โครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทยโดยนักเรียนชั้น
ม.1 ม.2 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
ห้องเรียนสีชมพู
วรรณคดีเพื่อการวิจักษณ์
: กาพย์พระไชยสุริยา
1 ความเป็นมา กาพย์พระไชยสุริยาเป็นแบบเรียนที่สุนทรภู่แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จุดประสงค์เพื่อถวายพระอักษรแด่พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระอัครชายา คือเจ้าฟ้าชายกลางแล้วเจ้าฟ้าปิ๋ว ในการศึกษากาพย์พระไชยสุริยา ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ ได้แก่ กาพย์ยานี11 กาพย์ฉบัง16 และ กาพย์สุรางคนางค์ 28 2 ประวัติผู้แต่ง สุนทรภู่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือน 8ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 บิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ เมืองแกลง มารดาเป็นชาวเมืองไม่ปรากฎ ต่อมา บิดามารดาได้หย่าร้างกัน มารดามีสามีใหม่ สุนทรภู่จึงได้ไปอาศัยกับมารดา และ ได้เล่าเรียนในวัด ศรีสุดาราม -ปี พ.ศ. 2356 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในวังหลวง มีหน้าที่เป็นอาลักษณ์ ตำแหน่ง ขุนสุนทรโวหาร และได้แต่งกลอนถวายเป็นที่พอพระทัยมาก -ปี พ.ศ. 2367 สุนทรภู่ได้ทำหน้าที่ถวายพระอักษรเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระโอรสองค์โตของสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระอัครชายาในรัชกาลที่2 -เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์ไม่โปรดสุนทรภู่เพราะเมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ สุนทรภู่ทักท้วงบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์หน้าพระที่นั่ง ทำให้พระองค์ขัดเคืองพระทัย สุนทรภู่จึงออกบวชที่วัดราชบูรณะเพื่อหนีราชภัย เมื่อบวชและจำพรรษาที่วัดราชบูรณะ จึงมีโอกาสถวายพระอักษรเจ้าฟ้าชายกลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว -ต่อมาสุนทรภู่ได้ย้ายจากวัดราชบูรณะไปจำพรรษาที่วัดอรุณราชวราราม แล้วจึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดเทพธิดาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตามคำชักชวนของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว -ต่อมาพระองค์เจ้าลักขณานุคุณลาผนวช ไปประทับที่วังท่าพระ จึงชวนให้สุนทรภู่ไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุด้วย เพื่อสะดวกในการอุปถัมภ์ สุนทรภู่บวชได้ประมาณ 7 ถึง 8 พรรษาจึงสึกออกมา เพื่อติดตามรับใช้ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ -พ.ศ.2378 พระองค์เจ้าลักขณานุคุณสิ้นพระชนม์ สุนทรภู่ต้องตกยากอีก จึงบวชใหม่อีกครั้งที่วัด เทพธิดาราม ครั้งนี้ได้รับเมตตาจากเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ -พ.ศ.2385 สุนทรภู่สึกออกมาเป็นฆราวาส ต่อมาได้ถวายตัวเป็นอาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2393 และได้รับแต่งตั้งเป็นพระสุนทรโวหาร ช่วงนี้ สุนทรภู่มีความสุขขึ้นและรับราชกาลได้ 5 ปี ก็ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2398 รวมอายุได้70ปี -กล่าวกันว่าสุนทรภู่ เป็นกวีสี่แผ่นดิน คือเกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 รุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ 2 ตกอับในสมัยรัชกาลที่ 3 และถึงแก่กรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 3 เรื่องย่อ มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งมีพระนามว่าไชยสุริยา ครองเมืองสาวัตถี มีพระมเหสี ทรงพระนามว่า สุมาลี ครอบครองบ้านเมืองด้วยความผาสุก ต่อมาข้าราชการ เสนาอำมาตย์ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จึงเกิดเหตุอาเพศ เกิดน้ำป่าไหลท่วมเมือง ผีป่าอาละวาด ทำให้ชาวเมืองล้มตายจำนวนมาก พระไชยสุริยากับพระมเหสีจึงลงเรือสำเภาแต่ก็ถูกพายุพัดจนเรือแตก พระไชยสุริยาและมเหสีขึ้นฝั่งได้ พระอินทร์จึงเสด็จมาสั่งสอนธรรมะให้ ทั้งสองพระองค์ปฏิบัติตามธรรมจึงเสด็จไปสู่สวรรค์ 4 ลักษณะคำประพันธ์ เรื่องกาพย์พระไชยสุริยานี้แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทกาพย์ ได้แก่ กาพย์ยานี11 กาพย์ฉบัง16 กาพย์สุรางคนางค์ 28 ตัวอย่างคำประพันธ์ กาพย์ยานี11 ........ชื่อพระไชยสุริยา.....................มีสุดามเหสี ...ชื่อว่าสุมาลี.....................................อยู่บูรีไม่มีภัย กาพย์ฉบัง16 .........พระไชยสุริยา........................พาพระมเหสี .มาที่ในลำสำเภา กาพย์สุรางคนางค์28 ...............วันนั้นจันทร.................มีดารากร................เป็นบริวาร... .เห็นสิ้นดินฟ้า........ในป่าท่าธาร..........มาลีคลี่บาน............ใบก้านอรชร
5 คำศัพท์ ก ข.........................อักษรไทย ตัวหนังสือไทย กระจับปี่...................พิณสี่สาย กระโห้......................ชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง หัวโตเกล็ดใหญ่ ลำตัวด้านหลังสีเทาดำ หางและครีบ สีคล้ำ กร่าง........................ชื่อต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง เปลือกเรีบยสีเทา ใบกว้างหนา กะลาง......................ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวขนาดนกเอี้ยง กะลิ.........................ชื่อ นกปากงุ้มเป็นขอชนิดหนึ่ง หัวสีเทา ตัวสีเขียว ปากแดง หางยาว กังสดาล...................ระฆังวงเดือน กัปกัลป์....................กัป หมายถึง ระยะเวลาอันนานเหลือเกิน บางทีใช้คู่กับคำว่ากัลป์ เป็น กัปกัลป์ กามา........................ความใคร่ ความใคร่ในทางเมถุน กาลกิณี.....................เสนียดจัญไร ลักษณะที่อัปมงคล กุมารา.......................เด็กๆทั้งหลาย กูณฑ์.......................ไฟ ไกร.........................เกิน กล้า เก่ง ขอสมา.....................ขอโทษ ขออภัย ขันธสันดาน..............อุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิดในตัวของตนเอง ขื่อคา.......................เครื่องจองจำนักโทษ เขนย.......................หมอน คดี..........................เรื่อง ครั่ง.........................ชื่อเพลี้ยหอยชนิดหนึ่ง ครุฑา.......................สัตว์ในวรรณคดี คอโค.......................คนอินเดีย ค้อนทอง..................ชื่อนกชนิดหนึ่ง คับทรง....................ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง ค่าง.........................ชื่อลิงชนิดหนึ่ง คีรี...........................ภูเขา จอง.........................มั่นหมายไว้ จักรวาล....................ปริมณฑล ฉ้อ...........................ขี้โกง เฉโก.........................ฉลาดแกมโกง ช้องนาง....................ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง ชี.............................นักบวชหญิงที่นุ่งขาวห่มขาว ตรีชา........................ความหมายตามบริบท หมายถึง ติเตียน ตะรัง........................ตั้น ตะบึงไป ตะลิงปลิง..................ชื่อไม้ต้นชนิดหนึ่ง ตัณหา.......................ความทะยานอยาก ไตรยุค......................ไตรดายุค ไตรสรณา..................ที่พึ่งทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถือน้ำ........................พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นการดื่มน้ำสาบานถวายพระเจ้าแผ่นดิน เถื่อน........................ป่า ทุกข.........................ความทุกข์ เทวาสมบัติ.................สมบัติในสวรรค์ ธรณี.........................ดิน แผ่นดิน นัยนา........................ดวงตา บรรจถรณ์.................ที่นอน บา............................ครู อาจารย์ บาลี..........................ภาษาบาลี ปฐพี.........................พื้นดิน ประยงค์....................ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง ประเวณี....................การประพฤติผิดเมียผู้อื่น ประสกสีกา.................ชายหญิงที่นับถือพระพุทธศาสนา ปริง..........................มะปริง ปัตติ.........................ส่วนบุญ ปาปัง........................บาป ผลาญ.......................ทำลายให้หมดสิ้นไป ผาสุก........................ความสำราญ ฝาง..........................ชื่อไม้ต้นขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ฝิ่น............................ชื่อไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง พระแกล.....................หน้าต่าง พระดาบส...................ผู้บำเพ็ญตบะ พระยาลอ....................ชื่อนกชนิดหนึ่ง พระยาสัมพาที..............พญานกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ พระสุริย์......................พรุสุรีย์ พระแสง.....................อาวุธ หรือ เครื่องใช้มีคมที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สอย พลวง.........................ชื่อธาตุชนิดหนึ่ง พสุธา..........................แผ่นดิน พักตรา........................ใบหน้า พิภพ...........................โลก ทรัพย์สมบัติ พุทธันร.......................ช่วงเวลาที่ว่างจากพระพุทธเจ้า โพล้เพล้.......................เวลาพลบค่ำ เวลาจวนค่ำ ไพชยนต์สถาน...............ชื่อรถและวิมานของพระอินทร์ ภาษาไสย......................ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนตร์คาถา ภุมรา...........................แมลงภู่ ผึ้ง(หมายถึงตัวสุนทรภู่) ภูผา............................ภูเขา เภตรา..........................เรือ มณฑล.........................ดวง รัศมี วงรอบ เขตปกครองที่แบ่งเป็นส่วนใหญ่ๆ มรคา...........................ทาง มรณา..........................ตาย มเหสี...........................เมียเอก มโหรี...........................วงเครื่องดนตรีประเภทดีดสีตีเป่า มโหฬาร์.......................ยิ่งใหญ่ มะม่วง.........................ชื่อไม้ต้นชนิดหนึ่ง เมธา...........................ความรู้ ปัญญา เมรุ.............................ชื่อภูเขากลางจักรวาลมียอดเป็นที่ตั้งแห่งเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ โมทนา.........................บันเทิง ยินดี ยอแสง........................อาการที่พระอาทิตย์อ่อนแสงสล ยูง..............................ชื่อนกขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง เยาวนารี.......................สาวรุ่นๆ โยโส............................โหยกเหยก ระยำ............................ชั่วช้า รัญจวน........................ป่วนใจ ราตรี...........................กลางคืน ราศี..............................กอง หมู่ ราหู..............................ชื่อปลากระเบนทะเลชนิดหนึ่ง รูกขมูล.........................โคนต้นไม้ ละมั่ง............................ชื่อกวางขนาดเล็กชนิดหนึ่ง โลโภ.............................ความโลภ วาตา.............................ลม วายุ พยุ.........................พายุ วารี...............................น้ำ วิบัติ..............................พิบัติ ความฉิบหาย ศฤงคาร.........................สิ่งให้เกิดความรัก สกุณา............................นก สะธุสะ............................คำเพื่อขอความสวัสดิมงคล สังวัจฉระ........................ปี สังวาส............................การอยู่ด้วยกัน สัตถ...............................คัมภีร์ ตำรา เกวียน สาลี................................ข้าว สิงขร..............................ภูเขา สุภา................................ตุลาการ หงส์...............................นกในนิยาย เหรา...............................ชื่อแมงดาทะเลชนิดหนึ่ง เหล่าเมธา........................หมายถึงบรรดานักปราชญ์ อภิญญาณ......................ความรู้ยิ่งมี 6 อย่างคือ 1. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ 2.ทิพยโสด มีหูทิพย์ 3.เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น 4.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ 5.ทิพยจักขุ มีตาทิพย์ 6.อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสว อวสาน............................จบ สิ้นสุด อะโข...............................มากหลาย อะฌาสัย..........................กิรียาดี นิสัยใจคอ อันธพาล..........................คนเกะกะระราน อัปรา...............................ใช้เป็นคำนำหน้าคำศัพท์ที่มาจากบาลี แปลว่า ไปจาก ปราศจาก อัปรีย์..............................ระยำ จัญไร อัสดง..............................ตกไป พระอาทิตย์ตก อาญา...............................อำนาจ โทษ อารย์...............................เจริญ อารัญ...............................ป่า อีเก้ง................................ชื่อสัตว์เคี้ยวเอื้องชนิดหนึ่ง อีโก้ง................................ชื่อนกชนิดหนึ่ง
6 การวิจักษณ์วรรคดีเรื่อง กาพย์พระไชยสุริยา 6.1ลักษณะการแต่ง ลักษณะการแต่ง แต่งด้วยกาพย์ 3 ขนิด คือ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28 (1)กาพย์ยานี 11 ใช้ในการบรรยาย หรือเล่าเรื่อง เช่น ..........จะร่ำค่ำต่อไป......................................พอล่อใจกุมารา ธรณีมีราชา..................................................เจ้าพาราสาวัตถี ..........ชื่อพระไชยสุริยา..................................มีสุดามเหสี ชื่อว่าสุมาลี....................................................อยู่บูรีไม่มีภัย คำที่ใช้เป็นคำไทยง่ายๆเหทาะกับวัยที่เพิ่งฝึกหัดอ่านเขียนเป็นเบื้องต้นเริ่มด้วยคำในมาตราแม่ ก กา (2) กาพย์ฉบัง 16 เป็นกาพย์ที่มีลีลางามสง่ามักใช้ในการบบรรยายเหตุการณ์ที่สำคัญ หรือบรรยาย เหตุการณ์ที่รวบรัดรวดเร็ว เช่น ..........เภตรามาในน้ำใหล..........................ค่ำเช้าเปล่าใจ ที่ในมหาวารี .........พสุธาอาศัยไม่มี................................ราชานารี อยู่ที่พระแกลแลดู (3) กาพย์สุรางคนางค์28 เป็นกาพย์ที่มีลีลาอ่อนหวาน เศร้า มักใช้ในการพรรณนาอารมณ์ความรู้สึกเช่น ............ขึ้นใหม่ในกน......................ก กา ว่าปน....................ระคนกันไป เอ็นดูภูธร......................มานอนในไพร....................มณฑลต้นไทร................แทนไพชยนต์สถาน
6.2 จุดประสงค์การแต่ง -เรื่องกาพย์พระไชยสุริยานี้แต่งขึ้นเพื่อเป็นแบบเรียนใช้สอนเรื่องการสะกดคำและการใช้ถ้อยคำแก่พระโอรส ในพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเรียงตามลำดับมาตราตัวสะกด คือ แม่ ก กา แม่กน แม่กง แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กม แม่เกย -ลักษณะเนื้อหาเริ่มสอนจากง่ายไปหายาก มีการทบทวนความรู้เดิมทุกครั้ง ทำให้ น่าสนใจ น่าติดตาม แต่ยังไม่จบเรื่อง คือ ขาดมาตราตัวสะกดแม่เกอวไปอีกหนึ่งมาตรา
6.3 การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ (1)การใช้คำง่ายๆบรรยายให้เห็นภาพชัดเจน เช่น ................ข้าเฝ้าเหล่าเสนา...........................มีกิริยาอะฌวสัย พ่อค้ามาแต่ไกล............................................ได้อาศัยในพารา ...............ไพร่ฟ้าประชาชี.............................ชาวบูรีก็ปรีดา ทำไร่เขาไถนา..............................................ได้ข้าวปลาแลสาลี (2)ใช้คำพรรณนาให้สะเทือนอารมณ์เช่น ..............คืนนั้นจันทร.....................มีดารากร.................เป็นบริวาร เห็นสิ้นดินฟ้า..............ในป่าท่าธาร...................มาลีคลี่บาน................ใบก้านอรชร .............เย็นฉ่ำน้ำฟ้า......................ชื่นชะผกา................วายุพาขจร สารพันจันอิน.............รื่นกลิ่นเกสร................แตนต่อคล้อร่อน...........ว้าว่อนเวียนระวัน (3)สร้างสรรค์คำประพันธ์ โดยใช้โวหารได้ไพเราะเหมาะสม ดังนี้ -ใช้โวหารนาฏการ คือเห็นกิริยาอาการที่ทำต่อเนื่อง เช่น ..............เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน....................เหมือนอย่างนางเชิญ พระแสงสำอางข้างเคียง ..............ฝูงละมั่งฝันดินกินเพลิง..............................ค่างแข็งแรงเริง ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง ..............ป่าสูงยูงยางช้างโคลง...................................อึงคะนึงผึงโผง โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป -ใช้โวหารสัทพจน์ ได้เห็นภาพและได้ยินเสียง เช่น .............กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง...................พระยาลอคลอเคียง แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง .............ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง..........................เพลินฟังวังเวง อีเก้งเริงร้องลองเชิง -ใช้โวหารอุปมา คือ เปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง เหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เช่น ..............กลางไพรไก่ขันบรรเลง.........................ฟังเสียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง .............ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง.......................เพียงฆ้องกลองระฆัง แตรสังข์กังสดาลขานเสียง -ใช้โวหารสัญลักษณ์ คือ การบรรยาย หรือ พรรณนาบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องบรรยายชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ใช้สัญลักษณ์แทน เช่น ..............ขึ้นกดบทอัศจรรย์.....................เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง นกหกตกรังรวง......................................สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงน ..............แดนดินถิ่นมนุษย์....................เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง ตึกกว้านบ้านเรือนโรง...........................โคลงคลองเคลื่อนเขยื้อนโยง (4)ใช้คำได้ไพเราะ มีเสียงสัมผัสในวรรคทุกวรรค ทั้งสัมผัสสระ และสัมผัสอักษร เช่น ...............ขึ้นกงจงจำสำคัญ........................ทั้งกนปนกัน รำพันมิ่งไม้ในดง ............ไกรกร่างยางยูงสูงระหง.....................ตะลิงปลิงปริงประยงค์ คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง ............มะม่วงพลวงพลองช้องนาง...........หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง กินพลางเดินพลางหว่างเนิน สัมผัสอักษร เช่น จง-จำ มิ่ง-ไม้ ไกร-กร่าง ยาง-ยูง ตะลิงปลิง-ปริงค์-ประยงค์ ฝิ่น-ฝาง พลวง-พลอง สัมผัสสระ เช่น กง-จง จำ-สำ กน-ปน ไม้-ใน กร่าง-ยาง ยูง-สูง ลิง-ปริง-ปลิง ยงค์-ทรง-ส่ง ม่วง-พลวง พลอง-ช้อง เกลื่อน-เถื่อน พลาง-หว่าง (5) ใช้ลีลาจังหวะในการอ่านได้สนุกและเกิดอารมณ์ตามเนื้อเรื่อง เช่นกาพย์ยานี11 ใช้จังหวะการอ่าน2/3 3/3 เป็นจังหวะประกอบเสียงหนักเบา และสัมผัสในของแต่ละวรรค -แสดงอารมณ์ขันของสุนทรภู่ เช่น ............ขุนนาง / ต่างลุกวิ่ง...................ท่านผู้หญิง / วิ่งยุคหลัง พัลวัน / ดันตึงตัง.................................พลั้งพลัดตก / หกคะเมน ............พระสงฆ์ / ลงจากกุฏิ์...............วิ่งอุดตลุด / ฉุดมือเณร หลวงชี / หนีหลวงเถร.........................ลงโคลนเลน / เผ่นผาดโผน -ให้อารมณ์เศร้า เหงา เช่น ...............พระชวนนวลนอน...........เข็ญใจไม้ขอน...............เหมือนหมอนแม่นา ภูธรสอนมนต์.............ให้บ่นภาวนา...............เย็นค่ำร่ำว่า..................กันป่าภัยพาล -ให้อารมณ์แช่มชื่นเบิกบานบ้าง ...........เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน..........เหมือนอย่างนางเชิญ พระแสงสำอางข้างเคือง ...........เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง........................เริงร้อยซ้องเสียง สำเนียงน่าฟังวังเวง
6.4 การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม (1) ให้ความรู้แก่ผู้อื่นตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง คือ ใช้เป็นสื่อการสอน ใช้ในการสอนมาตราตัวสะกด (2) ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดจินตนาการตามเนื้อเรื่อง (3) ให้เห็นสภาพสังคมไทย เหมือนสภาพคนไทยก่อนเสียกรุง ดังนี้ ................อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า...........................ก็หาเยาวนารี ที่หน้าตาดีดี................................................ทำมโหรีที่เคหา ................ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ............................เข้าแต่หอล่อกามา หาได้ให้ภริยา...........................................โลภาพาให้บ้าใจ ................ไม่จำคำพระเจ้า........................เหไปเข้าภาษาไสย ถือดีมีข้าไท..............................................ฉ้อแต่ไพรใส่ชื่อคา และสภาพก่อนกรุงสาวัติถีจะล่มจม ดังนี้ ..............คดีที่มีคู่.........................คือไก่หมูเจ้าสุภา ใครเอาข้าวปลามา......................ให้สุภาก็ว่าดี .............ที่แพ้แก้ชนะ..................ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี..................................ไล่ด่าตีมีอาญา .............ที่ซื่อถือพระเจ้า.............ว่างโง่เง่าเต่าปูปลา ผู้เฒ่าเหล่าเมธา..........................ว่าใบ้บ้าสาระยำ (4) แสดงความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสังคม เช่น เชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์ ...............ไม่จำคำพระเจ้า......................เหไปเข้าภาษาไสย ถือดีมีข้าไท............................................ฉ้อแต่ไพร่ใส่ชื่อคา แสดงค่านิยมของครอบครัว .............ส่วนสุมาลี.................วันทาสามี...............เทวีอยู่งาน เฝ้าอยู่ดูแล.............เหมือนแต่ก่อนกาล.......ให้พระภูบาล...........สำราญวิญญาณ์ (5) ให้ข้อคิด คติธรรม นำไปใช้ในชีวิตดังนี้ -ข้าราชการที่ดีต้องไม่คดโกง -คนไทยไม่ควรหลงระเริง เพลิดเพลินในกามจนเกินไป -ผู้นำประเทศต้องควบคุมดูแลข้าราชการ อย่าให้รังแกประชาชน -ถ้าข้าราชการไม่สุจริต คดโกง ประเทศชาติจะประสบความหายนะต่างๆ -คนเราทุกคนต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทุกคนต้องไม่เบียดเบียนกัน อ้างอิง : หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
|
|
คำศัพท์เรื่องพระชัยสุริยา จอมอารย์
= อารย แปลว่า เจริญ ในที่นี้ จอมอารย์ แปลว่า พระฤาษีผู้ทรงศีล |
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่วันที่
30 เมษายน 2549
เว็บเพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย
ของห้องเรียนสีชมพู ดูแลโดย
ครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
จัดทำและนำเสนอโดย
คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี