หัวข้อ : นิราศเมืองแกลง
ข้อความ :


โอ้สังเวชวาสนานิจจาเอ๋ย
จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย
ต้องละเลยดวงใจไว้ไกลตา
ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้า
ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา
จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา
ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน
โอ้จำใจไกลนุชสุดสวาท
จึงนิราศเรื่องรักเป็นอักษร
ให้เห็นอกตกยากเมื่อจากจร
ไปดงดอนแดนป่าพนาวัน
กับศิษย์น้องสองนายล้วนชายหนุ่ม
น้อยกับพุ่มเพื่อนไร้ในไพรสัณฑ์
กับนายแสงแจ้งทางกลางอารัญ
จะพากันแรมทางไปต่างเมือง
ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน
พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง
ถึงวัดแจ้งแสงจันทร์จำรัสเรือง
แลชำเลืองเหลียวหลังหลั่งน้ำตา
เป็นห่วงหนึ่งถึงชนกที่ปกเกล้า
จะแสนเศร้าครวญคอยละห้อยหา
ทั้งจากแดนแสนห่วงดวงกานดา
โอ้อุรารุ่มร้อนอ่อนกำลัง
ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์
สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง
ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศน์วัง
เทพทั้งเมืองฟ้าสุราลัย
ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย
เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส
ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร
ให้พ้นภัยคลาดแคล้วอย่าแพ้วพาน
ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ
แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน
มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง
โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย
นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์
จะลำบากยากแค้นไปแดนดง
เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือน
ถึงย่านยาวดาวคะนองคะนึงนิ่ง
ยิ่งดึกยิ่งเสียใจใครจะเหมือน
พระพายพานซ่านเสียวทรวงสะเทือน
จนเดือนเคลื่อนคล้อยดงลงไรไร
โอ้ดูเดือนเหมือนดวงสุดาแม่
กระต่ายแลเหมือนฉันคิดพิสมัย
เห็นแสงจันทร์อันกระจ่างค่อยสร่างใจ
เดือนครรไลลับตาแล้วอาวรณ์
ถึงอารามนามชื่อวัดดอกไม้
คิดถึงไปแนบทรวงดวงสมร
หอมสุคนธ์ปนกายขจายจร
โอ้ยามนอนห่างนางระคางคาย
ถึงบางผึ้งผึ้งรังก็รั้งร้าง
พี่ร้างนางร้างรักสมัครหมาย
มาแสนยากฝากชีพกับเพื่อนชาย
แม่เพื่อนตายมิได้มาพยาบาล
ถึงปากลัดแลท่าชลาตื้น
ดูเลื่อมลื่นเลนลากลำละหาน
เขาแจวจ้วงล่วงแล่นแสนสำราญ
มาพบบ้านบางระเจ้ายิ่งเศร้าใจ
อนาถนิ่งอิงเขนยคะนึงหวน
จนจวบจวนแจ่มแจ้งปัจจุสมัย
ศศิธรอ่อนอับพยับไพ
ถึงเซิงไทรศาลพระประแดงแรง
ขออารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงศาล
ลือสะท้านอยู่ว่าเจ้าห้าวกำแหง
ข้าจะไปทางไกลถึงเมืองแกลง
เจ้าจงแจ้งใจภัคนีที
ฉันพลัดพรากจากจรเพราะร้อนจิต
ใช่จะคิดอายอางขนางหนี
ให้นิ่มน้องครองรักไว้สักปี
ท่านสุขีเถิดข้าขอลาไป
พอแจ่มแจ้งแสงเงินเงาระยับ
ดาวเดือนดับเด่นดวงพระสุริย์ใส
ถึงปากช่องคลองสำโรงสำราญใจ
พอน้ำไหลขึ้นเช้าก็เข้าคลอง
เห็นเพื่อนเรือเรียงรายทั้งชายหญิง
ดูก็ยิ่งทรวงช้ำเป็นน้ำหนอง
ไม่แม้นเหมือนคู่เชยเคยประคอง
ก็เลยล่องหลีกมาไม่อาลัย
กระแสชลวนเชี่ยวเรือเลี้ยวลด
ดูค้อมคดขอบคุ้งคงคาไหล
แต่สาชลเจียวยังวนเป็นวงไป
นี่หรือใจที่จะตรงอย่าสงกา
ถึงด่านทางกลางคลองข้างฝั่งซ้าย
ตะวันฉายแสงส่องต้องพฤกษา
ออกสุดบ้านถึงทวารอรัญวา
เป็นทุ่งคาแฝกแขมขึ้นแกมกัน
ลมระริ้วปลิวหญ้าคาระยาบ
ระเนนนาบพลิ้วพลิกกระดิกหัน
ดูโล่งลิ่วทิวรุกขะเรียงรัน
เป็นเขตคันขอบป่าพนาลัย
ถึงทับนางวางเวงฤทัยวับ
เห็นแต่ทับชาวนาอยู่อาศัย
นางชาวนาก็ไม่น่าจะชื่นใจ
คราบขี้ไคลคร่ำคร่าดังทาคราม
อันนางในนคราถึงทาสี
ดีกว่านางทั้งนี้สักสองสาม
โอ้พลัดพรากจากบุรินแล้วสิ้นงาม
ยิ่งคิดความขวัญหายเสียดายกรุง
ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ
ดูระกะดาษทางไปกลางทุ่ง
เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง
ต้องลากจูงจ้างควายอยู่รายเรียง
ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด
เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
แจวตะกูดเกะกะปะกระเชียง
บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย
โอ้เรือเราคราวเข้าไปติดแห้ง
เห็นนายแสงผู้เป็นใหญ่ก็ใจหาย
นั่งพยุงตุ้งก่านัยน์ตาลาย
เห็นวุ่นวายสับสนก็ลนลาน
น้อยกับพุ่มหนุ่มตะกอถ่อกระหนาบ
เสียงสวบสาบแทรกไปด้วยใจหาญ
นายแสงร้องรั้งไว้ไม่ได้การ
เอาถ่อกรานโดยกลัวจนตัวโกง
สงสารแสงแข็งข้อไม่ท้อถอย
พุ่มกับน้อยแทรกกลางเสียงผางโผง
ถ้วยชามกลิ้งฉิ่งฉ่างเสียงกร่างโกรง
นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคม
จนตกลึกล่วงทางถึงบางโฉลง
เป็นทุ่งโล่งลานตาล้วนป่าแขม
เหงือกปลาหมอกอกกกับกุ่มแกม
คงคาแจ่มเค็มจัดดังกัดเกลือ
ถึงหัวป่าเห็นป่าพฤกษาโกร๋น
ดูเกรียนโกรนกรองกรอยเป็นฝอยเฝือ
ที่กิ่งก้านกรานกีดประทุนเรือ
ลำบากเหลือที่จะร่ำในลำคลอง
ถึงหย่อมย่านบ้านไร่อาลัยเหลียว
สันโดษเดียวมิได้พบเพื่อนสนอง
เขารีบแจวมาในนทีทอง
อันบ้านช่องมิได้แจ้งแห่งตำบล
ถึงคลองขวางบางกระเทียมสะท้านอก
โอ้มาตกอ้างว้างอยู่กลางหน
เห็นแต่หมอนอ่อนแอบอุระตน
เพราะความจนเจียวจึงจำระกำใจ
จะเหลียวซ้ายแลขวาก็ป่าแสม
ตะลึงแลปูเปี้ยวเที่ยวไสว
ระหริ่งเรื่อยเฉื่อยเสียงเรไรไพร
ฤทัยไหวแว่วว่าพะงางาม
ถึงชะแวกแยกคลองสองชะวาก
ข้างฝั่งฟากหัวตะเข้มีมะขาม
เข้าสร้างศาลเทพาพยายาม
กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา
ตะลึงแลแต่ล้วนลูกจระเข้
โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวา
สักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา
เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก
โอ้คลองขวางทางแดนแสนโสทก
ดูบนบกก็แต่ล้วนลิงแสม
เลียบตลิ่งวิ่งตามชาวเรือแพ
ทำลอบแลหลอนหลอกตะคอกคน
คำโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ง
เขาว่าลิงจองหองมันพองขน
ทำหลุกหลิกเหลือกลานพาลลุกลน
เขาด่าคนจึงว่าลิงโลนลำพอง
ถึงชะวากปากคลองเป็นสองแพร่ง
น้ำก็แห้งสุริยนก็หม่นหมอง
ข้างซ้ายมือนั้นแลคือปากตะครอง
ข้างขวาคลองบางเหี้ยทะเลวน
ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ำ
ดูเรียงลำเรือรายริมไพรสณฑ์
เขาหุงหาอาหารให้ตามจน
โอ้ยามยลโภชนาน้ำตาคลอ
จะกลืนข้าวคราวโศกในทรวงเสียว
เหมือนขืนเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบศอ
ต้องเจือน้ำกล้ำกลืนพอกลั้วคอ
กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ
พอฟ้าคล้ำค่ำพลบลงหรบรู่
ยุงออกฉู่ชิงพลบตบไม่ไหว
ได้รับรองป้องกันเพียงควันไฟ
แต่หายใจมิใคร่ออกด้วยอบอาย
โอ้ยามยากจากเมืองแล้วลืมมุ้ง
มากรำยุงเวทนาประดาหาย
จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย
แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา
พอน้ำตึงถึงเรือก็รีบล่อง
เข้าในคลองคึกคักกันนักหนา
ด้วยมืดมัวกลัวตอต้องรอรา
นาวามาเรียงตามกันหลามทาง
ถึงบางบ่อพอจันทร์กระจ่างแจ้ง
ทุกประเทศเขตแขวงนั้นกว้างขวาง
ดูดาวดาษกลาดฟ้านภาภางค์
วิเวกทางท้องทุ่งสะท้านใจ
ดูริ้วริ้วลมปลิวที่ปลายแฝก
ทุกละแวกหวาดหวั่นอยู่ไหวไหว
รำลึกถึงขนิษฐายิ่งอาลัย
เช่นนี้ได้เจ้ามาด้วยจะดิ้นโดย
เห็นทิวทุ่งวุ้งเวิ้งให้หวั่นหวาด
กัมปนาทเสียงนกวิหคโหย
ไหนจะต้องละอองน้ำค้างโปรย
เมื่อลมโชยชื่นนวลจะชวนเชย
โอ้นึกนึกแล้วก็น่าน้ำตาตก
ด้วยแนบอกมิได้แนบแอบเขนย
ได้หมอนข้างต่างน้องประคองเกย
เมื่อไรเลยจะได้คืนมาชื่นใจ
ถึงหย่อมย่านบ้านระกาดต้องลงถ่อ
ค่อยลอยรอเรียงลำตามน้ำไหล
จนล่วงเข้าหัวป่าพนาลัย
ล้วนเงาไม้มืดคล้ำในลำคลอง
ระวังตัวกลัวตอตะเคียนขวาง
เป็นเยี่ยงอย่างผู้เฒ่าเล่าสนอง
ว่าผีสางสิงนางตะเคียนคะนอง
ใครถูกต้องแตกตายลงหลายลำ
พอบอกกันยังมิทันจะขาดปาก
เห็นเรือจากแจวตรงหลงถลำ
กระทบผางตอนางตะเคียนดำ
ก็โคลงคว่ำล่มลงในคงคา
พวกเรือพี่สี่คนขนสยอง
ก็เลยล่องหลีกทางไปข้างขวา
พ้นระวางนางรุกขฉายา
ต่างระอาเห็นฤทธิ์ประสิทธิ์จริง
ขอนางไม้ไพรพฤกษ์เทพารักษ์
ขอฝากภัคนีน้อยแม่น้องหญิง
ใครสามารถชาติชายจะหมายชิง
ให้ตายกลิ้งลงเหมือนตอที่ตำเรือ
จนล่วงล่องมาถึงคลองที่คับแคบ
ไม่อาจแอบชิดฝั่งระวังเสือ
ด้วยครึ้มครึกพฤกษาลัดดาเครือ
ค่อยรอเรือเรียงล่องมานองเนือง
ลำพูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ
สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง
เสมอเม็ดเพชรรัตน์จำรัสเรือง
ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม
ถึงบางสมัครเหมือนพี่รักสมัครมาด
มาแคล้วคลาดมิได้อยู่กับคู่สม
ถึงยามนอนนอนเดียวเปลี่ยวอารมณ์
จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ
แสนกันดารบ้านเมืองไม่แลเห็น
ยะเยือกเย็นหย่อมหญ้าพฤกษาไสว
โอ้คลองเปลี่ยวพี่ก็เปล่าเศร้าฤทัย
จะถึงไหนก็ไม่แจ้งแห่งสำคัญ
ประจวบจนถึงตำบลบ้านมะพร้าว
พอฟ้าขาวขอบไพรเสียงไก่ขัน
เป็นที่กุมภาพาลชาญฉกรรจ์
ให้หวาดหวั่นรีบมาในสาชล
ถึงบางวัวเห็นแต่ศาลตระหง่านง้ำ
ละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน
ดาวเดือนดับลับเมฆเป็นหมอกมน
สุริยนเยี่ยมฟ้าพนาลัย
พอเรือออกนอกชะวากปากตะครอง
ค่อยลอยล่องตามลำแม่น้ำไหล
ดูกว้างขวางว้างเวิ้งวิเวกใจ
เป็นพงไพรฝูงนกวิหคบิน
ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น
ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์
แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน
เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป
เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ่
ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพศไสย
เกเลเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย
ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย
พอพ้นบ้านลานแลดูปากช่อง
เห็นทิวท้องสมุทรไทน่าใจหาย
แลทะเลเลี่ยนลาดล้วนหาดทราย
ทั้งสามนายจัดแจงโจงกระเบน
ไปตามช่องล่องออกไปนอกรั้ว
เห็นเมฆมัวลมแดงดังแสงเสน
สักประเดี๋ยวเหลียวดูลำพูเอน
ยอดระเนนนาบน้ำอยู่รำไร
ป่าแสมแลเห็นอยู่ริ้วริ้ว
ให้หวิวหวิววาบวับฤทัยไหว
จะหลบหลีกเข้าฝั่งก็ยังไกล
คลื่นก็ใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง
สงสารแสงแข็งข้อจนขาสั่น
เห็นเรือหันโกรธบ่นเอาคนหลัง
น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง
แล้วคุ้มคลั่งเงี่ยนยาทำตาแดง
ปลอบเจ้าพุ่มพึมพำว่ากรรมแล้ว
อุตส่าห์แจวเข้าเถิดพ่อให้ข้อแข็ง
สงสารน้อยหน้าจ๋อยนั่งจัดแจง
คิดจะแต่งตัวตายไม่พายเรือ
พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง
แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ
เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ
คลื่นก็เฝือฟูมฟองคะนองพราย
เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก
จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย
พอขาดคำน้ำขึ้นทั้งคลื่นคลาย
ทั้งสามนายหน้าชื่นค่อยเฉื่อยมา
หยุดตะพานย่านกลางบางปลาสร้อย
พุ่มกับน้อยสรวลสันต์ต่างหรรษา
นายแสงหายคลายโทโสที่โกรธา
ชักกัญชานั่งกริ่มยิ้มละไม
แล้วหุงหาอาหารสำราญรื่น
จนเที่ยงคืนขึ้นศาลาได้อาศัย
ฟังเสียงคลื่นครื้นครั่นสนั่นไป
ดูมือในเมฆานภาภางค์
พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร
ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟ้าขวาง
เป็นฟองฟุ้งรุ่งเรืองอยู่รางราง
กระเด็นพร่างพรายพราวราวกับพลอย
เห็นคล้ายคล้ายปลาว่ายเฉวียนฉวัด
ระลอกซัดสาดกระเซ็นขึ้นเต้นหยอย
ฝูงปลาใหญ่ไล่โลดกระโดดลอย
น้ำก็พลอยพร่างพร่างกลางคงคา
แลทะเลแล้วก็ให้อาลัยนุช
ไม่สร่างสุดโศกสิ้นถวิลหา
จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา
เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล
ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ
พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ
สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย
อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน
ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย
เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน
อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ
ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล
ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม
จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป
แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม
จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม
ใครขืนทำก็ระทมด้วยเพลิงลาม
โอ้ดูเรือนเหมือนอกเราไร้คู่
ผู้ใดดูจึงไม่ออกเอี่ยมสนาม
หรือต้องสาปบาปหลังยังติดตาม
ผู้หญิงงามจึงไม่มีปรานีเลย
จะรักใครเขาก็ไม่เมตตาตอบ
สมประกอบได้แต่สอดกอดเขนย
เอ็นดูเขาเฝ้านึกนิยมเชย
โอ้ใจเอ๋ยจะเป็นกรรมนั้นร่ำไป
พลางรำพึงถึงทางที่กลางเถื่อน
จึงคล้อยเคลื่อนนาวาเข้าอาศัย
มีมิตรชายท้ายย่านเป็นบ้านไทย
สำนักในคูหาขุนจ่าเมือง
ใครพบพักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ
จะดูรูปตัวเองก็ผอมเหลือง
ซังตายชื่นฝืนฤทัยให้ประเทือง
เที่ยวชำเลืองแลชมตลาดเรียง
เป็นสองแถวแนวถนนคนสะพรั่ง
บ้างยืนบ้างนั่งร้านประสานเสียง
ดูรูปร่างนางบรรดาแม่ค้าเคียง
เห็นเกลี้ยงเกลี้ยงกล้องแกล้งเป็นอย่างกลาง
ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า
หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง
พวกเจ๊กจีนสินค้าเอามาวาง
มะเขือคางแพะเผือกผักกาดดอง
ที่ชายผ้าหน้าถังก็เปิดโถง
ล้วนเบี้ยโป่งหญิงชายมาจ่ายของ
สักยี่สิบหยิบออกเป็นกอบกอง
พี่เที่ยวท่องทัศนาจนสายัณห์
ดูก็งามตามประสาพนาเวศ
ไม่นวลเนตรเหมือนหนึ่งในไอศวรรย์
แต่แรมค้างบางปลาสร้อยได้สามวัน
ก็ชวนกันเลยลาขุนจ่าเมือง
พอฟ้าขาวดาวเดือนลงเลื่อนลด
อร่ามรถสุริยาเวหาเหลือง
จากเคหาชลนาพี่นองเนือง
ขืนประเทืองปล้ำทุกข์มาตามทาง
พอพ้นบ้านลานแลล้วนทุ่งเลี่ยน
หนทางเตียนตัดเข้าภูเขาขวาง
ดูกรวดทรายพรายงามเหมือนเงินราง
หยาดน้ำค้างข้อหลุมที่ขุมควาย
ดูสีขาวราวกับน้ำตาลโตนด
ที่หว่างโขดขอบผาศิลาฉลาย
ริมทางเถื่อนเรือนเหย้ามีรายราย
เห็นฝูงควายปล่อยเกลื่อนอยู่กลางแปลง
ถึงหมองมนมีตำบลชื่อบ้านไร่
เขาถากไม้ทุกประเทศทุกเขตแขวง
ต้องเดินเฉียงเลี่ยงลัดตัดทแยง
ตามนายแสงนำทางไปกลางไพร
กำดัดแดดแผดร้อนทุกขุมขน
ไม่มีต้นพฤกษาจะอาศัย
ล้วนละแวกแฝกคาป่ารำไร
จนสุดไร่เลียบริมทะเลมา
ตะวันคล้อยหน่อยหนึ่งถึงบางพระ
ดูระยะบ้านนั้นก็แน่นหนา
พอพบเรือนเพื่อนชายชื่อนายมา
เขาโอภาต้อนรับให้หลับนอน
พอรุ่งแสงสุริยาลีลาลาศ
ลงเลียบหาดหวนคะนึงถึงสมร
เห็นกรวดทรายชายทะเลชโลทร
ละเอียดอ่อนดังละอองสำลีดี
ดูกาบหอยรอบคลื่นกระเด็นสาด
ก็เกลื่อนกลาดกลางทรายประพรายสี
เป็นหลายอย่างลางลูกก็เรียวรี
โอ้เช่นนี้แม่มาด้วยจะดีใจ
จะเชยชมก้มเก็บไปกลางหาด
เห็นประหลาดก็จะถามตามสงสัย
พี่ไม่รู้ก็จะชวนสำรวลไป
ถึงเหนื่อยใจจะค่อยเบาบรรเทาคลาย
โอ้ยามนี้พี่เห็นแต่พักตร์เพื่อน
ไม่ชื่นเหมือนสุดสวาทที่มาดหมาย
กลั้นน้ำตามาจนสุดที่หาดทราย
เห็นเรือรายโรงเรียงเคียงเคียงกัน
อันชื่อนี้ศรีมหาราชาชาติ
ขึ้นจากหาดเข้าป่าพนาสัณฑ์
ค่อยเลียบเดินเนินโขดสิงขรคัน
เสียงจักจั่นแซ่เซ็งวังเวงใจ
สองข้างทางนางไม้ไพรสงัด
ไม่แกว่งกวัดก้านกิ่งประวิงไหว
เย็นระรื่นชื่นชุ่มชอุ่มใบ
หนาวฤทัยโทมนัสระมัดกาย
เสียงนกร้องก้องกู่กันกลางป่า
ฟังภาษาสัตว์ไพรก็ใจหาย
จนออกดงลงเดินเนินสบาย
ค่อยเคลื่อนคลายรอเรียงมาเคียงกัน
ถึงเขาขวางว่างเวิ้งชะวากวุ้ง
เขาเรียกทุ่งสงขลาพนาสัณฑ์
เป็นป่ารอบขอบเขินเนินอรัญ
นกเขาขันคู่เรียกกันเพรียกไพร
บ้างถาบถาพาคู่ลงฟุบฝุ่น
เห็นคนผลุนโผผินบินไถล
บ้างก่งคอคูคูกุกกูไป
ฝูงเขาไฟฟุบแฝงที่แฝกฟาง
โอ้ปักษีมีคู่ที่ชูชื่น
สำราญรื่นปกปิดด้วยปีกหาง
พี่เปลี่ยวใจอายนกเพราะห่างนาง
มาเดินกลางดงแดนแสนกันดาร
แล้วรีบรุดไปจนสุดที่ทิวทุ่ง
ถึงบางละมุงพบน้ำลำละหาน
เป็นประเทศเขตนิคมกรมการ
มีเรือนบ้านแออัดทั้งวัดวา
น้ำตาตกอกโอ้อนาถเหนื่อย
ให้มึนเมื่อยขัดข้องทั้งสองขา
ลงหยุดหย่อนผ่อนนั่งที่ศาลา
ต่างระอาอ่อนจิตระอิดแรง
ลงอาบน้ำลำห้วยพอเหนื่อยหาย
แต่เส้นสายรุมรึงให้ขึงแข็ง
สลดใจเห็นจะไม่ถึงเมืองแกลง
แต่นายแสงวอนว่าให้คลาไคล
พี่ดูดวงสุริย์ฉายก็บ่ายคล้อย
ชวนพุ่มน้อยจากศาลาที่อาศัย
ออกพ้นย่านบ้านบางละมุงไป
ค่อยคลายใจจรเลียบชลามา
ในกระแสแลล้วนแต่โป๊ะล้อม
ลงอวนอ้อมโอบสกัดเอามัจฉา
โอ้คิดเห็นเอ็นดูหมู่แมงดา
ตัวเมียพาผัวลอยเที่ยวเล็มไคล
เขาจับตัวผัวทิ้งไว้กลางน้ำ
ระลอกซ้ำสาดซัดให้ตัดษัย
พอเมียตายฝ่ายผัวก็บรรลัย
โอ้เหมือนใจที่พี่รักภัคินี
แม้น้องตายพี่จะวายชีวิตด้วย
เป็นเพื่อนม้วยมิ่งแม่ไปเมืองผี
รำจวนจิตคิดมาในวารี
จนถึงที่ศาลาบ้านนาเกลือ
หยุดประทับดับดวงพระสุริย์แสง
ยิ่งโรยแรงร้อนรนนั้นล้นเหลือ
จะเคี้ยวข้าวตละคำเอาน้ำเจือ
พอกลั้วเกลี้อกล้ำกลืนค่อยชื่นใจ
ทั้งล้าเลื่อยเหนื่อยอ่อนนอนสนิท
จนอาทิตย์แย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล
อนสะอื้นตื่นตายังอาลัย
รำจวนใจจรจากศาลามา
เข้าเดินดงพงชัฏสงัดเงียบ
เย็นยะเยียบน้ำค้างพร่างพฤกษา
ออกชะวากปากทุ่งพัทยา
นายแสงพาเลี้ยวหลงที่วงเวียน
บุกละแวกแฝกแขมแอร่มรก
กับกอกกสูงสูงเสมอเศียร
ด้วยน้ำฝนล้นลงหนทางเกวียน
ขึ้นโขดเตียนตอกรอกยอกระยำ
กลัวปลิงเกาะเลาะลัดตัดเขมร
ลงลุยเลนพรวดพราดพลาดถลำ
ถึงแนวน่องย่องก้าวเอาเท้าคลำ
แต่ท่องน้ำอยู่จนเที่ยงจึงพบทาง
พอยกเท้าก้าวเดินบนเนินแห้ง
ทั้งขาแข้งเข่าข้อให้ขัดขวาง
เจ็บระบมคมหญ้าคาระคาง
ค่อยย่องย่างเหยียบฝุ่นให้งุนโงง
เห็นพฤกษาไม้มะค่ามะขามข่อย
ทั้งไทรย้อยยอดโยนโดนตะโขง
เหมือนไม้ดัดจัดวางข้างพระโรง
เป็นพุ่มโพรงสาขาน่าเสียดาย
เดินพินิจเหมือนคิดสมบัติบ้า
จะใคร่หาต้นไม้เข้าไปถวาย
นี่เหน็ดเหนื่อยเลื่อยล้าบรรดาตาย
แสนเสียดายดูเดินจนเกินไป
ถึงท้องธารศาลเจ้าริมเขาขวาง
พอได้ทางลงมหาชลาไหล
เข้าถามเจ๊กลูกจ้างตามทางไป
เป็นจีนใหม่อ้อแอ้ไม่แน่นอน
ร้องไล้ขื่อมือชี้ไปที่เขา
ก็ดื้อเดาเลียบเดินเนินสิงขร
ศิลาแลเป็นชะแง่ชะงักงอน
บ้างพรุนพรอนแตกกาบเป็นคราบไคล
ต้องเลี่ยงเลียบเหยียบยอกเอาปลาบแปลบ
ถึงที่แคบเป็นเขินเนินไศล
ค่อยตะกายป่ายปีนเปะปะไป
จะขาดใจเสียด้วยเหนื่อยทั้งเมื่อยกาย
ถึงที่โขดต้องกระโดดขึ้นบนแง่
ก่นเอาแม่จีนใหม่นั้นใจหาย
บอกว่าใกล้ไกลมาบรรดาตาย
ทั้งแค้นนายแสงนำไม่จำทาง
ทำซมเซอะเคอะคะมาปะเขา
แต่โดยเมากัญชาจนตาขวาง
แกไขหูสู้นิ่งไปตามทาง
ถึงพื้นล่างแลลาดล้วนหาดทราย
ต่างโหยหิวนิ่วหน้าสองขาแข็ง
ในคอแห้งหอบรนกระหนกระหาย
กลืนกระเดือกเกลือกลิ้นกินน้ำลาย
เจียนจะตายเสียด้วยร้อนอ่อนกำลัง
น้ำก็นองอยู่ในท้องชลาสินธุ์
จะกอบกินเค็มขมไม่สมหวัง
เหมือนไร้คู่อยู่ข้างกำแพงวัง
จะเกี้ยวมั่งก็จะเฆี่ยนเอาเจียนตาย
ทั้งนี้เพราะเคราะห์กรรมกระทำไว้
นึกอะไรจึงไม่สมอารมณ์หมาย
แล้วปลอบน้องสองราปรีชาชาย
มาถึงท้ายทิวป่านาจอมเทียน
เห็นบ่อน้ำร่ำดื่มเอาโดยอยาก
พออ้าปากเหม็นหืนให้คลื่นเหียน
ค่อยมีแรงแข็งใจไปทางเกวียน
ไม่แวะเวียนเดาเดินดำเนินไป
ถึงห้วยขวางตัดทางเข้าไต่ถาม
พบขุนรามเรียกหาเข้าอาศัย
กินข้าวปลาอาหารสำราญใจ
เขาแต่งให้หลับนอนผ่อนกำลัง
สงสารแสงแสนสุดเมื่อหยุดพัก
เฝ้านั่งชักกัญชากับตาสัง
เสียงขาคะอยู่จนพระเคาะระฆัง
ต่างร่ำสั่งฝากรักกันหนักครัน
แสนวิตกอกพี่เมื่ออ้างว้าง
ถามถึงทางที่จะไปในไพรสัณฑ์
ชาวบ้านบอกมรคาว่ากว่าพัน
สะกิดกันแกล้วกล้าเป็นน่ากลัว
ยิ่งหวาดจิตคิดคุณพระชินสีห์
กับชนนีบิตุเรศบังเกิดหัว
ข้าตั้งใจไปหาบิดาตัว
ให้พ้นชั่วที่ชื่อว่าไภยันต์
อธิษฐานแล้วสะท้านสะท้อนอก
สำเนียงนกเพรียกไพรทั้งไก่ขัน
เมฆแอร่มแย้มแยกแหวกตะวัน
ก็ชวนกันอำลาเขาคลาไคล
เขม้นเมินเดินตรงเข้าดงดึก
ดูซึ้งซึกมิได้เห็นพระสุริย์ใส
เสียงฟ้าร้องก้องลั่นสนั่นไพร
ไม้ไหวไหวเหลียวหลังระวังคอย
สงัดเงียบเยียบเย็นยะเยือกอก
น้ำค้างตกหยดเหยาะลงเผาะผอย
พฤกษาสูงยูงยางสล้างลอย
ดูชดช้อยชื่นชุ่มชอุ่มใบ
ถึงปากช่องหนองชะแง้วเข้าแผ้วถาง
แม้นค่ำค้างอรัญวาได้อาศัย
เป็นที่ลุ่มขุมขังคงคาลัย
วังเวงใจรีบเดินไม่เมินเลย
หนทางรื่นพื้นทรายละเอียดอ่อน
ในดงดอนดอกพะยอมหอมระเหย
หายละหวยด้วยพระพายมาชายเชย
ชะแง้เงยแหงนทัศนามา
ถึงบางไผ่ไม่เป็นไผ่เป็นไพรชัฏ
แสนสงัดเงียบในไพรพฤกษา
ต้องข้ามธารผ่านเดินเนินวนา
อรัญวาอ้างว้างในกลางดง
ถึงพงค้อคอเขาเป็นโขดเขิน
ต้องขึ้นเนินภูผาป่าระหง
ส่งกระทั่งหลังโคกเป็นโตรกตรง
เมื่อจะลงก็ต้องวิ่งเหมือนลิงโลน
ไต่ข้ามห้วยเหวผาจนขาขัด
ต้องกำดัดวิ่งเต้นดังเล่นโขน
ทั้งรากยางขวางโกงตะโขงโคน
สะดุดโดนโดดข้ามไปตามทาง
ถึงพุดรสาครเป็นพวยพุ
น้ำทะลุออกจากชะวากขวาง
ดูซึ้งใสไหลเชี่ยวเป็นเกลียวกลาง
สไบบางชุบซับกับอุรา
แล้วขึ้นเนินเดินในดงไม้หอม
สะพรั่งพร้อมปรูปรายปฤษณา
ยามพระพายชายเชยรำเพยมา
หอมบุปผารื่นรื่นชื่นอารมณ์
เหมือนกลิ่นปรางนางปนสุคนธ์รื่น
คิดถึงคืนเคียงน้องประคองสม
ถอนสะอื้นยืนเด็ดลำดวนดม
พี่นึกชมต่างนางไปกลางไพร
ถึงห้วยอีร้าแลระย้าล้วนสายหยุด
ดอกนั้นสุดที่จะดกดูไสว
กะมองกะเมงนมแมวเป็นแถวไป
ล้วนลูกไม้กลางป่าทั้งหว้าพลอง
สะท้อนหล่นใต้ต้นออกเกลื่อนกลิ้ง
ฝูงค่างลิงกินเล่นเป็นเจ้าของ
ต่างเก็บเคี้ยวเปรี้ยวปรายเสียก่ายกอง
แต่โดยลองเลือกชิมจนอิ่มไป
ถึงโตรกตรวยห้วยพระยูนจะหยุดร้อน
เห็นแรดนอนอยู่ในดงให้สงสัย
เรียกกันดูด้วยไม่รู้ว่าสัตว์ใด
เห็นหน้าใหญ่อย่างจระเข้ตะคุกตัว
มันเห็นหน้าทำตากระปริบนิ่ง
เห็นหลายสิ่งคอคางทั้งหางหัว
รู้ว่าแรดกินหนามให้คร้ามกลัว
ขยับตัววิ่งพัลวันไป
ครู่หนึ่งถึงชะวากชากลูกหญ้า
ล้วนพฤกษายางยูงสูงไสว
แต่ล้วนทากตะเละลำรำพูไพร
ไต่ใบไม้ยูงยางมากลางแปลง
กระโดดเผาะเกาะผับกระหยับคืบ
ถีบกระทืบมิใคร่หลุดสุดแสยง
ปลดที่ตีนติดขาระอาแรง
ทั้งขาแข้งเลือดโซมชะโลมไป
ออกเดินถี่หนีทากถึงชากขาม
เป็นสนามน้ำท่าได้อาศัย
เห็นรอยคนแรมค้างอยู่กลางไพร
ขึ้นต้นไม้หักรังไว้เรียงราย
เห็นลิงค่างบ่างชะนีวะหวีดโหวย
กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย
เสียงผัวผัวตัวเมียเที่ยวโยนกาย
เห็นคนอายแอบอิงกับกิ่งยาง
โอ้ชะนีเวทนาเที่ยวหาผัว
เหมือนตัวพี่จากน้องให้หมองหมาง
ชะนีเพรียกเรียกชายอยู่ปลายยาง
พี่เรียกนางนุชน้องอยู่ในใจ
เห็นป่าสูงฝูงนกในดงดึก
หวนระลึกถึงสุดาน้ำตาไหล
จักจั่นร้องพร้องเพราะเสนาะไพร
ทั้งเสียงไก่เถื่อนขันสนั่นเนิน
พฤกษาเบียดเสียดสีดังปี่แก้ว
วิเวกแว่วหว่างลำเนาภูเขาเขิน
สดับฟังวังเวงเป็นเพลงเพลิน
ต้องรีบเดินโดยด่วนด้วยจวนเย็น
ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล
คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น
มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น
บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม
ขืนอารมณ์ชมเชยเลยลีลาศ
พระพายพาดพัดเรื่อยมาเฉื่อยฉ่ำ
ทั้งสองข้างมรคาป่าระกำ
สล้างลำแลสลับอยู่กับกอ
หอมบุปผาสาโรชมารื่นรื่น
ต่างหยุดยืนใจหายเสียดายหนอ
แม้นอยู่เคียงเวียงชัยเห็นไม่พอ
จะตัดต่อเรือแล่นเล่นตามกัน
ทลายลูกสุกแลดูแออัด
เอาดาบตัดชิมไปในไพรสัณฑ์
มันแสนเปรี้ยวเบี้ยวหน้าเข้าหากัน
ออกเข็ดฟันเป็นจะตายด้วยรายชิม
ถึงห้วยพร้าวเท้าเมื่อยออกเลื่อยล้า
เห็นผิดฟ้าฝนย้อยลงหยิมหยิม
สุริย์ฉายบ่ายเยื้องเมืองประจิม
อุระปิ้มศรปักสลักทรวง
ออกเดินรีบถีบถอนไปทุกย่าง
กลัวจะค้างค่ำลงในดงหลวง
ด้วยครื้นครึกพฤกษาลดาพวง
ไม่เห็นดวงสุริยาเวลาไร
พอเต็มตึงถึงสุนัขกะบากนั้น
รอยเขาฟันพฤกษาอยู่อาศัย
เห็นรอยคนปนควายค่อยคลายใจ
รู้ว่าใกล้ออกดงเดินตะบึง
แต่ย่างย้ายทรายฝุ่นขยุ่นยุบ
ยิ่งเหยียบฟุบขาแข็งให้แข็งขึง
ยิ่งจวนเย็นเส้นสายให้ตายตึง
ดูเหมือนหนึ่งเหยียบโคลนให้โอนเอน
ออกปากช่องท้องทุ่งที่ตลิ่ง
ต่างเกลือกกลิ้งลงทั้งรกถกเขมร
ด้วยล้าเลื่อยเหนื่อยอ่อนนอนระเนน
จนสุริเยนทร์ลับไม้ชายทะเล
ผลัดกันทำย่ำเหยียบแล้วยืนหยัด
กระดูกดัดผัวะเผาะให้โผเผ
ค่อยย่างเท้าก้าวเขยกดูเกกเก
ออกโซเซเดินข้ามตามตะพาน
เป็นทุ่งแถวมีแนวแม่น้ำอ้อม
ระยะหย่อมเคหาน่าสนาน
เป็นเนินสวนล้วนเหล่ามะพร้าวตาล
เข้าลับบ้านทับม้าลีลาไป
พอสิ้นดงตรงบากออกปากช่อง
ถึงระยองเหย้าเรือนดูไสว
แวะเข้าย่านบ้านเก่าค่อยเบาใจ
เขาจุดไต้ต้อนรับให้หลับนอน
ฝ่ายนายแสงถึงตำแหน่งสำนักน้อง
เขายิ้มย่องชมหลานคลานสลอน
พี่ว้าเหว่เอกาอนาทร
ด้วยจะจรต่อไปเป็นหลายคืน
ครั้นรุ่งเช้าเท้าบวมทั้งสองข้าง
จะย่องย่างสุดแรงจะแข็งขืน
อยู่ระยองสองวันสู้กลั้นกลืน
ค่อยแช่มชื่นชวนกันว่าจะคลาไคล
นายแสงหนีลี้หลบไม่พบเห็น
โอ้แสนเข็ญคิดน่าน้ำตาไหล
น้อยหรือเพื่อนเหมือนจะร่วมชีวาลัย
มาสูญใจจำจากเมื่อยากเย็น
จึงกรวดน้ำร่ำว่าต่ออาวาส
อันชายชาตินี้หนอไม่ขอเห็น
มาลวงกันปลิ้นปลอกหลอกทั้งเป็น
จะชี้เช่นชั่วช้าให้สาใจ
เดชะสัตย์อธิษฐานประจานแจ้ง
ให้เรียกแสงเทวทัตจนตัดษัย
เหมือนชื่อตั้งหลังพิหารเขียนถ่านไฟ
ด้วยน้ำใจเหมือนมินหม้อทรชน
แล้วชวนสองน้องรักร่วมชีวิต
ให้เปลี่ยวจิตไม่แจ้งรู้แห่งหน
จากระยองย่องตามกันสามคน
เลียบถนนคันนาป่ารำไร
ถึงบ้านนาตาขวัญสำคัญแน่
เห็นยายแก่แวะถามตามสงสัย
เขาชี้นิ้วแนะทิวหนทางไป
ประจักษ์ใจจำแน่ดำเนินมา
ถึงบ้านแสงทางแห้งเห็นทุ่งกว้าง
เฟื่อนหนทางทวนทบตลบหา
บุกละแวกแฝกแขมกับหญ้าคา
จนแดดกล้ามาถึงย่านบ้านตะพง
มีเคหาอารามงามระรื่น
ด้วยพ่างพื้นพุ่มไม้ไพรระหง
ตัดกระพ้อห่อได้ทุกไร่กง
พี่หลีกลงทางทุ่งกระทอลอ
เห็นสาวสาวชาวไร่เขาไถที่
บ้างพาทีอือเออเสียงเหนอหนอ
แลขี้ไคลใส่ตาบเป็นคราบคอ
ผ้าห่มห่อหมากแห้งตาแบงมาน
พี่สู้เมินเดินตรงเข้าดงสูง
เสียงนกยูงเบญจวรรณขึ้นขันขาน
คิดถึงน้องหมองใจอาลัยลาน
แม้นแจ้งการว่าพี่จากอยุธยา
จะเศร้าสร้อยคอยท่าเป็นทุกข์ร้อน
ถึงยามนอนยามกินถวิลหา
พี่ก็แสนสุดยากลำบากมา
ทั้งเดินป่าปิ้มกายจะวายวาง
ต้องเวียนวงหลงทบตลบเลี้ยว
ด้วยรกเรี้ยวห้วยหนองเป็นคลองขวาง
ระหกระเหินเดินภาวนาพลาง
พอพบทางลงถึงท้องทะเลวน
เสียงพิลึกครึกครึ้มกระหึ่มคลื่น
ร่มระรื่นรุกขาพฤกษาสน
เหล่าต้นโปลงโกงกางกิ่งพิกล
สล้างต้นเต็งตั้งสะพรั่งตา
ถึงปากช่องคลองกรุ่นเห็นคลองกว้าง
มีโรงร้างเรียงรายชายพฤกษา
เป็นชุมรุมหน้าน้ำเขาทำปลา
ไม่รอรารีบเดินดำเนินพลาง
ถึงศาลเจ้าอ่าวสมุทรที่สุดหาด
เลียบลีลาศขึ้นตามช่องที่คลองขวาง
ถึงบ้านแกลงลัดบ้านไปย่านกลาง
เห็นฝูงนางสานเสื่อนั้นเหลือใจ
แต่ปากพลอดมือสอดขยุกขยิก
จนมือหงิกงอแงไม่แบได้
เป็นส่วยบ้านสานส่งเข้ากรุงไกร
เด็กผู้ใหญ่ทำเป็นไม่เว้นคน
พอพลบค่ำสำนักที่เรือนเพื่อน
ดูเหย้าเรือนชาวแขวงทุกแห่งหน
มุงด้วยไม้หวายโสมแสนพิกล
ไม่มีคนแล้วก็ม้วนหลังคาวาง
ครั้นคนมาเอาหลังคาขึ้นคลุมคลี่
ดูก็ดีเร็วรัดไม่ขัดขวาง
เวลาค่ำล้ำเหลือด้วยเสือกวาง
ปีบมาข้างเรือนเหย้าที่เรานอน
เขาดักจั่นชั้นในใส่สุนัข
มันหอบฮักดิ้นโดยแล้วโหยหอน
ยิ่งดึกฟังวังเวงวนาดร
สังเวชนอนมิใคร่หลับระงับลง
จนรุ่งแจ้งแสงสายไม่วายโศก
บริโภคเสร็จสมอารมณ์ประสงค์
จากสถานบ้านแกลงไปกลางดง
ต้นรังรงร่มชื่นระรื่นเย็น
เห็นรอกแตแย้ตุ่นออกวุ่นวิ่ง
เอาดินทิ้งไล่ทุบตะครุบเล่น
ลูกมะม่วงร่วงกลาดดาษกระเด็น
เสียดายเป็นกลางไพรมิได้การ
อยู่ใกล้วังดังนี้นางสาวสาว
จะโน้มน้าวกิ่งเก็บเกษมศานต์
นึกดำเนินเดินกลางทางกันดาร
ถึงตะพานยายเหมสร้างที่กลางไพร
เป็นทุ่งแถวแนวน้ำสกัดกั้น
จึงพากันลุยเลียบทะเลไหล
แล้วขึ้นข้ามตามตะพานสำราญใจ
ลงเลียบในตีนเขาลำเนาทาง
ดูครึ้มครึกพฤกษาป่าสงัด
ทะลุลัดตัดทะเลแหลมทองหลาง
ต่างเพลิดเพลินเดินว่าเสภาพลาง
ถูกขุนช้างเข้าหอหัวร่อเฮ
เห็นไร่แตงแกล้งแวะเข้าริมห้าง
ทำถามทางชักชวนให้สรวลเส
พอเจ้าของแตงโมปะโลปะเล
สมคะเนกินแตงพอแรงกัน
แล้วภิญโญโมทนาลาลีลาศ
ลงเลียบหาดปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ถึงปากช่องคลองน้ำเป็นสำคัญ
ตำแหน่งนั้นชื่อชะวากปากลาวน
ไม่หยุดยั้งตั้งหน้าเข้าป่ากว้าง
ไปตามทางโขดเขินเนินถนน
สดับเสียงลิงค่างครางคำรน
เหมือนคนกรนโครกครอกทำกลอกตา
ถึงหย่อมย่านบ้านกร่ำพอค่ำพลบ
ประสบพบเผ่าพงศ์พวกวงศา
ขึ้นกระฎีที่สถิตท่านบิดา
กลืนน้ำตาก็ไม่ฟังเฝ้าพรั่งพราย
ศิโรราบกราบเท้าให้เปล่าจิต
รำคาญคิดอาลัยมิใคร่หาย
ชะรอยกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราย
จึงแยกย้ายบิตุราชญาติกา
มาพบพ่อท้อใจด้วยไกลแม่
ให้ตั้งแต่เศร้าสร้อยละห้อยหา
ชนนีอยู่ศรีอยุธยา
บิดามาอ้างว้างอยู่กลางไพร
ภูเขาขวางทางกั้นอรัญเวศ
ข้ามประเทศทุ่งท่าชลาไหล
เดินกันดารปานปิ้มจะบรรลัย
จึงมาได้เห็นหน้าบิดาตัว
ท่านชูช่วยอวยพรให้ผ่องแผ้ว
ดังฉัตรแก้วกางกั้นไว้เหนือหัว
อุตส่าห์ฝนไพลทารักษาตัว
ค่อยยังชั่วมึนเมื่อยที่เหนื่อยกาย
บรรดาเหล่าชาวบ้านประมาณมาก
ต่างมาฝากรักใคร่เหมือนใจหมาย
พูดถึงที่ตีโบยขโมยควาย
กล่าวขวัญนายเบียดเบียนแล้วเฆี่ยนตี
ถามราคาพร้าขวานจะวานซื้อ
ล้วนอออือเอ็งกูกะหนูกะหนี
ที่คะขาคำหวานนานนานมี
เป็นว่าขี้คร้านฟังแต่ซังตาย
เวลาเช้าก็ชวนกันออกป่า
มันโม้หมาไล่เนื้อไปเหลือหลาย
พอเวลาสายัณห์ตะวันชาย
ได้กระต่ายตะกวดกวางมาย่างแกง
ทั้งแย้บึ้งอึ่งอ่างเนื้อค่างคั่ว
เขาทำครัวครั้นไปปะขยะแขยง
ต้องอดสิ้นกินแต่ข้าวกับเต้าแตง
จนเรี่ยวแรงโรยไปมิใคร่มี
อยู่บุรินกินสำราญทั้งหวานเปรี้ยว
ตั้งแต่เที่ยวยากไร้มาไพรศรี
แต่น้ำตาลมิได้พานในนาภี
ปัถวีวาโยก็หย่อนลง
ด้วยเดือนเก้าข้าวสาเป็นหน้าฝน
จึงขัดสนสิ่งของต้องประสงค์
ครั้นแล้วลาฝ่าเท้าท่านบิตุรงค์
ไปบ้านพงค้อตั้งริมฝั่งคลอง
ดูหนุ่มสาวชาวบ้านรำคาญจิต
ไม่น่าคิดเข้าในกลอนอักษรสนอง
ล้วนวงศ์วานว่านเครือเป็นเชื้อชอง
ไม่เห็นน้องนึกน่าน้ำตากระเด็น
แล้วไปชมกรมการบ้านดอนเด็จ
ล้วนเลี้ยงเป็ดหมูเนื้อดูเหลือเข็ญ
ยกกระบัตรคัดช้อนทุกเช้าเย็น
เมียที่เป็นท่านผู้หญิงนั่งปิ้งปลา
แล้วไปบางทางเถื่อนบ้านพงอ้อ
ไม่เหลือหลอหลายตำแหน่งแสวงหา
จะเที่ยวดูคนผู้ทำยาตา
ไม่เห็นหน้านึกระทดสลดใจ
ถึงคนผู้อยู่เกลื่อนก็เหมือนเปลี่ยว
สันโดษเดี่ยวด้วยว่าจิตผิดวิสัย
มาอยู่ย่านบ้านกร่ำระกำใจ
ชวนกันไปชมทะเลทุกเวลา
เห็นเงื้อมเขาเงาบังขึ้นนั่งเล่น
ลมเย็นเย็นอยากดูหมู่มัจฉา
แลตลิ่งโล่งลิ่วทิวชลา
ดูนาวาแล่นละเลาะริมเกาะเกียน
บ้างก้าวเสียดเฉียดทางไปข้างเขา
บ้างออกเข้าข้ามฟากดังฉากเขียน
เรือตระเวนเจนแดนเที่ยวแล่นเวียน
ดาษเดียรดูสล้างกลางชลา
ครั้นยามเย็นเห็นเหมือนหนึ่งเมฆพลุ่ง
เป็นควันฟุ้งราวกับไฟไกลหนักหนา
แล้วถอยลงโพลงขึ้นไม่ขาดตา
ถามผู้เฒ่าเขาว่าปลามันพ่นฟอง
เห็นจริงจังนั่งนึกพิลึกล้ำ
จนพลบค่ำมืดมนขนสยอง
ยิ่งอาลัยใจมาอยู่ที่คู่ครอง
แม้นแม่น้องได้มาเห็นเหมือนเช่นนี้
จะแอบอิงวิงวอนชะอ้อนถาม
ตำแหน่งนามเกาะแก่งแขวงวิถี
ได้เชยชื่นรื่นรสสุมาลี
แล้วจะชี้ให้แม่ชมยมนา
ไหนตัวพี่นี้จะชมทะเลหลวง
จะชมดวงนัยน์เนตรของเชษฐา
โอ้อาลัยไกลแก้วกานดามา
กลั้นน้ำตามิใคร่หยุดสุดระกำ
เสียดายนักภัคินีเจ้าพี่เอ๋ย
ยังชื่นเชยชมชิมไม่อิ่มหนำ
มายากเย็นเห็นแต่ผ้าแพรดำ
ได้ห่มกรำอยู่กับกายไม่วายตรอม
อยู่บ้านกร่ำทำบุญกับบิตุเรศ
ถึงเดือนเศษโศกซูบจนรูปผอม
ทุกคืนค่ำกำสรดสู้อดออม
ประณตน้อมพุทธคุณกรุณา
ทั้งถือศีลกินเพลเหมือนเช่นบวช
เย็นเย็นสวดศักราชศาสนา
พยายามตามกิจด้วยบิดา
เป็นฐานานุประเทศอธิบดี
จอมกษัตริย์มัสการขนานนาม
เจ้าอารามอารัญธรรมรังษี
เจริญพรตยศยิ่งมิ่งโมลี
กำหนดยี่สิบวสาสถาวร
ได้พบเห็นเป็นทำนุอุปถัมภ์
ก็กรวดน้ำนึกคะนึงถึงสมร
ให้ไพบูลย์พูนสวัสดิ์พิพัฒน์พร
อย่ารู้ร้อนโรคภัยสิ่งไรพาน
ถึงชาตินี้มิได้สมอารมณ์คิด
ด้วยองค์อิศรารักษ์จะหักหาญ
ขอให้น้องครองสัตย์ซึ่งปฏิญาณ
ได้พบพานภายหน้าเหมือนอารมณ์
พอควรคู่รู้รักประจักษ์จิต
ได้ชื่นชิดชมน้องประคองสม
ถึงต่างแดนแสนไกลไพรพนม
ให้ลอยลมลงมาแอบแนบอุรา
อย่ารู้จักพลักผลิกทั้งหยิกข่วน
แขนแต่ล้วนรอยเล็บเจ็บหนักหนา
ให้แย้มยิ้มพริ้มพร้อมน้อมวิญญาณ์
แล้วก็อย่าขี้หึงตะบึงตะบอน
ขอแบ่งบุญคุณศีลถวิลถึง
ให้ทราบซึ่งโสตทรวงดวงสมร
ถึงอยู่ไกลในป่าพนาดร
แต่ใจจรจงสวาทไม่คลาดคลา
ไปเที่ยวเล่นเห็นดอกไม้แล้วใจอยาก
จะใคร่ฝากดวงเนตรของเชษฐา
ก็จนใจไกลทางต่างสุธา
แต่น้ำตานี้แลฟูมละลุมลง
เวลาค่ำช้ำใจเข้าไสยาสน์
โอ้อนาถในวนาป่าระหง
ยินแต่เสียงลิงค่างที่กลางดง
วิเวกวงวันเวศวังเวงใจ
จักจั่นหวั่นแว่วแจ้วแจ้วเสียง
เหมือนสำเนียงวนิดาน้ำตาไหล
หนาวน้ำค้างพร่างพรมพนมไพร
โอ้เจียนใจพี่จะขาดอนาถนึก
ได้แนบหมอนอ่อนอุ่นให้ฉุนชื่น
ระรวยรื่นรสลำดวนเมื่อจวนดึก
ทั้งหอมแพรดำร่ำยิ่งรำลึก
ทรวงสะทึกทุกทุกคืนสะอื้นใจ
จนเดือนเก้าเช้าค่ำยิ่งพรำฝน
ทุกตำบลบ้านกร่ำล้วนน้ำไหล
ยิ่งง่วงเหงาเศร้าช้ำระกำใจ
จนล้มไข้คิดว่ากายจะวายชนม์
ให้เคลิ้มเคล้นเห็นปีศาจประหวาดหวั่น
อินทรีย์สั่นเศียรพองสยองขน
ท่านบิดาหาผู้ที่รู้มนต์
มาหลายคนเขาก็ว่าต้องอารักษ์
หลงละเมอเพ้อพูดกับผีสาง
ที่เคียงข้างคนผู้ไม่รู้จัก
แต่หมอเฒ่าเป่าปัดชะงัดนัก
ทั้งเซ่นวักหลายวันค่อยบรรเทา
ให้คนทรงลงผีเมื่อพี่เจ็บ
ว่าเพราะเก็บดอกไม้ที่ท้ายเขา
ไม่งอนง้อขอสู่ทำดูเบา
ท่านปู่เจ้าคุมแค้นจึงแทนทด
ครั้นตาหมอขอโทษก็โปรดให้
ที่จริงใจพี่ก็รู้อยู่ว่าปด
แต่ชาวบ้านท่านถือข้างท้าวมด
จึงสู้อดนิ่งไว้ในอุรา
ทุกเช้าเย็นเห็นแต่หลานที่บ้านกร่ำ
ม่วงกับคำกลอยจิตขนิษฐา
เห็นเจ็บปวดนวดฟั้นช่วยฝนยา
ตามประสาซื่อตรงเป็นวงศ์วาน
ครั้นหายเจ็บเก็บดอกไม้มาให้บ้าง
กลับระคางเคืองข้องกันสองหลาน
จะว่ากล่าวน้าวโน้มประโลมลาน
ไม่สมานสโมสรเหมือนก่อนมา
ก็จนจิตคิดเห็นว่าเป็นเคราะห์
จึงจำเพาะหึงหวงพวงบุปผา
ต้องคร่ำครวญรวนอยู่ดูเอกา
ก็เลยลาบิตุรงค์ทั้งวงศ์วาน
ออกจากย่านบ้านกร่ำซ้ำวิโยค
กำสรดโศกเศร้าหมองถึงสองหลาน
เมื่อไข้หนักรักษาพยาบาล
แต่นี้นานจะได้มาเห็นหน้ากัน
ครั้นจะมิหนีมาจะลาเล่า
จะสร้อยเศร้าโศกาเพียงอาสัญ
จึงพากเพียรเขียนคำเป็นสำคัญ
ให้สองขวัญเนตรนางไว้ต่างกาย
อย่าเศร้าสร้อยคอยพี่พอปีหน้า
จึงจะมาทำขวัญเหมือนมั่นหมาย
ไม่ทิ้งขว้างห่างให้เจ้าได้อาย
จงครองกายแก้วตาอย่าอาวรณ์
โอ้จากหลานบ้านกร่ำระกำจิต
ก็เพราะคิดถึงแม่หญิงมิ่งสมร
สู้ฟูมฝนทนฟ้าอุตส่าห์จร
เป็นทุกข์ร้อนแรมทางมากลางไพร
ถึงกรุงศรีอยุธยาขึ้นห้าค่ำ
จึงเขียนคำจริงแจ้งแถลงไข
ให้ดวงเนตรเชษฐาด้วยอาลัย
จงเห็นใจเถิดที่จิตคิดคำนึง
ถึงเจ็บไข้ไม่ตายไม่คลายรัก
มีแต่ลักลอบนึกรำลึกถึง
ช่วยยิ้มแย้มแช่มชื่นอย่ามึนตึง
ให้เหือดหึงลงเสียบ้างจงฟังคำ
พี่อุ้มทุกข์บุกป่ามหารณพ
มาหมายพบพูดความกับงามขำ
อย่าบิดเบือนเชือนช้าทาระกำ
แต่อยู่กร่ำตรอมกายมาหลายเดือน
ได้ดูงามตามทางที่นางอื่น
ก็หลายหมื่นเหยียบแสนไม่แม้นเหมือน
ไม่มีสู้คู่ควรกระบวนเบือน
เหมือนแม่เพื่อนชีพชายจนปลายแดน
พี่จากไปได้แต่รักมาฝากน้อง
มากกว่าของอื่นอื่นสักหมื่นแสน
พอเป็นค่าผ้าห่มที่ชมแทน
อย่าเคืองแค้นเลยที่ฉันไม่ทันลา
ด้วยเกิดความลามถึงเพราะหึงหวง
คนทั้งปวงเขาคิดริษยา
จึงหลีกตัวกลัวบุญคุณบิดา
ไปแรมป่าปิ้มชีวันจะบรรลัย
แม่อยู่ดีปรีดิ์เปรมเกษมสวัสดิ์
หรือเคืองขัดขุกเข็ญเป็นไฉน
หรือแสนสุขทุกเวลาประสาใจ
สิ้นอาลัยลืมหมายว่าวายวาง
หรือพร้อมพรักพักตร์เพื่อนที่เยือนยิ้ม
ให้เปรมปริ่มประดิพัทธ์ไม่ขัดขวาง
จะปราบปรามห้ามหวงพวงมะปราง
ให้จืดจางจำจากกระดากใจ
นิราศเรื่องเมืองแกลงแต่งมาฝาก
เหมือนขันหมากมิ่งมิตรพิสมัย
อย่าหมางหมองข้องขัดตัดอาลัย
ให้ชื่นใจเหมือนแต่หลังมั่งเถิดเอย ฯ


จาก : ณธีร์ - 19/09/2001 18:58
โฮมเพจ : http://www.geocities.com/nat_shen

1 ข้อความ : พี่ณธีร์ ที่ตลาดสามย่านเมืองแกลง ข้าวหมูหอม กะเกี๋ยวสามรส หย่อยอ่ะ

จาก : แอ๋มเอง - 19/09/2001 20:08

2 ข้อความ :

โอ้โห รายการ เที่ยวไปกินไปอวบไปแอ๋มมา ตามมาออกอากาศถึงนี่เชียว

จาก : ณธีร์ - 20/09/2001 13:41

3 ข้อความ :
คอยติดตามมรายละเอียดในคอลัมน์ อ๋อมแอ๋มชวนชิมนะคะ จะพาขิมทั่วภาคตะวันออกเลยค่ะ
รับรองค่ะ ม่ายอ้วน ตอนนี้น้ำหนักลดแล้ว เพราะตรอมใจที่อาจารย์พี่จะเลิกสอนเขียนกลอน...แง แง

จาก : แ@๋ม - 20/09/2001 20:26

4 ข้อความ :
พิธีกรรายการเที่ยวไปกินไป ตอนนี้ม่ายอ้วนแย้ว เพราะกำลังตรอมใจที่อาจารย์กลอนท่านหนึ่ง
กำลังจะชิ่ง ไปจาก tourthai เพราะต้องการแยกวง....... แง แง

จาก : แ@๋ม - 20/09/2001 20:33

5 ข้อความ :
ไม่ได้ส่งการบ้านมาเนิ่นนานกี่เพลาแล้วละเจ้า มัวแต่ แง แง
กลอนน่ะสอนจบไปนานเนิ่นแล้ว ตอนนี้สอนกาพย์อยู่ แง แง
ยานี ก็สอนแล้ว สุรางคนางค์ทั้งสิ้นทั้งปวง ก็สอนแล้ว
จะเอาอะไรอีกล่ะ แง แง

จาก : ณธีร์ - 21/09/2001 11:07

6 ข้อความ :
อาจารย์พี่ณธีร์แอ๋มส่งการบ้านแย้ว เมื่อตอนหัวค่ำ วานท่านอาจารย์ช่วยไปตรวจให้หน่อยนะเจ้าคะ...
ส่งมา 2 บท เผื่อต้องซ่อมก็ส่งบทส้อมมาแย้ว ...นะ นะ อาจารย์เจ้าขา ช่วยหนูที........หนูยังล้าหลังอยู่ตั้ง
2 ทิวา 5 ราตรี สำหรับกาพย์อื่น ๆ ที่สอนหลังกาพย์สุรางคนางค์ แล้วจะพยายามใช้ความสามารถแค่หางอึ่ง
เขียนบทกาพย์ก๊าบ ๆ ส่งให้ครบทุกบทที่อาจารย์พี่สอน รักแล้วรอหน่อยก็แล้วกันนะคะจาน......อิ อิ

จาก : แอ๋ม - 21/09/2001 22:26

7 ข้อความ :
นิราศ คือ บทประพันธ์ที่แต่งขึ้นเพื่อบรรยายถึงสภาพการเดินทาง
ด้วยสมัยก่อนการเดินทางค่อนข้าง ลำบากและใช้เวลานาน
นักเดินทางจึงแก้ความเหงาเบื่อด้วยการประพันธ์บทกวี พรรณนาถึงการเดินทาง และสภาพภูมิประเทศ
โดยมากมักโยงเข้ากับความรัก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายที่มาของนิราศไว้ ดังนี้

"หนังสือจำพวกที่เรียกว่านิราศ เป็นบทกลอนแต่งเวลาไปทางไกล มูลเหตุจะเกิดหนังสือชนิดนี้ขึ้น
สันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะเวลาเดินทาง ที่มักต้องไปเรือหลายๆ วัน มีเวลาว่างมาก ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ไป จนเกิดเบื่อ
ก็ต้องคิดหาอะไรทำแก้รำคาญ ผู้สันทัดในทางวรรณคดีจึงแก้รำคาญโดยทางกระบวนคิดแต่ง บทกลอน
บทกลอนแต่งในเวลาเดินทางเช่นนั้น ก็เป็นธรรมดาที่จะพรรณนาว่าด้วยสิ่งซึ่งได้พบเห็นในระยะ ทาง
แต่มักแต่งประกอบกับครวญคิดถึงคู่รักซึ่งต้องพรากทิ้งไว้ทางบ้านเรือน กระบวนความในหนังสือนิราศ
จึงเป็นทำนองอย่างว่านี้ทั้งนั้น ชอบแต่งกันมาแต่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์...

นิราศที่แต่งกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่งทั้งเป็นโคลงแลเป็นกลอนสุภาพ
ดูเหมือนกวีที่แต่งนิราศ ในครั้งรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ จะถือคติต่างกันเป็น ๒ พวก
พวกหนึ่งถือคติเดิมว่า โคลงฉันท์เป็นของสำคัญ และแต่งยากกว่ากลอน
กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นโคลงตามเยี่ยงอย่างศรีปราชญ์ทั้งนั้น
กวีอีกพวกหนึ่งชอบ เพลงยาว อย่างเช่นเล่นกันเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพทั้งนั้น
ถ้าว่าเฉพาะ ที่เป็นกวีคนสำคัญในพวกหลังนี้ คือสุนทรภู่แต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพมากเรื่องกว่าใครๆ หมด
กลอนของ สุนทรภู่คนชอบอ่านกันแพร่หลาย ก็ถือเอานิราศของสุนทรภู่เป็นแบบอย่างแต่งนิราศกันต่อมา
ตั้งแต่รัชกาล ที่ ๓ จนถึงรัชกาลที่ ๕"

นิราศของสุนทรภู่ นอกจากจะพรรณนาการเดินทางแล้ว
ท่านยังสอดแทรกคติธรรม ข้อเตือนใจต่างๆ และเปรียบเทียบถึงชีวิตของตัวท่านเองเข้าไว้ด้วย
ทำให้นักศึกษางานของท่านสืบเสาะประวัติของท่านจาก งานนิพนธ์ของท่านเองได้มาก

ท่านสุนทรภู่แต่งนิราศไว้มาก แต่เท่าที่พบในปัจจุบันมี ๘ เรื่อง คือ
นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศวัดเจ้าฟ้า
นิราศอิเหนา นิราศสุพรรณ นิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร
ส่วน รำพันพิลาป ก็มีเนื้อความรำพึงรำพันทำนองเดียวกับนิราศ เนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านสุนทรภู่เป็น ส่วนใหญ่
นอกเหนือจากนี้ ในช่วงเวลาที่ท่านบวชเป็นพระนั้น ท่านได้ธุดงค์ไปทั่ว
จึงเชื่อว่ายังมีนิราศ เรื่องอื่นของท่านที่ยังมิได้ค้นพบ หรืออาจไม่มีวันค้นพบก็ได้
เพราะต้นฉบับอาจถูกทำลายไปเสียแล้วเมื่อ ครั้งปลวกขึ้นกุฏิของท่านที่วัดเทพธิดาราม

จาก : ณธีร์ - 18/10/2001 11:09

8 ข้อความ :
นิราศเมืองแกลง เป็นนิราศเรื่องแรกของท่านสุนทรภู่ แต่งขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๔๙
หลังจากพ้นโทษออกมา เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคต
สุนทรภู่ไปเมืองแกลงด้วยสาเหตุใด บางท่านว่าสุนทรภู่จะไปบวชเพื่อสะเดาะเคราะห์ ประกอบกับอายุครบบวชพอดี
แต่เมื่ออ่านในนิราศ ก็ไม่ปรากฎในที่ใดว่าท่านไปบวช เป็นแต่เพียง

"ทั้งถือศีลกินเพลเหมือนเช่นบวช เย็นเย็นสวดศักราชศาสนา"

แสดงว่าท่านไม่ได้บวช บางท่านว่าสุนทรภู่ไปหาบิดาเพื่อขอเงินมาแต่งงาน
ก็ยิ่งน่าประหลาดใจ เพราะท่านบิดาบวชอยู่ จะเอาเงินที่ไหนมาให้สุนทรภู่
ทั้งท่านแม่ของท่านก็เป็นนางนมพระธิดาของพระองค์เจ้าจงกลอยู่ น่าจะช่วยเรื่องเงินทองได้มากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีความปรากฏในนิราศตอนหนึ่งว่า

"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"

ทำให้ต้องคิดหนักขึ้นไปอีกว่า ท่านไปด้วยกิจธุระของเจ้านายท่านใดหรือไม่
หรือเจ้านายท่านจะใช้ให้สุนทรภู่ไปหาบิดาด้วยเรื่องอะไร นักศึกษางานของท่านพากันคิดไปได้ร้อยแปด

จะอย่างไรก็ดี นิราศเรื่องนี้ก็สนุกสนานน่าติดตามยิ่งนัก
ท่านบรรยายถึงเส้นทางการเดินทางผ่านสถานที่ต่างๆ แล้วก็พร่ำพรรณนาถึงแม่จันอยู่มิได้ขาด
ซึ่งหากสังเกตเปรียบเทียบกับนิราศเรื่องหลังๆ ของท่านจะเห็นได้ชัดว่า
มุมมองของท่านที่มีต่อโลก เปลี่ยนไปอย่างไร

- ธิดา ธัญญประเสริฐกุล

จาก : ณธีร์ - 18/10/2001 11:17
โฮมเพจ : http://www.geocities.com/Paris/Library/7749/

9 ข้อความ :
www.manager.co.th
Monday, August 06, 2001
ตามรอยมหากวี (1)
By ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, Trip

เดือน 7 พ.ศ. 2350
เรือประทุนลำหนึ่งแล่นมาเอื่อยๆ ตามคลองสำโรง เรื่อยไปจนถึงคลองศีรษะจระเข้
บนเรือมีชายหนุ่มอยู่ 4 คน สามคนช่วยกันแจวเรือ อีกหนึ่งหนุ่มทอดสายตามองเหม่อดูทิวทัศน์สองข้างทาง

เขาเพิ่งพ้นจากการโทษทัณฑ์ หลังจากเกิดรักใคร่กับนางในชื่อ จัน จนถูกจับต้องเวรจำทั้งชายหญิง
แต่เวลาผ่านไปไม่นาน กรมพระราชวังหลังในรัชกาลที่ 1 ทิวงคตใน พ.ศ. 2349
เขาจึงพ้นโทษ ด้วยเจตนาจะล้างอัปมงคลจากการผ่านคุก เป้าหมายในการจากเมืองหลวงคือไปหาคุณพ่อ
ที่ออกบวชตั้งแต่เขาอายุเพียงหนึ่งขวบ จนบัดนี้เวลาผ่านเลยมาแล้วถึง 20 ปี

คณะผู้เดินทางไม่ได้มีเขาเพียงลำพัง ยังมีนายแสงขี้ยาชาวเมืองระยองเป็นผู้นำทาง
พร้อมศิษย์ของเขาอีก 2 คนที่เลื่อมใสในฝีมือแต่งกลอน จึงติดตามมาเรียนรู้และคอยดูแลผู้เป็นอาจารย์

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่ชายหนุ่มอายุเพียง 21 ปี แต่งกลอนจนมีผู้เลื่อมใสขอเป็นศิษย์
แต่คงไม่เป็นอะไรที่น่าประหลาด หากมีใครได้เคยอ่าน โคบุตร ที่เขาผู้นี้แต่งขึ้นถวายเจ้าวังหลังองค์หนึ่ง ดังว่า

แต่ปางหลังครั้งว่างพระศาสนา
เป็นปฐมสมมตกันสืบมา
ด้วยปัญญายังประวิงทั้งหญิงชาย
ฉันชื่อภู่รู้เรื่องประจักษ์แจ้ง
จึงสำแดงคำคิดประดิษฐ์ถวาย
ตามสติริเริ่มเรื่องนิยาย
ให้เพริศพรายพริ้งเพราะเสนาะกลอน

จากคลองศีรษะจระเข้ ดั้นด้นเข้าบ้านระกาด หลบเลี่ยงตอตะเคียนผีสิง ลัดเลาะมาจนถึงปากแม่น้ำบางมังกง (บางปะกง)
ก่อนฝ่าฟันคลื่นปากอ่าวเกือบถึงฆาต จนต้องบนบานเจ้าเขาสำมุก (สามมุก) จนคลื่นลมสงบเรือเข้าฝั่งได้ที่บางปลาสร้อย

พวกเขาพักเหนื่อยอยู่สามวัน ก่อนเดินทางฝ่าฟันผ่านป่าใหญ่ไปบ้านนาเกลือ
หลงทางหลายตลบที่ทุ่งพัทยา เหตุด้วยนายแสงเมากัญชาจนหลงลืม
โชคดีที่มีเจ๊กช่วยชี้ทาง แต่ดันชี้ขึ้นเขา ต้องปีนป่ายแทบขาดใจ กว่าจะมาถึงทิวป่านาจอมเทียน

จากจุดนี้คณะพรรคฝ่าฟันบุกป่าอีกครั้ง จนมาถึงห้วยพระยูน
ที่นี่เขาได้พบสัตว์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จ้องดูอยู่นานถึงรู้ว่านั่นคือแรด
ต้องตกใจวิ่งหนี กัดฟันเดินลุยดงจนมาถึงเมืองระยองในที่สุด

สองวันที่อยู่ระยอง เขาได้แต่พักผ่อนเพราะระบมไปทั่วกาย จนพร้อมออกเดินทางต่อ
แต่นายแสงทรยศหนีหน้าหายไปไหนก็ไม่รู้ เขาโกรธมากถึงขั้นกรวดน้ำคว่ำขันพบกันชาติเดียว
ก่อนชักชวนลูกศิษย์เดินทางต่อตามลำพังเพียงสามคน

การเดินทางช่วงสุดท้ายไปพลบค่ำที่บ้านแกลง ทั้งป่ามีแต่เสือ จนชาวบ้านต้องดักจั่นทั่วทุกหลังคาเรือน
เขาต้องรีบหนีตายพาศิษย์เข้าบ้านเพื่อนเพื่อขออาศัย รอจนฟ้าแจ้งจางปางถึงออกเดินทางต่อ
ไปสิ้นสุดจุดหมายปลายทางที่บ้านกร่ำ อันเป็นพำนักของบิดาผู้อยู่ในผ้าเหลือง

เขาพำนักอยู่บ้านกร่ำอยู่เกือบสองเดือน จนเข้าเดือนเก้าฝนหนักมาถึง เขาล้มเจ็บเป็นไข้หลายวัน
เจียนอยู่เจียนไปกว่าจะหายขาด เกิดเศร้าใจจึงอำลาบิดามุ่งหน้ากลับบางกอก

เรื่องราวที่ผ่านไป ดูเผินๆ อาจเหมือนชีวิตของชายหนุ่มผู้หนึ่ง เมื่อสมัยเกือบสองร้อยปีมาแล้ว
ออกเดินทางไกลเป็นครั้งแรก เพราะเศร้าใจในความอาภัพของวาสนา
แต่ในที่สุดเขาก็ได้คิดและกลับคืนถิ่น เพื่อมาหาผู้ที่รักดังดวงใจ โดยไม่มีอะไรมาฝาก
ยกเว้นกลอนเรื่องหนึ่ง บรรยายความทรงจำและความรู้สึกระหว่างทาง

สาวเจ้าผู้ได้อ่าน หรือแม้กระทั่งเขาที่เป็นผู้ประพันธ์ คงไม่อาจแม้จะคิดว่า อีกเกือบสองร้อยปีต่อมา
คำกลอนเรื่องนี้มิใช่เป็นเพียงของฝากจากหนึ่งชายให้หนึ่งหญิง
แต่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

บันทึกเรื่องแรกที่พลิกผันชีวิต ทำให้คนธรรมดาผู้หนึ่ง ชอบความรัก กินเหล้า และเจ้าชู้
ได้รับยกย่องเป็นกวีแห่งกวีทั้งหลาย คำกลอนของเขาผู้นี้ ท่องติดปากชนรุ่นหลังมากกว่ากวีคนใดๆ
ในประวัติศาสตร์เกือบหนึ่งพันปีของชนชาติไทย

ของฝากจากเขาให้หญิงคนรัก มีชื่อเรียกขานว่า นิราศเมืองแกลง

.....

นานๆ ทีผมจะได้เริ่มเรื่องด้วยความพิสดารเช่นนี้ แต่นั่นคือความตั้งใจแรกเริ่ม
ก่อนออกเดินทางสู่ภาคตะวันออก ครั้งนี้เราจะไปเมืองแกลง เพื่อตามรอยเส้นทางมหากวี
แม้ว่าไม่อาจไปได้ทุกจุดที่ท่านเคยไป แต่อย่างน้อยอาจได้บรรยากาศ

ความคิดเช่นนี้ไม่ได้จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา ไม่ได้ตรงกับเทศกาลด้วย เพราะวันสุนทรภู่อยู่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
แต่อาจเป็นเพราะผมเคยอ่านกลอนของท่านมาแต่เด็ก เรื่อยมาจนเป็นผู้ใหญ่แต่ยังไม่แก่
สิ่งที่ชอบอาจแตกต่างกับผู้อื่น เพราะผมไม่ค่อยสนใจความไพเราะของคำกลอน เนื่องจากหัวด้านอักษรศาสตร์ทึบมาก

สิ่งที่ผมสนคือรายละเอียดในนิราศจำนวน 9 เรื่อง สงสัยมากว่าท่านทำได้อย่างไร?
เล่าเรื่องให้เห็นบรรยากาศ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ บรรยายถึงความรู้สึกเมื่อแรกเจออย่างตรงไปตรงมา
ไม่มีดีเลิศสวยหมด บางแห่งที่ท่านคิดว่าไม่ดี ก็บรรยายออกมาให้เห็นภาพ

ทั้งหมดนี้ขนาดเป็นร้อยแก้วก็สุดจะเขียนแล้ว แต่นี่ท่านแต่งเป็นร้อยกรอง
สำหรับผม ท่านจึงไม่ได้เป็นเพียงมหากวีผู้ชำนาญด้านคำกลอน
แต่ยังเป็นบิดาของบรรดานักเขียนสารคดีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งหลาย น่าศึกษาเอาเยี่ยงอย่างเป็นที่สุด

การเดินทางของผมเริ่มต้นในเช้าวันหนึ่ง ไม่เช้าขนาด ยามสอง เหมือนสุนทรภู่
แต่เป็นเช้าของคนรุ่นใหม่สมัยนี้ ที่เริ่มต้นตอนใกล้สิบเอ็ดโมง

มหากวีออกเดินทางพร้อมศิษย์ ทิ้งคนรักไว้เมืองหลวง แต่ผมต้องหอบหิ้วคนรักไปด้วย เพราะคุณเธอไม่ยอมอยู่บ้านคนเดียว
เรามุ่งหน้าไปตามทางด่วนจากดาวคะนอง ก่อนผมจะเลี้ยวเฟี้ยวขึ้นไปบนทางด่วนลอยฟ้าบางนา-บางปะกง
ช่วงนี้เราเฉียดเส้นทางมหากวีนิดหน่อย เพราะท่านเริ่มต้นพายเรือที่วัดแจ้ง ต่อไปดาวคะนองออกทางคลองสำโรง
เรื่อยมาถึงบางพลี แรมทางยามค่ำใกล้บางบ่อ ใช้เวลาครึ่งคืนกับหนึ่งวันจึงมาถึง
ขณะที่ผมใช้เวลาประมาณ 45 นาทีจากย่านดาวคะนองมาถึงบางบ่อ
ระหว่างทางเจอแต่รถเมล์กับจากัวร์สปอร์ต ไม่มีโอกาสเจอแม้จิ้งเหลน
ทั้งที่เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน สุนทรภู่ประพันธ์สภาพในคลองไว้ว่า

ตะลึงแลแต่ล้วนลูกจระเข้
โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวา
สักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา
เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก

อีกสิ่งหนึ่งที่ผิดกันคือครั้งนั้น คณะพรรคสุนทรภู่ไม่ใช้เงินสักบาท แต่ผมหมดไป 55 บาทเป็นค่าทางด่วน
ทั้งนี้ไม่รวมค่าน้ำมันและค่าดาวน์รถที่สุดแสนจะทรมาน

ประมาณชั่วโมงเศษๆ จากดาวคะนอง ผมผ่านสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง
ความเป็นมาของชื่อแม่น้ำสายนี้ไม่ชัดเจน แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า
สมัยก่อนอาจเรียก บางมังกร ตามชื่อปลามังกร ต่อมาอาจเพี้ยนกลายเป็น บางมังกง ตามที่สุนทรภู่ประพันธ์ไว้
ก่อนจะเพี้ยนกลายเป็น บางปะกง เช่นในปัจจุบัน

ชาวบ้านชาวช่องแถวนี้ยังฝากชีวิตไว้กับอาชีพทำประมง เฉกเช่นสมัยเมื่อสุนทรภู่ผ่านมา และบันทึกไว้ว่า

แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป

คณะทัวร์ของผมมุ่งหน้าเข้าเมืองชล ผ่านเมืองไปถึงบางแสน ช่วงในเมืองรถติดนิดหน่อย
แต่คงใช้เวลาน้อยเมื่อเทียบกับคณะของสุนทรภู่ เพราะท่านต้องพายเรือออกปากแม่น้ำ
แม้ครั้งนี้ผมไม่ได้ใช้เรือ แต่ยังจำความรู้สึกสมัยไปเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนปากน้ำบางปะกงได้ดี
ช่วงที่แม่น้ำมาพบกับทะเล มักมีคลื่นและกระแสน้ำอยู่บ่อยๆ ดังคำมหากวีเล่าไว้ว่า

ป่าแสมแลเห็นอยู่ริ้วริ้ว
ให้หวิวหวิววาบวับฤทัยไหว
จะหลบหลีกเข้าฝั่งก็ยังไกล
คลื่นก็ใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง
สงสารแสงแข็งข้อจนขาสั่น
เห็นเรือหันโกรธบ่นเอาคนหลัง
น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง
แล้วคุ้มคลั่งเงี่ยนยาทำตาแดง

คิดดูแล้วการเดินทางสมัยก่อนแสนลำบาก ยากสุดๆ ก็ตอนออกปากแม่น้ำ
เพราะเรือของมหากวีนั่งได้แค่ 4 คนและใช้กำลังแจว ขนาดคงไม่ใหญ่สักเท่าไร
เจอคลื่นระดับปากน้ำบางปะกงคงเสียวน่าดู ถ้าโชคร้ายน้ำพาไปทางเกาะสีชัง
ตรงนั้นเป็นร่องคลื่นที่เรือเร็วข้ามฟากสมัยปัจจุบันยังเคยล่ม ไม่ต้องพูดถึงเรือประทุนสมัยก่อน
จึงไม่น่าแปลกใจที่นายแสงคนนำทางในครั้งนี้ ถึงขั้นฮึดฮัดอยากลุยคนอื่น

พอนำเรือเข้าฝั่งได้ที่บางปลาสร้อย คณะทัวร์สุนทรภู่จึงตัดสินใจทิ้งเรือแล้วเดินทางบนแผ่นดิน
ทั้งที่บ้านกร่ำอันเป็นเป้าหมายปลายทาง อยู่ห่างจากชายทะเลไม่ไกลนัก
แต่ขืนให้พายเรือเลียบฝั่งทะเลไปเรื่อยๆ จนถึงแหลมแม่พิมพ์ มีหวังเราคงไม่ได้อ่านพระอภัยมณีแน่

มาถึงหนองมน ผมหยุดพักให้สาวกินก๋วยเตี๋ยวไก่นิดหนึ่ง ก่อนเดินผ่านเข้าไปในตลาด
เจอกั้งดองเยอะแยะ สมัยนั้นไม่รู้มีกั้งดองหรือเปล่า? แต่ผมเชื่อว่าอาหารหลายอย่างคงเหมือนปัจจุบัน
เพราะที่บางปลาสร้อย สุนทรภู่เดินเล่นชมตลาด เจอแม่ค้าสาวๆ

ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง

แต่สมัยนั้นยังไม่มีตลาดหนองมน ตรงนี้ล้วนเป็นป่าใหญ่
มหากวีบรรยายไว้ว่ามีการทำไม้กันมากจนต้องเดินเลี่ยงไปนอนบ้านเพื่อนที่บางพระ

เส้นทางจากบางพระไปนาเกลือ ผมขับรถใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
แต่สุนทรภู่ตื่นแต่เช้า เดินกันจนน่องปูด ไปแวะพักที่บางละมุง
ก่อนจะตัดใจเดินต่อลัดเลาะริมฝั่งทะเลไปจนถึงนาเกลือเมื่อตอนเย็น
ระหว่างทางช่วงนี้มหากวีบรรยายถึงเครื่องมือจับปลาที่เรียกว่า โป๊ะ
ปัจจุบันยังพอมีเหลือให้เห็นบ้าง แต่แถวอ่าวไทยหายากหน่อย เพราะไม่ค่อยมีปลาเหลือมาเข้าแล้ว
แต่ที่ผมสนใจมากกลับเป็นความรู้ด้านชีววิทยาทางทะเลของคนสมัยก่อน
ที่ไม่ต้องให้ฝรั่งมาสอนหรืออ่าน Text เล่มไหน แต่เป็นภูมิปัญญาที่สุนทรภู่ประพันธ์ไว้

ในกระแสแลล้วนแต่โป๊ะล้อม
ลงอวนอ้อมโอบสกัดเอามัจฉา
โอ้คิดเห็นเอ็นดูหมู่แมงดา
ตัวเมียพาผัวลอยเที่ยวเล็มไคล
เขาจับตัวผัวทิ้งไว้กลางน้ำ
ระลอกซ้ำสาดซัดให้ตัดษัย
พอเมียตายฝ่ายผัวก็บรรลัย
โอ้เหมือนใจที่พี่รักภัคินี
แม้น้องตายพี่จะวายชีวิตด้วย
เป็นเพื่อนม้วยมิ่งแม่ไปเมืองผี
รำจวนจิตคิดมาในวารี
จนถึงที่ศาลาบ้านนาเกลือ

นอกจากสุนทรภู่จะรู้ว่า แมงดาทะเลเวลาผสมพันธุ์ ตัวผู้ที่เล็กกว่าตัวเมียมาก จะปีนขึ้นมาเกาะหลังตัวเมีย
ปล่อยให้ตัวเมียว่ายน้ำเข้ามาในที่ตื้นเพื่อวางไข่ แต่คนก็จับแมงดาตัวเมียเพื่อเอาไข่
ทิ้งตัวผู้ไว้เพราะไม่มีใครคิดกินเนื้อแมงดาที่มีแสนน้อย ในที่สุดตัวผู้ก็อำลาโลก

ความรู้เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึง ความสังเกตระดับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้อาย
ที่สำคัญ การเขียนแบบเปรียบเปรยความรัก โดยใช้ตัวอย่างเป็นนกกระเรียนหรือสัตว์สวยงามทั้งหลาย
หลายคนหลายชาติคงคิดคงเขียนได้ แต่เปรียบเทียบระหว่างความรักของมนุษย์กับแมงดาทะเล
คงมีอยู่ผู้เดียวที่คิดออก...

จาก : ณธีร์ - 18/10/2001 13:36

10 ข้อความ :
www.manager.co.th
Monday, August 13, 2001
ตามรอยมหากวี (2)
By ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, Trip

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย...
...ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

คำกลอนชุดนี้อยู่ใน นิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่
แม้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเส้นทางสู่เมืองแกลงที่ผมกำลังพาคุณผู้อ่านตามรอยมหากวี
แต่ผมเกิดความรู้สึกเช่นนี้เมื่อมองเห็นร้านเหล้า ตลอดสองข้างทางระหว่างขับถนนเข้าสู่พัทยา

พัทยาในสมัยนี้ แตกต่างจาก ทุ่งพัทยา ในสมัยเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ชนิดพระสุนทรโวหารคงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า
ย่านที่ท่านเคย บุกละแวกแฝกแขมแอร่มรก กับกอกกสูงสูงเสมอเศียร
จะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ มีโรงแรมให้พักตั้งหลายพันห้อง
ขณะที่มหากวีต้องเซซัดบุกป่าปีนเขา กว่าจะไปหาขุนรามผู้ใจดีให้ที่พักอาศัยแถวจอมเทียน
ปัญหาคือคนสมัยก่อนจ่ายค่าที่พักด้วยคำขอบคุณ
แต่ปัจจุบันเราต้องจ่ายด้วยบัตรเครดิต เรียกว่าได้อย่างเสียอย่างก็ได้นิ

ผมพาสาวคู่ใจตระเวนอยู่สองสามรอบ ตัดสินใจว่าหาที่นอนกลางเมืองนี้แหละ
วันรุ่งขึ้นจะต้องรีบตื่นแต่เช้า เพื่อมุ่งหน้าต่อไประยอง ปัญหาคือหลังกินข้าวมื้อเย็น
ตามด้วยตับปิ้งที่เป็นกฎของผมว่ามาพัทยาแล้วต้องกินอีกสองไม้
ผมดันไปเติมน้ำนรกอิมพอร์ตจากเมืองนอก ใส่อกจนเมาพับหลับไป
กว่าจะตื่นตะวันสายโด่ง เลยไม่มีโอกาสเหมือนมหากวีที่

เมฆแอร่มแย้มแยกแหวกตะวัน ก็ชวนกันอำลาเขาคลาไคล

เส้นทางจากพัทยาไประยองเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน เต็มไปด้วยป่าเขา
สุนทรภู่บรรยายถึงการเดินทางจากเช้าจรดค่ำแสนลำบาก
ผ่านหนองน้ำเต็มไปด้วยฝูงปลิง เข้าป่ามีแต่ชะนีลิงค่าง แม้กระทั่งแรดกินหนามตัวใหญ่
ปัจจุบันเราใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง บนถนนลาดยางอย่างดีสี่เลนบ้างหกเลนบ้าง

แต่เมื่อถนนมาคนมาแรดย่อมหมด เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ข้างทางไประยองเลยครับ ขนาดเขาใหญ่หรือห้วยขาแข้งยังไม่เจอ
เราเหลือแต่กระซู่ที่ถ้ามีจริงคงเหลืออยู่สองสามตัวแถวป่าภูเขียว ไม่งั้นต้องลงไปใต้แถวฮาลาบาลา
อาจพอมีแรดหลงเดินเข้ามาจากป่ามาเลเซียบ้าง จ่ายสักล้านอยากเจอแรดในเมืองไทย ผมว่ายังไม่มีสิทธิเลยครับ
เพื่อให้ได้บรรยากาศอดีตแรด ผมขอคัดลอกคำกลอนมาลงไว้ดังว่า

ถึงโตรกตรวยห้วยพระยูนจะหยุดร้อน
เห็นแรดนอนอยู่ในดงให้สงสัย
เรียกกันดูด้วยไม่รู้ว่าสัตว์ใด
เห็นหน้าใหญ่อย่างจระเข้ตะคุกตัว
มันเห็นหน้าทำตากระปริบนิ่ง
เห็นหลายสิ่งคอคางทั้งหางหัว
รู้ว่าแรดกินหนามให้คร้ามกลัว
ขยับตัววิ่งพัลวันไป

ในที่สุดเราก็มาถึงระยอง เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากชายทะเล เลี้ยวเข้าไปชมหาดกันได้
แต่หาดแถวเมืองไม่ค่อยสวย ทรายเป็นสีเหลืองไม่ใช่สีขาว
ถนนเลียบทะเลยาวไปผ่านปากน้ำ มีร้านอาหารอยู่หลายแห่ง
ผมว่าเหมาะสำหรับมาชมวิวกินข้าวมากกว่ามาเล่นน้ำหรือชมบรรยากาศจริงจัง
น่าจะเป็นแหล่งเที่ยวของคนในจังหวัดไม่ต้องขับรถมาไกล
ขณะที่พวกเราชาวกรุงมุ่งหน้าไปหาหาดที่สวยกว่าแถวแม่รำพึง ก้นอ่าว และบ้านเพ

สุนทรภู่ลำบากกายมาตลอดการเดินทาง มาถึงที่นี่ก็หมดแรงนอนซมอยู่อีกสองวัน
ช่วงนี้มีเหตุการณ์ที่น่าจดจำสำหรับท่าน เพราะคณะพรรคที่มาด้วยกัน 4 คน
คือท่าน ลูกศิษย์สองคน และนายแสงขี้ยาชอบถุนกัญชาที่เป็นคนเมืองระยอง รับอาสาเป็นผู้นำทาง
แต่นายแสงมีอาการคลั่งกัญชาเป็นระยะ ดีบ้างห่วยบ้างตามประสาไกด์ขี้ยา
พอถึงระยองบ้านของนายแสง ไกด์ผู้ไร้บัตรมัคคุเทศก์รายนี้ถึงเวลาทรยศหนีเฉยเลย
มหากวีเจ็บใจมากถึงขั้น

จึงกรวดน้ำร่ำว่าต่ออาวาส
อันชายชาตินี้หนอไม่ขอเห็น
มาลวงกันปลิ้นปลอกหลอกทั้งเป็น
จะชี้เช่นชั่วช้าให้สาใจ
เดชะสัตย์อธิษฐานประจานแจ้ง
ให้เรียกแสงเทวทัตจนตัดษัย
เหมือนชื่อตั้งหลังพิหารเขียนถ่านไฟ
ด้วยน้ำใจเหมือนมินหม้อทรชน

คุณผู้อ่านหลายท่านคงสงสัย ทรยศก็ทรยศไป ถึงขั้นต้องกรวดน้ำคว่ำบาตรด้วยเหรอ?
จ้างไกด์คนใหม่สิ จากระยองไปแกลงแค่ 60 กิโลเมตร แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
ปัญหาคือแถวนั้นไม่มีไกด์รับจ้าง ททท.เขตนั้นก็ยังไม่ได้ตั้ง ตำรวจทางหลวงยังไม่มี
การที่คนสามคน อยู่แต่ในเมืองหลวง มาถึงระยองต้องมุ่งหน้าต่อไปแกลง โดยไม่มีผู้นำทาง
ครั้นจะรอให้คนแถวนี้ไปแกลงเพื่อติดตามไป จะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ต้องเล็งทิศแล้วเดินถามทางชาวบ้านไปเรื่อยๆ คิดแล้วไม่น่าสนุกแน่

จริงๆ ก็ไม่น่าสนุกครับ เพราะกว่าสุนทรภู่จะเดินทางไปถึงบ้านแกลง ใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม
ช่วงนี้มหากวีเดินเลียบไปตามป่า ทะลุออกทะเลเป็นระยะ
ท่านบันทึกไว้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง มีแผงปลาริมทะเลหลายแห่ง
แต่ยังรกร้างเพราะไม่ใช่หน้าปลา อาจเป็นว่าช่วงนั้นเข้าหน้าฝน ทะเลมีลมมรสุม ชาวประมงเลยออกเรือไม่ได้
ถ้ามาช่วงหน้าลมเงียบ น่าจะมีปลาเต็มไปหมด
ส่วนผู้หญิงและเด็กแถวบ้านกลาง พากันสานเสื่อเพื่อส่งไปขายในเมืองกรุง
เรียกว่าทำแบบหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล
เพียงแต่ทำกันมานานก่อนนโยบายจะออกสักสองร้อยปี

เส้นทางจากผมไปเมืองแกลง เปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อยเพราะเราใช้เทคนิคเลียบทะเลตลอด
เริ่มตั้งแต่ระยอง ขับรถไปทางแกลง ออกจากเมืองได้นิดหนึ่งค่อยเลี้ยวขวาไปทางหาดแม่รำพึง
ทะลุออกริมหาดแล้ววิ่งตามถนนสายเลียบทะเลลุยโลดผ่านหาดแม่รำพึง ก้นอ่าว เขาแหลมหญ้า
ทะลุออกบ้านเพ สวนสน วังแก้ว ไปจนถึงแหลมแม่พิมพ์

ถนนสายนี้ยาวสัก 40 กิโลเมตร ส่วนใหญ่จะเลียบทะเล มีวกเข้าแผ่นดินนิดหน่อยเท่านั้น
ถือเป็นถนนสายท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง
ได้เห็นวิวและหาดขาวไปตลอดสาย ถ้าขับรถกันจริงๆใช้เวลาไม่ถึงค่อนชั่วโมง
คงจะถึงแหลมแม่พิมพ์แล้ว แต่ขืนเป็นเช่นนั้นคงไม่ได้เที่ยวอะไรกัน
ผมเลยขับรถแบบสโลว์โมชั่น เจออะไรที่ไหนอยากแวะก็รีบแวะ

เป้าหมายแรกคือหาดแม่รำพึง ถนนเลียบหาดอยู่ด้านขวา
ด้านซ้ายเป็นเพิงเล็กๆ ให้บริการอาบน้ำจืดบ้าง ขายส้มตำบ้าง
ใช้วิธีวิ่งข้ามถนนมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า ที่นั่งอยู่ตามเก้าอี้ผ้าใบใต้ทิวสน
หาดทรายแถวนี้สีขาวตุ่นๆ น้ำทะเลไม่ค่อยใส เรียกว่าขุ่นก็คงไม่ผิด
แต่มีที่วิ่งเล่นเยอะดี ผู้ใหญ่หลายคนเลยพาลูกหลานมาเล่นน้ำ
ใครอยากใช้ห่วงยางก็เช่าได้ ปัญหาคือหาดแม่รำพึงค่อนข้างอันตราย
เนื่องจากเป็นชายฝั่งเปิดรับลม หาดที่ดูเรียบจริงๆ ลงน้ำไปนิดเดียวก็หักชัน
แถมน้ำยังขุ่นใครจมลงไปควานหาลำบากแย่ แถวนี้เลยมีคนจมน้ำตายเป็นประจำทุกปี
ใครพาลูกหลานไปเล่นน้ำแถวนั้น โปรดระวังไว้ให้มากนะครับ

เมื่อขับรถมาเรื่อยๆ จะถึงสะพานยื่นไปกลางทะเล คิดว่าน่าจะเป็นแพปลา
ตรงนั้นมีร้านอาหารเป็นเพิงเต็มไปหมด หน้าร้านมีกุ้งปลาปูหอยใส่ถังโฟมไว้ขาย
จะซื้อแบบสดๆแล้วเอากลับบ้านก็ได้ บางคนอยากซื้อแบบกินเลย
เพียงแค่สั่งโน่นนี่นั่นแล้วเดินเข้าไปหลังร้าน เขาทำเป็นเพิงอยู่บนหาด
นั่งกินข้าวเท้าเหยียบทราย ห้ามถามว่าหาดเป็นที่สาธารณะทำไมทำร้านได้?
เอาเป็นว่าอยู่อย่างไทยอย่าคิดมาก

ผมลองเดินสอบถามราคา
เริ่มจากกุ้งแชบ๊วยขนาดยักษ์ ใหญ่กว่าบรรดากุ้งแชบ๊วยในซุปเปอร์มาร์เก็ตของกรุงเทพฯทุกแห่ง
(ผมมีฉายาว่าไอ้หนุ่มแชบ๊วย เข้าห้างไหนต้องไปดูกุ้งแชบ๊วยเป็นการดับอารมณ์)
ราคาขายในกรุงเทพฯ กิโลกรัมละ 550 บาท ที่นี่ขาย 450 บาท น่ากินเป็นที่สุด

มาถึงอาหารประเภทหอยบ้าง หอยเชลล์ที่นี่เนื้อเต่งน่ากินมาก ราคากิโลกรัมละ 120 บาท
ถ้าให้เขาเผาหรืออบให้ ราคาแค่ 150 บาท เพิ่มค่าทำอีก 30 บาทถือว่ารับได้
บางคนอยากกินแมงดาทะเล ที่นี่ยังมีขาย แต่ผมไม่ค่อยแนะนำ เพราะแมงดาใกล้สูญพันธุ์แล้วครับ
ปัจจุบันหาเจอยากลำบากแท้ บางจังหวัดถึงกับมีกฎหมายห้ามจับแมงดาทะเลด้วยล่ะ

ร้านประเภทนี้ยังมีอีกย่านหนึ่ง อยู่แถวแหลมแม่พิมพ์
ราคาและรสชาติพอๆ กัน ถ้าจะให้แนะนำคงต้องบอกว่าแล้วแต่ชอบ
ปัญหาคือร้านแถวหาดแม่รำพึงมักปิดตอนเย็น แต่ที่แหลมแม่พิมพ์ยังเปิดอยู่
ถ้าใครชอบกินอาหารทะเลจริงๆ อาจเลือกมามื้อเที่ยงที่แม่รำพึง
ไปกินต่อมื้อเย็นที่แม่พิมพ์ แต่ระวังเกล็ดขึ้นหน้านะครับ

สุนทรภู่เดินทางมาจนถึงเมืองแกลง แวะพักที่บ้านเพื่อน สมัยนั้นรอบเมืองแกลงเป็นป่าใหญ่ ชนิดที่เรียกว่า

ครั้นคนมาเอาหลังคาขึ้นคลุมคลี่
ดูก็ดีเร็วรัดไม่ขัดขวาง
เวลาค่ำล้ำเหลือด้วยเสือกวาง
ปีบมาข้างเรือนเหย้าที่เรานอน
เขาดักจั่นชั้นในใส่สุนัข
มันหอบฮักดิ้นโดยแล้วโหยหอน
ยิ่งดึกฟังวังเวงวนาดร
สังเวชนอนมิใคร่หลับระงับลง

ปัจจุบันเสือและกวางไม่มี ที่มีคือสุนัขข้างถนน ไม่หอนแต่ร้องโฮ่ง
เมืองแกลงมีแต่ตึกคอนกรีตเพียบไปหมด จุดน่าสนใจคือร้านอาหารชื่อ เจียวโภชนา มีอยู่ 2 สาขา
ผมลองไปกินสาขาใกล้สามแยกแกลง-บ้านบึง รสชาติใช้ได้เลย
โดยเฉพาะเป็ดน้ำแดงและกรรเชียงปูผงกะหรี่ แนะนำให้สั่งครับ
ราคาไม่แพงกว่าร้านอาหารชายทะเลระยองทั่วไป ถามทางชาวบ้านที่ไหนก็รู้จัก

จากเมืองแกลง มหากวีเดินทางต่อไปจนถึงบ้านกร่ำ อันเป็นที่พำนักของบิดา
ใช้เวลาอยู่ที่นั่นเดือนเศษ ก่อนล้มเจ็บลงด้วยพิษไข้ เมื่อหายแล้วหมดกำลังใจอยู่ต่อ
เลยตัดสินใจเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ปัจจุบันไม่มีไข้ป่าเหลืออยู่แล้ว ถนนหนทางแถวนี้พัฒนาก้าวไกล
มีรีสอร์ทให้เลือกนอนเยอะแยะ แต่ผมไปเลือกนอนที่ ระยองรีสอร์ท อยู่แถวเขาแหลมหญ้า
จากห้องมองเห็นเกาะเสม็ดใกล้นิดเดียว ที่นี่ยังมีบริการทัวร์ข้ามไปเกาะ
ดำน้ำเดินหาด วันละ 400-500 บาทแล้วแต่กิจกรรม

ค่าใช้จ่ายสำหรับระยองรีสอร์ทแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย หนึ่งห้องอาจถึง 1,500 ต่อคืน
จุดเด่นคือวิวกินขาด หาดเล็กแต่สวยเล่นน้ำได้
ว่ากันตามตรง หาดตรงนี้สวยสุดในหาดแถวชายฝั่งระยองก็ว่าได้ สะอาดสะอ้านดี

ก่อนกลับจากระยอง ผมแวะไปที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ตั้งอยู่ที่บ้านกร่ำ
บ้านเกิดของบิดาท่าน (มหากวีเกิดที่กรุงเทพฯ นะครับ ไม่ใช่คนระยองโดยกำเนิด)

ตะวันใกล้ลับฟ้า แสงแดดสีแสดอาบส่องไปทั่วรูปหล่อสัมฤทธิ์
ทั้งพระอภัยมณี ผีเสื้อสมุทร และนางเงือก เหนือไปกว่านั้นคือมหากวีที่นั่งอยู่โดดเด่น
ทอดสายตาดูบรรดาตัวละครที่ท่านเสกสรรค์ขึ้นมาด้วยตัวอักษรในคำกลอน

บรรยากาศชั่ววูบหนึ่ง พาผมย้อนอดีตไปไกลเหลือ ยามที่รอบด้านยังเป็นป่ารกชัฏ
ชายหนุ่มและผู้ติดตามเดินทางมาถึงที่นี่ หยุดแวะพักใจ
ก่อนเดินทางกลับไปเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้ปรากฏในวงการวรรณกรรมของชาติไทย

นักเขียนมีหน้าที่เขียนหนังสือ จะเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรอง นั่นก็คือตัวอักษรที่ร้อยเรียง
สิ่งที่นักเขียนวาดฝันไว้ คือตัวอักษรยังคงอยู่แม้พวกเขาจากไปแล้ว

ตัวอักษรนับแสนนับล้านตัว ในบทกลอนมหากวี ได้รับการพิสูจน์ว่าคงทนต่อกาลเวลา มาแล้วเกือบสองร้อยปี
และจะอยู่ต่อไป ตราบชาติไทยยังคงอยู่

อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่ว
ถึงลับตัวก็แต่ชื่อเขาลือฉาว
เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว
เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร

สุนทรภู่ลาลับจากโลกไปแล้ว แต่ชื่อท่านยังคงอยู่
ในฐานะมหากวีที่เป็นหนึ่งตลอดกาลและตลอดไป ในใจของหลายคน...

จาก : ณธีร์ - 18/10/2001 13:43

11 ข้อความ : เอ๊... นี่ที่เดียวกะที่เราไปหรือเปล่าหว่า???
อนุสาวรีย์สุนทรภู่ มีหลายที่หรือเปล่าคะ
ที่เห็นในภาพนี่คือที่อยู่ใกล้ๆ แหลมแม่พิมพ์ใช่หรือเปล่าคะ

จาก : ธิดา - - tthida@yahoo.com - 26/10/2001 19:36
โฮมเพจ : http://www.geocities.com/tthida

12 ข้อความ :
เท่าที่ทราบมีที่เดียวครับคุณธิดา
น่าจะใช่ที่เดียวกันละครับ
ไม่แน่ใจไปกันใหม่ก็ได้ครับ *^_^*

จาก : ณธีร์ - 26/10/2001 21:57
โฮมเพจ : http://go.to/nathee

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


This Free service hosted by D'Server