วิทยาทานจาก ลุงอ่ำ

 

 

     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระเจ้า บรมวงศเธอกรมพระดำรงราชานุภาพ
ทรงแต่งหนังสือเล่มหนึ่ง คู่ไว้กับ หนังสือสามก๊กฉบับราชบัณฑิตสภา หรือที่เรียกว่าฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
เรียกชื่อหนังสือนั้นว่า ตำนานหนังสือ สามก๊ก มีความตอนหนึ่งว่า “ ข้อนี้พึงสังเกตได้ ในบรรดาหนัง สือเรื่อง
พงศาวดารจีนที่แปลนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ผู้มีบรรดาศักดิ์สูง อำนวยการแปล สำนวนมักดีกว่าเรื่องที่บุคคล
สามัญแปลแต่สำนวนแปลคงจะไม่สู้ตรงกับสำนวนที่แต่งไว้ในภาษาจีนแต่เดิม”
และทรงเชื่อว่า สำนวนในหนังสือสามก๊ก
ฉบับราชบัณฑิตสภา มีสองสำนวน สำนวนที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อำนวยการ แปล น่าจะเริ่มแต่ต้นไปจนถึง
ตอนที่ ๕๕ และทรงสันนิษฐานว่า เจ้าพระยาพระคลังอำนวยการแปลอยู่ไม่ทันตลอดเรื่องก็ถึงแก่
อสัญญกรรมเสียก่อน (เมื่อปี พศ. ๒๓๔๘) สำนวนในหนังสือ หลังจากตอนที่ ๕๕ นั้น จึงผิดแผกไป “แต่งก็ไม่เลว
แต่ก็ไม่ดี เหมือนสำนวนที่แต่งตอนต้น”


     ยาขอบ ผู้เขียนสามก๊กฉบับวณิพก กล่าวถึงหนังสือสามก๊กฉบับ ราชบัณฑิตสภา ในลักษณะข้อเสนอแนะ
ต่อผู้อ่านไว้ว่า “สามก๊ก เป็นเรื่องที่อ่านครั้งที่สองสนุกกว่าเมื่ออ่านจบแรก อ่านครั้งที่สามสนุกกว่าเมื่ออ่านจบที่สอง
... สามก๊ก อาจเป็นหนังสือที่อ่านจบ เดียวเบื่อก็ได้ แต่ถ้าผู้ใดได้อ่านอย่างจริงจัง พินิจพิเคราะห์สักสามสี่จบแล้ว
สามก๊ก ก็จะกลายเป็นหนังสือที่อ่านไม่รู้จักเบื่อ ที่ว่าเป็นหนังสือรสประหลาดนั้น ประหลาดดังนี้”

     สมัยหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการ ใช้สามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ ซึ่งมีเนื้อความไพเราะจับใจ เป็นบทเรียน
ภาษาไทยให้เยาวชนได้ ศึกษาแลเป็นแบบสำหรับหัดเรียงความกันในโรงเรียน

     ลุงอ่ำ อยากให้หลานทุกคนอ่านหนังสือสามก๊ก ตอนที่มีอรรถรส ที่ดีเลิศเช่นนี้
หลานทั้งหลาย จงมานั่งลงหน้าจอก่อนเถิดลุงอ่ำจะย่อเนื้อความ

ของสามก๊กตอนที่ว่านี้ให้ฟัง แต่ก่อนที่จะถึงเนื้อความตอนที่โจโฉ แตกทัพเรือ พวกเราควรได้รู้เรื่องของสามก๊ก
โดยย่อ นับตั้งแต่ต้น เรื่องเสียก่อนดังนี้


     ครั้งหนึ่ง กษัตริย์ของแผ่นดินจีนพระองค์หนึ่ง ทรงนามว่าพระเจ้า เหี้ยนเต้ ขึ้นเสวยราชย์ตั้งแต่ปี
พ.ศ. ๗๓๓ ขณะที่มีพระชนมายุได้ เพียง ๙ พระชันษา โดยขุนนางใจหยาบช้าคนหนึ่ง ชื่อตั๋งโต๊ะ
ถอด พระเจ้าแผ่นดินองค์เดิมออก แลยกพระเจ้าเหี้ยนเต้ขึ้นเป็นพระเจ้า แผ่นดิน ตั้งตนเองเป็นมหาอุปราช
สำเร็จราชการแผ่นดิน ยามนั้น อาณาราษฎรทั้งปวงต่างมีความเดือนร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

ขุนนาง ทั้งหลายต่างก็พยายามกำจัดตั๋งโต๊ะแต่ไม่สำเร็จ ด้วยตั๋งโต๊ะมีทหาร หนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ชื่อว่า ลิโป้
เป็นคนมีฝีมือดี แต่มีน้ำใจหยาบช้า ตั๋งโต๊ะเลี้ยงลิโป้อย่างถึงขนาด จนลิโป้เรียกตั๋งโต๊ะว่าเป็นบิดา


     เมื่อตั๋งโต๊ะมีใจกำเริบ ทำการหยาบช้าต่อแผ่นดิน ขุนนางทั้งปวงที่ ภักดีแลรู้สึกเดือดร้อนแทนแผ่นดินนั้น
มีหลายคน ในจำนวนนั้นมี อยู่สามคน ที่ภายหลังต่อมา ได้มีส่วนที่ทำให้แผ่นดินจีนแบ่งออก
เป็นสามส่วน (เรียกว่า สามก๊ก) คือ

     คนหนึ่งนั้นชื่อโจโฉ สืบเชื้อสายขุนนางมาแต่ปู่แลบิดา โจโฉได้เป็น ขุนนางมีความชอบ เพราะร่วม
อาสาปราบโจรโพกผ้าเหลือง โจโฉ อาสากลุ่มขุนนางทั้งปวงที่เกลียดชังตั๋งโต๊ะ จะเอากระบี่สั้นเข้าไป
ลอบฆ่าตั๋งโต๊ะ แต่โจโฉกระทำการไม่สำเร็จ โจโฉจึงต้องหลบหนี หัวซุกหัวซุน
มารวบรวมสมัคร
พรรคพวกที่บ้านของตน ประกาศ ว่าจะกำจัดตั๋งโต๊ะศัตรูของแผ่นดินให้ได้

     คนหนึ่งนั้นชื่อเล่าปี่ แม้จะเป็นคนเข็ญใจแต่ก็มีศักดิ์เป็นอาของพระ เจ้าเหี้ยนเต้
เล่าปี่ มีพี่น้องร่วมสาบานสองคน คนหนึ่งนั้นชื่อกวนอู กับอีกคนหนึ่งชื่อเตียวหุย
เล่าปี่ได้เป็นขุนนางด้วยมีความชอบจาก การอาสาปราบโจรโพกผ้าเหลือง มีอีกคนหนึ่งชื่อซุนเกี๋ยน
เป็นผู้มีความชอบเพราะเข้าอาสาแผ่นดิน ปราบโจรโพกผ้าเหลืองเช่นกัน ซุนเกี๋ยนเก็บตราหยก
ของแผ่นดิน ได้จากบ่อน้ำร้างแห่งหนึ่ง แลซ่อนไว้หวังจะมิให้ผู้ใดได้ รู้
แต่ก็ปิด ไม่มิด
จนเมื่อซุนเกี๋ยนตายแล้ว ซุนเซ็กลูกซุนเกี๋ยนจึงมาตั้งซ่องสุม ผู้คนที่เมืองกังตั๋ง ซึ่งเป็นสถาน
ที่เกิดเรื่องการแตกทัพเรือของโจโฉ ที่ลุงอ่ำจะกล่าวถึง

     เมื่อตั๋งโต๊ะตั้งตนเองเป็นมหาอุปราช ผู้คนทั้งหลายพยายามกำจัด ตั๋งโต๊ะแต่ไม่สำเร็จ
แต่ละคนจึงต้องหลบหนีกันไปคนละทิศคนละ ทาง แลตั้งตัวแข็งข้อต่อตั๋งโต๊ะ

     ต่อมา มีหญิงงามคนหนึ่ง ชื่อว่านางเตียวเสี้ยน เป็นลูกเลี้ยงขุนนาง ที่ชื่ออ้องอุ้น
อาสาบิดาใช้มารยาหญิงลวงให้ลิโป้ฆ่าตั๋งโต๊ะจนสำเร็จ ยามนั้น แผ่นดินก็เกิดจลาจลหนัก
ด้วยลิฉุย กับกุยกี ขุนนางที่เป็น พวกของตั๋งโต๊ะ ครั้นสิ้นตั๋งโต๊ะแล้ว ก็กำเริบเสิบสาน
กระทำการชั่ว ต่อแผ่นดิน หัวเมืองทั้งหลายต่างพากันแข็งข้อ พระเจ้าเหี้ยนเต้ใ
ขณะนั้น จึงมีรับสั่งให้หาตัวโจโฉเข้ามาช่วยปราบ ครั้นโจโฉปราบ สำเร็จลงแล้ว โจโฉก็พาพระเจ้าเหี้ยนเต้
มาตั้งราชธานีขึ้นใหม่ ชื่อว่า เมืองฮูโต๋ แล้วตั้งตนเองขึ้นเป็นมหาอุปราชผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
และพยายามปราบปรามหัวเมืองที่แข็งข้อทั้งหลาย


     โจโฉนั้น เป็นผู้มีใจกำเริบหยาบช้า มิได้เคารพในพระเจ้าเหี้ยนเต้
ทำกริยากำเริบเอิบเอื้อมต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ จนต้องรำพึงกับพระ มเหสีว่า

     “ตัวเราได้เสวยราชสมบัติมีแต่ความระกำใจ ครั้งตั๋งโต๊ะนั้นก็ทำ หยาบช้าแก่เรา
เป็นอันมาก ครั้งลิฉุย กุยกี ก็คิดทำอันตรายแก่เรา ต่างๆ ครั้งนี้ เราคิดว่าโจโฉทำน
ุบำรุงแผ่นดิน ก็กลับมาทำหยาบช้า แก่เราอีกเล่า อันชีวิตของเรากับเจ้านี้
ไม่รู้จักว่าความตายจะมาถึง วันใด”

 

     ครั้นแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงทรงเขียนหนังสือรับสั่งด้วยโลหิตให้ กำจัดโจโฉเสีย
หนังสือสามก๊กกล่าวถึงความตอนนี้ว่า ...

     พระเจ้าเหี้ยนเต้ จึงเอาพระแสงแทงนิ้วพระหัตถ์ ให้โลหิตไหล ออกมา แล้วเอาเขียนลง
กับแพรขาว...

     หนังสือรับสั่งบนแพรขาวที่เขียนด้วยโลหิตนี้ ทำให้ตังสิน ขุนนางผู้ สัตย์ซื่อ รวมกับขุนนาง
อีกห้าคน รวมทั้งม้าเท้ง เจ้าเมืองเสเหลียง กระทำสัตย์สาบานลงชื่อพร้อมกันว่า
จะกำจัดโจโฉ ครั้นแล้วม้าเท้ง ก็คิดถึงเล่าปี่ จึงชวนเล่าปี่ให้ร่วมลงชื่อเป็นเจ็ดคน
หนังสือสามก๊ก เล่าเนื้อความตอนนี้ไว้ว่า

     “ตังสินจึงเอาพระอักษรนั้นให้เล่าปี่ดู เล่าปี่เห็นพระอักษรแล้วคิด สงสารก็ร้องไห้
ตังสินจึงเอาหนังสือสัญญาซึ่งคิดจะทำการด้วยกัน ทั้งหกคนให้เล่าปี่ดู
เล่าปี่จึงว่าซึ่งท่านคิดอ่านกำจัดศัตรูราชสมบัติ เสียนั้น เราจะขอทำการด้วย
ตังสินจึงว่า แม้ท่านจะคิดทำนุบำรุง แผ่นดินด้วยเรา ก็ให้เขียนหนังสือสัญญาไว
้เป็นสำคัญ จะได้ช่วย ทำการสืบไป เล่าปี่ก็เขียนหนังสือสัญญาเข้าชื่อด้วยอีกคนหนึ่งนั้น
ให้ตังสินแล้วกำชับว่า ซึ่งจะทำการครั้งนี้ ให้ท่านคิดตรึกตรองจงดี แม้แพร่งพรายไป
การเราจะไม่สำเร็จ จะเสียท่วงที”

     ครั้นต่อมา ตังสิน ไม่เห็นช่องทางจะกำจัดโจได้ ก็ป่วยลงเป็นไข้ใจ
แต่คนทั้งปวงไม่รู้รู้แต่ว่าป่วย พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงใช้ให้หมอหลวง คนหนึ่ง ชื่อเกียดเป๋ง
ไปรักษาตังสินวันหนึ่งตังสินละเมอด่าโจโฉ เกียดเป๋งจึงรู้ความลับว่าตังสินคิดฆ่าโจโฉ
แลว่า ตนเองก็มีน้ำใจ คิดจะสนองคุณพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ แล้วตัดนิ้วมือของตนเอาโลหิต
ปนสุรา ดื่มสาบานให้ตังสินคลายใจ พร้อมทั้งอาสากับตังสินว่าตน ซึ่งรักษาโรคปวดศรีษะ
ให้โจโฉอยู่ จะลอบฆ่าโจโฉให้ด้วยยาพิษ แต่เกียดเป๋งกระทำการไม่ตลอด
ด้วยบ่าวในบ้านของตังสินลอบนำ เนื้อความไปบอกให้โจโฉล่วงรู้ความเสียก่อน
เมื่อโจโฉจับได้ก็ให้ตี เกียดเป๋งหนักหนาจนสลบไป แล้วแก้ให้ฟื้นขึ้น ทำเช่นนี้เป็นหลาย
ครั้ง เกียดเป๋งก็ไม่กลัวความตาย และไม่ซัดพวกเพื่อนให้โจโฉได้รู้
เนื้อความในหนังสือสามก๊กเล่าไว้ว่า

     โจโฉจึงถามเกียดเป๋งว่า ผู้ใดใช้มึงเอายาพิษมาใส่ให้กูกิน เกียดเป๋ง จึงว่า ผู้ใดจะ
ได้ใช้สอยกูก็หาไม่ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้ตี เกียดเป๋งเป็นอันมาก
ตังสินเห็นโจโฉตีเกียดเป๋งดังนั้น ก็ให้เกิด ร้อนใจดังนั่งอยู่ในกลางกองเพลิง
โจโฉจึงถามเกียดเป๋งว่า เดิมนิ้ว มือของมึงนั้นครบสิบนิ้วเหตุใดยังอยู่แต่เก้านิ้ว
เกียดเป๋งจึงว่า กูตัดนิ้วมือออกสาบานว่า จะฆ่ามึงเสียให้จงได้

     โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ให้ทหารตัดนิ้วมือเกียดเป๋งเสียทั้งเก้านิ้ว แล้วโจโฉจึงว่า
แก่เกียดเป๋งว่า มึงตัดนิ้วเสียนิ้วเดียวจึงทำร้ายกูไม่ได้ บัดนี้กูตัดเสียอีกเก้านิ้ว
มึงจงเร่งคิดการทำร้ายกูให้สำเร็จเถิด เกียด เป๋งจึงว่า ปากกูยังมี ลิ้นกูพอจะด่ามึง
ได้อยู่อีก โจโฉจึงสั่งให้ทหาร ตัดลิ้นเกียดเป๋งเสีย
เกียดเป๋งจึงร้องว่า
อย่าทำลำบากแก่เราเลย จงแก้มัดเสียเถิด เราจะบอกเนื้อความแล้ว โจโฉได้ฟังดังนั้น
ก็ห้าม ทหารไว้ แล้วสั่งให้แก้มัดเสีย

     เกียดเป๋งลุกขึ้น ผินหน้าไปข้างทิศพระราชวัง กราบถวายบังคม พระมหากษัตริย์
แล้วจึงว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นข้าราชการในแผ่นดิน บัดนี้มีศัตรูทำจลาจล
ต่อราชสมบัติ ข้าพเจ้าคิดจะทำนุบำรุงแผ่นดิน บัดนี้ไม่สมความคิด
เกียดเป๋งก็เอาศรีษะโดนเข้ากับเสาศิลา ศรีษะ นั้นก็แตกตาย

เนื้อความในหนังสือสามก๊กกล่าวว่า

     โจโฉจึงสั่งให้ทหารทั้งปวงเข้าค้นเรือนตังสิน ได้หนังสือซึ่งเขียน ด้วยโลหิต
ในแพรขาว กับหนังสือซึ่งลงชื่อสบถกันนั้น ออกมาให้ โจโฉ โจโฉรับเอา
หนังสือสองฉบับนั้นมาอ่านดู ก็รู้ว่า หนังสือใน แพรขาวนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้
คิดอ่านให้ทำ แลหนังสือซึ่งสาบานกัน ไว้นั้น มีชื่อเล่าปี่ด้วย

     โจโฉจึงเอาหนังสือสองฉบับนั้น ให้ที่ปรึกษาทั้งปวงดู แล้วว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้คิดให้
ทำร้ายแก่เราผู้มีความชอบ บัดนี้เราจะ ให้เนรเทศเสียจากราชลมบัติ
จัดเอาเชื้อพระวงศ์ซึ่งมีสติปัญญา ตั้งขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินแทน ท่านทั้งปวงจะเห็น
ประการใด


     ที่ปรึกษาทั้งปวงพากันทัดทาน โจโฉก็ฟังคำทัดทานนั้น แต่ใจนั้น โกรธนัก
สั่งให้นำนางตังกุยหุยพระสนมไปฆ่าเสีย และแต่นั้นมา โจโฉก็ยิ่งกระทำกำเริบต่อ
พระเจ้าเหี้ยนเต้หนักขึ้นไปอีก

     โจโฉยกทัพออกปราบเล่าปี่และหัวเมืองทั้งหลาย จนเล่าปี่นั้นแตก หนีกระจัดพลัดพราย
ครั้งหนึ่งโจโฉจับตัวกวนอูได้ แต่ก็ไม่ฆ่าเสีย กลับเลี้ยงดูกวนอูไว้
หวังจะได้กวนอูไว้เป็นทหารของตัว โจโฉเลี้ยง ดูกวนอูถึงขนาด
สามวันโจโฉก็ให้แต่งโต๊ะไปให้กวนอูกินครั้งหนึ่ง ห้าวันครั้งหนึ่ง กวนอูนั้นระลึกถึง
คุณของโจโฉ แต่ก็มีความสัตย์ซื่อ ต่อเล่าปี่อย่างมั่นคงมิได้เข้าด้วยโจโฉ

     ขณะเมื่อกวนอูอยู่ด้วยโจโฉได้อาสาโจโฉออกรบกับงันเหลียง บุนทิว
ซึ่งเป็นทหารเอกของอ้วนเสี้ยวและฆ่าทหารเอกทั้งสองคนให้แก่โจโฉ จนเมื่อกวนอูรู้ข่าวว่า
เล่าปี่หลบหนีโจโฉไปอาศัยอยู่กับอ้วนเสี้ยวที่ เมืองกิจิ๋ว ก็ขึ้นม้าพาพี่สะใภ้ซึ่งเป็นภรรยา
ของเล่าปี่นั่งเกวียนตีหัก ด่านออกไปหาเล่าปี่ ครั้นพบเล่าปี่เตียวหุยแล้ว
ได้พบกับจูล่งซึ่งเป็น ทหารที่มีฝีมือเก่งกล้า จึงพากันยกออกจากแดนเมืองของ
อ้วนเสี้ยว ไปตั้งเกลี้ยกล่อมซ่องสุมผู้คนอยู่ที่เมืองยีหลำ


 



     ข้างฝ่ายซุนเซ็กบุตรของซุนเกี๋ยน เมื่อซุนเกี๋ยนตายลงซุนเซ็กก็มา ตั้งซ่องสุมผู้คนอยู่ที่เมืองกังตั๋ง
ซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวาง บริบูรณ์ แลได้ผู้มีฝีมือแลสติปัญญามาอยู่ด้วยเป็นอันมาก ครั้นซุนเซ็กตาย
ซุนกวนผู้น้องซุนเซ็กจึงครองเมืองกังตั๋งแทนซุนเซ็ก

     ก่อนที่ซุนเซ็กจะตายนั้น ได้สั่งความฝากฝังการทั้งปวง ให้เตียวเจียว
แลจิวยี่ ช่วยกันทำนุบำรุงซุนกวน
จิวยี่จึงให้ไปเกลี้ยกล่อมเชิญโลซก
ผู้มีสติปัญญา มีความกตัญญู มาไว้ช่วยคิดการของเมืองกังตั๋งต่อไป
ครั้งนั้น จูกัดกิ๋น โกะหยง และผู้มีสติปัญญาแลมีฝีมือ เป็นอันมาก
มาเข้าเกลี้ยกล่อมอยู่ด้วยซุนกวน เมืองกังตั๋งจึงบริบูรณ์และเข้มแข็ง
แลจิวยี่นั้นเห็นว่า แผ่นดินกำลังจะร่วงโรย จึงปรารภความคิดของตน
ให้โลซกฟังว่า ตนนั้นใคร่ทำการให้กว้างขวางใหญ่หลวงออกไป อยาก
จะปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงให้มาอยู่ในอำนาจของซุนกวนทั้งสิ้น

     ครั้นต่อมา โจโฉได้ยกทัพออกมาปราบปรามหัวเมืองเป็นหลายครั้ง
เล่าปี่นั้นเสียทีแก่ทัพของโจโฉ ต้องหลบหนีไปอยู่กับเล่าเปียวที่เมือง
เกงจิ๋ว ส่วนอ้วนเสี้ยวนั้นป่วยแล้วตาย บุตรอ้วนเสี้ยวต่างแก่งแย่งกัน
จะเป็นใหญ่ ในที่สุดก็เสียเมืองทั้งสิ้นให้แก่โจโฉ

     เล่าปี่เมื่ออยู่กับเล่าเปียว ได้อาสาเล่าเปียวรบ เล่าเปียวไว้ใจให้เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง
แยกย้ายกันออกไปรักษาด่านของเมืองเกงจิ๋ว ขณะนั้น ภรรยาเล่าปี่ได้ให้กำเนิดบุตรชาย
เล่าปี่ตั้งชื่อให้ว่า อาเต๊า
ส่วนนางชัวฮูหยินภรรยาของเล่าเปียว คอยเฝ้าคิดจะฆ่าเล่าปี่เนืองๆ
จึงยุยงเล่าเปียวจะให้ผิดใจกับเล่าปี่ เล่าปี่ต้องหนีไปอยู่เมืองซินเอี๋ย เมื่อเล่าปี่มาอยู่เมืองซินเอี๋ย
ได้พบกับอาจารย์สุมาเต็กโชผู้มีปัญญา และได้ซีซีกับตันฮกผู้มีปัญญามาเป็นที่ปรึกษา
ครั้นเมื่อโจโฉลวงเอา ตัวซีซีไปจากเล่าปี่ได้ ซีซีบอกให้เล่าปี่ไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา
เล่าปี่จึงสู้อุตส่าห์เฝ้าเพียรไปเชิญขงเบ้งถึงสามครั้ง ขงเบ้งจึงยอมมา ทำราชการอยู่ด้วยเล่าปี่
แล้วขงเบ้งกับเล่าปี่ก็เริ่มตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คน จะคิดทำการใหญ่สืบไป


     ข้างฝ่ายโจโฉ ได้สุมาอี้มาเป็นที่ปรึกษา จัดตระเตรียมทัพบกทัพเรือ ยกลงมาปราบปราม
เมืองเกงจิ๋ว เมืองกังตั๋งแลหัวเมืองชายฝั่งทะเล ทั้งปวง ขณะนั้น เล่าเปียวป่วยหนักใกล้ตาย
จึงเรียกหาเล่าปี่เข้ามา
หวังจะฝากฝังการทั้งปวง ด้วยเห็นว่าบุตรของตนยังอ่อนเยาว์ไม่มี สติปัญญา
ขณะสั่งเสียนั้น ครั้นพอรู้ข่าวว่าโจโฉยกมาใกล้เมืองแล้ว เล่าปี่กับพวกก็รีบกลับเมือง อยู่มาไม่นาน
เล่าเปียวก็ตายลง เล่าจ๋อง ผู้บุตรได้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดา แต่กลับไปอ่อนน้อม ออกไปคำนับ
ยกเมืองให้โจโฉ โจโฉจึงให้ฆ่าเสียเมืองเกงจิ๋วก็ตกแก่โจโฉ


     ส่วนเล่าปี่ถูกกองทัพโจโฉตีแตกกระจัดกระจาย จูล่งนั้นตีฝ่าทหารกองทัพใหญ่ของโจโฉพา
อาเต๊า
บุตรของเล่าปี่ที่ยังเป็นทารกน้อย ออกมาได้ เล่าปี่จึงพากันยกหลบหนีไปอยู่กับเล่ากี๋
ผู้บุตรคนโตของ เล่าเปียวที่เมืองกังแฮ

     เรื่องของโจโฉแตกทัพเรือ เริ่มต้นจากตรงนี้ .....

     แค่เล่าที่มา ยังไม่ได้เล่าเรื่องที่ตั้งใจเลย ลุงอ่ำก็เหนื่อยเสียแล้ว เอ้า หลานๆ คนไหน
อยากฟังลุงอ่ำเล่า ยกมือเร็ว


 

 


     เพื่อจะให้เข้าใจเรื่องของโจโฉแตกทัพเรืออย่างถึงอรรถรส ลุงอ่ำขอ ย้อนเล่าสักเล็กน้อย ซึ่งเราจะได้เห็น
สติปัญญาของขงเบ้ง ตัวละคร สำคัญตัวหนึ่งของโจโฉแตกทัพเรือ

     เล่าปี่นั้นสู้อุตส่าห์เฝ้าเพียรไปเชิญขงเบ้งที่บ้านถึงสามครั้ง ขงเบ้งจึง ยอมให้พบ แลเมื่อเห็นว่าเล่าปี่
ให้ความนับถือโดยสุจริต ขงเบ้งก็จึง ยอมมาเป็นที่ปรึกษาให้แก่เล่าปี่ แม้จะพิเคราะห์หยั่งรู้ว่า การจะทำ
การให้สำเร็จนั้นยากกว่ายากนัก

     การเฝ้าพากเพียรไปเชิญขงเบ้งผู้มีสติปัญญาถึงสามครั้ง คนจีน ตราบเท่าทุกวันนี้ ยังใช้เป็นคำ
สำนวนที่พูดกัน เช่น พวกคนจีนแต้จิ๋ว มีคำสำนวนว่า ซาเชี่ย แปลว่าเชิญสามครั้ง หมายถึงการพากเพียรไป
ขอร้องให้ท่านผู้มีสติปัญญาช่วย

     เมื่อเล่าปี่ได้ขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาแล้ว ก็คารวะเลี้ยงดูขงเบ้ง ตั้งเป็น ที่อาจารย์ผู้ใหญ่ แม้ขงเบ้งจะมีอายุ
อ่อนกว่า เมื่อขงเบ้งว่ากล่าวสิ่งใด เล่าปี่ก็เชื่อถือสิ้น แล้วก็ให้ตั้งเกลี้ยกล่อมซ่องสุมฝึกปรือทหารที่เมืองซินเอี๋ยนั้น

      กิตติศัพท์ของเล่าปี่ล่วงรู้ไปถึงเมืองฮูโต๋ เมื่อโจโฉคิดกำเริบ มีดำริจะ ยกกองทัพมาตีหัวเมือง
ชายทะเล แฮหัวตุ้นจึงอาสาโจโฉยกมาตีเล่าปี่ ที่เมืองซินเอี๋ยก่อนเพราะเห็นว่าหากปล่อยไว
้การกำจัดเล่าปี่จะขัดสน โจโฉจึงให้แฮหัวตุ้นคุมพลสิบหมื่นยกมา ซีซีเตือนว่า บัดนี้เล่าปี่ได้ที่
ปรึกษาผู้มีปัญญา คือขงเบ้ง การจะรบกับเล่าปี่ ให้แฮหัวตุ้นเร่งระวัง ให้จงดี แฮหัวตุ้นไม่เคยได้ยินว่า
ขงเบ้งคือผู้ใดจึงประมาท ถูกลวงให้ ยกไล่ตามตีจูล่งกับเล่าปีในเวลาพลบค่ำ จนล่วงเข้าไปถึงทุ่งพกบ๋อง
นอกเมืองซินเอี๋ย ซึ่งเป็นป่าแขมแลเป็นที่คับขัน ครั้นเวลาประมาณ ยามเศษ คนทั้งสิบหมื่นของ
แฮหัวตุ้น ได้ยินเสียงข้าศึกโห่ร้องตีออก มาทุกทิศทุกทาง ก็พากันวิ่งหนีแตกตื่น
เหยียบกันตายเป็นอลหม่าน กองทัพแฮหัวตุ้นก็เสียทีแก่ปัญญาของขงเบ้ง ฝ่ายกวนอูเตียวหุยจูล่ง
แลผู้คนทั้งปวง ครั้นมีชัยชนะดังนั้น ก็ชวนกันสรรเสริญว่าปัญญาแล ความคิดของขงเบ้งนั้น
เห็นปรากฏว่าดีจริง

      หลังจากได้ชัยชนะแล้ว ขงเบ้งจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า หากต้องต่อสู้กับโจโฉ จำต้องเอาเมืองเกงจิ๋วมาเป็น
ที่มั่นด้วยเมืองเกงจิ๋วกว้างขวางบริบูรณ์ เล่าปี่ก็มิยอมทำตามคำของขงเบ้ง
ครั้นโจโฉยกกองทัพมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นคนห้าสิบหมื่น เล่าจ๋องออกไปคำนับยกเมืองให้โจโฉๆ
จึงฆ่าเสีย ส่วนเล่าปี่ต้องพาอาณาประชาราษฎร หลบหนีออกจากเมืองซินเอี๋ย แลถูกกองทัพโจโฉไล่ตามตี
แตกกระจัดกระจายต้องหลบหนีไปอยู่ที่ เมืองกังแฮกับเล่ากี๋บุตรคนโตของเล่าเปียว ตามที่เล่ามาแล้ว

 


      ครั้นโจโฉรู้ว่าเล่าปี่หนีไปได้ฉะนั้น จึงคิดว่าน่าที่เล่าปี่จะรุกไปตีเมือง กังเหลงอีกเป็นมั่นคง
แลถ้าเล่าปี่ได้เมืองกังเหลงแล้ว ก็จะตั้งมั่นได้ จึงหารือกับที่ปรึกษาทั้งปวง แลว่า ยิ่งหากนานไป
ข้างหน้า เล่าปี่เป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกับพวกซุนกวน เห็นจะทำการต่อไปได้ยาก จำเราจะ
ต้องรีบกำจัดเสีย ซุนฮิวที่ปรึกษาจึงแนะให้มีหนังสือชักชวนซุนกวน มาเที่ยวเล่นป่า ณ เมืองกังแฮ แล้วคิดอ่านชวนกันจับตัวเล่าปี่ให้ได้ โจโฉก็ทำตามคำที่ปรึกษา หนังสือสามก๊กเล่าว่าดังนี้

      โจโฉเห็นด้วยจึงแต่งหนังสือใช้ให้คนถือไปเมืองกังตั๋ง แล้วจึงให้ตระเตรียมกองทัพบกทัพเรือไว้ แสร้งให้กิตติศัพท์ปรากฏเลื่องลือไปว่า ทหารมหาอุปราชยกมาครั้งนี้พลร้อยหมื่น แลเรือรบซึ่งทอดอยู่ชาย
ทะเลนั้น ดังหนึ่งจะเต็มไปทั้งมหาสมุทร ข้างทัพบกนั้นก็ให้ทำค่าย รายต่อกันไประยะทางถึงสามพันเส้น


      เนื้อความต่อจากนี้ไป ลุงอ่ำคัดลอกมาจากหนังสือสามก๊ก ฉบับหอพระสมุด หรือฉบับเจ้าพระยา
พระคลัง (หน) ด้วยลุงอ่ำไม่สามารถ ละเลยเนื้อความซึ่งปราชญ์ของเราแต่งไว้อย่างไพเราะงดงามเหล่านี้
ได้เลย หลานทุกคนควรได้อ่านเนื้อความบางตอนอย่างเต็มบริบูรณ์ ก่อนที่ลุงจะเล่าอย่างย่อๆ
ต่อไป ดังนี้

      ฝ่ายซุนกวน ครั้นแจ้งว่า โจโฉยกทัพหลวงมาถึงเมืองซงหยง เล่าจ๋อง
ออกไปคำนับยกเมืองซงหยงให้โจโฉแล้ว บัดนี้จะยกไปรบเอาเมืองกังเหลง
ซุนกวนคิดเกรงโจโฉจะมาถึงเมือง จึงปรึกษากับที่ปรึกษาทั้งปวงว่า โจโจยก
ทหารมาจะรบเอาเมืองกังเหลง เห็นจะมิหยุดแต่เท่านั้น จะลามมาถึงเรา จะคิด
อ่านป้องกันไว้ประการใด โลซกจึงว่า อันจะป้องกันมิให้ข้าศึกลามมาถึงเมืองนั้น
ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเกงจิ๋วนี้เป็นเมืองใหญ่ ผู้คนทั้งปวงก็พรักพร้อม สารพัดจะ
บริบูรณ์ ถ้าเรายกทหารไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วตั้งมั่นอยู่ได้แล้ว จะปรารมภ์อะไรกับ
ทัพโจโฉ ยิ่งกว่านี้ก็จะป้องกันไว้ได้มิให้ข้าศึกถึงเมือง อนึ่งถ้าได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว
เห็นจะตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ บัดนี้เล่าเปียวก็ตายแล้ว เล่าปี่เล่าก็ระส่ำระสายตั้งตัว
ยังมิได้ แตกไปอยู่กับเล่ากี๋ ณ เมืองกังแฮ ข้าพเจ้าจะขออุบายแต่งเครื่องเซ่นทำ
เป็นไปคำนับศพเล่าเปียว แล้วจะพูดจาเกลี้ยกล่อมผู้คนทหารชาวเมืองเกงจิ๋วแล
เล่าปี่ให้ลงใจพร้อมกันแล้ว ก็เห็นว่าจะทำการกำจัดโจโฉเสียได้โดยง่าย ซุนกวน
เห็นด้วยจึงจัดแจงสิ่งของให้แก่โลซกไปเมืองกังแฮ

      ฝ่ายเล่าปี่จึงปรึกษาด้วยขงเบ้งว่า โจโฉยกทัพมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
เกลือกจะยกติดตามมาอีก เราจะคิดอ่านประการใดดี ขงเบ้งจึงว่า อันจะอยู่
เมืองกังแฮนี้เห็นขัดสนนัก ถ้าโจโฉยกมาก็จะเสียทีอีก ขอให้ท่านยกไปอยู่เมือง
กังตั๋งอาศัยซุนกวนเถิด ถ้าแลโจโฉรู้ว่าท่านไปอยู่กับซุนกวนก็จะตามไป ดีร้าย
โจโฉกับซุนกวนก็จะผิดกันขึ้น เราก็จะอยู่หว่างกลาง ถ้าใครเพลี่ยงพล้ำลงเห็น
ได้ทีเราก็จะซ้ำเอาเมื่อปลายมือ เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย เล่าปี่จึงว่า ซึ่งท่านคิด
ทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ซุนกวนนั้น มีผู้กอบไปด้วยสติปัญญาทำนุบำรุงเป็นอันมาก
เกลือกจะมิยอมให้เราอยู่ก็จะอัปยศแก่เขา ขงเบ้งหัวเราะแล้วจึงตอบว่า โจโฉ
ยกกองทัพมาครั้งนี้ เอิกเกริกดังแผ่นดินจะถล่ม เห็นว่าซุนกวนจะสะดุ้งตกใจอยู่
ดีร้ายจะใช้คนสอดแนมมาถึงเรา ถ้าแลผู้ใดมาถึงท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะขออาสา
เอาแต่เรือลำหนึ่งไปกับลิ้นข้าพเจ้าสามนิ้วเท่านี้ ไปยุให้ซุนกวนผิดกับโจโฉจงได้
ถ้าโจโฉแพ้ก็จะเข้าช่วยซุนกวน เห็นได้ท่วงทีแล้วเราก็จะเข้าชิงเอาเมืองเกงจิ๋ว
เป็นกำไรเปล่า แม้ซุนกวนแพ้ เราก็จะคิดแก้ไขชิงเอาเมืองกังตั๋งไว้ได้

 

      เล่าปี่จึงว่า อันความคิดทั้งนี้เราก็เห็นด้วยอยู่ แต่ทว่าผู้ใดซึ่งจะมาหา
เรานั้นยังไม่เห็นเลย พอเล่าปี่ว่าแก่ขงเบ้งยังมิทันขาดคำ ทหารวิ่งเข้ามาบอกว่า
บัดนี้ซุนกวนใช้ให้โลซกเอาเครื่องเซ่นมาแต่เมืองกังตั๋งจะมาคำนับศพเล่าเปียว
ขงเบ้งได้ยินดังนั้นก็ตบมือหัวเราะ จึงถามเล่ากี๋ว่า ขณะเมื่อซุนเกี๋ยนบิดาซุนกวน
ถึงแก่ความตายนั้น ท่านได้แต่งไปคำนับศพหรือ เล่ากี๋จึงว่า เมืองกังตั๋งกับ
เมืองเกงจิ๋วเป็นอริกัน อยู่มาบิดาข้าพเจ้าฆ่าบิดาเขาถึงแก่ความตายแล้ว จะกลับ
ไปคำนับศพกระไรได้ ขงเบ้งจึงว่า ถ้าดังนั้นโลซกมาครั้งนี้เห็นจะมิมาคำนับศพ
โดยสุจริต จะมาสืบเอากิจการบ้านเมืองเป็นมั่นคง จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า ถ้าโลซก
มาหาท่าน จะพูดจาไต่ถามถึงโจโฉประการใด ท่านจงบอกปฏิเสธเสียว่าหารู้ไม่
แม้จะซักไซ้ไต่ถามสืบไปก็จงบอกว่าให้ไปถามขงเบ้งดูเถิด เล่าปี่ เล่ากี๋ จึงให้คน
ไปรับโลซกขึ้นมา แล้วจึงแต่งโต๊ะเลี้ยงตามประเพณี

 

      ขณะเมื่อโลซกกินโต๊ะอยู่จึงถามเล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์เขา
เล่าลือว่าท่านมีสติปัญญา ทั้งน้ำใจก็โอบอ้อมอารีนัก เป็นที่สรรเสริญแก่คน
ทั้งปวง ข้าพเจ้านี้เป็นคนบุญน้อยมิได้พบเห็นเลย มาได้พบท่านในวันนี้ก็เป็น
วาสนานัก บัดนี้ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่า ท่านกับโจโฉได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ
ยังจะจริงหรือ โจโฉนั้นจะมีทหารมากน้อยสักเพียงไร

 

      เล่าปี่จึงว่า อันคนทั้งปวงสรรเสริญว่าเรามีใจโอบอ้อมอารีนั้นก็จริงอยู่
แต่ว่าเรามีความคิดแลปัญญานั้นก็เป็นประมาณดอก ทั้งทหารเล่าก็น้อยนัก
ซึ่งจะต่อด้วยโจโฉนั้นก็มิได้ แม้รู้ว่าโจโฉยกมาแล้วเราก็เล็ดลอดหนีเอาตัวรอด
มิอาจอยู่ให้ใกล้ ยากที่จะรู้เห็นว่าทหารโจโฉมากแลน้อย ท่านถามฉะนี้ก็จนใจอยู่
มิรู้ที่จะบอกได้ โลซกจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านได้รบพุ่งกับโจโฉ
ขงเบ้งได้คิดกลอุบายลวงเผาทหารเสียถึงสองครั้ง จนโจโฉสะดุ้งตกใจกลัว
เหตุไฉนท่านจึงว่าไม่รู้เล่า เล่าปี่จึงว่า ท่านจะใคร่รู้ให้ถนัดก็ไปถามขงเบ้งเถิด
อันจะถามเรานี้ก็เหมือนถามเสียเปล่า โลซกจึงว่า บัดนี้ขงเบ้งอยู่ที่ไหนเล่า ขอให้
ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าสนทนาด้วยสักหน่อยหนึ่ง


      เล่าปี่จึงเรียกขงเบ้งออกมาหาโลซก ต่างคนต่างคำนับกันแล้ว โลซก
จึงว่า แก่ขงเบ้งว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำสรรเสริญปัญญาท่านนี้เอิกเกริก
นักหนา ซึ่งได้มา พบท่านวันนี้เป็นวาสนาหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้า
จะขอถามท่านหน่อยหนึ่ง
  ซึ่งท่านได้ทำการรบพุ่งกับโจโฉครั้งนี้
ได้คิดอ่านกลอุบายเป็นประการใดบ้าง ขงเบ้งจึงว่า อันโจโฉนั้นประกอบ
ด้วยปัญญาความคิดมากเราหรือจะอาจทำการขับเคี่ยวด้วย
โจโฉได้ เพราะกำลังทหารก็น้อยกว่าน้อย จึงอุตส่าห์หลบหลีก
หนีมาเสียเอาตัวรอด
   โลซกจึงว่า อันตัวท่านกับเล่าปี่จะต่อด้วยโจโฉ
มิได้ พากันหลบหลีกหนีมาจะหยุด อยู่แต่เพียงนี้หรือ หรือจะคิดต่อไป
ประการใดอีก

      ลุงอ่ำอยากให้หลานๆทุกคน อ่านเนื้อความตอนที่ลุงอ่ำลอกมาทั้งสิ้น ๖ วรรคนี้ ให้ได้
สักสามสี่ครั้ง โดยแต่ละครั้งที่อ่าน ขอให้เวลาห่างกันสักหน่อย กับทั้งขอให้ตั้งใจอ่าน
อย่างจริงจัง พินิจพิเคราะห์ หลานๆจะได้เริ่มสัมผัสกับ "รสประหลาด" ตามที่ยาขอบ
ท่านกล่าวถึงนั้น

      อรรถรสดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่เกิดโดยปัญญาของปราชญ์ เป็นสมบัติที่มีคุณค่าของ
แผ่นดินเรา

ห้องเรียนสีชมพู  กระดานสีชมพู   กระทู้สามก๊ก   สมุดเยี่ยม

   

รู้จักผู้เล่า

     ลุงอ่ำ   จบการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว
จากมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของ
ประเทศ
  ลุงอ่ำรักการอ่าน โดยเฉพาะวรรณคดีไทย
มีความแตกฉาน ลึกยิ่งกว่าครูภาษาไทย ลุงอ่ำมีความสามารถด้านการเขียนทั้ง
ความเรียงอธิบาย โคลงสี่สุภาพ ลุงอ่ำมีผลงานวิชาการด้านประกันคุณภาพวางจำหน่าย
ในร้านหนังสือ ด้านการแสดง ลุงอ่ำเคยแสดง ณ โรงละครแห่งชาติมาแล้ว
     ปัจจุบัน ลุงอ่ำกำลังทำงานด้านการเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบคุณภาพ
ให้กับองค์กรสำคัญ ๆ ของประเทศ

     ความสัมพันธ์ระหว่างลุงอ่ำ กับห้องเรียนสีชมพู ลุงอ่ำ เป็นทั้งครู และห้องสมุด
ให้กับเจ้าของห้องเรียนสีชมพู นักเรียนและผู้สนใจที่เข้ามาเรียนรู้ในห้องนี้

     ในนามของห้องเรียนสีชมพูขอขอบพระคุณลุงอ่ำที่ได้สละเวลาพิมพ์เรื่องเล่าลง
ในกระดานข่าวให้ผู้สนใจได้อ่าน ไว้ ณ โอกาสนี้
  หวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับความกรุณา
จากลุงอ่ำอย่างต่อเนื่อง

                                   ห้องเรียนสีชมพู


                                     22 ธ.ค. 48

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


สมุดเยี่ยม