| วงวัยวันผันเปลี่ยนวงเวียนหมุน | วัยดรุณบริสุทธิ์ดุจเช้าตรู่ |
| แสงใสสดงดงามให้ความรู้ | พร้อมสรรพสู่ผู้ใหญ่วัยทำงาน |
| ดุจบัวดอกออกตูมรับฟูมฟัก | ก่อเกิดฝักหนักแน่นเป็นแก่นสาร |
| ชีวิตผันวันคืนด้วยชื่นบาน | สร้างพื้นฐานเติบงามขึ้นตามวัย |
| การละเล่นเด็กไทยวัยสนุก | คือสื่อสุขสวัสดีวันปีใหม่ |
| อาราธแสงแห่งพระรัตนตรัย | โปรยพรชัยชื่นบานทุกท่านเทอญ ฯ |
|
บทร้อยกรอง
: มะเนาะ ยูเด็น
|

| การเล่นว่าว มะเนาะ ยูเด็น | |
| คนประดิษฐ์คิดสร้างอย่างสามารถ | ธรรมชาติช่วยผสมเสริมลมส่ง |
| ว่ายเวิ้งหาวว่าวป้อทระนง | ไม่พะวงลมแปรหรือแน่นอน |
| ว่าวจะเหินเพลินดีสี่ประสาน | หนึ่งชำนาญส่งมีทีผันผ่อน |
| สองว่าวทรงตรงเที่ยงไม่เอียงคอน | สามลมป้อนสี่ผู้รู้เชิงชัก |
| การเล่นว่าวใช้ผู้เล่นไม่จำกัดจำนวน
เล่นโดยใช้สายป่านผูกกับว่าว แล้วให้คนส่งถือว่าวให้โต้ลม พอลมมาก็ส่งว่าวขึ้นไป คนชักจะกระตุกและผ่อนจนว่าวขึ้นสูงแล้วบังคับซ้ายขวาตามความต้องการ |
|

| เดินกะลา มะเนาะ ยูเด็น | |
| เท้าซ้ายขวากะลาคู่รู้ร้อยเชือก | เป็นคู่เกือกกับเท้าเข้าแข่งขัน |
| เดินโยกเยกย่องแย่งก้าวแข่งกัน | ย่างยาวยันยึกยักสู่หลักชัย |
| เดินกะลาขาคนพ้นจากพื้น | สอนให้ยืนหยัดยันไม่หวั่นไหว |
| คู่กะลามาเล่นเป็นกำไร | เติมค่าใหม่ให้กะลาค่าเลิศเลอ |
| นำเชือกร้อยรูกะลา
๒ใบ ให้กะลาอยู่ในลักษณะคว่ำ กับพื้นแล้วผูกปลายเชือกเป็นปม จากนั้นผู้เล่นขึ้นไปยืน กะลาใช้นิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้หนีบเชือกเดินไปที่เส้นชัย ใครถึงก่อนเป็นฝ่ายชนะ |
|

| ม้าก้านกล้วย : มะเนาะ ยูเด็น | |
| ก้านกล้วยทำลำตัวทำหัวม้า | เชือกหัวท้ายสะพายบ่าเป็นบังเหียน |
| ร้องฮี้ฮี้กับกับขับวนเวียน | ควบขับเปลี่ยนลีลาเปลี่ยนท่าทาง |
| หัวหางหกผกผันคอยกันแก้ | ระวังแส้คนกวดจะหวดหาง |
| แส้ไม้เรียวเควี้ยวขวับม้าพับกลาง | ถึงแพ้บ้างวางท่าให้น่าดู |
| ม้าก้านกล้วยทำจากก้านกล้วย
เลาะใบกล้วยออกเหลือส่วนปลายไว้เล็กน้อยเพื่อทำเป็นหางม้า ใช้มีดปาด ส่วนโคนก้านเพื่อทำเป็นหางม้า ใช้เชือกฟางผูกหัวและท้ายทำเป็นบังเหียน เวลาเล่นใช้เชือกคล้องไหล ่ แล้วขี่ก้าน กล้วยวิ่งไล่กัน บางคนจะถือไม้เรียวเป็นแส้ม้า หากตีถูกม้าของใครหัก ถือว่าฝ่ายที่ม้าหักเป็นฝ่ายแพ้ |
|

| มอญซ่อนผ้า : มะเนาะ ยูเด็น | |
| ล้อมวงมอญซ่อนผ้าหน้าสลอน | ระวังมอญวางหลังคนนั่งเผลอ |
| เพลงจะร้องต้องระวังหลังนะเออ | เดี๋ยวกันเธอจะถูกตีเสียทีมอญ |
| ผู้ใหญ่เตือนสติไว้ว่าได้ปลื้ม | อย่าหลงลืมแลหลังฟังคำสอน |
| รู้ตัวคว้าผ้าไล่ไม่เดือดร้อน | ถ้าต้องซ่อนซอนแอบให้แนบเนียน |
| ให้ผู้เล่นนั่งล้อมวง
เลือกผู้เล่น ๑ คน เป็นมอญถือผ้าเดินอยู่นอกวง แล้วช่วยกันร้องเพลง ระหว่างนั้นมอญ จะทิ้งผ้าไว้หลังผู้ที่นั่งอยู่ถ้าผู้นั้นรู้สึกตัวก็จะหยิบผ้าวิ่งไล่มอญมอญจะต้องรีบวิ่งกลับไปนั่งที่ที่ว่างอยู่ให้ได้ ถ้านั่งทัน ผู้ที่มีผ้าอยู่ในมือจะต้องเป็นมอญคนต่อไป แต่ถ้าไม่ทัน มอญจะต้องเป็นมอญอีกครั้ง |
|

| อีตัก : มะเนาะ ยูเด็น | |
| เมื่อขีดวงลงเสร็จโปรยเม็ดหว่าน | มือเชี่ยวชาญมั่นคงบรรจงตัก |
| เริ่มเม็ดห่างทางง่ายค่อยย้ายยัก | ทำมือหนักนิดหนึ่งโทษถึงรอ |
| ฝืกมือไว้ให้กระชับการจับถือ | ให้แม่นมือเหมือนประณีตจับมีดหมอ |
| มืออีตักต้องละเมียดละเอียดลออ | ฝึกไม่พอมือไม่แน่แพ้ทุกที |
| ใช้ผู้เล่น
๒ - ๔ คน แต่ละคนจะมีเมล็ดน้อยหน่า หรือมะขามจำนวนเท่า ๆ กัน และใช้ที่ตักทำด้วยใบไม้ หรือกระดาษพับเป็นรูปกรวยเล็ก ๆ เริ่มเล่นโดยโปรยเมล็ดไปบนพื้น แล้วใช้ที่ตักตักเมล็ดทีละเมล็ดไม่ให้ กระทบกับเมล็ดอื่นจนหมด ถ้าตักกระทบต้องหยุดเล่น ใครได้จำนวนเมล็ดมากที่สุดเป็นผู้ชนะ |
|

| ชักเย่อ : มะเนาะ ยูเด็น | |
| เล่นง่ายง่ายสายเชือกเลือกเขื่องเขื่อง | ใช้เป็นเครื่องประลองแรงแกร่งวิถี |
| เครื่องเหนี่ยวน้อมพร้อมพรักสามัคคี | ไม่เทียบที่ชักเย่อเชียวเธอนะ |
| แรงขายันมั่นมือฮึดฮือฮึด | เปลี่ยนทีอึดทีอู้ดูจังหวะ |
| พอได้ท่าคร่าหมดไม่ลดละ | ฝ่ายเงอะงะงุ่มง่ามตามไม่ทัน |
| การเล่นชักเย่อจะแบ่งผู้เล่นเป็น
๒ ฝ่าย จำนวนเท่า ๆ กัน ยืนอยู่คนละฝั่งโดยมีเส้นแดนกั้น แล้วนำเชือก เส้นใหญ่ให้ผู้เล่นทั้ง ๒ ฝ่ายจับปลายคนละด้าน เมื่อได้รับสัญญาณให้แต่ละฝ่ายออกแรงฝ่ายตรงข้ามให้เข้ามา ในเขตแดนของตนเองให้ได้ ฝ่ายใดถึงเข้ามาได้ก็จะเป็นฝ่ายชนะ |
|
HOME
สมุดเยี่ยม
ครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๘