โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้โดยนักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพแหล่งเรียนรู้นิราศ

นิราศ ความหมาย เนื้อหา รูปแบบ และลักษณะสำคัญ


ความหมายของนิราศ
................นิราศครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่แต่งเป็นกลอนสุภาพ มีปรากฏอยู่เรื่องเดียวคือ นิราศเมืองเพชรบุรี
ของ หม่อมพิมเสน
แต่ก็รวบรวมไว้ในพวกเพลงยาวสังวาส ไม่ได้แยกออกเป็น
เรื่องต่างหากเหมือนอย่างนิราศ ที่แต่งกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงนิราศที่แต่งเป็นกลอนสุภาพ
ในกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมก็รวมอยู่ในเพลงยาวสังวาส มิได้แยกออกเป็นประเภทหนึ่งต่างหากตัวอย่างสำคัญ คือ นิราศท่าดินแดง
พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 เมื่อเสด็จยกกองทัพหลวงไปปราบพม่าข้าศึก เมื่อปีมะเมีย พ.ศ.2329
ก็รวมอยู่ในเพลงยาว เพิ่งจะแยกออกเป็นนิราศเรื่องหนึ่งเมื่อรัชกาลที่ 5
นิราศที่แต่งในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่งทั้งเป็นโคลงและเป็นกลอนสุภาพ ดูเหมือนกวีที่แต่งนิราศ
ในครั้งรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒
จะถือคติต่างกันเป็น ๒ พวก พวกที่ ๑ ถือคติเดิมว่า โคลง ฉันท์
เป็นของสำคัญและแต่งยากกว่า กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นโคลงตามอย่างกำสรวลโคลงดั้น (หรือที่เรียกว่า กำสรวลศรีปราชญ์) กวีอีกพวกหนึ่งชอบเพลงยาว อย่างเช่นเล่นกันเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กวีพวกนี้นิยมแต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพ กวีคนสำคัญพวกหลัง คือ สุนทรภู่
แต่งนิราศ เป็นกลอนสุภาพมากเรื่องกว่าใครๆทั้งหมด และคนอ่านชอบกันแพร่หลายก็ถือเอานิราศของสุนทรภู่เป็นแบบอย่างแต่งนิราศกันต่อมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๓
จนถึงรัชกาลที่ ๕




ความหมายของนิราศ


………….คำว่า “นิราศ” เป็นศัพท์สันนิษฐานกันหลายนัย ยังไม่ยุติได้ว่า มีที่มา จากรากศัพท์ที่ใด
อาจมาจากคำว่า “นิร” แล้วเปลี่ยนสระให้ยาวขึ้น และมีการเติม ศ เข้า ลิลิต จาก นิร-นิรา-นิราศ
ในพจนานุกรม ของ มอเนีย วิลเลียมซ์ นิราศ แปลว่า ปราศจากหวัง ในวรรณคดี มีความหมายถึง "การจากไป"
...........คำว่า นิราศ ภาษาบาหลี เกิดจากการสนธิ ระหว่าง
นิร กับ อาสา แปลว่า ปราศจากหวัง, ไม่มี, ความต้องการ,
หมดอยาก, เฉยอยู่ (นิร+อาสา=นิราส)
..........คำว่า นิราศ ภาษาสันสกฤต แปลว่า การต่อต้าน การปฏิเสธ หรือ ปัดส่ง การขับหรือกำจัด การเปลื้อง การโยกย้าย หรือจากไป การสละหรือทิ้ง (พจนานุกรม)

๑.พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๔๙๓ หน้า๕๑๒
๒.วิชาการ, กรม สันสกุล-ไทย-อภิธาน
เบญจมาศ พลอินทร์-วารี ศรีมาโนชน์
.........น.ม.ส. ทรงให้คำอธิบายว่า การแปลตามรูปศัพท์ดังกล่าว
ไม่ตรงกับลักษณะการแต่งเพราะหนังสือนิราศแสดงให้เห็นว่า
กวีแต่ง อย่างมีความหวังที่จะเป็นสุข เมื่อได้กลับคืนมาหานาง หรือที่อยู่ อันเป็นที่รักของตน มิได้จากไปอย่างปราศจากความหวัง หรือสละละทิ้งไป นิราศในที่นี้หมายความว่า "ไม่มีนาง" เพราะบทนิราศเป็นบทที่กวีคร่ำครวญถึงผู้หญิง เมื่อไม่มีนางจึงต้องครวญ๑
..........ในวรรณคดีที่มี ความหมายถึง "จากไป" ในกำสรวล
ศรีปราชญ์ (กำสรวลโคลงดั้น) มีคำว่า "นิราศ" ปรากฏในโคลงบทหนึ่ง ดังนี้
...........เสนาะนิราศน้อง.........................ลงเรือ
.....ลาวส่งงเลวงเตม............................................ฝ่งงเฝ้า
.....เสนาะพี่หลยวเหลือ........................................อกส่งง
.....สยงส่งงข้าเจ้าพ้ยง........................................ส่งงตน
ใจความว่า พี่แสนเศร้าใจในการพี่ต้องจากน้องลงเรือ
...................เสียงสาวร้องสั่งพี่ออกแซ่ พากันมาคอยส่งจนเต็มตลิ่ง
..................พี่แลๆ แล้วใจหายรู้สึกทุกข์ท่วมอก จนเหลือที่จะร้องสั่ง
ตอบ
...................เสียงน้องร้องสั่งตัวของหล่อนเอง ๒
........คำว่า นิราศ ในโคลงบทนี้ มีความหมายว่า "ต้องจากไป"
........ในวรรณคดีนิราศ เรื่อง ทวาทศมาส ใช้คำว่า "ราศ"
ในความหมายเดียวกัน ดังโคลงบทต่อไปนี้
................ศรีอนิรุทธ์ราศร้าง............................แรมสมร
.........ศรีอุสาจยรไคล.......................................คลาศแคล้ว
.........เทวานราจร............................................จำจาก
.........ยงงพร่ำน้าวน้องแก้ว...............................คอยคืน


๑.น.ม.ส."ปาฐกถาเรื่อง นิราศนรินทร์" ผสมผสานหน้า๙๓
๒.วรเวทย์พิสิฐ, ศาสตราจารย์ พระ คู่มือกำสรวลศรีปราชญ์ โรงพิมพ์ ร.ส.พ. พ.ศ.๒๕o๓
๓.ทวาทศมาส บริษัทบริการทอง จำกัด พ.ศ.๒๕o๕




: โบว์ - 12/11/2005 23:56


ใจความว่า พระอนิรุทธ์ต้องพรากจากนางไป
......................นางอุสาต้องพลัดพรากจากพระอนิรุทธ์
......................เทวดาทำให้ทั้งสองต้องพรากจากกัน
......................พระอนิรุทธ์ยังได้กลับมาครอบครองนางอุสาในที่สุด
....ราศ ในที่นี้ก็แปลอย่างเดียวกับ "นิราศ" นั่นเอง คือ แปลว่า "จากไป" กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ได้ทรงแสดงไว้ในปฐกถา เรื่องนิราศ๑
ว่า "นิราศ ไปๆ มาๆ มันจะมาจาก นิร คำเดียวก็เป็นได้ ถ้าจะถามว่า นิร ทำไมเติมสระ อา และมีตัว ศ สะกด ก็ต้องตอบว่า การเติมสระอา เป็นของไม่ประหลาด เช่น กมล เป็น กมลาศ ซึ่งแปลว่าดอกบัว หรือ "นางอันเป็นที่รัก"
....คำ นิราศ นี้ นอกจากจะใช้ นิราศ และ ราศ ดังกล่าวแล้ว อาจจะใช้ว่า "นิรา" ก็ได้ ดูจากที่กวีใช้คำ "นิรา" ก็ดี "ราศ" ก็ดี
จะเห็นว่าคำนึงถึงเรื่องเสียงเป็นเกณฑ์ เช่น ในลิลิตตะเลงพ่าย๒ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงไว้ว่า
......................จำใจจำจากเจ้า.............................จำจร
...................จำนิราศแรมสมร............................แม่ร้าง
...................เพราะเพื่อนจักไปรอน.....................อริราช แลแม่
..................จำทุกข์จำเทวษร้าง.........................สวาสดิว้าหวั่นถวิล
......ตรงที่ใช้คำ นิราศ ถ้าเปลี่ยนเป็น นิรา จะขาดความไพเราะ แม้จะได้ความอย่างเดียวกันก็ตาม หรือในโคลงที่ใช้ นิรา แล้วจะเปลี่ยนเป็น นิราศ บ้าง ก็จะมีผล คือ ทำให้ตรงที่ใช้คำว่า "นิรา" เมื่อเป็น "นิราศ" จะทำให้เสียงหนักเกินไป ขาดความไพเราะลงไปเช่นกัน คือ
....................คิดโฉมนงโพธผู้...........................เพ็ญศรี
....................เคยร่วมรมย์ฤดี.............................ดับร้อน
....................ถนอมนุชแนบนาภี.........................ภูลเสน่ห์
....................นึกนิรารสข้อน..............................อกไห้โหยถวิล
.........................................................................(ลิลิตตะเลงพ่าย)

๑.พิทยาลงกรณ์, กรมหมื่น ผสมผสาน ชุดที่ ๒ โรงพิมพ์ไทยเทอดธรรม พ.ศ.๒๕๑๓ หน้า ๒๕
๒.ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จ ฯ กรมพระ ลิลิตตะเลงพ่าย โรงพิมพ์คุรุสภา พ.ศ. ๒๕๙o หน้า ๘,๒๖

จากหนังสือ วิชาภาษาไทย ๒๔๓
โดย อาจารย์ เบญจมาศ พลอินทร์
........อาจารย์ วารี............ศรีมาโนชน์
ตรงตามหลักสูตรระดับ ป.กศ.สูง สภาการฝึกหัดครู


เนื้อหานิราศอาจแบ่งได้ 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
..........1.บทสดุดี มักมีเฉพาะนิราษคําโคลงเริ่มด้วยร่ายสั้นๆ พรรณนาความกว้างใหญ่งดงามของพระมหานคร เน้นหนักที่พระบรมมหาราชวัง พระบารมีของพระมหาราชวัง พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ปกแผ่อํานวยความสุขสวัสดี แก่ปวงชนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน มีความเจริญรุ่งเรื่องแก่พระราชอาณาเขต เป็นที่ยําเกรงแก่ประเทศใกล้เคียง มีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นหลักยึดมั่นทางจิตใจ บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น เป็นที่น่าภูมิใจ กวีจะใช้ความปราณีตงดงาม พรรณนาบทสดุดี เท่ากับเป็นการไหว้ครู แล้วสร้างจุดสนใจ เป็นคํานําเมื่อเริ่มเรื่องนั้นเอง ต่อจากการร่ายก็อาจจะเป็นบทโครงสดุดีอีก 2-3 บท
แต่ในนิราศคํากลอน นั้นมีข้อสังเกตว่า จะไม่มีบทสดุดี เมื่อเริ่มเรื่องก็จะเริ่มด้วยการรําพันถึงการนิราศจากนางไป แล้วบอกถึงสาเหตุของการจาก อาจจะมีการกล่าวอําลาสถานที่ที่เคยอยู่ หรือบอกเวลาที่เดินทางไว้ ดังเช่น นิราษเรื่องต่างๆ ของสุนทรภู่

..........2. บทสั่งลา ถ้าเป็นนิราศคําโคลง จะเริ่มเมื่อจบบทสดุดี แล้วทั้งร่ายและโครงสดุดีที่พบเสมอในบทสั่งลา ได้แก่การฝากนาง คือ ฝากไว้กับเทพยดา ฟ้าดิน สําหรับนิราศคํากลอน จะเริ่มบทส่งลาทันทีเมื่อตั้งต้นเรื่อง กวีจะบอกสาเหตุที่ต้องจากนางเดินทางไป บางครั้งก็จะบอก วัน เดือน ปี ที่ออกเดินทาง บอกรายละเอียดในการไปเช่น ผู้ร่วมเดินทางและพาหนะที่ใช้เดินทาง

..........3.บทคร่ำครวญ ต่อจากบทสั่งลา ก็จะเป็นบทคร่ำครวญ รําพันความรักความอาลัย และความโศกเศร้า เป็นทุกข์ ในการจากไป แทรกด้วยการชมธรรมชาติ หรือชมนก ชมไม้ ชมปลา สภาพท้องถิ่น ชื่อสถานที่ที่ผ่านไป มาเปรียบเทียบถึงนาง ด้วยโวหาร อุปมาอุปไมยหรือพรรณนาโดยอ้างเอาวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ที่คู่พระคู่นาง ต้องพลัดพรากจากกันมาเปรียบเทียบกับการพลัดพรากของตนกับนาง แทรกขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อต่างๆ ตลอดจนปรัชญาที่น่าสนใจ จากบทคร่ำครวญ ให้ความรู้ทางภูมิศาสตร์ ตํานานต่างๆ นิยายหรือนิทานที่มาประกอบเรื่อง ให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์สัตว์ พืชพันธุ์ต่างๆ ตลอดจนธรรมชาติของสัตว์และพืชนั้นๆ บางครั้งก็ทราบถึงชื่อประวัติของกวี ที่แทรกเข้าไว้ด้วย
..........4. บทจบเรื่อง กวีมีวิธีจบเรื่องหลายวิธีเช่น จบด้วยการบอกจุดประสงค์ในการแต่งไว้เช่น นิราศหริภุญชัย ว่าแต่งเพื่อให้เป็นตํานาน กําสรวลโครงดั้น นิราศนรินทร์
เบญจมาศ พลอินทร์-วารี ศรีมาโนชน์
นิราศลําน้ำน้อย ว่าแต่งเพื่อเป็น "สารรัก" บ้างก็จบลงด้วยการบอกว่า "เพื่อให้คนอ่านได้อ่านกัน" เช่น นิราศประพาสธารทองแดง กวีบางคนจบด้วยการบอกเวลาแต่ง บอกชนิดของคําประพันธ์บอกจํานวนโคลง และบางเรื่องก็ฝากฝังผลงานไว้ เพื่อกวีรุ่นหลังจะได้แก้ไขปรับปรุงก็มี บางเรื่องก็จบลงด้วยการอธิษฐานให้ประสบความสําเร็จในชีวิต ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า แต่สุนทรภู่จบด้วยการบอกว่า "ฉันขอแบ่งส่วนกุศลทุกคนเอย" ในนิราศพระบาท

การแต่งนิราศ ที่แทรกในวรรณคดีอื่นๆ สร้างความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านได้มาก เพราะผู้อ่านรู้จักตัวละครที่เป็นผู้จากไปและผู้อยู่ข้างหลังได้ดีทั้งสองฝ่าย ภาพจินตนาการความรักความอาลัยถึงกันจังชัดเจนจับใจผู้อ่านว่าการจากคนรักหรือนางสมมุติ ในวรรณคดีนิราศ ถือว่า เป็นวรรณคดีบริสุทธิ์ แต่งขึ้นเพื่อต้องการความสะเทือนอารมณ์ และไพเราะทางวรรณศิลป์ เป็นสําคัญ


...................................มูลเหตุที่เกิดวรรณคดี
นิราศที่เริ่มแต่งเป็นวรรณคดี สันนิษฐานว่าคงจะเริ่มขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่นับว่าเก่าแก่ที่สุด ได้แก่ โครงหริภุญชัย ไม่ปรากฎนามผู้แต่ง เป็นผู้แต่ง บ้างก็เชื่อว่า กวีสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นผู้แต่งหากพิจารณาถึงสภาพภูมิประเทศของกรุงศรีอยุธยา มีสภาพคล้ายเกาะ มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมขึ้นไปทางเหนือและลงมาสู่ทางใต้ในที่ราบลุ่มภาคกลาง ทั้งมีแม่น้ำสายน้อยแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลลงมาบรรจบกันโอบล้อมกรุงศรีอยุธยาจึงมีสภาพคล้ายเกาะดังกล่าวแล้ว และการเดินทางในสมัยนั้นใช้ทางน้ำกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางนานๆ อาจจะเป็นชั่วโมง เป็นวัน จึงมีเวลาว่างมาก ได้แต่นั่งๆ นอนๆ อยู่ในเรือจนเกิดความรําคาญและเบื่อหน่ายที่ต้องคิดหาอะไรทําแก้รําคาญ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า "หนังสือจําพวกที่เรียกว่า นิราศ เป็นบทกลอนที่แต่งเวลาไปทางไกล มูลเหตุที่จะเกิดหนังสือชนิดนี้ขึ้น คงเป็นเพราะเวลาเดินทางมักจะต้องไปหลายๆวัน จึงแต่งนิราศขึ้น"
........... อ้างอิง
.......... จากหนังสือ วิชาภาษาไทย ๒๔๓
..........โดย อาจารย์ บญจ ศ พลอินทร์ อาจารย์ วารี ศรีโนชน์
.........ตรงตามหลักสูตรร ดับ ป.กศ.สูง สภาการฝึกหัดครู


: ด.ช.จักรภัทร ด.ญ.ณัฐวดี : ด.ช.สหพล : ด.ช. วศิน - 28/11/2005 10:44

 

ลักษณะสำคัญของวรรณคดีนิราศ


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดีนิราศ
ก. กวีแต่งนิราศทำไม....อาจจะสรุปเป็นข้อดังนี้
1....เพื่อฆ่าเวลาในการเดินทางจากบ้านไปไกลและเป็นบันทึกการเดินทางด้วย
2....แต่งตามประเพณี.....เพื่อฝากผีปากไว้ให้ชนรุ่นหลัง
3…เพื่อถ่ายอดความรูสึก......ความคิด......เป็นบทร้อยกรอง
ลักษณะทั่วไปในการดำเนินเรื่อง
1…กวีไม่มีความยินดีในเนื้อเรื่องที่แต่ง.....มีแต่ความเศร้าเป็นแก่น.....จับเอาสิ่งที่พบเห็นมารำพัน
ถึงคนรักเป็น.กระพี้

2…ไม่มีการวางโครงเรื่อง (หรือPlot เรื่อง)..ใช้ความเศร้าบรรยายไปเรื่อย ๆ
3…นาง เป็นนางในจินตนาการเท่านั้น
4… ความสนุกของนิราศ อยู่ที่ การใช้คำ...ที่ไพเราะ เป็นความงามในด้านร้อยกรอง...อันเป็นระเบียบ
แบบแผน
5…ความดีของนิราศอยู่ที่
5.1...รสของคำ...ที่ก่อให้เกิดอารมณ์ และภาพพจน์
5.2...เสียงของคำ..ที่กวีจัดสัมผัสและจังหวะให้ไพเราะ
5.3....การใช้ความ..ที่กวีอ้าง ก่อให้เกิดความสะเทือนใจและความพึงพอใจ
5.4....การให้ความรู้.ทางภูมิศาสตร์.... ภูมิประเทศ.....และประวัติศาสตร์....ในเส้นทาง
ที่ผ่านไป ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี.วัฒนธรรม.และความเป็นอยู่
5.5....การชมธรรมชาติ…เช่นนก,.ปลา,.สัตว์ต่าง.ๆ.ต้นไม้,ภูเขา,.แม่น้ำฯ.เกิดความรู้ ความเพลิดเพลิน
5.6การแทรกสุภาษิต.คติธรรม.ให้ข้อคิด.และปรัชญาชีวิต
5.7การใช้โวหาร.ในทำนองต่าง.ๆ.อันเป็นลักษณะเฉพาะของกวีนั้น ๆ
ลักษณะเฉพาะของนิราศ
-....ไม่มีการวางโครงเรื่อง
-....เป็นการบรรยายความเศร้า….ความระลึกถึงผู้ที่อยู่ข้างหลัง
-....การรำถึงรำพัน…ด้วยความวิตก….และเจ็บช้ำ
-....การจัดคำ….ให้ถูกจังหวะ…และระเบียบ
-....ความเศร้า…เป็นแก่น
-....รายละเอียด...ปลีกย่อ….เป็นกระพี้
ลักษณะของนิราศ..เป็นวรรณคดีบริสุทธิ์..ที่พูดถึงการเดินทางผสมกับอารมณ์ที่กวีระบายความ
ในใจออกมา
ข....ประเภทของนิราศ
-…นิราศแท้
-…นิราศสมมุติ
นิราศแท้..หมายถึง…นิราศ...ที่กวี...จากบ้าน...จากคนรักไปจริง
มีการเดินทางจริง..มีการตั้งชื่อเรื่อง..ดังนี้
1…ตั้งชื่อตามผู้แต่ง..เช่น…นิราศนรินทร์..นิราศพระพิพิธสาลี..นิราศพระยาตรัง..นิราศนายโต๊ะ ฯ
ซึ่งหมายความว่า..เป็นบทนิราศของผู้แต่งชื่อนั้น ๆ
2…ตั้งชื่อตามสถานที่..ที่กวีเดินทางไป..เช่น..นิราศหริภุญชัย..นิราศเมืองเพชร..นิราศธารโศก
นิราศสุพรรณ..นิราศพระบาท..นิราศลอนดอน..นิราศเกาหลี.เป็นต้น
หมายถึงว่า..บทพรรณนาการเดินทางจากที่ใดที่หนึ่ง..ไปยังสถานที่ที่ระบุไว้..แต่นิราศวัดรวกนั้น
ค่อนจะแปลกคือ..เป็นนิราศที่เดินทางจากวัดรวกไปพระพุทธบาท

นิราศสมมุติ.หมายถึง..นิราศที่กวีแต่งขึ้นโดยมิได้มีการเดินทางจริงหรือมีนางจริง..แต่กวีสร้างเรื่องขึ้น
โดยอาศัยเค้าเรื่องจากวรรณคดี..บางเรื่อง.กำหนดให้ตัวละคร..ตัวใดตัวหนึ่งเดินทางคร่ำครวญไป..ให้
อารมณ์ความรู้สึกราวกับเป็นจริง..นิราศประเภทนี้ได้แก่..นิราศอิเหนา..นิราศพระอภัยมณี..นิราศสีดา. (รามเกียรติ์).
.บางตอนใน วรรณคดีอื่น..เช่น..ลิลิตพระลอ..ลิลิตตะเลงพ่าย.. เป็นนิราศสมมุติที่แทรกลงไว้
นิราศสมมุติ..อีกอย่างหนึ่ง..คือ..ตั้งชื่อ..ตามฤดูกาล..ได้แก่..นิราศประพาสธารทองแดง..โคลงทวาทศมาส
นิราศเดือน..พรรณนาเหตุการณ์ประเพณีการละเล่น..และเรื่องอื่น ๆ..ในแต่ละเดือน..เป็นลำดับไปพร้อม
กับแทรกบทคร่ำครวญถึงนาง..จนครบสิบสองเดือน
นิราศสมมุติ..นี้พิจารณาได้ว่า..เป็นวรรณคดีนิราศที่นิยมคร่ำครวญถึงการพลัดพรากจากคนรัก..จะจริงหรือ
ไม่จริงก็ได้..ดังเช่น
นิราศกาพย์ห่อโคลง..นิราศธารโศ...ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์..กล่าวว่า
จบเสร็จคร่ำครวญกาพย์……….บทพิลาปถึงสาวศรี
แต่งตามประเวณี........................................ใช่เมียรักจักจากจริง
โครงครวญกลอนกล่าวอ้าง……......................นารี
โศกสร้อยถึงสาวศรี………………….....................เษกหว้า
แต่งตามประเพณี…………………........................ธิรภาคย์
เมียมิ่งพรั่งพร้อมหน้า…………………..................ห่อนได้จากกัน
โครงทวาทศมาส.. เป็นวรรณคดีนิราศที่แปลกออกไป .. เพราะในเรื่องไม่มีการเดินทางมีแต่บทพรรณนา ..ถึงนางสมมุติเท่านั้น..แต่ที่จัดเป็นนิราศก็เพราะการพรรณนาด้วยสำนวนโวหารที่คร่ำครวญ
ถึงความรักที่ได้ความเปรียบดี ..ไพเราะมีความหมายดี.. ทั้งสำนวนโวหารออกจะยากกว่าสำสรวลโคลงดั้น
ที่จัดว่ายากมากอยู่แล้ง ..บทท้ายของโคลงทวาทศมาส ..มิได้กล่าวสั่งนางผู้เป็นที่รัก ..หรือไม่ได้บอกว่า
เป็นสมมุติ ..แต่พรรณนาเปรียบการแต่งนิราศนี้กับการร้อยมาลัย.. ดังโคลงว่า
จบเสร็จเกลากาพย์เกลี้ยง……..กลอนการ
คือมณีมาไลย…………………...เรียบร้อย
เป็นเฉลิมกวีสาร…………………เสาวนิศ
รัตนมณีมาลย์สร้อย ………………เสกสร้อยสรวมกรรณ
ค่าขอวรรณคดีเรื่องนี้ ..อยู่ที่ผู้แต่งเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความรอบรู้เป็นอย่างดี..และยังมีขุนนางผู้ทรงความรู้ใน
ทางหนังสือเป็นผู้ขัดเกลาอีกด้วย..จึงเป็นนิราศสมมุติ..ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นที่
น่าศึกษาอย่างยิ่ง..เพราะเป็นวรรณคดีนิราศที่แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีของไทยที่เป็นมาในโบราณกาล
ตลอดจนความเป็นอยู่ของสังคมไทยในอดีต
ส่วนนิราศภูเขาทอง ของ สุนทรภู่ ท่านกล่าวว่า
“ใช่จะมีที่รักสมัครมาด……...แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร…………...ตามวิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา”
ทั้งนี้..ท่านสุนทรกู้มีการเดินทางไปภูเขาทอง..ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจริง..แต่การคร่ำครวญ
พรรณนาถึงคนรักนั้นเป็นการสมมุติ..ซึ่งตรงกันข้ามกับโคลงทวาทศมาสที่ไม่มีการเดินทาง
แต่มีการคร่ำครวญถึงนางเช่นกัน ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า
นิราศแท้..มีการเดินทางจริง..จากนางและบ้าน..มีความอาลัยถึงผู้ที่อยู่ข้างหลัง..แต่บางครั้งกวีเดินทางจริง
แต่การคร่ำครวญถึงนางนั้น..อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้
นิราศสมมุติ..กวีมิได้เดินทางไป..แต่การพรรณนาโดยสมมุติ


ประเภทของนิราศ..ในด้านการใช้คำประพันธ์
1…โคลงสุภาพ..และโคลงดั้น.. เช่น..โคลงหริภุญชัย.. กำสรวลศรีปราชญ์..ฯลฯ
2…กาพย์.. เช่น.. นิราศประพาสธารทองแดง.. ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร, เห่เรือใน ร. 2
3…เพลงยาว ..เช่น เพลงยาว..รบพม่าที่ท่าดินแดง..ใน..ร.1
4…นิราศกลอน.. เช่น..นิราศครั้งบ้านเมืองยังดี..ของ หม่อมพิมเสน..นิราศต่าง ๆ..ของสุนทรภู่ ฯลฯ
5…นิราศจากวรรณคดี..เช่น..นิราศอิเหนา..ของ..สุนทรกู่
หนังสืออ้างอิงครับ...
จากหนังสือ วิชาภาษาไทย ๒๔๓
โดย อาจารย์ เบญจมาศ พลอินทร์
........อาจารย์ วารี............ศรีมาโนชน์
ตรงตามหลักสูตรระดับ ป.กศ.สูง สภาการฝึกหัดครู



: : ด.ช.สหพล ไวทย์รุ่งโรจน์ เลขที่7 ม.1/11A - 28/11/2005 17:35

 

รูปแบบของนิราศ
รูปแบบของนิราศ

...............รูปแบบของนิราศ
..๑. จะต้องมีการเดินทาง
..๒. เนื้อเรื่อง....ต้องมีนางในนิราศ....เป็นแก่นของเรื่อง
..๓. ใช้ระยะทางที่ผ่านไป...พรรณาความรักถึงนาง
..๔. มีการพรรณาเอาสิ่งที่พบเห็น....มาเปรียบเทียบกับนาง....รำพันถึงความสุขที่เคยอยุ่ร่วมกัน
..๕. ใช้สำนวนโวหาร...โลดโผน...คมคาย...แทรกคติธรรมและความเชื่อ...เช่น...การอ้าง...บุญกรรม..
.อ้างเทพยดาอารักษ์...ธรรมชาติ...ฟ้าและดิน...ให้มาช่วยให้ได้กลับคืนไปหานาง
..๖. แทรกความรู้เกี่ยวกับ..วรรณคดีอื่นๆ..ที่คู่พระคุ่นาง...ต้องพลัดพรากจากกัน
..๗. ความรู้เกี่ยวกับ...ทางภูมิศาสตร์...ประวัติศาสตร์...ขนบธรรมเนียม...ประเพณี...ตำนานเก่าๆ

...........รูปแบบของนิราศ..ควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้..คือ:-
...........๑. ....มโนภาพ....เป็นความนึกของกวีวาดขึ้นเป็นภาพพจน์ด้วยถ้อยคำ.....ความนึกนั้นแปลกอย่างไร.
...ส่งเสริมความดีหรือไม่....จะต้องมีความงามด้วย......ความแปลกเป็นประดิษฐการอย่างหนึ่งของกวีอันเกิด
จากมโนภาพ...อาจแบ่งเป็น
.......................-.เป็นสิ่งแรกที่กวีคิดขึ้นมา
.......................-.เป็นสิ่งที่ทำได้ชัดเจน

...........๒.อารมณ์สะเทือนใจ.....กวีมีตาที่สามที่มองแปลกออกไป..คือ
............-.เห็นแล้วแปลก.....เกิดอารมณ์ขัน
............-.เห็นแล้วแปลก......เกิดอารมณ์สลด..เศร้า
............-.เห็นแล้วแปลก......เกิดอารมณ์เลื่อมใส..ศรัทธา
............-.เห็นแล้วแปลก......เกิดอารมณ์สบายใจ..เพลิดเพลิน
............-.เห็นแล้วแปลก......เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เคยรู้

...............๓..การแสดงออก...หมายถึง..อารมณ์สะเทือนใจ...ของกวีที่แสดงออกประกอบด้วย
..อุดมคติ...คือ..สูงกว่าธรรมชาติ...สูงกว่าของจริง....ผู้อ่านเกิดอารมณ์มีชีวิตชีวา
...กวีเปรียบเทียบออกมาได้เกินความจริงในลักษณะที่งดงาม...เป็นลักษณะที่ดีที่เหนือธรรมชาติ..เช่น

..................."งามโอษฐดั่งใบไม้อ่อน..............งามกรดั่งลายเลขา
งามรูปเลอสรรขวัญฟ้า...............................งามยิ่งบุปผาเบ่งบาน"

......การแสดงออก..มีแนวกำหนด..คือ..
......-ใส่ชีวิตจิตใจลงไป
......-มีจุดประสงค์แน่นอน...บรรยากาศกลมกลืนกับสิ่งที่พูดถึง
......-ซื่อตรงต่อความคิดของตน

.......๔.องค์ประกอบ..คือ..การนำถ้อยคำ..มาจัดระเบียบกันเข้าให้เป็นรูปร่างในการพิจารณาดูว่า
..องค์ประกอบเข้ากันได้สนิทเหมาะเจาะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่..สิ่งที่จะดูจาก
องค์ประกอบเหล่านี้ได้แก่...ฟัง,อ่าน ว่าขัดหูหรือไม่..ทั้งเสียง,ถ้อยคำ..และความหมาย

..........๕.ท่วงท่าที่แสดงออก..เป็นลักษณะเฉพาะตัว..คือ..ปัจเจกบุคคล,นิสัย,ฝีมือและความคิด
ในตัวของกวีจะไหลเข้าไปในนิพนธ์นั้น..กวีที่ดีจะต้องมีบุคลิกภาพของตัวเอง...ความนึกคิด...
ความเชื่อมั่นและความสนใจ


.........๖.เทคนิก...แต่เดิมเป็นภาษากรีก..เป็นฝีมือแทนคำ Arts แปลว่า "กรรมวิธีทำให้ได้ผลเรียบร้อย
สวยงาม"ซึ่งรวมเอาทั้งความรู้..ความคิดเข้าด้วยกัน..เทคนิกประกอบด้วย
..................-ความรู้และหลักเกณฑ์...(การใช้คำและฉันทลักษณ์)
..................-ได้พบสิ่งที่ดีมามาก
..................-ความชำนาญในการแต่ง(เช่น สุนทรภู่ ชำนาญเป็นเลิศในทางกลอน)
...................-เทคนิคเป็นส่วนช่วยตกแต่งให้เรื่องราวมีรสชาติขึ้น

จากหนังสือ วิชาภาษาไทย ๒๔๓
โดย อาจารย์ เบญจมาศ พลอินทร์
........อาจารย์ วารี............ศรีมาโนชน์
ตรงตามหลักสูตรระดับ ป.กศ.สูง สภาการฝึกหัดครู
: ด.ช. วศิน เขมพิทักษ์ - 24/11/2005 17:49

: : ด.ช. วศิน เขมพิทักษ์ - - 28/11/2005 17:37

 

นิราศพระบาท


ผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร (ภู่)
ลักษณะการแต่ง กลอนนิราศ


…………...นิราศพระบาทมีความยาว ๔๖๒ คำกลอน โดยมีเนื้อหาตอนที่สุนทรภู่ได้ตามเสด็จพระองค์ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีในฐานะมหาดเล็ก ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ได้ล่องเรือขึ้นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาผ่านสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง แล้วมาขึ้นบกที่
ท่าเรือ ‘อยุธยา’ และเดินทางต่อโดยใช้ช้างเป็นพาหนะจนถึงพุทธบาท สุนทรภู่ และคณะได้พักอยู่ที่พุทธบาท
เป็นเวลา ๔ วัน ก็ตามเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร โดยขบวนเรือเสด็จ ล่องลงมาตลอดทางจนถึงวัดระฆัง

เนื้อความสำคัญ
๑. ความรักระหว่างสุนทรภู่กับนางจัน
…………นิราศเรื่องนี้ได้กล่าวว่าสุนทรภู่ และนางจันภรรยาได้แยกกันอยู่มาตั้งแต่เดือนยี่ถึงเดือนสาม
โดยที่มีแม่ของ นางจันเป็นฝ่ายโกรธสุนทรภู่ และได้ชี้แจงสาเหตุของการตามเสด็จที่ทำให้ต้องจำจากนางรักไป
ไว้ดังนี้

………………………………....……โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง
ดังศรรักปักซ้ำระกำทรวง………………เสียดายดวงจันทราพะงางาม
เข้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่…………..แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม
จนพระหน่อสุริยวงศ์ทรงพระนาม……..จากอารามแรมร้างทางกันดาร
ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท………….จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร
ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร………….นมัสการรอยบาทพระศาสดา

…………นอกจากนี้ยังมีความในนิราศอีกหลายตอนที่สุนทรภู่ได้สื่อให้เห็นว่านางจันนั้นโกรธเคืองตน
เช่นในตอนที่เดินทางมาถึงวัดบ้านโบสถ์ตลาดแก้วว่า


.... แมงภู่เชยเหมือนที่เคยประคองชิด.............. นั่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบ................................ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา
พี่เวียนเดือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อย................ให้แช่มช้อยชื่นช่อเช่นกอเก่า
......... โอ้รักตันฤามาต้องกับสองเรา .................จึงใจเจ้าโกรธไปได้ไม่นาน

…………สุนทรภู่ยังแสดงความรัก ความห่วงหาแม่จันเอาไว้ในนิราศพระบาทอีกหลายตอน. ซึ่งนอกจาก
จะทำตามขนบในการแต่งนิราศแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงคงความรักของสุนทรภู่ที่มีต่อแม่จันอีกด้วย
ยังมีข้อความต่างๆ อีกมากมายที่สุนทรภู่ได้แต่งถึงแม่จัน โดยเปรียบให้ไปพ้องกับชื่อสถานที่ต่างๆ
ที่ได้เดินทางผ่านดังนี้


สามเสน
ขอนุชที่ฉันสุจริตรัก………………….…ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเรขาขำ
ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ………...สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ
บางซื่อ
ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต……………......เหมือนซื่อจิตที่ตรงจำนงสมร
มิตรจิตขอให้มิตรใจจร………………….ใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง


๒. การให้ความรู้เรื่องประวัติของสถานที่ ดังนี้
สามเสน
ถึงสามแสนแจ้งความตามสำเหนียก…….เมื่อแรกเรียกสามเสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี……………….ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามเสนเป็นชื่อคุ้ง…………...เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน……………….แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ

…………เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับชื่อสถานที่ ‘สามเสน’ ว่าแต่ก่อนเรียกว่าสามเสนเนื่องจาก
มีพระพุทธรูปปรากฏขึ้นมา ใช้คนจำนวนกว่าสามแสนคนช่วยกันฉุดดึงพระพุทธรูปยังไม่เคลื่อนที่ เป็นต้น
อ้างอิงจาก เอนทรานซ์ ม.4, 5, 6
ของสำนักพิมพ์ ฟิสิกซ์เซ็นเตอร์

: ด.ญ.ลาออล ใจปลื้ม ม.๒/๑๑เอ เลขที่ ๒๐ - 11/11/2005 20:41

 

 

นิราศภูเขาทอง


นิราศภูเขาทอง
๑. ประวัติความเป็นมา
๑.๑ ประวัติความเป็นมาของนิราศภูเขาทอง
นิราศภูเขาทองเป็นนิราศเรื่องเอกในบรรดานิราศทั้ง 8 เรื่องของสุทรภู่
สุนทรภู่แต่งนิราศภูเขาทองเมื่อบวชเป็นพระอยู่ที่วัดราชบูรณะ และได้เดินทางๆเรือไปนมัสการ
พระเจดีย์ภูเขาทองเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ (ปีที่แต่งนิราศเรื่องนี้มีผู้เข้าใจเป็น ๒ ทางคือ ทางหนึ่งว่า
แต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ อีกทางหนึ่งว่า แต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๓ ) เจดีย์นี้อยู่ที่วัดภูเขาทองซึ่งเป็น
วัดโบราณอยู่กลางทุ่งนาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าใจกันว่า
มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในพระเจดีย์ภูเขาทองจึงเป็นที่นับถือของคนทั่วไป

๑.๒ ประวัติพระเจดีย์ภูเขาทอง
พระเจดีย์ภูเขาทองเป็นเจดีย์อนุสรณ์เมื่อครั้งพระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพมาตี
กรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ ได้สร้างขึ้นที่วัดกลางทุ่งห่างจากกรุงศรีอยุธยาประมาณ ๒ กิโลเมตร
เป็นเจดีย์ใหญ่ มีรูปทรงเป็นเจดีย์มอญ เรียกว่า พระเจดีย์ภูเขาทอง ตามชื่อวัดภูเขาทอง ต่อมา
วัดภูเขาทองและเจดีย์ปรักหักพังมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัด
และเจดีย์ขึ้นใหม่ และได้เปลี่ยนจากทรงเจดีย์มอญมาเป็นเจดีย์แบบไทย



๒. เนื้อเรื่องย่อนิราศภูเขาทอง
เนื้อเรื่องเริ่มตอนที่สุนทรภู่บวชเป็นพระภิกษุและออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ทาง
เรือเมื่อเดือนสิบเอ็ด หลังจากรับกฐินแล้ว โดยเดินทางไปกับนายพัดบุตรชาย ซึ่งเกิดจาก
นางจัน เพื่อไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกเดินทางจาก
วัดราชบูรณะ ผ่ายพระบรมมหาราชวัง สุนทรภู่รำพันถึงความหลังเมือ่ครั้นตนเองได้รับ
พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่ทรงชุบเลี้ยงไว้ในราชสำนัก
ผ่านท่าแพ (ท่าราชวรดิษฐ์) วัดประโคนปัก โรงเหล้า บางจาก บางพลู บางพลัด บางโพ
บ้านญวน วัดเขมาภิรตาราม ตลาดแก้ว และที่ตลาดแก้วนี้สุนทรภู่ครวญถึงแม่จันซึ่งเป็น
ภรรยาเคยให้ผ้าห่มแพรดำแก่สุนทรภู่ก่อนไปเมืองแกลง ผ่านตลาดขวัญ บางธรณี
บ้านมอญ บางพูด บ้านใหม่ บางเดื่อ บางหลวง เชิงราก สามโคก ที่สามโคกนี้สุนทรภู่
รำพันถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งประทานนามสามโคกว่าเมืองปทุมธานี
และให้เป็นหัวเมืองชั้นตรี สุนทรภู่เดินทางผ่านบ้านงิ้วถึงเกาะราชครามในตอนเย็น จึงหยุด
พักค้างแรม
วันรุ่งขึ้นตอนเช้าออกเดินทางต่อไปถึงกรุงเก่า ขณะนั้นพระนายไวยซึ่งเคยเป็นกวีใน
ราชสำนักมาก่อน และคุ้นเคยกับสุนทรภู่ได้เป็นเจ้าเมือง (คือพระยาไชยวิชิต (เผือก))
สุนทรภู่ตกยากจึงไม่กล้าแวะเข้าไปหา เพราะเกรงว่าท่านเจ้าเมืองจะไม่รู้จักแล้วจะขายหน้า
สุนทรภู่จึงผ่านจวนเจ้าเมืองไปพักค้างคืนที่หน้าวัดพระเมรุ ขณะจำวัดในเรือถูกโจรเข้ามา
ขโมยของในเรือ แต่สุนทรภู่รู้ตัวเสียก่อน จึงนำของออกไปไม่ได้
ครั้นรุ่งเช้าเป็นวันอุโบสถ สุนทรภู่จึงไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง ได้พบพระบรม-
ธาตุสถิตในเกสรดอกบัว จึงได้อัญเชิญมาด้วย แต่รุ่งเช้าก็อันตรธานไป สุนทรภู่พักค้างคืน
ที่วัดภูเขาทองคืนหนึ่งจึงได้ล่องเรือกลับกรุงเทพมหานคร มาจำพรรษาที่วัดอรุณราชวราราม
ตอนท้ายของนิราศ สุนทรภู่กล่าวว่านิราศเรื่องนี้กล่าวถึงความรักไว้บ้าง ใช่ว่าจะมี
ความรักจริงๆ ก็หาไม่ ที่กล่าวไว้เป็นเพียงพริกไทยใบผักชีโรยหน้าอาหารให้เกิดความ
เอร็ดอร่อยเท่านั้นเอง



๓. ลักษณะคำประพันธ์
ลักษณะคำประพันธ์ในนิราศภูเขาทองคือ กลอนนิราศ ซึ่งก็คือกลอนสุภาพนั่นเอง
แต่ต่างกันตรงที่กลอนนิราศจะขึ้นต้นด้วยวรรคที่สอง แล้วแต่งไปเรื่อยๆจนจบบท ซึ่งกลอนนิราศ
จะเป็นกลอนที่บรรยายและพรรณนาถึงสถานที่ บรรยายอารมณ์รัก คร่ำครวญถึงสตรีอันเป็นที่รัก
โดยเอาไปผูกพันกับธรรมชาติหรือสถานที่ที่พบเห็น ลักษณะเด่นของกลอนนิราศอีกอย่างหนึ่งก็คือ
วรรคสุดท้ายจะลงท้ายด้วยคำว่า " เอย "



๔.คุณค่าของกวีนิพนธ์ประเภทกลอน (นิราศภูเขาทอง)
๔.๑ คุณค่าด้านวรรณศิลป์
๑) การเลือกสรรคำของสุนทรภู่ มีความเด่น มีทั้งเสียงสัมผัสสระ สัมผัสอักษร
การซ้ำเสียง และการเลือกคำที่มีความหมายเหมาะกับเนื้อหา เช่น

"ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียน
บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวน
ทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วง ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน
โอ้เรือพ้นวรมาในสาชล ใจยังวนหวังสวาทไม่คลาดคลา"

การซ้ำเสียงเป็นการสัมผัสอักษรอย่างหนึ่ง นับเป็นการเล่นคำที่ทำให้เกิด
เสียงไพเราะ การซ้ำเสียงจะต้องเลือกคำที่ให้จินตภาพแก่ผู้อ่านอย่างแจ่มชัดด้วย นิราศภูเขาทอง
ใช้คำซ้ำได้ดีมาก ดังเมื่อสุทรภู่พักค้างคืนที่เกาะคราม มีความว่า

"พระสุริยงลงลับพยับฝน ดูมัวมนมืดมิดทุกทิศา
ถึงทางลัดตัดทางมากลางนา ทั้งแฝกคาแขมกกขึ้นรกเรี้ยว
เป็นเงาง้ำน้ำเจิ่งดูเวิ้งว้าง ทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลียว
เห็นดุ่มดุ่มหนุ่มสาวเสียงกราวเกรียว ล้วนเรือเพรียวพร้อมหน้าพวกปลาเลย"

๒) การใช้กวีโวหาร หรือภาพพจน์ นิราศภูเขาทองมีภาพพจน์ลักษณะต่างๆ
ที่กวีเลือกใช้ ทำให้ผู้อ่านได้เข้าถึงความคิด ความรู้สึกของกวี เช่น
(๑) ภาพพจน์อุปมา สุนทรภู่เปรียบเทียบช่วงชีวิตที่"แต่ปางก่อนเคยเฝ้า
ทุกเช้าเย็น" นั่นคือ ช่วงที่ท่านรับราชการใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่
ใช้คำเปรียบเทียบ ไว้ว่า

"เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์"

เป็นความเปรียบเทียบที่หอมยิ่งกว่ากลิ่นสุคนธ์ใดๆ "สิ้นแผ่นดินสิ้นรส
สุคนธา วาสนาเราก้สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์" เป็นการเปรียบเทียบที่จับจิตจับใจยิ่งนัก
เมื่อสุนทรภู่เดินทางถึงบางธรณี ได้กล่าวเปรียบเทียบให้เห็น
ความทุกข์ยากของตน ไว้ว่า

"เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
อันหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา"

(๒) ภาพพจน์อธิพจน์ คือ การกล่าวเกินจริงในแง่อารมณ์ ความรู้สึก
เพื่อให้ผู้ฟัง ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย เช่น

"ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา
อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง"

(๓) ภาพพจน์เลียนเสียงธรรมชาติ กวีทำให้เสียงที่ได้ยินมาบรรยายให้เกิด
มโนภาพและความไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น เช่น

"ไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่ง พอหยุดยุงฉู่ชุมมารุมกัด
เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัด ต้องนั่งปัดแปะไปมิได้นอน"

คำว่า แปะ เป็นเสียงตบยุง เป็นโวหารเลียนเสียงธรรมชาติที่ให้
ภาพพจน์ที่เด่นชัดให้เห็นภาพนั่งปัดยุงและตบยุงดังแปะๆ โดยมิได้นอน

(๔) ภาพพจน์เล่นคำ คือ การใช้ถ้อยคำคำเดียวในความหมายต่างกันเพื่อให้
การพรรณนาไพเราะน่าอ่าน และมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น

"เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ
เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ซ้ำเจือ เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย"

คำว่า โศก ระกำ รัก สวาท ในบาทแรกเป็นชื่อของต้นไม้ และคำ
ดังกล่าวในบาทต่อมาเป็นอารมณ์ความรู้สึกของกวี



๔.๒ คุณค่าด้านเนื้อหา เป็นคุณค่าที่ผู้อ่านได้รับากงานประพันธ์ที่อ่าน อาจจะ
เป็นความคิด ปัญญา แนวคิดที่จะนำมาใช้กับชีวิต เช่น
๑) ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ นิราศภูเขาทองกล่าวถึงธรรมชาติของ
มนุษย์ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผู้คนต่างๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะนิราศภูเขาทองเป็นนิราศที่เป็นส่วนหนึ่งของ
ชีวิตสุนทรภู่ จึงทำให้ผู้อ่านเข้าใจกวีผู้นี้ดีขึ้นจากบทกลอนนิราศเรื่องนี้
(๑) ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณของสุนทรภุ่ ความกตัญญูเป็นเครื่องหมาย
ของคนดีที่ควรยกย่องสรรเสริญ สุนทรภู่เป็นผู้มีความกตัญญูรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาท-
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังกลอนว่า

"โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศรีษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่วึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"

(๒) ความเข้าใจด้านความรัก สุนทรภู่ชี้ให้เห็นโทษของสุราและ
ธรรมชาติของความรัก ว่า

"ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วเรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน"

(๓) ความเข้าใจจิตมนุษย์ สุนทรภู่ชี้ให้ผู้อ่านเข้าใจจิตของมนุษย์ ว่า

"โอ้สามัญผันแปรไม่เที่ยงแท้ เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย
นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิด"

๒) การเสนอแนวคิด ผู้อ่านสามารถนำไปเป็นแนวในการดำเนินชีวิต เช่น
ความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง เมื่อสุนทรภู่ไปเห็นพระเจดีย์ภูเขาทองที่มี
สภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ท่านก็เสนอความคิดสู่ผู้อ่าน ไว้ว่า

"ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น"

๔.๓ คุณค่าด้านสังคม งานวรรณคดีเป็นเสมือนกระจกส่องให้เห็นภาพทางสังคม
ในสมัยที่กวีได้เขียนงานนั้นๆ ลักษณะที่เด่นของงานนิราศของสุนทรภู่ประการหนึ่ง คือ ท่านได้
บันทึกภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมในสมัยรัชกาลที่ ๒ เช่น
สุนทรภู่ผ่านหน้าแพเห็นเรือพระที่นั่งก็นึกถึงเมื่อครั้งเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวในเรือพระที่นั่ง หรือในการตามเสด็จถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค เช่น

"ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา"

นอกจากนั้น เมื่อสุทรภู่ผ่านวัดเขมาภิรตาราม ก็นึกถึงพระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่โปรดให้ปฏิสังขรณ์และมีการฉลองใหญ่ในวัดนี้ ว่า

"โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จบรมโกศ มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา"

ชื่อบ้านนามเมืองที่เปลี่ยนไป ท่านได้บันทึก ไว้ว่า

"ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว"



๔.๔ การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
นิราศภูเขาทองเป็นวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่งที่เป็นเครื่องบันทึก และสะท้อน
ภาพสังคมในสมันรัชกาลที่ ๒ ซึ่งถือเป็นยุคทองของวรรณคดี โดยผู้อ่านสามารถนำสาระที่
ปรากฏอยู่ในวรรณคดีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

๑) ด้านศาสนา
นิราศภูเขาทองแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างเด่นชัด
ซึ่งเนื้อเรื่องคือการกล่าวถึงการเดินทางของสุนทรภู่เมื่อออกบวชแล้ว และได้เดินทางไปนมัสการ
พระเจดีย์ภูเขาทอง โดยจะเห็นได้ว่าคนไทยในสมัยก่อนมีความผูกพันกับศาสนาพุทธและศาสนสถาน
เป็นอย่างมาก แตกต่างจากปัจจุบันนี้ที่ผู้คนละเลยต่อการแสดงออกถึงความเคารพในศาสนา เราจึง
ควรนำสาระที่แทรกอยู่ในนิราศภูเขาทองมาประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ โดยการหันมาให้ความสำคัญกับ
ศาสนามากขึ้น ช่วยกันทำนุบำรุงศาสนสถาน และมีความยึดมั่นในศาสนาพุธ สิ่งเหล่านี้จะ
ช่วยให้เป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนโยน มีคุณธรรม และช่วยให้มีสติมากขึ้น
๒) ค่านิยมในสถาบันกษัตริย์
สถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่า
นอกจากศาสนาแล้ว สถาบันกษัตริย์ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยอย่างที่จะขาดไม่ได้ จาก
นิราศภูเขาทอง แม้ว่าสุนทรภู่จะเดินทางไปนมัสการพระเดีย์ภูเขาทองแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะ
สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ ๒ ดังบทกลอน ต่อไปนี้

"เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์"

จากข้างต้น แสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ไทยนั้นทรงมีบทบาทต่อจิตใจคนไทย
เป็นอย่างมาก เพราะท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่าง เพื่อให้ชาวไทยอยู่ดีมีสุข เรา
จึงควรนำสุนทรภู่เป็นแบบอย่างในการให้ความเคารพศรัทธาต่อกษัตริย์ เพราะหากไม่มีกษัตริย์แล้ว
ประเทศไทยก็อาจจะไม่เป็นสังคมที่สันติสุขเช่นนี้
๓) คติสอนใจ
นิราศภูเขาทองให้ข้อคิดและคติสอนใจที่ดีต่อการใช้ชีวิต เช่น การพูด
ความกตัญญู และความรัก เป็นต้น ซึ่งแม้จะผ่านมาหลายสมัยแต่ก็สามารถนำมาใช้กับชีวิต
ในปัจจุบันได้ดี เช่น

"ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา"

บทกลอนข้างต้นนี้ให้คติสอนใจเกี่ยวกับการพูด ซึ่งใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย
โดยกล่าวถึงการพูดว่า การพูดที่ดีจะทำให้มีแต่ความร่มรื่นย์ มีคนรัก แต่ถ้าหากพูดไม่ดี
ก็อาจจะทำให้ไม่มีใครอยากคบหาด้วย ฉะนั้นการพูดจึงเป็นสิ่งสำคัญ จะพูดอะไรก็ควรคิดไตร่ตรอง
ให้ดี

อ้างอิง โดย ประพนธ์ เรืองณรงค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3)
เล่ม2 - - พิมพ์ครั้งที่1 - - กรุงเทพฯ : ประสานมิตร , 2545




: ด.ช. ศรุต อารีนิยกิจ ม.2/11B เลขที่ 8 - 23/11/2005 22:46

นิราศเมืองแกลง



ลักษณะทั่วไปทางภูมิศาสตร์

1. สภาพทางกายภาพ

จะเห็นได้ว่าลักษณะการตั้งบ้านเรือนของคนไทยสมัยรัตนโกสินทร์ มักตั้งอยู่ริมน้ำ โดยสังเกตจากชื่อสถานที่มักมีคำว่า *บาง* จึงแสงให้เห็นว่าสภาพภูมิปรเทศสมัยนั้นน่าจะเป็นดินแดนที่มีแม่น้ำหรือแหล่งน้ำอยู่มาก

2. การคมนาคม

การคมนาคมทางน้ำจะใช้เรือแจวหรือเรือพาย โดยอาศัยเวลาน้ำขึ้นน้ำลงเป็นหลัก โดยสังเกตจากคำกลอนต่อไปนี้

....."ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน........พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง
…………………………………… ………………………………………
ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด...............เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
แจวตะกูดเกะกะปะกระเชียง...............บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย"

3. การค้าขาย

การคมนาคมทางน้ำจะใช้เรือแจวหรือเรือพาย โดยเฉพาะในแถบสำเพ็ง จะมีการค้าขายที่คึกคักมาก และบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมน้ำจะปลุกเป็นเรือนแพเพื่อค้าขาย เช่นตอน

ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ............แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน"

4. การทำมาหากินของชาวบ้าน

ชาวบ้านล้วนยังชีพโดยไม่ต้องใช้เครื่องทุ่นแรง อาหารการกินก็กินกันตามที่หาได้ ผู้ที่อยู่ป่าก็ใช้วิธีหาของป่ามารับประทานกัน เช่นตอน

....."อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน.........ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
ดูแคล่วคล่องล่องเล่นแฉลบลอย..............เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน"
....."เวลาเช้าก็ชวนกันออกป่า..........มันโม้หมาไล่เนื้อไปเหลือหลาย
พอเวลายัณห์ตะวันชาย.................ได้กระต่ายตะกวดกวางมาย่างแกง"



คติความเชื่อและค่านิยมของสังคม

1. การยกย่องคนเมือง

คนในชนบทมักจะชื่นชมยกย่องคนในเมืองหลวงว่าเป็นผู้สูงศักดิ์กว่า เจริญกว่า เช่นตอน

"บรรดาเหล่าชาวบ้านประมาณมาก............ต่างมาฝากรักใคร่เหมือนใจหมาย"

2. ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์

ชาวบ้านมักมีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออำนาจที่มองไม่เห็น เมื่อประสบกับเหตุการณ์วิกฤตของชีวิต หาทางออกไม่ได้ ก็ใช้วิธีบนบานศาลกล่าว เพื่อทำให้สบายใจขึ้น เช่นตอน

....."พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง............แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ
เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ............คลื่นก็เฝือฟูมฟองคะนองพราย
เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก................จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย"

3. ความเชื่อเรื่องกรรม

คนไทยมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลจากการกระทำ เช่นตอน

"ชะรอยกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราย............จึงแยกย้ายบิตุราชญาติกา"


4. ค่านิยมเรื่องการสูบฝิ่น

ในอดีตคนนิยมสูบฝิ่นกันมาก เนื่องจากสมัยรัชกาลที่๑ การสูบฝิ่นยังไม่ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนจึงนิยมสูบกันมากโดยเฉพาะผู้ชาย เช่นตอน

"น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง..............แล้วคุ้มคลั่ง***ยาทำตาแดง"



วัฒนธรรมและประเพณีที่ปรากฏ

1. วัฒนธรรมด้านจิตใจ

คนไทยจะมีอัธยาศัยไมตรีแก่ผู้เดินทางผ่านไปมา บ้างให้อาหาร บ้างให้ที่พักอาศัย เช่นตอน

....."เห็นไร่แตงแกล้งแวะเข้าริมห้าง.........ทำถามทางชักชวนให้สรวลเส
พอเจ้าของแตงโมปะโลปะเล................สมคะเนกินแตงพอแรงกัน"

2. วัฒนธรรมด้านการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย

บ้านเรือนริมทะเลจะปลูกสร้างโดยไม่มีปั้นลม เพราะมีความเชื่อว่าการปลูกบ้านด้วยเงินที่ได้มาจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถ้าติดปั้นลมจะทำให้เกิดไฟไหม้ แต่ที่จริงแล้วน่าจะเป็นเพราะปั้นลมหักพังง่าย เมื่อมีลมทะเลแรงๆ

3. วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย

ชายไทยในอดีตนิยมนุ่งโจงกระเบน โดยสังเกตจากคำกลอนที่ว่า

"แลทะเลเลี่ยนลาดล้วนหาดทราย............ทั้งสามนายจัดแจงโจงกระเบน"

4. ประเพณีการบวช

คนไทยมีความเชื่อว่าเมื่ออายุครบบวช ผู้ชายควรได้บวชเพื่อทดแทนคุณบุพการีหรือบางคนมีเคราะห์ร้ายมากๆ ก็จะบวชเป็นการสะเดาะเคราะห์ เช่น สุนทรภู่เดินทางไปที่เมืองแกลงเพื่อบวช



อ้างอิง : หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
ฐะปะนีย์ นาครทรรพและคณะ. หนังสือสสระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระวิชาภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอักษรเจริญทัศน์ อจท.จำกัด,๒๕๔๖
ด.ช.กาจพล สันตธรรม ม.2/11A เลขที่ 1


: - : กาจพล- 25/11/2005 17:51

 

นิราศของสุนทรภู่เสริมความรู้ด้านวัฒนธรรม


....นิราศของท่านกวีเอกสุนทรภู่ได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นนิราศที่แต่งได้ไพเราะ สะเทือนอารมณ์นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในนิราที่วครศึกษาอีกมาก เนื่องในโอกาสที่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นปีวัฒนธรรมไทยจีงขอนำเสนอสาระจากนิราศในด้านวัฒนธรรม โดยจะจำแนกเป็นหัวข้อดังนี้

........๑. ภาษาเสริมจินตนาการ
........๒. ตำนานสถานที่น่าพินิจ
........๓. ข้อควรคิดและภาษิตไทย
..........ทั้ง ๓ หัวข้อนี้จะกล่าวโดยยกข้อความจากนิราศมาสนับสนุน เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภูมิปัญญหาของท่านสุนทรภู่ โดยเฉพาะความสังเกตที่ท่านได้ถ่ายทอดออกมาในวรรณกรรม
...........ภาษาส่งเสริมจินตนาการ
..........ภาษาเป็นสื่อความคิด คนฉลาดคือคนที่ช่างสังเกต มองเห็นสิ่งรอบตัวน่าสนใจน่าศึกษา ท่านกวีเอกสุนทรภู่เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว บางตอนที่ท่านได้นำสิ่งที่พบเห็นมาเปรียบเทียบกับความรู้สึกซึ่งสังเกตได้จากการใช้คำดัง ดั่ง ดุจ เหมือน ปาน เปรียบ ราวกับ เพียง หรืออาจไม่ใช่คำเปรียบแต่ก็มีความเปรียบอยู่ในข้อความนั้นๆเช่น
.......นิราศเมืองแกลง
- โอ้ดูเดือนเหมือนดูดวงสุดาแม่...........กระต่ายเหมือนฉันคิดพิสมัย
- จะกลืนข้าวคราวโศกในทรวงเสียว....เหมือนขืนเคี้ยวกราดแกรบให้แสบคอ
...ต้องเจือน้ำกล้ำกลืนพอกลั้วคอ...........กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ
- เดินกันดารปานปิ้มจะบรรลัย.............จึงมาได้เห็นหน้าบิดาตัว
...ท่านชูช่วยอวยพรให้ผ่องแผ้ว...........ดังฉัตรแก้วกางกั้นไว้เหนือหัว
...อุตส่าห์ฝนไพลทารักษาตัว................ค่อยยังชั่วมึนเมื่อยที่เหนื่อยกาย
- ครั้นยามเย็นเห็นเหมือนหนึ่งเมฆพลุ่ง..เป็นควันฟุ้งราวกับไฟไกลหนักหนา
...แล้วถอยลงโพลงขึ้นไม่ขาดตา............ถามผู้เฒ่าเขาว่าปลามันพ่นฟอง


นิราศพระบาท
- ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก............ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ
...ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ..สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ
(กล่าวถึงตำบลสามแสน ชื่อกลายไปเป็น สามเสน)
- เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำ..........เปรียบเหมือนคำคนพูดไม่อ่อนหวาน
...เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเข้าราราน.....ถึงหนามกรานก็ไม่เหน็บเหมือนเจ็บทรวง
- อันริมรอบขอบหนองทั้งสองข้าง....รอยตีนช้างลึกลุ่มหลุ่มถลำ
...โอ้น้ำใจในอุราทาระกรรม..............เหมือนน้ำดำอยู่ในหนองเป็นฟองคราม
( ตอนกล่าวถึงหนองคนที)
- ระกำป่ากาหลงระลิงจับ..................ระกำกับเราระกำก็จำเหมือน
...เห็นไม่จันทน์พี่ยิ่งฟั่นอารมณ์เฟือน...เหมือนจันทร์เตือนใจตัวให้ตรอมใจ
นิราศวัดเจ้าฟ้า
- ถึงปากง่ามนามบอกบางกอกน้อย.....ยิ่งเศร้าสร้อยทรวงน้องดังต้องศร
...เหมือนน้อยทรัพย์ลับหน้านิราจร....ไปแรมรอนราวไพรใจรัญจวน
- เคยชมชื่นรื่นรสสดสะอาด..............จะชมหาดเห็นแค่จอกกับดอกแขม
...โอ้ใจจืดมืดเหมือนเมื่อเดือนแรม......ไม่เยื้อนแย้มกลีบกลิ่นให้ดิ้นโดย
- ดุกุฎีวิหารสะอ้านสะอาด..................รุกขชาติพุ่มไสวเหมือนไม้เขียน
...ดูภูมิพื้นรื่นราบด้วยปราบเตียน.........แล้วเดินเวียนทักษิณพระชินวร
...ได้สามรอบชอบธรรมท่านนำน้อง.....เข้าในห้องเห็นพระเจ้าเท่าสิงขร
- แต่หนูกลั่นนั้นว่าจะหาสาว................ที่เล็บยาวโง้งโง้งเหมือนโก่งกระสุน
...ทั้งเนื้อหอมกล่อมเกลี้ยงเพียงพิกุล.....กอดให้อุ่นอ่อนก็ว่าไม่น่าฟัง
- กระจาบจับนับหมื่นดูดื่นดาษ.............เหมือนตลาดเหลือหูเพราะผู้หญืง
...เหมือนโกรธขึ้งหึงหวงด้วยช่วงชิง...ชุมจริงจริงจิกโจดกระโดดโจน
...จนต้นไม้ใบงอกออกไม่รอด...............ดูกรองกรอดเกรีนมกร่องกรองกร๋อยโกร๋น
...ลมกระทั่งรังกระจาบออกยาบโยน.....ตัวมันโหนหวงคู่คอยขู่คน
...บ้างคาบแขมแซมรังเหมือนดังสาน....สอดชำนาญเหน็บฝอยเหมือนสร้อยสน
...จิกสะบัดจัดแจงสอดแซงซน..............เปรียบเหมือนคนช่างสะดึงรู้ตรึงกรอง
...โอ้ว่าอกนกยังมีรังอยู่..........................ได้เคียงคู่ค่ำเช้าไม่เศร้าหมอง
...แม้นร่วมเรือนเหมือนหนึ่งนกกกประคอง...แต่สักห้องหนึ่งก็เห็นจะเย็นใจ
- กระหวัดวาดยาตรเยื่องชำเลืองกราย....เหมือนละม้ายหม่อมละครเมื่อฟ้อนรำ
( บรรยายภาพยูงกำลังกรายปีก)

นิราศภูเขาทอง
- ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด...........คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
..โอ้ผ่านเหล้าเจ้าประคุณของสุนทร..แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
..พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด..ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
..ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น............ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา

********
..เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตระหลบ...ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
..สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา....................วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์

..นิราศอิเหนา
- ถึงพลมาจากมิตรแต่จิตเปลี่ยว.............เหมือนมาเดียวดั่งจะพาน้ำตาไหล
..เห็นนกหกผกโผนโจนจับไม้.................บ้างฟุบไซ้ปีกหางต่างต่างกัน
..นกกระตั้วคลัวเคลียตัวเมียป้อน............เหมือนขวัญอ่อนแอบประทับพี่รับขวัญ
..ป้อนสลาพาชื่นทุกคืนวัน......................มาจากกันกรรมเอ๋ยไม่เคยเป็น
..เห็นนกเปล้าเคล้าคู่เข้าชูชื่น..................ถอนสะอื้นเหมือนไม่พอใจเห็น
..พอเวลาสายัณห์ตะวันเย็น.....................นกยูงเล่นลมเพลินบนเนินเตียน
....รำพันพิลาป
-บวชตะบึงถึงตะบันน้ำฉันชื่น.................ยามดึกดื่นได้สังวรอวยพรถวาย
..เหมือนพระจันทร์กรุณาให้ตายาย..........กับกะต่ายแต้มสว่างอยู่กลางวง
...นิราศพระประธม
- เห็นโรง***บหนีบอ้อยเขาคอยป้อน...........มีคนต้อนควายตวาดไม่ขาดเสียง
..เห็นน้ำอ้อนย้อยรางที่อ่านเรียง................โอ้พิศเพียงชลยาที่จาบัลย์
..อันลำอ้อยย่อยยับเหมือนกับอก.................น้ำอ้อยตกเหมือนน้ำตาพี่กว่าขัน
..เขาโหมไฟในโรงโขมงควัน....................เหมือนอ้นอั้นอกกลุ้มรุมระกำ
..โอ้น้ำในใจคนเหมือนต้นอ้อย....................ข้างปลายกร่อยชืดชิมไม่อิ่มหนำ
..ต้องหัน***บหนีบแตกให้แหลกลำ...............นั่นแลน้ำจึงจะหวานเพราะจานเจือ
...นิราศสุพรรณ
- เดินดงวงหว่างเวิ้ง............เซิงสูง
..ชื่นร่มชมฉมันฝูง..............ฝ่านเนื้อ
..เนินไม้ใหญ่ยางยูง.............พยอมย่อม หอมเอย
..ชุ่มชื่นกลืนกล้ำเกลือ............กลิ่นเกลี้ยงเพียงสุคนธ์

...หนังสืออ้างอึง
...ข้อมูลจาก หนังสือสุนทรภู่รอบรู้วัฒนธรรม

: ด.ช.วิศรุต ปิยะวงศ์สมบูรณ์ เลขที่6 ม.1/11A - 24/11/2005 14:41

 

วัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในผลงานของท่านสุนทรภู่
3.วัฒนธรรมด้านศิลปหัตถกรรม

งานแกะสลักไม้
บรรพบุรุษไทยได้ฝากฝีมือการแกะสลักไม้เป็นลวดลายงดงามอ่อนช้อย เช่น บานประตูโบสถ์ วิหาร พระราชวัง เมื่อท่านสุนทรภู่ได้พบเห็นสิ่งเหล่านี้ ท่านก็ได้พรรณนาไว้ในนิราศเรื่องต่างๆ อย่างไพเราะ

บานทวารลานแลล้วนลายมุก น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน
เป็นนาคครุฑยุดเหนี่ยวในเครือวัลย์ รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม
สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยว เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม
ชมพูพาลกัดก้านกระหนกรุม สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง
รูปนารายณ์ทรงขี่ครุฑาเหิร พรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงส์
รูปอมรกรกำพระธำมรงค์ เสด็จทรงคชสารในบานบัง

งานแกะสลักในการถวายเทียนพรรษา

เข้าวสามาทั่วทุกตัวคน ถวายต้นไม้กระถางต่างต่างกัน
ดูกิ่งใบไม้แซมติดแต้มแต่ง ลูกดอกแฝงแกล้งประดิษฐ์ความคิดขยัน
พุ่มสีผึ้งถึงดีลิ้นจี่จันทน์ ต้นแก้วกรรณิการ์มีสารพัด
ทำรูปพราหมณ์งามพริ้มแย้มยิ้มเยื้อน กินนรเหมือนนางกินนรแขนอ่อนหยัด
ดูนางนั่งปลั่งเปล่งดูเคร่งครัด หน้าเหมือนผัดผ่องผิวกรีดนิ้วนาง
รูปนกหกผกผินกินลูกไม้ บ้างจับไซ้ขนพลิกพลิ้วปีกหาง
นกยางเจ่าเซาจกเหมือนนกยาง รูปเสือกวางกบกระต่ายมีหลายพรรณ

งานแกะสลักผัก

ฤดูร้อนก่อนเก่าทำข้าวแช่ น่าชมแต่เครื่องกับสำหรับฉัน
ช่างทำเป็นเช่นดอกจอกเป็นดอกจันทน์ งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา
มะม่วงดิบหยิบดูจึงรู้จัก ทำน่ารักรูปสัตว์เหมือนมัจฉา
จะแลลับกลับกลายสุดสายตา เคยไปมามิได้เห็นจะเว้นวาย...
(รำพันพิลาป)
[imghttp://www.postjung.com/picpost/p4/i4474/pic-9.gif[/img]
4. วัฒนธรรมเกี่ยวกับชีวิตและสังคมไทย

1) อาหารการกิน
ข้าวแช่ที่กล่าวข้างต้น เป็นอาหารที่คนไทยรับประทานในฤดูร้อน เพราะข้าวที่แช่ในน้ำลอยดอกมะลินั้นหอมเย็นชื่นใจทำให้คลายร้อนได้ วิธีทำและปรุงกับข้าวสำหรับข้าวแช่นั้นประณีตมาก ต้องใช้เวลาตระเตรียมนานกว่ากับข้าวที่ทำประจำวัน ส่วนมากมักจะรับประทานกันในบ้านผู้มีอันจะกิน เช่น ข้าวแช่ที่กล่าวไว้ในรำพันพิลาป อาหารในครอบครัวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น เจ้าเมืองนั้น เป็นอาหารชั้นดีโดยเฉพาะสำรับที่จัดไปเลี้ยงพระ ท่านสุนทรภู่จึงกล่าวไว้ดังนี้
ไปพึ่งบุญคุณพระยารักษากรุง ท่านบำรุงรักพระไม่ละเมิน
ทั้งเพลเช้าคาวหวานสำราญรื่น ต่างชุ่มชื่นชวนกันสรรเสริญ...
ฯลฯ
(นิราศวัดเจ้าฟ้า)

ในระหว่างการเดินทาง อาหารค่อนข้างแร้นแค้น ดังที่ท่านสุนทรภู่ได้รำพันว่า

ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ำ ดูเรียงลำเรือรายริมไพรสณฑ์
เขาหุงหาอาหารให้ตามจน โอ้ยามยลโภชนาน้ำตาคลอ
จะกลืนข้าวคราวโศกในทรวงเสียว เหมือนขืนเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบศอ
ต้องเจือน้ำกล้ำกลืนพอกลั้วคอ กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ
(นิราศเมืองแกลง)

เมื่อไปพบชาวบ้านป่า ท่านกวีเอกก็ได้สังเกตเรื่องอาหารการกินของพวกเขาว่า

พอเวลาสายัณห์ตะวันชาย ได้กระต่ายตะกวดกวางมาย่างแกง
ทั้งแย้บึ้งอึ่งอ่างเนื้อค่างคั่ว เขาทำครัวครั้นไปปะขยะแขยง
ต้องอดสิ้นกินแต่ข้าวกับเต้าแตง จนเรี่ยวแรงโรยไปมิใคร่มี
(นิราศเมืองแกลง)

ตอนที่เดินทางไปสุพรรณบุรีท่านก็ไปเจอเนื้อค่างย่างเข้าอีก แต่คราวนี้ผู้ทำอาหารคงจะปรุงให้มีรสอร่อยท่านจึงแต่งโคลงชมไว้ดังนี้

มืดค่ำจำจอดค้าง หว่างไพร
หนุ่มหนุ่มสุมฟืนไฟ ฝั่งน้ำ
เนื้อย่างค่างเครื่องใน หนูแบ่ง แกงแฮ
เนื้อสดรสอร่อยล้ำ ตบฟุ้งคุ้งแหลม
[imghttp://www.postjung.com/picpost/p4/i4183/pic-8.gif[/img]
2.) การแต่งกายและการใช้เครื่องสำอางของผู้หญิง
การแต่งกายของสาวมอญที่ปทุมธานี

ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง
ทั้งห่มผ้าตาหรี่เหมือนสีรุ้ง ทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล
นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีน เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง
(นิราศวัดเจ้าฟ้า)

สาวไทยใช้เครื่องสำอางสมุนไพร
เมื่อกราบลาคลาเคลื่อนออกเลื่อนล่อง เห็นหน้าน้องนามหุ่นนั่งชุนถุง
ทั้งผัดหน้าทาขมิ้นส่งกลิ่นฟุ้ง บำรุบำรุงรูปงามอร่ามเรือง
ที่แพรายหลายนางสำอางโฉม งามประโลมเปล่งปลั่งอลั่งเหลือง
ขมิ้นเอ๋ยเคยใช้แต่ในเมือง มาฟุ้งเฟื่องฝ่ายเหนือทั้งเรือแพ
พวกโพงพางนางแม่ค้าขายปลาเต่า จับกระเหม่ามิได้เหลือชั้นเรือแห
(นิราศวัดเจ้าฟ้า)

การแต่งกายของเทพธิดาในฝัน
พอเสียงแซ่แลหาเห็นนารี ล้วนสอดสีสาวน้อยนับร้อยพัน
ล้วนใส่ช้องป้องพักตร์ดูลักขณะ เหมือนนางสะสวยสมล้วนคมสัน
ที่เอวองค์ทรงศรีฉวีวรรณ ดั่งดวงจันทร์แจ่มฟ้าไม่ราคี
ทั้งคมขำล้ำนางสำอางสะอาด โอษฐ์เหมือนชาดจิ้มเจิมเฉลิมศรี
ใส่เครื่องทรงมงกุฎดังบุตรี แก้วมณีเนาวรัตน์จำรัสเรือง
(รำพันพิลาป)

3.) การกินหมากพลู
คนไทยสมัยก่อนนิยมกินหมากพลู จนกระทั่งถึงสมัยที่มีรัฐบาลของจอมพลป.พิบูลสงคราม ได้มีคำสั่งห้ามกินหมากพลู ทำเอาผู้เฒ่า
ผู้แก่สาวแส้เปรี้ยวปากไปตามๆกัน ท่านสุนทรภู่ได้กล่าวถึงหมากพลูไว้ว่า

ถึงบางพลูพลูใบใส่ตะบะ ถวายพระเพราะกำพร้านิจจาเอ๋ย
แม้นมีใครใจบุญที่คุ้นเคย จะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน

4.) ที่อยู่อาศัย
ที่อยู่ชายทะเล มีทั้งบ้านเรือน เรือนแพ ที่อยู่ของพวกชาวประมง
จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล
ดูเรือนแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย
(นิราศเมืองแกลง)

ที่อยู่ประเภทโรง
ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่ง มีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางวาย พวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง
(นิราศภูเขาทอง)

ดูชาวบ้านพรานป่าทำลามก เที่ยวดักนกยิงเนื้อมาเถือขาย
เป็นทุ่งนาป่าไม้รำไรราย พวกหญิงชายชาวเถื่อนอยู่เรือนโรง
(นิราศพระประธม)

แพค้าขาย
ถึงจุดหมายรายทางกลางคงคา แต่นาวาเลี้ยวล่องเข้าคลองน้อย
ได้เห็นแต่แพแขกที่แปลกเพศ ขายเครื่องเทศเครื่องไทยได้ใช้สอย
(นิราศเมืองเพชร)

แพและเรือในที่ต่างๆ
ถึงแขวงแควแพตลอดตลาดขวัญ เป็นเมืองจันตประเทศรโหฐาน
ตลิ่งเบื้องบูรพาศาลาลาน เรือขนานจอดโจษกันจอแจ
(นิราศภูเขาทอง)

ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ ดูระดะดาษทางไปกลางทุ่ง
เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง ต้องลากจูงจ้างควายอยู่รายเรียง
ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
แจวจังกูดเกะกะปะกรรเชียง บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย
(นิราศเมืองแกลง)
จนนาวาคลาล่องเข้าคลองขวาง ตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน
ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวน แต่แลล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว
(นิราศพระประธม)

บ้านตากปลา
ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์
แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป
(นิราศเมืองแกลง)

บ้านขุนนางเก่าที่ท่านกวีเอกเคยมาอาศัย
ได้เยี่ยมเยือนเรือนบ้านท่านขุนแพ่ง มาปลูกแปลงแปลกกว่าเมื่ออาศัย
ด้วยศึกลาวคราวนั้นเธอบรรลัย ไม่มีใครครอบครองจึงหมองมัว
แสนสงสารท่านผู้หญิงมิ่งเมียหลวง เฝ้าข้อนทรวงเสียใจอาลัยผัว
ทั้งเมียน้อยอ้อยอิ่งหญิงคนครัว พากันมัวหมองคล้ำระกำตรอม...
ฯลฯ
โอ้อกเอ๋ยเคยสำราญอยู่บ้านนี้ ได้ฟังปี่พาทย์เพราะเสนาะเสียง
ทั้งชายหญิงฝ่ายเพื่อนริมเรือนเสียง เคยพร้อมเพรียงเพรางายสบายใจ

5.) ยารักษาโรค
ท่านสุนทรภู่มีความรู้เรื่องการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรค และท่านได้แทรกเรื่องนี้ไว้หลายแห่งในนิราศของท่าน
ตอนที่ท่านกวีเอกไปกราบบิดาซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัด ณ ตำบลบ้านกร่ำ ก็ได้ใช้ยาสมุนไพรคือ ไพล รักษาร่างกายที่เมื่อยขบและถูกยุงกัดดังนี้

อุตส่าห์ฝนไพลทารักษาตัว ค่อยยังชั่วมึนเมื่อยที่เหนื่อยกาย
(นิราศเมืองแกลง)
สารพันกันภัยลูกนาคพช เครื่องโอสถชาวป่าเขามาขาย
ลักกระจั่นวัลย์เปรียงแก่นปรูลาย เป็นยาหายโรคภัยที่ในตัว
(นิราศพระบาท)

6.) ความเชื่อ
ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ท่านสุนทรภู่มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป ฉะนั้นเมื่อจะเดินทางไปไหนท่านจะขอความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังนี้

ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์ สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง
ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศน์วัง เทพทั้งเมืองฟ้าสุราลัย
ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส
ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร ให้พ้นภัยคลาดแคล้วอย่าแผ้วพาน
(นิราศเมืองแกลง)
นอกจากขอความคุ้มครองแล้วบางทีท่านยังขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอนุเคราะห์ท่านในบางเรื่องด้วยดังคำกลอนที่ว่า
ขออารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงศาล ลือสะท้านอยู่ว่าเจ้าห้าวกำแหง
ข้าจะไปทางไกลถึงเมืองแกลง เจ้าจงแจ้งใจภัคคินีที
ฉันพลัดพรากจากจรเพราะร้อนจิต ใช่จะคิดอายอางขนางหนี
ให้นิ่มน้องครองรักไว้สักปี ท่านสุขีเถิดข้าขอลาไป (นิราศเมืองแกลง)
ชาวบ้านทั่วไปที่มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ได้สร้างศาลไว้ให้วิญญาณสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงอยู่...ดังคำกลอนที่ว่า
ถึงชะแวกแยกคลองสองชะวาก ข้างฝั่งหากหัวตะเข้มีมะขาม
เขาสร้างศาลเทพาพยายาม กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา
ฯลฯ
(นิราศเมืองแกลง)
ชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ก็มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากการสร้างศาลเจ้าดังนี้
เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ่ ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพศไสย
เกเลเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย
ฯลฯ
(นิราศเมืองแกลง)
ที่เขาสำมุก ก็มีเจ้าเช่นเดียวกัน จึงมีการบนบานให้เจ้าช่วยเมื่อมี "คลื่นใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง"
พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ
เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ คลื่นก็เฝื่อฟูมฟองคะนองพราย
เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย
พอขาดคำน้ำขึ้นทั้งคลื่นคลาย ทั้งสามนายหน้าชื่นค่อยเฉื่อยมา
(นิราศเมืองแกลง)

ความเชื่อเรื่องเวรกรรม
ชาวพุทธส่วนมากมีความเชื่อเรื่อง "กรรม" ตามหลักพระพุทธศาสนาท่านสุนทรภู่ได้กล่าวถึง "กรรม" ไว้หลายแห่งในนิราศของท่าน เช่น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
(นิราศภูเขาทอง)
ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพ็ชญ์โพธิญาณประมาณหมาย...
(นิราศภูเขาทอง)

ความเชื่อเรื่องนรก
งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม ดังขวากแซมเสี้ยมแทรกแตกไสว
ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง
(นิราศภูเขาทอง)

ความเชื่อทางพระพุทธศาสนา - การไปวัดในวันอุโบสถ
ครั้นรุ่งเช้าเป็นวันอุโบสถ เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย

ความเชื่อเรื่อง "อนิจจัง"
โอ้เจดีย์ทีสร้างยังร้างรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น

คำอธิษฐานขอให้ละกิเลสได้และขอให้มีปัญญา
ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์
ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์ เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย
จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย
ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์
ทั้งโลโภโทโสและโมหะ ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง
ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
เท่าที่ได้ประมวลข้อสังเกตเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านวัฒนธรรมของท่านสุนทรภู่มาเสนอนี้ คงจะช่วยให้เยาวชนไทยทั้งหลายได้แนวทางในการศึกษา
งานของท่านกวีเอกต่อไป และอาจจะพบ "สาร" ที่แสดงถึงความรอบรู้ของท่านสุนทรภู่ได้อีกเป็นอเนกประการ

กวีเอกชื่นชมธรรมชาติ

พฤกษาเบียดเสียดสีดังปี่แก้ว วิเวกแว่วหว่างลำเนาภูเขาเขิน
สดับฟังวังเวงเป็นเพลงเพลิน ต้องรีบเดินโดยด่วนด้วยจวนเย็น
ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น
มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม
(นิราศเมืองแกลง)
อ้างอิง: หนังสือ สุนทรภู่รอบรู้วัฒนธรรม



: ด.ญ. ทรงสุพา พาสนิล (รุ่ง) ม.1/11 เอ เลขที่ 11 - 23/11/2005 16:12

 

ได้รับความรู้มากเลยจากเวบนี้


: กิตติราช สะสม - 26/12/2005 15:24

คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2549

เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย ของห้องเรียนสีชมพู

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


สมุดเยี่ยม