยชน์และสรรพคุณของพรรณไม้แต่ละชนิด และยังทำให้เข้าใจกาพย์ห่อโครงประพาสธารทองแดงมากยิ่งขึ้น อุปสรรคปัญหา/ข้อเสนอแนะ: พรรณไม้บางชนิดไม่สามารถค้นหาข้อมูลหรือภาพพรรณไม้ชนิดนั้นๆได้ ผู้ร่วมงาน: ชื่อ สุภางค์ทิพย์ อานนทกูล ชั้น ม.2/11B เลขที่24 : ไหม - 06/12/2005 20:04 |
|
โครงงานศึกษาพรรณไม้ในเรื่องนิราศธารทองแดง รายงานการทำโครงงาน
เรื่องการศึกษาพรรณไม้ในเรื่องนิราศธารทองแดง
|
|
ความคิดเห็นผู้เยี่ยมชม ข้อความกระทัดรัด
มีรูปเป็นตัวอย่างสวยดีค่ะ
|
![]() ดอกทองกวาว ๐ ทองกวาวคราวดอกแดง.........เชิงจำแจงแดงเ***ยนหัน ลำไยไม้มูกมัน...................เคี่ยนตะเคียนเลี่ยนรังเรียง ฯ ๐ ทองกวาวคราวดอกพร้อม..............................แดงฉัน เชิงจำแจงเหียงหัน...........................................เหี่ยวต้น ลำไยไม้มูกมัน.................................................เฟืองฝ่อ เคี่ยมตะเคียนเลี่ยนต้น..........................หมู่ไม้รังเรียง ฯ
ลำไย ๐ หมายเหตุ : ลำไย ชื่อวงศ์ : Logan ๐ ลักษณะทั่วไป : 1. ลำไยเครือหรือลำไยเถา มีลำต้นเลื้อยคล้ายเถาวัลย์ ลำต้นไม่มีแก่น ใบเล็ก และสั้น ผลเล็กผิวผลสีชมพูปนน้ำตาล เนื้อผลบางมีกลิ่นคล้ายกำมะถันปลูกไว้สำหรับเป็นไม้ประดับมากกว่ารับประทานผล 2. ลำไยต้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ลำไยพื้นเมือง หรือลำไยกระดูก ลำไยกระโหลก ประโยชน์ : ลำไยมีสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลกลูโคส ซูโคสและฟรุกโตสและวิตามินชนิดต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินบี 1 และบี 2 สูง โดยเนื้อลำไยมีรสหวานและมีสรรพคุณแก้ผอมแห้งแรงน้อย นอนไม่หลับ ขี้ลืม ใจสั่น บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ไม้ตะเคียน ๐ หมายเหตุ : ต้นตะเคียน ชื่อสามัญ : Hopea odorata Roxb ๐ ลักษณะทั่วไป : ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 20-40เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือรูปเจดีย์ต่ำ เปลือกหนา ดำ แตกเป็นสะเก็ด ใบรูปไข่แกมรูปหอก เนื้อใบหนา ปลายใบเรียว โคนใบมนป้านและเบี้ยว หลังใบมีตุ่มเกลี้ยงๆอยู่ตามง่ามแขนงใบ ดอกเล็ก ออกเป็นช่อยาวๆสีขาวตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลิ่นหอมกลีบ5กลีบ โคนกลีบติดกัน ผลกลมเกลี้ยง ปีกยาว1คู่รูปใบพายไม่เกิน11เซนติเมตร ออกดอกเดือนกุมภาพันธุ์-เมษายน มักขึ้นในที่ราบดินดีใกล้ริมน้ำหรือป่าดงดิบ ประโยชน์ : คนสมัยก่อนใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยการสร้างบ้านบนต้นไม้ วิธีขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ต้นเคี่ยม ๐ หมายเหตุ : เคี่ยม ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cotylelobium melanoxylon ๐ ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้เนื้อแข็ง มีอายุหลายปี เป็นไม้ยืนต้น ประโยชน์ : ส่วนมากคนนำมาทำบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น วิธีการขยายพันธุ์ : ปักชำ
๐ หมายเหตุ : มะยม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus acidus Skeels ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE ชื่อสามัญ : Star Gooseberry ชื่อถ้องถิ่น : ทั่วไป เรียก มะยม ,ภาคอีสาน เรียก หมักยม, หมากยม ,ภาคใต้ เรียก ยม ๐ ลักษณะทั่วไป : มะยมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 3–10 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขาบริเวณปลายยอด กิ่งก้านจะเปราะและแตกง่าย เปลือกต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาล ใบ เป็นใบรวม มีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็น 2 แถว แต่ละก้านมีใบย่อย 20–30 คู่ ใบรูปขอบขนานกลมหรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปลายใบแหลม ฐานใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อตามกิ่ง ดอกย่อยสีเหลืองอมน้ำตาลเรื่อๆ ผล เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำ เมล็ดรูปร่างกลม แข็ง สีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ด ประโยชน์ : ราก รสจืด สรรพคุณแก้โรคผิวหนัง แก้ผดผื่นคัน ช่วยซับน้ำเหลืองให้แห้ง แก้ประดง ดับพิษเสมหะ เปลือกต้น รสจืด สรรพคุณแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ และแก้เม็ดผดผื่นคัน ใบ รสจืดมัน ปรุงเป็นส่วนประของยาเขียว สรรพคุณแก้ไข้ ดับพิษไข้ บำรุงประสาท ต้มร่วมกับใบหมากผู้หมากเมียและใบมะเฟืองอาบแก้คัน ไข้หัด เหือด และสุกใส ดอก ดอกสดใช้ต้มกรองเอาน้ำแก้โรคในตา ชำระล้างในตา ผล รสเปรี้ยวสุขุม กัดเสมหะ แก้ไอ บำรุงโลหิต และระบายท้อง วิธีการขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
๐ หมายเหตุ : ชมพู่ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eugenia jumbos ชื่อวงศ์ : MYRTACEAE ๐ ลักษณะทั่วไป : เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ 3-10 เมตร ทรงพุ่ม ใบหนาเป็นมัน ใบโตพอสมควร ดอกบานออกเป็นฝอยฟูยาวพอสมควร มีสีขาว สีเขียวใบไม้ สีชมพูอ่อนๆ ผสมผสานกันอย ู่ ผล กลม แป้น สีเขียวทางขั้วเล็ก แล้วเรียวลงมาบานออกคล้ายหยดน้ำ ผลเล็กมีเนื้อนิ่มรสหวาน เมล็ดในสีน้ำตาลอ่อนมีเยื่อฟูนิ่มหุ้มอยู่ภายนอกเมล็ด ประโยชน์ : รับประทาน วิธีการขยายพันธุ์ : เป็นไม้กลางแจ้งที่อยู่ได้ทั้งที่แสงแดดจัด หรือแสงร่มร่ำไร ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง ๐ หมายเหตุ : สาเก ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus altilis Forsberg ชื่อวงศ์ : MORACEAE ชื่อสามัญ : Bread Fruit Tree Bread nut Tree ชื่อท้องถิ่น : ขนุนสำปะลอ ลักษณะทั่วไป : พบปลูกกันอยู่บ้านตามหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ โดยจะแยกหน่อจากโคนต้นเก่ามาปลูก แต่เมื่อต้นสาเกมีอายุมากขึ้น เจ้าของบ้านมักจะตัดต้นทิ้งเนื่องจากต้นมีขนาดใหญ่ กิ่งและใบเก้งก้าง อีกทั้งมักมีหนอนมาเจาะกิ่งและลำต้นทำให้ต้นตายได้ง่าย สำหรับไม้ผลชนิดอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมา ข้างต้น เช่น มะไฟ มะปราง มะม่วงหิมพานต์ องุ่น พุทรา มะละกอ ส้มโอ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำใย ลิ้นจี่ และมะขาม ไม้ผลเหล่านี้มักไม่เป็นที่นิยมปลูกภายในบริเวณบ้าน โดยเฉพาะตามหมู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพ และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้เนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ หลายประการด้วยกันเช่น มีความต้องการสภาพ อากาศที่ชื้นมาก ไม่ออกดอกออกผลในเขตพื้นที่ดังกล่าว การดูแลรักษาทำได้ยาก ต้นมีขนาดใหญ่เกินไปหรือต้นมีหนามมากเป็นต้น ประโยชน์ : คนส่วนมากนำมาแปรรูปเป็นสุรา วิธีการขยายพันธุ์ : การปักชำราก
๐ หมายเหตุ : หมาก ชื่อวิทยาศาสตร์ : Areca catechu Linn ๐ ลักษณะทั่วไป : หมากเป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านความเป็นอยู่ของคนไทย ในอดีตคนไทยนิยมกินหมากตั้งแต่เจ้านายถึงชาวบ้านธรรมดามักมีเชี่ยนหมากไว้รับแขกผู้มาเยี่ยมเยือน ปีใดเกิดภาวะแห้งแล้งมีผลกระทบเศรษฐกิจ สภาวการณ์เช่นนี้เรียกว่าข้าวยากหมากแพง ปัจจุบันคนนิยม กินหมากกลดน้อยลง ความสำคัญแห่งวัฒนธรรม ปัจจุบันหมากเปลี่ยนเข้าไปมีบทบาทในแง่อุตสาหกรรม หลายชนิด มีการส่งออกจำน่ายต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท หมากจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ปลูกง่ายการปฏิบัติดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก โรคแมลงรบกวนน้อย ลงทุนไม่สูง ทำรายได้สม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลานานนับสิบปีโดยแนะนำให้ปลูกในลักษณะผสมผสานร่วมกับพืช เศรษฐกิจอื่นเพื่อเสริมรายได้ ประโยชน์ : เพิ่มรายได้ วิธีการขยายพันธุ์ : หมากเป็นไม้ยืนต้นที่มีการเจริญเติบโตทางด้านยอดเพียงด้านเดียว จึงไม่มีการแตกกิ่งก้านสาขาเพื่อการขยายพันธุ์ได้ การขยายพันธุ์ใช้เพาะเมล็ดโดยใช้เมล็ดหมากที่มีอายุ 7 – 8 เดือน เปลือกเป็นสีเหลืองเข้ม
๐ หมายเหตุ : ขานาง Homalium tomentosum Benth. ชื่อวงศ์ : กระเบา FLACOURTIACEAE ชื่ออื่น : ขางนาง คะนาง (ภาคกลาง) ค่านาง โคด (ระยอง) ช้างเผือกหลวง (เชียงใหม่) แซพลู้ (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี) ปะหง่าง (ราชบุรี) เปลือย (กาญจนบุรี) เปื๋อยคะนาง เปื๋อยนาง (อุตรดิตถ์) เปื๋อยค่างไห้ (ลำปาง) ลิงง้อ (นครราชสีมา) ชื่อสามัญ : Moulmein Lancewood ๐ ลักษณะทั่วไป : ขานางเป็นไม้ต้น ผลัดใบ สูง 15–30 ม. เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสูงถึงค่อนข้างกลม ลำต้นเปลาตรง โคนต้นเป็นพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นมีสีเทานวล ผิวเรียบ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อน ใบ เดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่กลับ กว้าง 5–12 ซม. ยาว 10–22 ซม. ปลายใบมนเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักแบบฟันเลื่อย หลังใบมีขนสั้นสากมือ ท้องใบมีขนสีน้ำตาลเทา เส้นแขนงใบ 10–15 คู่ เส้นใบย่อยแบบร่างแหชัดเจนทางด้านท้องใบ ก้านใบสั้น ดอก เล็ก สีเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และปลายกิ่ง ผล ขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.3 ซม. มีกลีบเลี้ยงรองผล 5–6 กลีบ กางคล้ายปีก มี 1 เมล็ด ประโยชน์ : เนื้อไม้ละเอียด เหนียวและแข็ง แต่มักไม่ทนทาน เหมาะกับใช้ในการก่อสร้างในร่ม วิธีการขยายพันธุ์ : นิยมเพาะจากเมล็ด
หางยูง ๐ กำจัดสลัดไดขึ้น.................บนพื้นภูภู่เขาสูง แคคางยางยูงดูง...........................ต้นตะแบกแปลกกันบาน ฯ ๐ สลัดไดกำจัดต้น.....………...........หางยูง บนภูภู่เขาสูง..................…………….............หย่งหยื้น แคคางยางยูงดูง..............…………….............ตรงโตรด ตะแบกแปลกกันขึ้น..............…....... เกลื่อนกลุ้มบานไสว ฯ
๐ หมายเหตุ : สชื่อวงศ์: EUPHORBIACEAE ชื่อท้องถิ่น : กะลำพัก หงอนงู เคียะผา สลัดได ๐ ลักษณะทั่วไป : ไม้ต้นสูง 3- 6 เมตร ทุกส่วนมียาวสีขาว ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งเป็นรูปสามเหลี่ยม อวบน้ำ เว้าคอดต่อกัน ตามแนวสันหรือเหลี่ยมมีขนามแข็ง 1 คู่ ใบเรียงสลับรูปไข่กลับ ขนาดเล็ก อวบน้ำและหลุดร่วงง่าย จึงดูคล้ายไม่มีใบ ดอกช่อสั้น ออกในแนวสันเหนือหนาม ใบประดับมีสีเหลืองดอกตัวผู้และดอกตัวเมียไม่มีกลีบ ดอก อยู่ในช่อเดียวกัน ผลแห้งแตกได้ขนาดเล็ก มี 3 พู วิธีขยายพันธุ์ : ปักชำ ประโยชน์ : ยางของต้นมีพิษระคายเคือง ต้องลดความเป็นพิษด้วยการ "ประสะ" โดยนึ่งยางให้สุกแล้วตากให้แห้งใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ยางสดใช้เป็นยากันหูด ควรใช้อย่างระมัดระวัง เพราะพบสาร 3-0 angeloylingenol ซึ่งเป็นสารร่วมก่อมะเร็ง ต้นที่แก่จัด จะเกิดแก่นแข็งเรียกว่ากะลำพัก มีกลิ่นหอม ใช้แก้ไข้ ๐ หลักการและเหตุผล ที่เลือกทำงานศึกษาพรรณไม้เพราะได้เรียนรู้เรื่องราวและวิชาการสาขาต่างๆ โดยกว้างขวางทำให้เกิด ความรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้รู้เรื่องพรรณไม้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็อาจจะหาง่ายด้วยถ้าเป็นพรรณไม้ที่เรารู้จัก ๐ วัตถุประสงค์ในการจัดทำ 1. เพื่อให้คนอื่นที่ต้องการศึกษาเรื่องพรรณไม้ได้นำข้อมูลจากโครงงานมาใช้ 2. เผื่อเวลาเราเรียนสูงขึ้น เมื่อต้องการจะศึกษาหรือทำรายงานเรื่องพรรณไม้ก็จะหาได้ง่าย ๐ กระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีการดำเนินการ 1. อ่านศึกษากลอนนิราศธารทองแดงให้เข้าใจ แล้วเลือกกลอนที่จะเอามาทำ 2. หารูปภาพมา Save ไว้ในโน๊ตเพจให้ครบทุกรูป 3. จัดเรียงนรูปภาพให้สวยงาม 4. นำกลอนที่หา มาประกอบกับรูปภาพ 5.เปิดใน google หาลักษณะของดอกไม้ 6. นำมาใส่พร้อมกับกลอนและรูปภาพ 7. ตรวจเช็คความเรียบร้อย ถ้าผิดก็ทำซ้ำอีกครั้ง 8. ส่งงาน ๐ ผลของการดำเนิน/ความสำเร็จ/ข้อค้นพบ/ความภูมิใจ 1. ทุกอย่างเกือบจะเป็นตามที่วางแผนไว้ 2. เมื่อวางแผนงานก่อนทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น ส่งตามเวลาที่กำหนด 3. เมื่อทำงานตามที่กำหนดเสร็จก็จะภาคภูมิใจคือ ได้คะแนนดี ทำให้มีกำลังใจต่อไปสำหรับงานอื่นๆ ๐ อุปสรรคปัญหา/ข้อเสนอแนะ 1. ในตอนแรกทีลองทำก็ทำผิดบ้าง แต่ก็แก้โดยการทำซ้ำอีกครั้ง 2. เราควรดูงานให้ดีก่อนที่เราจะโพสต์ ๐ ผู้ร่วมงาน ด.ญ. พรประภา พลวิชัย ชั้น ม.2/11บี เลขที่ 17 : RFC - 04/12/2005 15:54 |
|
๏ ชมร่มไม้ไทรไตร.......................เรไรไพรแว่วแจ้วเสียง
๏
เพกาต้นตุมกา....................โยทะกากรรณิกา หลักการและเหตุผล -เพราะต้องการรู้จักพรรณไม้ต่างๆให้มากขึ้น -เพราะบทกลอนไพเราะ น่าสนใจ ชวนให้น่าศึกษาในพรรณไม้นั้นๆ วัตถุประสงค์ในการจัดทำ -ทำให้เรามีความรู้ในเรื่องพรรณไม้เพิ่มมากขึ้น -เพื่อเผยแพร่พรรณไม้ต่างๆให้ผู้อื่นได้รับรู้ เมื่อต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพรรณไม้นี้ กระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีการดำเนินการ -เลือกกลอนที่ต้องการศึกษาที่เป็นพรรณไม้มา5บท -สืบค้นข้อมูลและรูปภาพของพรรณไม้นั้นๆ -ตั้งกระทู้ใหม่ที่กระดานสีชมพู -โพสข้อมูลต่างๆที่สืบค้นมาได้ลงในกระทู้ที่ได้ตั้งไว้ ผลของการดำเนินการ/ความสำเร็จ/ข้อค้นพบ/ความภูมิใจ -ทำให้เรารู้จักพรรณไม้ต่างๆมากยิ่งขึ้น -ทำให้เข้าใจในเรื่องนิราศธารทองแดงได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น อุปสรรคปัญหา/ข้อเสนอแนะ -พืชบางชนิดไม่สามารถค้นหาได้จากทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ต้องตัดข้อมูลของพืชพรรณนั้นๆทิ้ง
|
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่
ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2549
เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู
จัดทำและนำเสนอโดย
คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี