โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้โดยนักเรียนชั้น
ม.1 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพู
แหล่งเรียนรู้นิราศ
|
นิราศ ความหมาย เนื้อหา รูปแบบ และลักษณะสำคัญ
|
|
ลักษณะสำคัญของวรรณคดีนิราศ
|
|
รูปแบบของนิราศ
รูปแบบของนิราศ
...............รูปแบบของนิราศ ..๑. จะต้องมีการเดินทาง ..๒. เนื้อเรื่อง....ต้องมีนางในนิราศ....เป็นแก่นของเรื่อง ..๓. ใช้ระยะทางที่ผ่านไป...พรรณาความรักถึงนาง ..๔. มีการพรรณาเอาสิ่งที่พบเห็น....มาเปรียบเทียบกับนาง....รำพันถึงความสุขที่เคยอยุ่ร่วมกัน ..๕. ใช้สำนวนโวหาร...โลดโผน...คมคาย...แทรกคติธรรมและความเชื่อ...เช่น...การอ้าง...บุญกรรม.. .อ้างเทพยดาอารักษ์...ธรรมชาติ...ฟ้าและดิน...ให้มาช่วยให้ได้กลับคืนไปหานาง ..๖. แทรกความรู้เกี่ยวกับ..วรรณคดีอื่นๆ..ที่คู่พระคุ่นาง...ต้องพลัดพรากจากกัน ..๗. ความรู้เกี่ยวกับ...ทางภูมิศาสตร์...ประวัติศาสตร์...ขนบธรรมเนียม...ประเพณี...ตำนานเก่าๆ ...........รูปแบบของนิราศ..ควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้..คือ:- ...........๑. ....มโนภาพ....เป็นความนึกของกวีวาดขึ้นเป็นภาพพจน์ด้วยถ้อยคำ.....ความนึกนั้นแปลกอย่างไร. ...ส่งเสริมความดีหรือไม่....จะต้องมีความงามด้วย......ความแปลกเป็นประดิษฐการอย่างหนึ่งของกวีอันเกิด จากมโนภาพ...อาจแบ่งเป็น .......................-.เป็นสิ่งแรกที่กวีคิดขึ้นมา .......................-.เป็นสิ่งที่ทำได้ชัดเจน ...........๒.อารมณ์สะเทือนใจ.....กวีมีตาที่สามที่มองแปลกออกไป..คือ ............-.เห็นแล้วแปลก.....เกิดอารมณ์ขัน ............-.เห็นแล้วแปลก......เกิดอารมณ์สลด..เศร้า ............-.เห็นแล้วแปลก......เกิดอารมณ์เลื่อมใส..ศรัทธา ............-.เห็นแล้วแปลก......เกิดอารมณ์สบายใจ..เพลิดเพลิน ............-.เห็นแล้วแปลก......เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เคยรู้ ...............๓..การแสดงออก...หมายถึง..อารมณ์สะเทือนใจ...ของกวีที่แสดงออกประกอบด้วย ..อุดมคติ...คือ..สูงกว่าธรรมชาติ...สูงกว่าของจริง....ผู้อ่านเกิดอารมณ์มีชีวิตชีวา ...กวีเปรียบเทียบออกมาได้เกินความจริงในลักษณะที่งดงาม...เป็นลักษณะที่ดีที่เหนือธรรมชาติ..เช่น ..................."งามโอษฐดั่งใบไม้อ่อน..............งามกรดั่งลายเลขา งามรูปเลอสรรขวัญฟ้า...............................งามยิ่งบุปผาเบ่งบาน" ......การแสดงออก..มีแนวกำหนด..คือ.. ......-ใส่ชีวิตจิตใจลงไป ......-มีจุดประสงค์แน่นอน...บรรยากาศกลมกลืนกับสิ่งที่พูดถึง ......-ซื่อตรงต่อความคิดของตน .......๔.องค์ประกอบ..คือ..การนำถ้อยคำ..มาจัดระเบียบกันเข้าให้เป็นรูปร่างในการพิจารณาดูว่า ..องค์ประกอบเข้ากันได้สนิทเหมาะเจาะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่..สิ่งที่จะดูจาก องค์ประกอบเหล่านี้ได้แก่...ฟัง,อ่าน ว่าขัดหูหรือไม่..ทั้งเสียง,ถ้อยคำ..และความหมาย ..........๕.ท่วงท่าที่แสดงออก..เป็นลักษณะเฉพาะตัว..คือ..ปัจเจกบุคคล,นิสัย,ฝีมือและความคิด ในตัวของกวีจะไหลเข้าไปในนิพนธ์นั้น..กวีที่ดีจะต้องมีบุคลิกภาพของตัวเอง...ความนึกคิด... ความเชื่อมั่นและความสนใจ .........๖.เทคนิก...แต่เดิมเป็นภาษากรีก..เป็นฝีมือแทนคำ Arts แปลว่า "กรรมวิธีทำให้ได้ผลเรียบร้อย สวยงาม"ซึ่งรวมเอาทั้งความรู้..ความคิดเข้าด้วยกัน..เทคนิกประกอบด้วย ..................-ความรู้และหลักเกณฑ์...(การใช้คำและฉันทลักษณ์) ..................-ได้พบสิ่งที่ดีมามาก ..................-ความชำนาญในการแต่ง(เช่น สุนทรภู่ ชำนาญเป็นเลิศในทางกลอน) ...................-เทคนิคเป็นส่วนช่วยตกแต่งให้เรื่องราวมีรสชาติขึ้น จากหนังสือ วิชาภาษาไทย ๒๔๓ โดย อาจารย์ เบญจมาศ พลอินทร์ ........อาจารย์ วารี............ศรีมาโนชน์ ตรงตามหลักสูตรระดับ ป.กศ.สูง สภาการฝึกหัดครู : ด.ช. วศิน เขมพิทักษ์ - 24/11/2005 17:49 : : ด.ช. วศิน เขมพิทักษ์ - - 28/11/2005 17:37 |
|
นิราศพระบาท
…………...นิราศพระบาทมีความยาว ๔๖๒ คำกลอน โดยมีเนื้อหาตอนที่สุนทรภู่ได้ตามเสด็จพระองค์ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีในฐานะมหาดเล็ก ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ได้ล่องเรือขึ้นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาผ่านสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง แล้วมาขึ้นบกที่ ท่าเรือ ‘อยุธยา’ และเดินทางต่อโดยใช้ช้างเป็นพาหนะจนถึงพุทธบาท สุนทรภู่ และคณะได้พักอยู่ที่พุทธบาท เป็นเวลา ๔ วัน ก็ตามเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร โดยขบวนเรือเสด็จ ล่องลงมาตลอดทางจนถึงวัดระฆัง
เนื้อความสำคัญ ๑. ความรักระหว่างสุนทรภู่กับนางจัน …………นิราศเรื่องนี้ได้กล่าวว่าสุนทรภู่ และนางจันภรรยาได้แยกกันอยู่มาตั้งแต่เดือนยี่ถึงเดือนสาม โดยที่มีแม่ของ นางจันเป็นฝ่ายโกรธสุนทรภู่ และได้ชี้แจงสาเหตุของการตามเสด็จที่ทำให้ต้องจำจากนางรักไป ไว้ดังนี้
………………………………....……โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง ดังศรรักปักซ้ำระกำทรวง………………เสียดายดวงจันทราพะงางาม เข้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่…………..แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม จนพระหน่อสุริยวงศ์ทรงพระนาม……..จากอารามแรมร้างทางกันดาร ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท………….จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร………….นมัสการรอยบาทพระศาสดา …………นอกจากนี้ยังมีความในนิราศอีกหลายตอนที่สุนทรภู่ได้สื่อให้เห็นว่านางจันนั้นโกรธเคืองตน เช่นในตอนที่เดินทางมาถึงวัดบ้านโบสถ์ตลาดแก้วว่า
|
|
นิราศภูเขาทอง
|
นิราศเมืองแกลง
ลักษณะทั่วไปทางภูมิศาสตร์ 1. สภาพทางกายภาพ จะเห็นได้ว่าลักษณะการตั้งบ้านเรือนของคนไทยสมัยรัตนโกสินทร์ มักตั้งอยู่ริมน้ำ โดยสังเกตจากชื่อสถานที่มักมีคำว่า *บาง* จึงแสงให้เห็นว่าสภาพภูมิปรเทศสมัยนั้นน่าจะเป็นดินแดนที่มีแม่น้ำหรือแหล่งน้ำอยู่มาก 2. การคมนาคม การคมนาคมทางน้ำจะใช้เรือแจวหรือเรือพาย โดยอาศัยเวลาน้ำขึ้นน้ำลงเป็นหลัก โดยสังเกตจากคำกลอนต่อไปนี้ ....."ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน........พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง …………………………………… ……………………………………… ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด...............เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง แจวตะกูดเกะกะปะกระเชียง...............บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย" 3. การค้าขาย การคมนาคมทางน้ำจะใช้เรือแจวหรือเรือพาย โดยเฉพาะในแถบสำเพ็ง จะมีการค้าขายที่คึกคักมาก และบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมน้ำจะปลุกเป็นเรือนแพเพื่อค้าขาย เช่นตอน ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ............แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน" 4. การทำมาหากินของชาวบ้าน ชาวบ้านล้วนยังชีพโดยไม่ต้องใช้เครื่องทุ่นแรง อาหารการกินก็กินกันตามที่หาได้ ผู้ที่อยู่ป่าก็ใช้วิธีหาของป่ามารับประทานกัน เช่นตอน ....."อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน.........ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย ดูแคล่วคล่องล่องเล่นแฉลบลอย..............เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน" ....."เวลาเช้าก็ชวนกันออกป่า..........มันโม้หมาไล่เนื้อไปเหลือหลาย พอเวลายัณห์ตะวันชาย.................ได้กระต่ายตะกวดกวางมาย่างแกง"
คติความเชื่อและค่านิยมของสังคม 1. การยกย่องคนเมือง คนในชนบทมักจะชื่นชมยกย่องคนในเมืองหลวงว่าเป็นผู้สูงศักดิ์กว่า เจริญกว่า เช่นตอน "บรรดาเหล่าชาวบ้านประมาณมาก............ต่างมาฝากรักใคร่เหมือนใจหมาย" 2. ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านมักมีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออำนาจที่มองไม่เห็น เมื่อประสบกับเหตุการณ์วิกฤตของชีวิต หาทางออกไม่ได้ ก็ใช้วิธีบนบานศาลกล่าว เพื่อทำให้สบายใจขึ้น เช่นตอน ....."พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง............แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ............คลื่นก็เฝือฟูมฟองคะนองพราย เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก................จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย" 3. ความเชื่อเรื่องกรรม คนไทยมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลจากการกระทำ เช่นตอน "ชะรอยกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราย............จึงแยกย้ายบิตุราชญาติกา" 4. ค่านิยมเรื่องการสูบฝิ่น ในอดีตคนนิยมสูบฝิ่นกันมาก เนื่องจากสมัยรัชกาลที่๑ การสูบฝิ่นยังไม่ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนจึงนิยมสูบกันมากโดยเฉพาะผู้ชาย เช่นตอน "น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง..............แล้วคุ้มคลั่ง***ยาทำตาแดง"
วัฒนธรรมและประเพณีที่ปรากฏ 1. วัฒนธรรมด้านจิตใจ คนไทยจะมีอัธยาศัยไมตรีแก่ผู้เดินทางผ่านไปมา บ้างให้อาหาร บ้างให้ที่พักอาศัย เช่นตอน ....."เห็นไร่แตงแกล้งแวะเข้าริมห้าง.........ทำถามทางชักชวนให้สรวลเส พอเจ้าของแตงโมปะโลปะเล................สมคะเนกินแตงพอแรงกัน" 2. วัฒนธรรมด้านการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย บ้านเรือนริมทะเลจะปลูกสร้างโดยไม่มีปั้นลม เพราะมีความเชื่อว่าการปลูกบ้านด้วยเงินที่ได้มาจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถ้าติดปั้นลมจะทำให้เกิดไฟไหม้ แต่ที่จริงแล้วน่าจะเป็นเพราะปั้นลมหักพังง่าย เมื่อมีลมทะเลแรงๆ 3. วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย ชายไทยในอดีตนิยมนุ่งโจงกระเบน โดยสังเกตจากคำกลอนที่ว่า "แลทะเลเลี่ยนลาดล้วนหาดทราย............ทั้งสามนายจัดแจงโจงกระเบน" 4. ประเพณีการบวช คนไทยมีความเชื่อว่าเมื่ออายุครบบวช ผู้ชายควรได้บวชเพื่อทดแทนคุณบุพการีหรือบางคนมีเคราะห์ร้ายมากๆ ก็จะบวชเป็นการสะเดาะเคราะห์ เช่น สุนทรภู่เดินทางไปที่เมืองแกลงเพื่อบวช
อ้างอิง : หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ฐะปะนีย์ นาครทรรพและคณะ. หนังสือสสระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระวิชาภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอักษรเจริญทัศน์ อจท.จำกัด,๒๕๔๖ ด.ช.กาจพล สันตธรรม ม.2/11A เลขที่ 1 : - : กาจพล- 25/11/2005 17:51 |
|
นิราศของสุนทรภู่เสริมความรู้ด้านวัฒนธรรม
|
| วัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในผลงานของท่านสุนทรภู่
3.วัฒนธรรมด้านศิลปหัตถกรรม งานแกะสลักไม้ บรรพบุรุษไทยได้ฝากฝีมือการแกะสลักไม้เป็นลวดลายงดงามอ่อนช้อย เช่น บานประตูโบสถ์ วิหาร พระราชวัง เมื่อท่านสุนทรภู่ได้พบเห็นสิ่งเหล่านี้ ท่านก็ได้พรรณนาไว้ในนิราศเรื่องต่างๆ อย่างไพเราะ บานทวารลานแลล้วนลายมุก น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน เป็นนาคครุฑยุดเหนี่ยวในเครือวัลย์ รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยว เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม ชมพูพาลกัดก้านกระหนกรุม สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง รูปนารายณ์ทรงขี่ครุฑาเหิร พรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงส์ รูปอมรกรกำพระธำมรงค์ เสด็จทรงคชสารในบานบัง งานแกะสลักในการถวายเทียนพรรษา เข้าวสามาทั่วทุกตัวคน ถวายต้นไม้กระถางต่างต่างกัน ดูกิ่งใบไม้แซมติดแต้มแต่ง ลูกดอกแฝงแกล้งประดิษฐ์ความคิดขยัน พุ่มสีผึ้งถึงดีลิ้นจี่จันทน์ ต้นแก้วกรรณิการ์มีสารพัด ทำรูปพราหมณ์งามพริ้มแย้มยิ้มเยื้อน กินนรเหมือนนางกินนรแขนอ่อนหยัด ดูนางนั่งปลั่งเปล่งดูเคร่งครัด หน้าเหมือนผัดผ่องผิวกรีดนิ้วนาง รูปนกหกผกผินกินลูกไม้ บ้างจับไซ้ขนพลิกพลิ้วปีกหาง นกยางเจ่าเซาจกเหมือนนกยาง รูปเสือกวางกบกระต่ายมีหลายพรรณ งานแกะสลักผัก ฤดูร้อนก่อนเก่าทำข้าวแช่ น่าชมแต่เครื่องกับสำหรับฉัน ช่างทำเป็นเช่นดอกจอกเป็นดอกจันทน์ งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา มะม่วงดิบหยิบดูจึงรู้จัก ทำน่ารักรูปสัตว์เหมือนมัจฉา จะแลลับกลับกลายสุดสายตา เคยไปมามิได้เห็นจะเว้นวาย... (รำพันพิลาป) [imghttp://www.postjung.com/picpost/p4/i4474/pic-9.gif[/img] 4. วัฒนธรรมเกี่ยวกับชีวิตและสังคมไทย 1) อาหารการกิน ข้าวแช่ที่กล่าวข้างต้น เป็นอาหารที่คนไทยรับประทานในฤดูร้อน เพราะข้าวที่แช่ในน้ำลอยดอกมะลินั้นหอมเย็นชื่นใจทำให้คลายร้อนได้ วิธีทำและปรุงกับข้าวสำหรับข้าวแช่นั้นประณีตมาก ต้องใช้เวลาตระเตรียมนานกว่ากับข้าวที่ทำประจำวัน ส่วนมากมักจะรับประทานกันในบ้านผู้มีอันจะกิน เช่น ข้าวแช่ที่กล่าวไว้ในรำพันพิลาป อาหารในครอบครัวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น เจ้าเมืองนั้น เป็นอาหารชั้นดีโดยเฉพาะสำรับที่จัดไปเลี้ยงพระ ท่านสุนทรภู่จึงกล่าวไว้ดังนี้ ไปพึ่งบุญคุณพระยารักษากรุง ท่านบำรุงรักพระไม่ละเมิน ทั้งเพลเช้าคาวหวานสำราญรื่น ต่างชุ่มชื่นชวนกันสรรเสริญ... ฯลฯ (นิราศวัดเจ้าฟ้า) ในระหว่างการเดินทาง อาหารค่อนข้างแร้นแค้น ดังที่ท่านสุนทรภู่ได้รำพันว่า ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ำ ดูเรียงลำเรือรายริมไพรสณฑ์ เขาหุงหาอาหารให้ตามจน โอ้ยามยลโภชนาน้ำตาคลอ จะกลืนข้าวคราวโศกในทรวงเสียว เหมือนขืนเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบศอ ต้องเจือน้ำกล้ำกลืนพอกลั้วคอ กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ (นิราศเมืองแกลง) เมื่อไปพบชาวบ้านป่า ท่านกวีเอกก็ได้สังเกตเรื่องอาหารการกินของพวกเขาว่า พอเวลาสายัณห์ตะวันชาย ได้กระต่ายตะกวดกวางมาย่างแกง ทั้งแย้บึ้งอึ่งอ่างเนื้อค่างคั่ว เขาทำครัวครั้นไปปะขยะแขยง ต้องอดสิ้นกินแต่ข้าวกับเต้าแตง จนเรี่ยวแรงโรยไปมิใคร่มี (นิราศเมืองแกลง) ตอนที่เดินทางไปสุพรรณบุรีท่านก็ไปเจอเนื้อค่างย่างเข้าอีก แต่คราวนี้ผู้ทำอาหารคงจะปรุงให้มีรสอร่อยท่านจึงแต่งโคลงชมไว้ดังนี้ มืดค่ำจำจอดค้าง หว่างไพร หนุ่มหนุ่มสุมฟืนไฟ ฝั่งน้ำ เนื้อย่างค่างเครื่องใน หนูแบ่ง แกงแฮ เนื้อสดรสอร่อยล้ำ ตบฟุ้งคุ้งแหลม [imghttp://www.postjung.com/picpost/p4/i4183/pic-8.gif[/img] 2.) การแต่งกายและการใช้เครื่องสำอางของผู้หญิง การแต่งกายของสาวมอญที่ปทุมธานี ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง ทั้งห่มผ้าตาหรี่เหมือนสีรุ้ง ทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีน เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง (นิราศวัดเจ้าฟ้า) สาวไทยใช้เครื่องสำอางสมุนไพร เมื่อกราบลาคลาเคลื่อนออกเลื่อนล่อง เห็นหน้าน้องนามหุ่นนั่งชุนถุง ทั้งผัดหน้าทาขมิ้นส่งกลิ่นฟุ้ง บำรุบำรุงรูปงามอร่ามเรือง ที่แพรายหลายนางสำอางโฉม งามประโลมเปล่งปลั่งอลั่งเหลือง ขมิ้นเอ๋ยเคยใช้แต่ในเมือง มาฟุ้งเฟื่องฝ่ายเหนือทั้งเรือแพ พวกโพงพางนางแม่ค้าขายปลาเต่า จับกระเหม่ามิได้เหลือชั้นเรือแห (นิราศวัดเจ้าฟ้า) การแต่งกายของเทพธิดาในฝัน พอเสียงแซ่แลหาเห็นนารี ล้วนสอดสีสาวน้อยนับร้อยพัน ล้วนใส่ช้องป้องพักตร์ดูลักขณะ เหมือนนางสะสวยสมล้วนคมสัน ที่เอวองค์ทรงศรีฉวีวรรณ ดั่งดวงจันทร์แจ่มฟ้าไม่ราคี ทั้งคมขำล้ำนางสำอางสะอาด โอษฐ์เหมือนชาดจิ้มเจิมเฉลิมศรี ใส่เครื่องทรงมงกุฎดังบุตรี แก้วมณีเนาวรัตน์จำรัสเรือง (รำพันพิลาป) 3.) การกินหมากพลู คนไทยสมัยก่อนนิยมกินหมากพลู จนกระทั่งถึงสมัยที่มีรัฐบาลของจอมพลป.พิบูลสงคราม ได้มีคำสั่งห้ามกินหมากพลู ทำเอาผู้เฒ่า ผู้แก่สาวแส้เปรี้ยวปากไปตามๆกัน ท่านสุนทรภู่ได้กล่าวถึงหมากพลูไว้ว่า ถึงบางพลูพลูใบใส่ตะบะ ถวายพระเพราะกำพร้านิจจาเอ๋ย แม้นมีใครใจบุญที่คุ้นเคย จะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน 4.) ที่อยู่อาศัย ที่อยู่ชายทะเล มีทั้งบ้านเรือน เรือนแพ ที่อยู่ของพวกชาวประมง จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล ดูเรือนแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย (นิราศเมืองแกลง) ที่อยู่ประเภทโรง ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่ง มีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางวาย พวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง (นิราศภูเขาทอง) ดูชาวบ้านพรานป่าทำลามก เที่ยวดักนกยิงเนื้อมาเถือขาย เป็นทุ่งนาป่าไม้รำไรราย พวกหญิงชายชาวเถื่อนอยู่เรือนโรง (นิราศพระประธม) แพค้าขาย ถึงจุดหมายรายทางกลางคงคา แต่นาวาเลี้ยวล่องเข้าคลองน้อย ได้เห็นแต่แพแขกที่แปลกเพศ ขายเครื่องเทศเครื่องไทยได้ใช้สอย (นิราศเมืองเพชร) แพและเรือในที่ต่างๆ ถึงแขวงแควแพตลอดตลาดขวัญ เป็นเมืองจันตประเทศรโหฐาน ตลิ่งเบื้องบูรพาศาลาลาน เรือขนานจอดโจษกันจอแจ (นิราศภูเขาทอง) ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ ดูระดะดาษทางไปกลางทุ่ง เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง ต้องลากจูงจ้างควายอยู่รายเรียง ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง แจวจังกูดเกะกะปะกรรเชียง บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย (นิราศเมืองแกลง) จนนาวาคลาล่องเข้าคลองขวาง ตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวน แต่แลล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว (นิราศพระประธม) บ้านตากปลา ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์ แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป (นิราศเมืองแกลง) บ้านขุนนางเก่าที่ท่านกวีเอกเคยมาอาศัย ได้เยี่ยมเยือนเรือนบ้านท่านขุนแพ่ง มาปลูกแปลงแปลกกว่าเมื่ออาศัย ด้วยศึกลาวคราวนั้นเธอบรรลัย ไม่มีใครครอบครองจึงหมองมัว แสนสงสารท่านผู้หญิงมิ่งเมียหลวง เฝ้าข้อนทรวงเสียใจอาลัยผัว ทั้งเมียน้อยอ้อยอิ่งหญิงคนครัว พากันมัวหมองคล้ำระกำตรอม... ฯลฯ โอ้อกเอ๋ยเคยสำราญอยู่บ้านนี้ ได้ฟังปี่พาทย์เพราะเสนาะเสียง ทั้งชายหญิงฝ่ายเพื่อนริมเรือนเสียง เคยพร้อมเพรียงเพรางายสบายใจ 5.) ยารักษาโรค ท่านสุนทรภู่มีความรู้เรื่องการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรค และท่านได้แทรกเรื่องนี้ไว้หลายแห่งในนิราศของท่าน ตอนที่ท่านกวีเอกไปกราบบิดาซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัด ณ ตำบลบ้านกร่ำ ก็ได้ใช้ยาสมุนไพรคือ ไพล รักษาร่างกายที่เมื่อยขบและถูกยุงกัดดังนี้ อุตส่าห์ฝนไพลทารักษาตัว ค่อยยังชั่วมึนเมื่อยที่เหนื่อยกาย (นิราศเมืองแกลง) สารพันกันภัยลูกนาคพช เครื่องโอสถชาวป่าเขามาขาย ลักกระจั่นวัลย์เปรียงแก่นปรูลาย เป็นยาหายโรคภัยที่ในตัว (นิราศพระบาท) 6.) ความเชื่อ ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านสุนทรภู่มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป ฉะนั้นเมื่อจะเดินทางไปไหนท่านจะขอความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังนี้ ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์ สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศน์วัง เทพทั้งเมืองฟ้าสุราลัย ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร ให้พ้นภัยคลาดแคล้วอย่าแผ้วพาน (นิราศเมืองแกลง) นอกจากขอความคุ้มครองแล้วบางทีท่านยังขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอนุเคราะห์ท่านในบางเรื่องด้วยดังคำกลอนที่ว่า ขออารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงศาล ลือสะท้านอยู่ว่าเจ้าห้าวกำแหง ข้าจะไปทางไกลถึงเมืองแกลง เจ้าจงแจ้งใจภัคคินีที ฉันพลัดพรากจากจรเพราะร้อนจิต ใช่จะคิดอายอางขนางหนี ให้นิ่มน้องครองรักไว้สักปี ท่านสุขีเถิดข้าขอลาไป (นิราศเมืองแกลง) ชาวบ้านทั่วไปที่มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ได้สร้างศาลไว้ให้วิญญาณสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงอยู่...ดังคำกลอนที่ว่า ถึงชะแวกแยกคลองสองชะวาก ข้างฝั่งหากหัวตะเข้มีมะขาม เขาสร้างศาลเทพาพยายาม กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา ฯลฯ (นิราศเมืองแกลง) ชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ก็มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากการสร้างศาลเจ้าดังนี้ เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ่ ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพศไสย เกเลเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย ฯลฯ (นิราศเมืองแกลง) ที่เขาสำมุก ก็มีเจ้าเช่นเดียวกัน จึงมีการบนบานให้เจ้าช่วยเมื่อมี "คลื่นใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง" พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ คลื่นก็เฝื่อฟูมฟองคะนองพราย เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย พอขาดคำน้ำขึ้นทั้งคลื่นคลาย ทั้งสามนายหน้าชื่นค่อยเฉื่อยมา (นิราศเมืองแกลง) ความเชื่อเรื่องเวรกรรม ชาวพุทธส่วนมากมีความเชื่อเรื่อง "กรรม" ตามหลักพระพุทธศาสนาท่านสุนทรภู่ได้กล่าวถึง "กรรม" ไว้หลายแห่งในนิราศของท่าน เช่น พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา (นิราศภูเขาทอง) ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพ็ชญ์โพธิญาณประมาณหมาย... (นิราศภูเขาทอง) ความเชื่อเรื่องนรก งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม ดังขวากแซมเสี้ยมแทรกแตกไสว ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง (นิราศภูเขาทอง) ความเชื่อทางพระพุทธศาสนา - การไปวัดในวันอุโบสถ ครั้นรุ่งเช้าเป็นวันอุโบสถ เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย ความเชื่อเรื่อง "อนิจจัง" โอ้เจดีย์ทีสร้างยังร้างรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น คำอธิษฐานขอให้ละกิเลสได้และขอให้มีปัญญา ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์ ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์ เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์ ทั้งโลโภโทโสและโมหะ ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน เท่าที่ได้ประมวลข้อสังเกตเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านวัฒนธรรมของท่านสุนทรภู่มาเสนอนี้ คงจะช่วยให้เยาวชนไทยทั้งหลายได้แนวทางในการศึกษา งานของท่านกวีเอกต่อไป และอาจจะพบ "สาร" ที่แสดงถึงความรอบรู้ของท่านสุนทรภู่ได้อีกเป็นอเนกประการ กวีเอกชื่นชมธรรมชาติ พฤกษาเบียดเสียดสีดังปี่แก้ว วิเวกแว่วหว่างลำเนาภูเขาเขิน สดับฟังวังเวงเป็นเพลงเพลิน ต้องรีบเดินโดยด่วนด้วยจวนเย็น ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม (นิราศเมืองแกลง) อ้างอิง: หนังสือ สุนทรภู่รอบรู้วัฒนธรรม : ด.ญ. ทรงสุพา พาสนิล (รุ่ง) ม.1/11 เอ เลขที่ 11 - 23/11/2005 16:12 |
|
ได้รับความรู้มากเลยจากเวบนี้ : กิตติราช สะสม - 26/12/2005 15:24 |
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่วันที่
25 เมษายน 2549
เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู
จัดทำและนำเสนอโดย
คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี