สมุดเยี่ยม กาพย์ฉบัง ๑๖ กาพย์ยานี ๑๑ กาพย์สุรางค์ ๒๘
แผนการสอน อธิบายศัพท แบบทดสอบ  

านี ๑๑ แม่ก กา

        สาธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรสรนา  
พ่อแม่แลครูบา เทวดาในราศี  
        ข้าเจ้าเอา ก ข เข้ามาต่อ ก กา มี เริ่มด้วยแม่ กา (ไม่มีตัวสะกด)
แก้ไขในเท่านี้ ดีมิดีอย่าตรีชา ตรีชา= ตำหนิ
        จะร่ำคำต่อไป พอฬ่อใจกุมารา ล่อใจยั่วยุให้เรียน
ธรณีมีราชา เจ้าพาราสาวะถี เมืองหนึ่งชื่อเมืองสาวะถี
        ชื่อพระไชยสุริยา มีสุดามะเหษี ชื่อพระไชยสุริยา มีมเหสี
ชื่อว่าสุมาลี อยู่บูรีไม่มีไภย ชื่อสุมาลี อยูเมืองไม่มีภัย
        ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มีกริยาอะฌาสัย ข้าบริวาร นิสัยดี อัชฌาศัย=นิสัยดี
พ่อค้ามาแต่ไกล ได้อาศัยในพารา ทุกคนได้พึ่งพา พารา=เมือง
        ไพร่ฟ้าประชาชี ชาวบูรีก็ปรีดา  
ทำไร่เขาไถนา ได้เข้าปลาแลสาลี ได้ข้าวปลาและข้าวสาลี
        อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี ต่อมาพวกคนใกล้ชิดก็หาสาวรุ่น (เยาวนารี)
ที่หน้าตาดีดี ทำมโหรีที่เคหา ที่หน้าตาสะสวย มาร้องรำทำเพลงตามที่พัก (เคหา)
        ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา เพลิดเพลินกับสิ่งบันเทิงและความใคร่
หาได้ให้ภริยา โลโภพาให้บ้าใจ เกิดความโลภ
        ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย ไม่อยู่ในคำสอนนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกศาสนา
ถือดีมีข้าไท ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา พวกทีมีข้าทาสบริวาร ก็ฉ้อโกงชาวบ้าน ทำโทษใส่ขื่อคา
        คะดีที่มีคู่ คือไก่หมูเจ้าสุภา เมื่อมีคดี ตุลาการหรือผู้ตัดสินคดีเห็นแก่สินบน
ใครเอาเข้าปลามา ให้สุภาก็ว่าดี ผู้ที่ให้สินบนก็จะเป็นผู้ชนะ
        ที่แพ้แก้ชนะ ไม่ถือพระประเวณี  
ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา  
        ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา คนที่อยู่ในกรอบศาสนากลับคิดว่าเป็นพวกโง่
ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าใบ้บ้าสาระยำ เมธา=นักปราชญ์ ก็ถูกหาว่าเป็นบ้า
        ภิกษุสะมะณะ เล่าก็ละพระสธรรม พระไม่อยู่ในศีลธรรม
คาถาว่าลำนำ ไปเร่ร่ำทำเฉโก  
        ไม่จำคำผู้ใหญ่ ศีรษะไม้ใจโยโส บางคนก็หัวแข็งไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่
ที่ดีมีอะโข ข้าขอโมทนาไป แต่ที่ดีก็พอมีอยู่บ้าง
        พาราสาวะถี ใครไม่มีปราณีใคร เมืองสาวะถีไม่มีความสงบสุข
ดุดื้อถือแต่ใจ ที่ใครได้ใส่เอาพอ ใครดีใครได้
        ผู้ที่มีฝีมือ ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ ใครจะเอาของใครก็หยิบเอาไป ขโมยไป
ใล่คว้าผ้าที่คอ อะไรล่อก็เอาไป  
        ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มิได้ว่าหมู่ข้าไทย  
ถือน้ำร่ำเข้าไป แต่น้ำใจไม่นำพา พวกข้าบริวารถือน้ำพระพิพัฒน์ แต่ก็ไม่จริงใจ
        หาได้ใครหาเอา ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา ประชาชนโศกเศร้า
ผู้ที่มีอาญา ไล่ตีด่าไม่ปราณี ใครมีโทษถูกทำร้ายขาดความปรานี
        ผีป่ามากระทำ มรณะกรรมชาวบูรี จึงเกิดเหตุเภทภัยแก่เมืองนี้
น้ำป่าเข้าธานี ก็ไม่มีที่อาไศรย โดยมีน้ำป่าท่วมเมืองไม่มีที่อยู่อาศรัย
        ข้าเฝ้าเหล่าเสนา หนีไปหาพาราไกล พวกข้าบริวารหนึไปอยู่เมืองอื่น
ชีบาล่าลี้ไป ไม่มีใครในธานี ชีบา= ครูอาจารย์ ก็หนีไป

ฉบัง ๑๖

        พระไชยสุริยาภูมี พาพระมเหษี  
มาที่ในลำสำเภา  
        เข้าปลาหาไปไม่เบา นารีที่เยาว์ นำสาวรุ่นไปด้วย
ก็เอาไปในเภตรา  
        เถ้าแก่ชาวแม่แซ่มา เสนีเสนา เฒ่าแก่=ข้าราชการสตรี
ก็มาในลำสำเภา  
        ตีม้าฬ่อช่อใบใส่เสา วายุพยุเพลา ม้าล่อ=แผ่นโลหะคล้ายถาด
สำเภาก็ใช้ใบไป สำเภา=เรือสำเภา
        เภตรามาในน้ำไหล ค่ำเช้าเปล่าใจ เภตรา=เรือ
ที่ในมหาวารี  
        พะสุธาอาไศรยไม่มี ราชานารี อาศรัย
อยู่ที่พระแกลแลดู พระแกล=หน้าต่าง
        ปลากะโห้โลมาราหู เหราปลาทู เห-รา=แมงดาชนิดหนึ่ง
มีอยู่ในน้ำคล่ำไป  
        ราชาว้าเหว่หฤทัย วายุพาคลาไคล  
มาในทะเลเอกา  
        แลไปไม่ปะพะสุธา เปล่าใจนัยนา  
โพล้เพล้เวลาราตรี  
        ราชาว่าแก่เสนี ใครรู้คะดี คดี=เรื่องราว
วารีนี้เท่าใดนา  
        ข้าเฝ้าเล่าแก่ราชา ว่าพระมหา  
วารีนี้ไซ้ใหญ่โต  
        ไหลมาแต่ในคอโค แผ่ไปใหญ่โต  
มะโหฬาร์ล้ำน้ำไหล  
        บาฬีมิได้แก้ไข ข้าพเจ้าเข้าใจ  
ผู้ใหญ่ผู้เฒ่าเล่ามา  
        ว่ามีพระยาสกุณา ใหญ่โตมะโหฬาร์  
กายาเท่าเขาคีรี  
        ชื่อว่าพระยาสัมพาที ใครรู้คะดี  
วารีนี้โตเท่าใด  
        โยโสโผผาถาไป พอพระสุริไสย  
จะใกล้โพล้เพล้เวลา  
        แลไปไม่ปะพสุธา ย่อท้อรอรา  
ชีวาก็จะประลัย  
        พอปลามาในน้ำไหล สกุณาถาไป  
อาไศรยที่ศีร์ษะปลา  
        ฉะแง้แลไปไกลตา จำของ้อปลา  
ว่าขอษะมาอะไภย  
        วารีที่เราจะไป ใกล้หรือว่าไกล  
ข้าไหว้จะขอมรคา  
        ปลาว่าข้าเจ้าเยาวะภา มิได้ไปมา  
อาไศรยอยู่ต่อธรณี  
        สกุณาอาไลยชีวี ลาปลาจรลี  
สู่ที่ภูผาอาไศรย  
        ข้าเฝ้าเล่าแก่ภูวไนย พระเจ้าเข้าใจ  
ฤไทยว้าเหว่เอกา  
        จำไปในทะเลเวรา พายุไหญ่มา  
เภตราก็เหเซไป  
        สมอก็เก่าเสาใบ ทะลุปรุไป  
น้ำไหลเข้าลำสำเภา  
        ผีน้ำซ้ำไต่ใบเสา เจ้ากำม์ซ้ำเอา  
สำเภาระยำคว่ำไป  
        ราชาคว้ามืออรไทย เอาผ้าสะไบ  
ต่อไว้ไม่ไกลกายา  
        เถ้าแก่เชาแม่เสนา น้ำเข้าหูตา  
จระเข้เหราคร่าไป  
        ราชานารีร่ำไร มีกำม์จำใจ  
จำไปพอปะพะสุธา  
        มีไม้ไทรใหญ่ใบหนา เข้าไปไสยา  
เวลาพอค่ำรำไร

 

สุรางคนางค์ ๒๘ (แม่กน)

  ขึ้นใหม่ใน กน ก กา ว่าปน ระคนกันไป
เอ็นดูภูธร มานอนในไพร มณฑลต้นไทร แทนไพชยนต์สถาน
ส่วนสุมาลี วันทาสามี เทวีอยู่งาน
เฝ้าอยู่ดูแล เหมือนแต่ก่อนกาล ให้พระภูบาล สำราญวิญญา
 พระชวนนวลนอน เข็ญใจไม้ขอน เหมือนหมอนแม่นา
ภูธรสอนมนต์ ให้บ่นภาวนา เย็นค่ำร่ำว่า กันป่าไภยพาล
   วันนั้นจันทร มีดารากร เป็นบริวาร
เห็นสิ้นดินฟ้า ในป่าท่าธาร มาลีคลี่บาน ใบก้านอรชร
   เย็นฉ้ำน้ำฟ้า ชื่นชะผะกา วายุพาขจร
สาระพันจันทน์อิน รื่นกลิ่นเกสร แตนต่อคลอร่อน ว้าว่อนเวียนระวัน
     จันทราคลาเคลื่อน กระเวนไพรไก่เถื่อน เตือนเพื่อนขานขัน
ปู่เจ้าเขาเขิน กู่เกริ่นหากัน สินธุพุลั่น ครื้นครั่นหวั่นไหว
 พระฟื้นตื่นนอน ไกลพระนคร สะท้อนถอนฤไทย
เช้าตรู่สุริยน ขึ้นพ้นเมรุไกร มีกำม์จำไป ในป่าอารัญ

ฉบัง ๑๖ (แม่กง)

        ขึ้นกงจงสำคัญ ทั้งกนปนกัน
รำพันมิ่งไม้ในดง
        ไกรกร่างยางยูงสูงระหง ตะลิงปลิงปริงประยงค์
คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง
        มะม่วงพวงพลองช้องนาง หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง
กินพลางเดินพลางหว่างเนิน
        เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคียง
        เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องซ้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง
        กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
        ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง
        กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง พระยาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
        ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง เพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง
        ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง ค่างแข็งแรงเริง
ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
        ป่าสูงยูงยางช้างโขลง อึงคะนึงผึงโผง
โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป



ยานี ๑๑(แม่กก)

       ขึ้นกกตกทุกข์ยาก แสนลำบากจากเวียงไชย
มันเผือกเลือกเผาไฟ กินผลไม้ได้เป็นแรง
       รอนรอนอ่อนอัษดงค์ พระสุ่ริยงเย็นยอแสง
ช่วงดังน้ำครั่งแดง แฝงเมฆเขาเงาเมรุธร
       ลิงค่างครางโครกครอก ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน
ชะนีวิเวกวอน นกหกร่อนนอนรังเรียง
       ลูกนกยกปีกป้อง อ้าปากร้องซ้องแซ่เสียง
แม่นกปกปีกเคียง เลี้ยงลูกอ่อนป้อนอาหาร
       ภูธรนอนเนินเขา เคียงคลึงเคล้าเยาวมาลย์
ตกยากจากศฤงฆาร สงสารน้องหมองภักตรา
      ยากเย็นเห็นหน้าเจ้า สร่างโศกเศร้าเจ้าพี่อา
อยู่วังดังจันทรา มาหม่นหมองลอองนวล
       เพื่อนทุกข์ศุขโศกเศร้า จะรักเจ้าเฝ้าสงวน
มิ่งขวัญอย่ารันจวน นวลภักตร์น้องจะหมองศรี
       ชวนชื่นกลืนกล้ำกลิ่น มิรู้สิ้นกลิ่นมาลี
คลึงเคล้าเย้ายวนยี ที่ทุกข์ร้อนหย่อนเย็นทรวง

ยานี ๑๑ (แม่กด)

       ขึ้นกดบทอัศจรรย์ เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง
นกหกตกรังรวง สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงง
       แดนดินถิ่นมนุษย ์ เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง
ตึกกว้านบ้านเรือนโรง โคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน
       บ้านช่องคลองเล็กใหญ่ บ้างตื่นไฟตกใจโจน
ปลุกเพื่อนเตือนตะโกน ลุกโลดโผนโดนกันเอง
       พิณพาทย์ระนาดฆ้อง ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง
ระฆังดังวังเวง โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง
   ขุนนางต่างลุกวิ่ง ท่านผู้หญิงวิ่งยุดหลัง
พัลวันดันตึงตัง พลั้งพลัดตกหกคะเมน
       พระสงฆ์ลงจากกุฏิ   วิ่งอุตลุตฉุดมือเณร
หลวงชีหนีหลวงเถร   ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน
      พวกวัดพลัดเข้าบ้าน   ล้านต่อล้านซานเซโดน
ต้นไม้ไกวเอนโอน   ลิงค่างโจนโผนหกหัน
      พวกผีที่ปั้นลูก   ติดจมูกลูกตาพลัน
ขิกขิกระริกกัน   ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ
   สององค์ทรงสังวาส   โลกธาตุหวาดหวั่นไหว
ตื่นนอนอ่อนอกใจ   เดินไม่ได้ให้อาดูร

ยานี ๑๑ (แม่กบ)

       ขึ้นกบจบแม่กด   พระดาบสบูชากูณฑ์
ผาสุกรุกขมูล   พูนสวัสดิ์สัตถาวร
      ระงับหลับเนตรนิ่ง   เององค์อิงพิงสิงขร
เหมือนกับหลับสนิทนอน   สังวรศีลอภิญญาณ
      บำเพ็งเล็งเห็นจบ   พื้นพิภพจบจักรวาล
สวรรค์ชั้นวิมาน   ท่านเห็นแจ้งแหล่งโลกา
   เข้าฌานนานนับเดือน   ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา
จำศีลกินวาตา   เป็นผาสุกทุกเดือนปี
       วันนั้นครั้นเดินไหว   เกิดเหตุใหญ่ในปฐพี
เล็งดูรู้คดี   กาลกิณีสี่ประการ
      ประกอบชอบเป็นผิด   กลับจริตผิดโบราณ
สามัญอันธพาล   ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์
      ลูกศิษย์คิดล้างครู   ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน
ส่อเสียดเบียดเบียนกัน  

ลอบฆ่าฟันคือตัณหา

   โลภลาภบาปบ่คิด   โจทย์ผิดริษยา
อุระพสุธา   ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง
   บรรดาสามัญสัตย์   เกิดวิบัติปัตติปาปัง
ไตรยุคทุกขตะรัง   สังวัจฉระอวสาน



ฉบัง ๑๖(แม่กม)

       ขึ้นกมสมเด็จจอมอารย์ เอ็นดูภูบาล
ผู้ผ่านพาราสาวะถี
       ซื่อตรงหลงเล่ห์เสนี กลอกกลับอัปรีย์
บูรีจึงล่มจมไป
       ประโยชน์จะโปรดภูวไนย นิ่งนั่งตั้งใจ
เลื่อมใสสำเร็จเมตตา
       เปล่งเสียงเพียงพิณอินทรา บอกข้อมรณา
คงมาวันหนึ่งถึงตน
       เบียฬเบียดเสียดส่อฉ้อฉล บาปกำม์นำตน
ไปทนทุกข์นับกัปกัลป์
       เมตตากรุณาสามัญ จะได้ไปสวรรค์
เป็นศุขทุกวันหรรษา
       สมบัติสัตว์มนุษย์ครุฑา กลอกกลับอัปรา
เทวาสมบัติชัชวาล
       ศุขเกษมเปรมปรดิ์วิมาน อิ่มหนำสำราญ
ศฤงฆารห้อมล้อมพร้อมเพรียง
       กระจับปี่สีซอคลอเสียง ขับรำจำเรียง
สำเนียงนางฟ้าน่าฟัง
       เดชะพระกุศลหนหลัง สิ่งใดใจหวัง
ได้ดังมุ่งมาตรปรารถนา
       จริงนะประสกสีกา สวดมนต์ภาวนา
เบื้องน่าจะได้ไปสวรรค์
       จบเทศน์เสร็จคำรำพัน พระองค์ทรงธรรม์
ัดันดั้นเมฆาคลาไคล

ฉบัง ๑๖ (แม่เกย)

       ขึ้นเกยเลยกล่าวท้าวไทย ฟังธรรมน้ำใจ
เลื่อมใสศรัทธากล้าหาญ
       เห็นไภยในขันธสันดาน ตัวห่วงบ่วงมาร
สำราญสำเร็จเมตตา
       สององค์ทรงหนังพยัคฆา จัดจีบกลีบชะฎา
รักษาศีลถือฤาษี
       เช้าค่ำทำกิจพิธี กองกูณฑ์อัคคี
เป็นที่บูชาถาวร
       ปะถะพีเป็นที่บรรจฐรณ์ เอนองค์ลงนอน
เหนือขอนเขนยเกยเศียร
       ค่ำเช้าเอากราดกวาดเตียน เหนื่อยยากพากเพียร
เรียนธรรมบำเพ็งเคร่งครัน
       สำเร็จเสร็จได้ไปสวรรค์ เสวยศุขทุกวัน
นานนับกัปกัลป์พุทธันดร
       กุมราการุญสุนทร ไว้หวังสั่งสอน
เด็กอ่อนอันเยาว์เล่าเรียน
       ก ข ก กา ว่าเวียน หนูน้อยค่อยเพียร
อ่านเขียนผสมกมเกย
       ระวังตัวกลัวครูหนูเอ๋ย ไม้เรียวเจียวเหวย
กูเคยเข็ดหลาบขวาบเขวียว
       หันหวดปวดแสบแปลบเสียว หยิกซ้ำซ้ำเขียว
อย่าเที่ยวเล่นหลงจงจำ
       บอกไว้ให้ทราบบาปกรรม เรียงเรียบเทียบทำ
แนะนำให้เจ้าเอาบุญ
       เดชะพระมหาการุญ ใครเห็นเป็นคุณ
แบ่งบุญให้เราเจ้าเอยฯ

โครงงานจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย โดยนักเรียนโครงการภาษาอังกฤษชั้น ม.1
วรรณคดีเพื่อการวิจักษณ์ : กาพย์พระไชยสุริยา

ความเป็นมา
กาพย์พระไชยสุริยาเป็นแบบเรียนที่สุนทรภู่แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จุดประสงค์เพื่อถวายพระอักษรแด่พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี
พระอัครชายา คือเจ้าฟ้าชายกลางแล้วเจ้าฟ้าปิ๋ว ในการศึกษากาพย์พระไชยสุริยา ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ ได้แก่ กาพย์ยานี11 กาพย์ฉบัง16 และ
กาพย์สุรางคนางค์ 28

2 ประวัติผู้แต่ง
สุนทรภู่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือน 8ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148
ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 บิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ เมืองแกลง มารดาเป็นชาวเมืองไม่ปรากฎ ต่อมา
บิดามารดาได้หย่าร้างกัน มารดามีสามีใหม่ สุนทรภู่จึงได้ไปอาศัยกับมารดา และ ได้เล่าเรียนในวัด ศรีสุดาราม
-ปี พ.ศ. 2356 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในวังหลวง มีหน้าที่เป็นอาลักษณ์ ตำแหน่ง ขุนสุนทรโวหาร และได้แต่งกลอนถวายเป็นที่พอพระทัยมาก
-ปี พ.ศ. 2367 สุนทรภู่ได้ทำหน้าที่ถวายพระอักษรเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระโอรสองค์โตของสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระอัครชายาในรัชกาลที่2
-เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์ไม่โปรดสุนทรภู่เพราะเมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ สุนทรภู่ทักท้วงบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์หน้าพระที่นั่ง ทำให้พระองค์ขัดเคืองพระทัย สุนทรภู่จึงออกบวชที่วัดราชบูรณะเพื่อหนีราชภัย เมื่อบวชและจำพรรษาที่วัดราชบูรณะ จึงมีโอกาสถวายพระอักษรเจ้าฟ้าชายกลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว
-ต่อมาสุนทรภู่ได้ย้ายจากวัดราชบูรณะไปจำพรรษาที่วัดอรุณราชวราราม แล้วจึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดเทพธิดาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตามคำชักชวนของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
-ต่อมาพระองค์เจ้าลักขณานุคุณลาผนวช ไปประทับที่วังท่าพระ จึงชวนให้สุนทรภู่ไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุด้วย เพื่อสะดวกในการอุปถัมภ์ สุนทรภู่บวชได้ประมาณ 7 ถึง 8 พรรษาจึงสึกออกมา เพื่อติดตามรับใช้พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ
-พ.ศ.2378 พระองค์เจ้าลักขณานุคุณสิ้นพระชนม์ สุนทรภู่ต้องตกยากอีก จึงบวชใหม่อีกครั้งที่วัด เทพธิดาราม ครั้งนี้ได้รับเมตตาจากเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์
-พ.ศ.2385 สุนทรภู่สึกออกมาเป็นฆราวาส ต่อมาได้ถวายตัวเป็นอาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2393 และได้รับแต่งตั้งเป็นพระสุนทรโวหาร ช่วงนี้ สุนทรภู่มีความสุขขึ้นและรับราชกาลได้ 5 ปีก็ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2398 รวมอายุได้70ปี
-กล่าวกันว่าสุนทรภู่ เป็นกวีสี่แผ่นดิน คือเกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 รุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ 2 ตกอับในสมัยรัชกาลที่ 3 และถึงแก่กรรมในสมัยรัชกาลที่ 5


3 เรื่องย่อ
มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งมีพระนามว่าไชยสุริยา ครองเมืองสาวัตถี มีพระมเหสี ทรงพระนามว่า สุมาลี ครอบครองบ้านเมือง
ด้วยความผาสุก ต่อมาข้าราชการ เสนาอำมาตย์ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จึงเกิดเหตุอาเพศ เกิดน้ำป่าไหลท่วมเมือง ผีป่าอาละวาด ทำให้ชาวเมืองล้มตายจำนวนมาก พระไชยสุริยากับพระมเหสีจึงลงเรือสำเภาแต่ก็ถูกพายุพัดจนเรือแตก พระไชยสุริยาและมเหสีขึ้นฝั่งได้ พระอินทร์จึงเสด็จมาสั่งสอนธรรมะให้ ทั้งสองพระองค์ปฏิบัติตามธรรมจึงเสด็จไปสู่สวรรค์

4 ลักษณะคำประพันธ์
เรื่องกาพย์พระไชยสุริยานี้แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทกาพย์ ได้แก่ กาพย์ยานี11 กาพย์ฉบัง16 กาพย์สุรางคนางค์ 28

ตัวอย่างคำประพันธ์

กาพย์ยานี11
........ชื่อพระไชยสุริยา.....................มีสุดามเหสี
...ชื่อว่าสุมาลี.....................................อยู่บูรีไม่มีภัย

กาพย์ฉบัง16
.........พระไชยสุริยา........................พาพระมเหสี
.มาที่ในลำสำเภา

กาพย์สุรางคนางค์28
...............วันนั้นจันทร.................มีดารากร................เป็นบริวาร...
.เห็นสิ้นดินฟ้า........ในป่าท่าธาร..........มาลีคลี่บาน............ใบก้านอรชร


5 คำศัพท์
ก ข.........................อักษรไทย ตัวหนังสือไทย
กระจับปี่...................พิณสี่สาย
กระโห้......................ชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง หัวโตเกล็ดใหญ่ ลำตัวด้านหลังสีเทาดำ หางและครีบ สีคล้ำ
กร่าง........................ชื่อต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง เปลือกเรีบยสีเทา ใบกว้างหนา
กะลาง......................ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวขนาดนกเอี้ยง
กะลิ.........................ชื่อ นกปากงุ้มเป็นขอชนิดหนึ่ง หัวสีเทา ตัวสีเขียว ปากแดง หางยาว
กังสดาล...................ระฆังวงเดือน
กัปกัลป์....................กัป หมายถึง ระยะเวลาอันนานเหลือเกิน บางทีใช้คู่กับคำว่ากัลป์ เป็น กัปกัลป์
กามา........................ความใคร่ ความใคร่ในทางเมถุน
กาลกิณี.....................เสนียดจัญไร ลักษณะที่อัปมงคล
กุมารา.......................เด็กๆทั้งหลาย
กูณฑ์.......................ไฟ
ไกร.........................เกิน กล้า เก่ง
ขอสมา.....................ขอโทษ ขออภัย
ขันธสันดาน..............อุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิดในตัวของตนเอง
ขื่อคา.......................เครื่องจองจำนักโทษ
เขนย.......................หมอน
คดี..........................เรื่อง
ครั่ง.........................ชื่อเพลี้ยหอยชนิดหนึ่ง
ครุฑา.......................สัตว์ในวรรณคดี
คอโค.......................คนอินเดีย
ค้อนทอง..................ชื่อนกชนิดหนึ่ง
คับทรง....................ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง
ค่าง.........................ชื่อลิงชนิดหนึ่ง
คีรี...........................ภูเขา
จอง.........................มั่นหมายไว้
จักรวาล....................ปริมณฑล
ฉ้อ...........................ขี้โกง
เฉโก.........................ฉลาดแกมโกง
ช้องนาง....................ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง
ชี.............................นักบวชหญิงที่นุ่งขาวห่มขาว
ตรีชา........................ความหมายตามบริบท หมายถึง ติเตียน
ตะรัง........................ตั้น ตะบึงไป
ตะลิงปลิง..................ชื่อไม้ต้นชนิดหนึ่ง
ตัณหา.......................ความทะยานอยาก
ไตรยุค......................ไตรดายุค
ไตรสรณา..................ที่พึ่งทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ถือน้ำ........................พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นการดื่มน้ำสาบานถวายพระเจ้าแผ่นดิน
เถื่อน........................ป่า
ทุกข.........................ความทุกข์
เทวาสมบัติ.................สมบัติในสวรรค์
ธรณี.........................ดิน แผ่นดิน
นัยนา........................ดวงตา
บรรจถรณ์.................ที่นอน
บา............................ครู อาจารย์
บาลี..........................ภาษาบาลี
ปฐพี.........................พื้นดิน
ประยงค์....................ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง
ประเวณี....................การประพฤติผิดเมียผู้อื่น
ประสกสีกา.................ชายหญิงที่นับถือพระพุทธศาสนา
ปริง..........................มะปริง
ปัตติ.........................ส่วนบุญ
ปาปัง........................บาป
ผลาญ.......................ทำลายให้หมดสิ้นไป
ผาสุก........................ความสำราญ
ฝาง..........................ชื่อไม้ต้นขนาดเล็กชนิดหนึ่ง
ฝิ่น............................ชื่อไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง
พระแกล.....................หน้าต่าง
พระดาบส...................ผู้บำเพ็ญตบะ
พระยาลอ....................ชื่อนกชนิดหนึ่ง
พระยาสัมพาที..............พญานกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์
พระสุริย์......................พรุสุรีย์
พระแสง.....................อาวุธ หรือ เครื่องใช้มีคมที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สอย
พลวง.........................ชื่อธาตุชนิดหนึ่ง
พสุธา..........................แผ่นดิน
พักตรา........................ใบหน้า
พิภพ...........................โลก ทรัพย์สมบัติ
พุทธันร.......................ช่วงเวลาที่ว่างจากพระพุทธเจ้า
โพล้เพล้.......................เวลาพลบค่ำ เวลาจวนค่ำ
ไพชยนต์สถาน...............ชื่อรถและวิมานของพระอินทร์
ภาษาไสย......................ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนตร์คาถา
ภุมรา...........................แมลงภู่ ผึ้ง(หมายถึงตัวสุนทรภู่)
ภูผา............................ภูเขา
เภตรา..........................เรือ
มณฑล.........................ดวง รัศมี วงรอบ เขตปกครองที่แบ่งเป็นส่วนใหญ่ๆ
มรคา...........................ทาง
มรณา..........................ตาย
มเหสี...........................เมียเอก
มโหรี...........................วงเครื่องดนตรีประเภทดีดสีตีเป่า
มโหฬาร์.......................ยิ่งใหญ่
มะม่วง.........................ชื่อไม้ต้นชนิดหนึ่ง
เมธา...........................ความรู้ ปัญญา
เมรุ.............................ชื่อภูเขากลางจักรวาลมียอดเป็นที่ตั้งแห่งเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระอินทร์
โมทนา.........................บันเทิง ยินดี
ยอแสง........................อาการที่พระอาทิตย์อ่อนแสงสล
ยูง..............................ชื่อนกขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง
เยาวนารี.......................สาวรุ่นๆ
โยโส............................โหยกเหยก
ระยำ............................ชั่วช้า
รัญจวน........................ป่วนใจ
ราตรี...........................กลางคืน
ราศี..............................กอง หมู่
ราหู..............................ชื่อปลากระเบนทะเลชนิดหนึ่ง
รูกขมูล.........................โคนต้นไม้
ละมั่ง............................ชื่อกวางขนาดเล็กชนิดหนึ่ง
โลโภ.............................ความโลภ
วาตา.............................ลม
วายุ พยุ.........................พายุ
วารี...............................น้ำ
วิบัติ..............................พิบัติ ความฉิบหาย
ศฤงคาร.........................สิ่งให้เกิดความรัก
สกุณา............................นก
สะธุสะ............................คำเพื่อขอความสวัสดิมงคล
สังวัจฉระ........................ปี
สังวาส............................การอยู่ด้วยกัน
สัตถ...............................คัมภีร์ ตำรา เกวียน
สาลี................................ข้าว
สิงขร..............................ภูเขา
สุภา................................ตุลาการ
หงส์...............................นกในนิยาย
เหรา...............................ชื่อแมงดาทะเลชนิดหนึ่ง
เหล่าเมธา........................หมายถึงบรรดานักปราชญ์
อภิญญาณ......................ความรู้ยิ่งมี 6 อย่างคือ 1. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ 2.ทิพยโสด มีหูทิพย์ 3.เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น 4.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ 5.ทิพยจักขุ มีตาทิพย์ 6.อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสว
อวสาน............................จบ สิ้นสุด
อะโข...............................มากหลาย
อะฌาสัย..........................กิรียาดี นิสัยใจคอ
อันธพาล..........................คนเกะกะระราน
อัปรา...............................ใช้เป็นคำนำหน้าคำศัพท์ที่มาจากบาลี แปลว่า ไปจาก ปราศจาก
อัปรีย์..............................ระยำ จัญไร
อัสดง..............................ตกไป พระอาทิตย์ตก
อาญา...............................อำนาจ โทษ
อารย์...............................เจริญ
อารัญ...............................ป่า
อีเก้ง................................ชื่อสัตว์เคี้ยวเอื้องชนิดหนึ่ง
อีโก้ง................................ชื่อนกชนิดหนึ่ง

6 การวิจักษณ์วรรคดีเรื่อง กาพย์พระไชยสุริยา
6.1ลักษณะการแต่ง
ลักษณะการแต่ง แต่งด้วยกาพย์ 3 ขนิด คือ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28
(1)กาพย์ยานี 11 ใช้ในการบรรยาย หรือเล่าเรื่อง เช่น

..........จะร่ำค่ำต่อไป......................................พอล่อใจกุมารา
ธรณีมีราชา..................................................เจ้าพาราสาวัตถี
..........ชื่อพระไชยสุริยา..................................มีสุดามเหสี
ชื่อว่าสุมาลี....................................................อยู่บูรีไม่มีภัย

คำที่ใช้เป็นคำไทยง่ายๆเหทาะกับวัยที่เพิ่งฝึกหัดอ่านเขียนเป็นเบื้องต้นเริ่มด้วยคำในมาตราแม่ ก กา

(2) กาพย์ฉบัง 16 เป็นกาพย์ที่มีลีลางามสง่ามักใช้ในการบบรรยายเหตุการณ์ที่สำคัญ หรือบรรยายเหตุการณ์ที่รวบรัดรวดเร็ว เช่น

..........เภตรามาในน้ำใหล..........................ค่ำเช้าเปล่าใจ
ที่ในมหาวารี
.........พสุธาอาศัยไม่มี................................ราชานารี
อยู่ที่พระแกลแลดู

(3) กาพย์สุรางคนางค์28 เป็นกาพย์ที่มีลีลาอ่อนหวาน เศร้า มักใช้ในการพรรณนาอารมณ์ความรู้สึกเช่น

............ขึ้นใหม่ในกน......................ก กา ว่าปน....................ระคนกันไป
เอ็นดูภูธร......................มานอนในไพร....................มณฑลต้นไทร................แทนไพชยนต์สถาน

6.2 จุดประสงค์การแต่ง
-เรื่องกาพย์พระไชยสุริยานี้แต่งขึ้นเพื่อเป็นแบบเรียนใช้สอนเรื่องการสะกดคำและการใช้ถ้อยคำแก่พระโอรสในพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเรียงตามลำดับมาตราตัวสะกด คือ แม่ ก กา แม่กน แม่กง แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กม แม่เกย
-ลักษณะเนื้อหาเริ่มสอนจากง่ายไปหายาก มีการทบทวนความรู้เดิมทุกครั้ง ทำให้ น่าสนใจ น่าติดตาม แต่ยังไม่จบเรื่อง คือ ขาดมาตราตัวสะกดแม่เกอวไปอีกหนึ่งมาตรา

.3 การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
(1)การใช้คำง่ายๆบรรยายให้เห็นภาพชัดเจน เช่น

................ข้าเฝ้าเหล่าเสนา...........................มีกิริยาอะฌวสัย
พ่อค้ามาแต่ไกล............................................ได้อาศัยในพารา
...............ไพร่ฟ้าประชาชี.............................ชาวบูรีก็ปรีดา
ทำไร่เขาไถนา..............................................ได้ข้าวปลาแลสาลี

(2)ใช้คำพรรณนาให้สะเทือนอารมณ์เช่น

..............คืนนั้นจันทร.....................มีดารากร.................เป็นบริวาร
เห็นสิ้นดินฟ้า..............ในป่าท่าธาร...................มาลีคลี่บาน................ใบก้านอรชร
.............เย็นฉ่ำน้ำฟ้า......................ชื่นชะผกา................วายุพาขจร
สารพันจันอิน.............รื่นกลิ่นเกสร................แตนต่อคล้อร่อน...........ว้าว่อนเวียนระวัน

(3)สร้างสรรค์คำประพันธ์ โดยใช้โวหารได้ไพเราะเหมาะสม ดังนี้
-ใช้โวหารนาฏการ คือเห็นกิริยาอาการที่ทำต่อเนื่อง เช่น

..............เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน....................เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคียง
..............ฝูงละมั่งฝันดินกินเพลิง..............................ค่างแข็งแรงเริง
ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
..............ป่าสูงยูงยางช้างโคลง...................................อึงคะนึงผึงโผง
โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป

-ใช้โวหารสัทพจน์ ได้เห็นภาพและได้ยินเสียง เช่น

.............กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง...................พระยาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
.............ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง..........................เพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง

-ใช้โวหารอุปมา คือ เปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง เหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เช่น

..............กลางไพรไก่ขันบรรเลง.........................ฟังเสียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
.............ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง.......................เพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง

-ใช้โวหารสัญลักษณ์ คือ การบรรยาย หรือ พรรณนาบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องบรรยายชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ใช้สัญลักษณ์แทน เช่น

..............ขึ้นกดบทอัศจรรย์.....................เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง
นกหกตกรังรวง......................................สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงน
..............แดนดินถิ่นมนุษย์....................เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง
ตึกกว้านบ้านเรือนโรง...........................โคลงคลองเคลื่อนเขยื้อนโยง

(4)ใช้คำได้ไพเราะ มีเสียงสัมผัสในวรรคทุกวรรค ทั้งสัมผัสสระ และสัมผัสอักษร เช่น
...............ขึ้นกงจงจำสำคัญ........................ทั้งกนปนกัน
รำพันมิ่งไม้ในดง
............ไกรกร่างยางยูงสูงระหง.....................ตะลิงปลิงปริงประยงค์
คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง
............มะม่วงพลวงพลองช้องนาง...........หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง
กินพลางเดินพลางหว่างเนิน

สัมผัสอักษร เช่น จง-จำ มิ่ง-ไม้ ไกร-กร่าง ยาง-ยูง ตะลิงปลิง-ปริงค์-ประยงค์ ฝิ่น-ฝาง พลวง-พลอง
สัมผัสสระ เช่น กง-จง จำ-สำ กน-ปน ไม้-ใน กร่าง-ยาง ยูง-สูง ลิง-ปริง-ปลิง ยงค์-ทรง-ส่ง ม่วง-พลวง พลอง-ช้อง เกลื่อน-เถื่อน พลาง-หว่าง

(5) ใช้ลีลาจังหวะในการอ่านได้สนุกและเกิดอารมณ์ตามเนื้อเรื่อง เช่นกาพย์ยานี11 ใช้จังหวะการอ่าน2/3 3/3 เป็นจังหวะประกอบเสียงหนักเบา และสัมผัสในของแต่ละวรรค

-แสดงอารมณ์ขันของสุนทรภู่ เช่น

............ขุนนาง / ต่างลุกวิ่ง...................ท่านผู้หญิง / วิ่งยุคหลัง
พัลวัน / ดันตึงตัง.................................พลั้งพลัดตก / หกคะเมน
............พระสงฆ์ / ลงจากกุฏิ์...............วิ่งอุดตลุด / ฉุดมือเณร
หลวงชี / หนีหลวงเถร.........................ลงโคลนเลน / เผ่นผาดโผน

-ให้อารมณ์เศร้า เหงา เช่น

...............พระชวนนวลนอน...........เข็ญใจไม้ขอน...............เหมือนหมอนแม่นา
ภูธรสอนมนต์.............ให้บ่นภาวนา...............เย็นค่ำร่ำว่า..................กันป่าภัยพาล

-ให้อารมณ์แช่มชื่นเบิกบานบ้าง

...........เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน..........เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคือง
...........เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง........................เริงร้อยซ้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง

6.4 การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม
(1) ให้ความรู้แก่ผู้อื่นตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง คือ ใช้เป็นสื่อการสอน ใช้ในการสอนมาตราตัวสะกด
(2) ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดจินตนาการตามเนื้อเรื่อง
(3) ให้เห็นสภาพสังคมไทย เหมือนสภาพคนไทยก่อนเสียกรุง ดังนี้

................อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า...........................ก็หาเยาวนารี
ที่หน้าตาดีดี................................................ทำมโหรีที่เคหา
................ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ............................เข้าแต่หอล่อกามา
หาได้ให้ภริยา...........................................โลภาพาให้บ้าใจ
................ไม่จำคำพระเจ้า........................เหไปเข้าภาษาไสย
ถือดีมีข้าไท..............................................ฉ้อแต่ไพรใส่ชื่อคา

และสภาพก่อนกรุงสาวัติถีจะล่มจม ดังนี้

..............คดีที่มีคู่.........................คือไก่หมูเจ้าสุภา
ใครเอาข้าวปลามา......................ให้สุภาก็ว่าดี
.............ที่แพ้แก้ชนะ..................ไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดี..................................ไล่ด่าตีมีอาญา
.............ที่ซื่อถือพระเจ้า.............ว่างโง่เง่าเต่าปูปลา
ผู้เฒ่าเหล่าเมธา..........................ว่าใบ้บ้าสาระยำ

(4) แสดงความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสังคม เช่น เชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์

...............ไม่จำคำพระเจ้า......................เหไปเข้าภาษาไสย
ถือดีมีข้าไท............................................ฉ้อแต่ไพร่ใส่ชื่อคา

แสดงค่านิยมของครอบครัว

.............ส่วนสุมาลี.................วันทาสามี...............เทวีอยู่งาน
เฝ้าอยู่ดูแล.............เหมือนแต่ก่อนกาล.......ให้พระภูบาล...........สำราญวิญญาณ์

(5) ให้ข้อคิด คติธรรม นำไปใช้ในชีวิตดังนี้
-ข้าราชการที่ดีต้องไม่คดโกง
-คนไทยไม่ควรหลงระเริง เพลิดเพลินในกามจนเกินไป
-ผู้นำประเทศต้องควบคุมดูแลข้าราชการ อย่าให้รังแกประชาชน
-ถ้าข้าราชการไม่สุจริต คดโกง ประเทศชาติจะประสบความหายนะต่างๆ
-คนเราทุกคนต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทุกคนต้องไม่เบียดเบียนกัน

อ้างอิง : หนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑

 

.ช. ชวิศ เหง่าประเสริฐ เลขที่2 ม2/11A - 25/11/2005 16:19


นำเสนอโดย อ.ภาทิพ ศรีสุทธิ์

คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2546

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


คุยกับครูภาทิพ