แหล่งเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สพฐ.

ประวัติที่มาเรื่องรามเกียรติ์
ห้องเรียนสีชมพู ห้องเรียนรามเกียรติ์  
พระราม พระลักษมณ์


     บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช เนื้อเรื่องมาจากวรรณคดีของอินเดียเรื่อง รามายณะ อันเป็นวรรคดี
ที่สำคัญและมีมานานกว่า ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว ไทยเรานำมาเล่นเป็นหนังและโขน
ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง
รามเกียรติ์ เป็น กลอนบทละคร แต่ไม่แพร่หลายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทรงเกรงว่า เรื่อง รามเกียรติ์ จะสูญไปเสียจึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น
และได้โปรดเกล้าฯ ในกวีในสมัยของพระองค์ร่วมนิพนธ์ด้วยหลายตอนรามเกียรติ์
ฉบับพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับวรรณคดีเรื่อง รามายณะ ของอินเดีย
แล้วก็มีที่แตกต่างกันหลายอย่าง เช่น เนื้อเรื่องบางตอน ชื่อตัวละครบางตัว เป็นต้น
นอกจากนี้ในอินเดีย วรรณคดีเรื่องนี้ถือกันว่าเป็นคัมภีร์สำคัญเพราะเป็นเรื่องราว
ที่แสดงให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของ พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ด้วยเหตุที่ไทย
เรานับถือพุทธศาสนา เราจึงมิได้ยึดถือเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงจังนัก ดังที่กล่าวไว้
ในตอนท้ายเรื่องว่า

 

     อันพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ทรงเพียรตามเรื่องนิยายไสย
ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด ตั้งพระทัยสมโภชบูชา
ใครฟังอย่าได้ไหลหลง จงปลงอนิจจังสังขาร์
ซึ่งอักษรกลอนกล่าวลำดับมา โดยราชปรีดาก็บริบูรณ์


     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชสมภพเมื่อ
พ.ศ. ๒๒๗๙ ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระนามเดิมว่า ทองด้วง
เมื่อทรงเจริญวัยได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร
ต่อมาในรัชการพระเจ้าเอกทัศน์ได้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงกู้อิสรภาพได้แล้ว ทรงรับราชการอยู่ด้วยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงเป็นแม่ทัพสำคัญในการปราบปรามชุมนุมต่างๆ และหัวเมืองเขมร ลาว
แข็งข้อ ตลอดจนกองทัพพม่าที่ยกมาตีเชียงใหม่ และพิษณุโลกได้อย่างสามารถ
มีความดีความชอบได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นโดยลำดับจากพระราชวรินทร
พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยายมราช เจ้าพระยาจักรี จนถึงสมเด็จเจ้าพระยา
มหากษัตริย์ศึก     ต่อมากรุงธนบุรีเกิดจลาจล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ประชาราษฏร์จึงได้กราบทูลอัญเชิญ
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์สมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕
พระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
และได้ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร
     ตลอดรัชการพระองค์ต้องทรงกระทำสงครามกับพม่า ยาม
สงบศึกก็ทรงบูรณะ ฟื้นฟูพระนครและพระราชอาณาจักรหลายด้าน
เช่น การปกครอง เศรษฐกิจ การทหาร พระพุทธศาสนา วัฒนธรรม
และศิลปกรรม และที่สำคัญยิ่งคือ ได้ทรงริเริ่มการสังคายนาพระไตรปิฏก
และจารึกไว้เป็นหลักฐานอย่างครบถ้วน พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ
ทั้งในการรบและการประพันธ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง
รามเกียรติ์ ฉบับสมบูรณ์บทละครเรื่อง อิเหนา อุณรุท นิราศเรื่อง
รบพม่าที่ท่าดินแดง และกวี ช่วยกันแต่งวรรณกรรมต่างๆ ที่เคยมีมาแต่ครั้ง
กรุงศรีอยุธยา แต่ได้สูญหายไปเมื่อคราวเสียกรุง ให้แต่งขึ้นใหม่เป็นวรรณคดี
สำหรับพระนคร

      พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงครองราชย์สมบัติอยู่
๒๗ปี เสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ พระชนมายุ ๗๓ พรรษา

      สังเขปเรื่องรามเกียรติ์ ก่อนถึงตอนศึกไมยราพ
      

      เรื่องรามเกียรติ์ เป็นเรื่องยาวมาก ต้นเค้านั้นคือ ตามความเชื่อของ
ศาสนาฮินดู โลกของเรานี้จะมีคนพาลมาเกิดและก่อการร้ายทั่วไป
แล้วพระนารายณ์ซึ่งเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งของฮินดูก็จะอวตาร หรืออีกนัยหนึ่ง
ลงมาเกิดในมนุษย์โลก และปราบพาล ให้มนุษย์ได้มีสันติสุขเหตุการณ์เช่นนี้
จะเกิดเป็นระยะไป
      ในเรื่อง รามเกียรติ์ พระนารายณ์ได้อวตารมาเป็นพระราม เพื่อมาปราบ
ทศกัณฐ์ และวงศ์ญาติที่มีฤทธิ์อำนาจมาก แต่เป็นพาล
     
 เรื่องย่อก็คือ       พระรามได้รับโองการจากพระบิดาให้มาดำเนินชีวิตเป็นนักบวช
อยู่ ในป่าก่อนที่จะรับราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบราชวงศ์ต่อไป พระลักษณ์ผู้เป็น
พระอนุชา และนางสีดาผู้เป็นชายา ของพระรามก็ตามมาด้วยความภักดี ทศกัณฐ์
เมื่อเห็นสีดาก็ลุ่มหลง จึงทำกลลวง ให้พระรามและพระลักษณ์ทิ้งนางสีดาไว้
ณ บรรณศาลาที่พักแต่ลำพัง แล้วทศกัณฐ์ก็ไปลักตัวนาง สีดามาไว้ในกรุงลงกา


      พระรามกับพระลักษณ์ได้รับความช่วยเหลือจากชายนครขีดขิน
ซึ่งเป็นลิงที่มีฤทธิ์เดชโดยเฉพาะหนุมานเป็นลิงที่มีฤทธิ์เดชมาก และเป็นผู้ที่มี
ความภักดีต่อพระรามอย่างยิ่ง พระรามและพระลักษณ์ กับลิงชาวนครขีดขินได้
รวมกันเป็นกองทัพใหญ่ สร้างถนนข้ามมหาสมุทรมาตั้งทัพในเกาะลงกา
ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดสามารถทำได้


      ทศกัณฐ์ได้ให้ญาติหลายตนออกรบกับพระรามต่างก็พ่ายแพ้เสียชีวิต
ทศกัณฐ์จึงคิดถึงไมยราพ ซึ่งครองเมืองบาดาลว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
มีกล้องสำหรับเป่ายาวิเศษพร้อมด้วยมนต์สำหรับสะกดให้คนหลับ จึงไปขอให้
ไมยราพมาช่วยทำสงคราม


      ก่อนที่ไมยราพจะได้รับข่าวสงคราม ไมยราพฝันว่า มีดาวดวงน้อยเปล่ง
รัศมีบดบังดวงจันทร์ ครั้นให้โหรทำนายฝัน โหรทูลว่าจะมีพระญาติได้ขึ้นผ่าน
ราชสมบัติแทนพระองค์ไมยราพได้ให้โหรตรวจดวงชะตาของพระญาติ โหร
พบว่าดวงชะตาของไวยวิกแสดงว่าจะได้ขึ้นสืบราชสมบัติ ไมยราพจึ้งให้
จับไวยวิกกับมารดาคือนางพิรากวนไปใส่ตรุไว้


       ฝ่ายพระรามฝันอสุรินทร์ราหูจับพระอาทิตย์แล้วพาเคลื่อนไป แต่พระราม
ยื่นมือไปหักฉัตรในพรหมโลกได้ ส่วนพระบาทนั้นยื่นลงไปยังใต้ธรณี
พิเภกซึ่งเป็นโหรของพระรามพยากรณ์ ว่าพระรามจะถูกศัตรูจับไปและ
ภายหลังจะรอดมาได้ จะมีเกียรติยศเลื่องลือไปทั่วจนถึงพรหมโลก


       เมื่อได้ทราบเช่นนั้น กองทัพของพระรามก็จัดการอยู่ยามรักษา
พระรามกันอย่างเข้มงวด หนุมานนิมิตตนให้มีกายใหญ่ และอมพลับพลาของ
พระรามไว้ พระลักษมณ์นั้นนั่งเป็นยามคอยเฝ้าอยู่กับแท่นที่บรรทมของพระราม


       ไมยราพได้ลอบเข้าไปใกล้กองทัพพระราม แล้วแปลงตัวเป็นลิงป่า
ตัวเล็กเข้าไปปะปนกับพลทหารลิงของพระราม ได้ทราบจากพลทหารว่า
เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ทอแสงขึ้นมาจากขอบฟ้า พระรามก็จะพ้นเคราะห์ ไมยราพ
จึงเหาะขึ้นไปบนอากาศ กวัดแกว่งกล้องทิพย์ให้เกิดแสงทำให้พลทหารลิงเห็นว่า
เป็นเวลาเช้าตรู่แล้ว พลลิงทั้งหลายก็หยอกเย้ากัน และพากันนอนไมยราพจึงเข้า
ไปใกล้พลับพลาของพระรามได้

         

รามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ไมยราพ ทศกัณฐ์ (ทศ=10 กัณฐ์=คอ)

      เมื่อนั้น พระยาไมยราพยักษี
ครั้นเสร็จแกว่งกล้องมณี อสุรีก็เหาะกลับมา ฯ
      ครั้นถึงยืนอยู่แต่ไกล แอบพุ่มพระไทรใบหนา
เห็นหมู่วานรโยธา มิได้ตรวจตราแก่กัน
ทั้งนั่งยามตามไฟก็เงียบสิ้น ฆ้องกลองพาทย์พิณก็ไม่ลั่น
บ้างตื่นบ้างหลับเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์ค่อยย่องเข้าไป
เห็นพลกระบี่บางหมู่ พูดจากันอยู่หาหลับไม่
เดินไปเดินมาไวไว ตกใจก็ถอยออกมา
  ฯ ๖ คำ ฯ
      จึ่งหยุดยืนอยู่เหนือลม ทำตามอาคมยักษา
เทยาสะกดนิทรา ใส่กล้องรัตนาแล้วเป่าไปฯ
      ต้องหมู่โยธาพานริน มัวเมาไปสิ้นไม่ทนได้
ก็หลับสนิททั้งทัพชัย ไม่เป็นสติสมประดี ฯ
      แล้วเข้าฉุดลากกระชากดู กลางหมู่โยธากระบี่ศรี
เห็นนอนนิ่งไม่ติงอินทรีย์ อสุรีก็เดินเข้ามา ฯ
      ครั้นถึงซึ่งปากวายุบุตร หยุดอยู่ดูไปซ้ายขวา
จึ่งร่ายเวทสะกดนิทรา เทยาใส่กล้องแล้วเป่าไป ฯ
      ต้องพระยาสุครีพนั่งหลับ กับทั้งหนมานทหารใหญ่
อสุรีมีความดีใจ ก็เข้าไปในโอษฐ์วานร
      ครั้นถึงพลับพลาสุวรรณรัตน์ อันโอภาสจำรัสประภัสสร
เห็นหมู่โยธาพลากร นอนหลับทับกันดาษดา
ยังแต่พิเภกขุนยักษ์ กับองค์พระลักษณ์กนิษฐา
นั่งอยู่แทบบาทพระรามา อสุราก็ยอบเข้าไป
จึ่งเอายาสะกดนั้นใส่กล้อง ด้อมมองแฝงมาให้ใกล้
แล้วร่ายพระเวทอันเกรียงไกร กลั้นใจเป่าซ้ำอีกสามที ฯ
   
      ต้องพระยาพิเภกขุนยักษ์ ทั้งพระรามพระลักษณ์เรืองศรี
หลับใหลไม่สมประดี ด้วยเวทอสุรีชาญฉกรรจ์ ฯ
      มีความชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์
แกว่งกล้องย่องย่างจรจรัล ขึ้นยังสุวรรณพลับพลา ฯ
   
      พิศเพ่งเล็งดูพระลักษมณ์ ดวงพระพักตร์เพียงเทพเลขา
ผิวเหลืองเรืองรองดั่งทองทา โสภาพริ้มพร้อมทั้งกาย
แล้วเหลือบแลดูพระราม สง่างามพริ้มเพริศเฉิดฉาย
สีเขียวนวลนิลพรรณราย สองชายน้อยน้อยแต่เท่านี้
ไฉนจึ่งองค์พระมารดร ว่ามีฤทธิรอนกว่ายักษี
ฆ่าเสียก็จะม้วยชีวี เพียงในนาทีไม่พริบตา
คิดแล้วผาดแผลงสำแดงเดช ช้อนพระราเมศผู้เชษฐา
ขึ้นใส่เหนือบ่าอสุรา ก็ออกมาจากปากวานร ฯ
   
      ชำแรกแทรกพื้นสุธาธาร ด้วยกำลังขุนมารชาญสมร
ข้ามด่านผ่านทางพนาดร พาจรเร่งรีบไปธานี ฯ
   
      ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ยักษี
จงเอามนุษย์น้อยนี้ ใส่กรงเหล็กไว้ที่ดงตาล
แล้วให้เกณฑ์หมู่อสุรา โกฏิหนึ่งฤทธากล้าหาญ
รักษาในราตรีกาล ระวังเหตุเภทพาลอย่าไว้ใจ
อันอีพิรากวนอสุรี ให้ตักน้ำใส่ที่กระทะใหญ่
ตั้งไว้ยังหน้าพระลานชัย ต่อปัจจุสมัยเวลา (เวลาเช้าตรู่)
   

       บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
รับสั่งเจ้ากรุงบาดาล ก็ให้นครบาลชาญฉกรรจ์
ยกเอากรงเหล็กอันใหญ่ มาใส่พระรามรังสรรค์
ไปไว้ยังดงตาลนั้น ตามพระยากุมภัณฑ์บัญชา
  ฯ ๔ คำฯ เจรจา
       บัดนั้น วายุบุตรฤทธิไกรใจกล้า
แต่ต้องละอองอายยา หลับตาเมามัวไมสมประดี
ครั้นลมพัดก็ตื่นฟื้นกาย เรียกสุครีพน้าชายกระบี่ศรี
อัศจรรย์เป็นพ้นพันทวี เมื่อกี้ข้าเคลิ้มหลับไป
ฤๅว่าไมยราพชาญฉกรรจ์ มันลอบสะกดเข้ามาได้
พระน้าอย่านิ่งนอนใจ จงไปดูองค์พระจักราฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
แว่วเสียงหนุมานเรียกมา ก็ผวาตื่นขึ้นทันที
ตกใจนิ่งขึงตะลึงคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงจี้
อารมณ์ไม่เป็นสมประดี ขุนกระบี่ก็รีบไปพลับพลาฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ
       เห็นหมู่โยธาพลากร พวกพลวานรซ้ายขวา
หลับใหลไม่ฟื้นตื่นตา เกลื่อนกลาดตาษดาทับกัน
ทั้งพระยาพิเภกขุนยักษ์ กับองค์พระลักษณ์รังสรรค์
หลับข้างแท่นแก้วแพรวพรรณ แต่พระทรงสุบรรณนั้นหายไป
ตกใจจึงเรียนหนุมาน         ทั้งวานรทหารน้อยใหญ่
แล้วเดินโศกาอาลัย เข้าไปปลุกพระอนุชาฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ


หนุมานหรือวายุบุตรหรือลูกพระพาย
สุครีพ หรือลูกพระอาทิตย์



       เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริยวงศ์นาถา
ผวาตื่นฟื้นจากนิทรา แลมาไม่เห็นพระจักรี
ตกใจดั่งพระยามัจจุราช มาฟันฟาดเศียรเกล้าเกศี
สติไม่เป็นสมประดี ก็โศกีครวญคร่ำรำพันฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       โอ้ว่าสมเด็จพระเชษฐา เราจากพาราเขตขัณฑ์
ได้ยากลำบากด้วยกัน ที่ในอารัญกันดาร
ทศพักตร์มันลักพี่นางไป ไว้ในลงการาชฐาน
แต่พี่น้องสองคนทรมาน ตามมาจะผลาญอสุรี
จนได้โยธาพลากร วานรทั้งสองบูรีศรี
ยกข้ามมหาชลธี จะต่อตีแก้แค้นแทนมัน
ยังมิทันจะได้รณรงค์ ปราบพงศ์ราพณ์ร้ายโมหันธ์
ควรฤาพวกพาลชาญฉกรรจ์ มาลอบลักทรงธรรม์พาไป
ป่านนี้พระจอมมงกุฎเกศ จะแสนทุกข์แสนเทวษเป็นไฉน
มันจะทำลำบากตรากไว้ ฤาจะฆ่าฟันให้บรรลัยลาญ
แม้นพระหริรักษ์จักรแก้ว ล่วงแล้วสุดสิ้นสังขาร
น้องจะอยู่ไปไยให้ทรมาน จะวายปราณตามเสด็จไปเมืองฟ้า
ให้พ้นอัปยศอดสู แก่หมู่ไตรโลกถ้วนหน้า
ร่ำพลางแสนโศกโศกา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดีฯ*
  ฯ ๑๔ คำ ฯ
       บัดนั้น สุครีพหนุมานกระบี่ศรี
ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี ก็โศกีร่ำรักพระจักราฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       โอ้ว่าพระปิ่นโลเกศ พระเดชแผ่ทั่วทุกทิศา
ควรฤๅอสูรพาลา ลอบมาสะกดพระองค์ไป
เสียแรงตัวข้าเป็นทหาร จะรักษาบทมาลย์ก็ไม่ได้
เสียทีที่มีฤทธิไกร มาขายใต้เบื้องบาทพระสี่กร
ให้ไตรโลกนั้นล่วงติฉิน ประมาทหมิ่นพระองค์ทรงศร
เสียชาติสุริยพงศ์พานร ใครห่อนจะนับว่าดี
ร่ำพลางโศกาอาลัย ทุกหมู่พลไกรกระบี่ศรี
เสียงแซ่สนั่นเป็นโกลี เพียงหนึ่งชีวีจะมรณาฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ โอด
       บัดนั้น พระยาพิเภกยักษา
แสนวิโยคโศกเศร้าโศกา อสุราค่อยได้สมประดี
จึ่งน้อมเศียรถวายอภิวาทน์ ทูลพระนุชนาถเรืองศรี
อันว่าสมเด็จพระจักรี ใช่ที่จะม้วยชีวัน
จงระงับความทุกข์ร้อน อย่าอาวรณ์วิโยคกันแสงศัลย์
ขอให้หนุมานชาญฉกรรจ์ ตามพระทรงธรรม์ไปบาดาล
อันอ้ายไมยราพอสุรา ก็จะม้วยชีวาสังขาร
พระเกียรติสมเด็จรพระอวตาร จะแผ่พ่านไปทั่วธาตรีฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ
       เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพิเภกอสุรี ภูมีค่อนคลายโศกาลัย
จึ่งสั่งคำแหงวายุบุตร ท่านผู้ฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
เร่งตามพระองค์ลงไป ยังในนัคราบาดาลฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       บัดนั้น โอรสพระพายใจหาญ
รับสั่งน้องพระอวตาร กราบกับบทมาลย์ด้วยภักดี
แล้วถามวิถีทางจร ซึ่งจะไปนครยักษี
แก่พระยาพิเภกอสุรี ถ้วนถี่มิให้แคลงวิญญาณ์ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา
       เสร็จแล้วประณตบทบงสุ์ ลาองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
ออกจากสุวรรณพลับพลา สำแดงศักดาแล้วรีบไปฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       จึ่งพินิจพิศดูสำคัญ ซึ่งพิเภกกุมภัณฑ์บอกให้
ก็ถึงต้นมรคาพนาลัย แลไปเห็นสระปทุมมาลย์
มีบัวดอกหนึ่งเท่ากงรถ บานสดกลิ่นเกลี้ยงหอมหวาน
ขุนกระบี่ผู้ปรีชาชาญ ก็หักก้านลอดไปด้วยฤทธาฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
   


นางสำมะนักขา ผู้ยุให้ทศกัณฐ์มาลักนางสีดา

       แลเห็นกำแพงแลงล้อม ป้อมค่ายคูเขื่อนแน่นหนา
ล้วนแล้วไปด้วยศิลา หมู่ยักษ์รักษานับพัน
จึงชักตรีเพชรออกกวัดแกว่ง สำแดงฤทธิไกรไหวหวั่น
เข้าไล่หักโหมโรมรัน บุกบันดีด่านอสุรีฯ
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
 
       บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรยักษี
เห็นวานรเผือกผู้มาราวี ตีค่ายทำลายปราการ
ต่างตนพิโรธโกรธนัก ฉวยชักอาวุธสำแดงหาญ
กรูกันโลดโผนโจนทะยาน ออกไล่รอนราญวานร
พุ่งซัดอาวุธกุลาหล ต่างตนก็ยิงธนูศร
แทงด้วยแหลนหลาวโตมร ฟันฟอนอุตลุดวุ่นไปฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
หลบหลีกแคล่วคล่องว่องไว เลี้ยวไล่สังหารอสุรี
ถีบกัดฟัดแทงสับสน ด้วยกำลังฤทธิรณกระบี่ศรี
ตายยับทับกันไม่สมประดี สิ้นพวกโยธีกุมภัณฑ์ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด
       ครั้นเสร็จทำลายกำแพงด่าน ฆ่าหมู่มารม้วยอาสัญ
ขุนกระบี่ก็รีบจรจรัล ดัดดั้นไปตามมรคาฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       เหลือบแลไปเห็นกุญชร(ช้าง) งางอนสูงใหญ่ขวางหน้า
เรียกมันครั่นครึกเป็นโกลา สองตาดั่งแสงอโณทัย
จึ่งทำสีหนาทตวาดเสียง สำเนียงกึกก้องแผ่นดินไหว
แกว่งตรีโลดโผนโจนไป เข้าไล่โจมจับคชกรรม์ฯ(จับช้าง)
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น ฝ่ายช้างอุราตัวขยัน
บ้าบุกอุกอาจเมามัน วิ่งเข้าประจัญด้วยวานรฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       สี่เท้าถีบฉัดหางฟาด ทำอำนาจดังคชไกรสร
งวงคว้างาแทงตะลุมบอน ด้วยกำลังฤทธิรอนราวีฯ
        ฯ ๒ คำ ฯ


พิเภกน้องทศกัณฐ์

       บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
หลบหลีกว่องไวในที ขุนกระบี่เหยียบงาคชาชาญ
ปีนขึ้นด้วยกำลังสามารถ องอาจหักคอคชสาร
ล้มลงกับพื้นสุธาธาร วายปราณสิ้นชีพชีวาฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ โอด
       ครั้นเสร็จสังหารกุญชร อันเป็นด่านนครยักษา
ก็เร่งรีบไปตามมรคา(ทาง) ด้วยกำลังศักดาว่องไวฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       รวดเร็วดั่งลมพัดพาน ถึงสถานที่ร่วมทางใหญ่
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ แลไปเห็นเขากระทบกัน
เป็นประกายเพลิงแรงแสงกล้า เสียงก้องโกลาเลื่อนลั่น
เปลวพลุ่งรุ่งโรจน์ไม่มีควัน ร้อนดั่งสุริยฉันบรรลัยกาล
จึ่งตรงเข้าไปยังคีรี ไม่เกรงอัคคีจะสังหาร
ผาดแผลงฤทธิไกรชัยชาญ เผ่นทะยานขึ้นยอดบรรพตฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
       ตีนถีบมือหักด้วยกำลัง ภูเขาก็พังลงหมด
ลั่นเลื่อนสะเทือนถึงโสฬส เพลิงกรดดับสิ้นทันทีฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       ครั้นเสร็จหักเขากระทบกัน ซึ่งเป็นด่านขัณฑ์ยักษี
ก็รีบเร่งมาในราตรี ตามที่แถวทางรัถยาฯ(ทาง)
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       แลไปเห็นยุงเท่าแม่ไก่ ฝูงใหญ่บินว่อนขวางหน้า
ขุนกระบี่ผู้มีศักดา เข้าไล่เข่นฆ่ารอนราญฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       บัดนั้น จึ่งฝูงยูงใหญ่ใจหาญ
โกรธาดั่งไฟบรรบัยกาล บินทะยานเข้ากลุ้มรุมดีฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       สำเนียงเสียงร้องก้องอากาศ หมายมาดกินเลือดกระบี่ศรี
จู่โจมโถมเข้าราวี ทั่วทั้งอินทรีย์วานรฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ

       บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
เห็นยุงกลุ้มเข้ามาราญรอน สองกรจับขยี้วุ่นไปฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       หัวบี้หัวแบนปีกขาด ตกลงเกลื่อนกลาดไม่นับได้
ฝูงยุงก็สิ้นชีวาลัย ด้วยฤทธิไกรชัยชาญฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ โอด
       ครั้นเสร็จหักด่านยุงร้าย จึ่งลูกพระพายใจหาญ
มุ่งหมายมรคาบาดาล ก็ระเห็จเตร็ดทะยานรีบจรฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       เห็นสระสี่เหลี่ยมกว้างใหญ่ ดาษไปด้วยประทุมเกสร
ทรงดอกออกฝักอรชร ตูมบานสลอนสลับกัน
พระพายชายพัดมาเรื่อยเรื่อย หอมเฉื่อยซาบจิตเกษมสันต์
ให้สงสัยไม่รู้สำคัญ ว่าจะจรจรัลไปแห่งใด
เหลือบซ้ายแลขวาทุกทิศ พินิจรอบทั่วสระใหญ่
ไม่เห็นร่องรอยก็จนใจ แต่เวียนเที่ยวไปเที่ยวมาฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น มัจฉานุผู้ใจแกล้วกล้า
ซึ่งอยู่ในสระคงคา เป็นด่านรักษาชั้นใน
ราตรีเที่ยงคืนเคยเที่ยว ลดเลี้ยวกระเวนทางใหญ่
ก็สำแดงแผลงฤทธิเกรียงไกร ขึ้นไปจากท้องชลธารฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       ถึงที่ขอบสระก็หยุดอยู่ แลดูไปทั่วทุกสถาน
เห็นวานรเผือกผู้อหังการ ล่วงด่านผ่านทางเข้ามา
โกรธาขบฟันกระทืบบาท ทำอำนาจออกยืนขวางหน้า
แล้วร้องประกาศด้วยวาจา เหวยอ้ายพาลาใจฉกรรจ์
ตัวเอ็งมานี้จะไปไหน ไม่กลัวชีวาจะอาสัญ
องอาจล่วงด่านกุมภัณฑ์ กูจะหั่นให้ยับลงกับกรฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ


หนุมานลงไปลงโทษนางสุพรรณมัจฉาที่พาพวกมาขโมยหินและได้เป็นเมีย

 

       บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
เห็นลิงน้อยขึ้นจากสาคร อ้างอวดฤทธิรอนอหังการ์
จึ่งคิดว่าวานรนี้ เหตุใดมีหางเป็นมัจฉา
รูปทรงองอาจประหลาดตา ถ้อยคำหยาบช้าทะนงใจ
จึ่งร้องว่าเหวยอ้ายลิงเล็ก จะเจียมตัวว่าเด็กก็หาไม่
มึงอย่าขวางหน้ากูไว้ ถอยไปให้พ้นอ้ายสาธารณ์ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       บัดนั้น มัจฉานุฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังกริ้วโกรธคือไฟกาฬ ตบมือฉัดฉาดแล้วตอบไป
ถึงตัวกูน้อยเท่านี้ จะกลัวฤทธีเอ็งก็หาไม่
อย่าพัก อาจองทะนงใจ ใครดีจะได้เห็นกัน
ว่าแล้วสำแดงเดชา พสุธาบาดาลไหวหวั่น
โลดโผนโจนรุกบุกบัน เข้าไล่โรมรันราวีฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี ขุนกระบี่รับระปะทะกร
แคล่วคล่องว่องไวทั้งสองข้าง ต่างตนต่างหาญชาญสมร
ถ้อยทีถ้อยมีฤทธิรอน ต่อกรไม่ละลดกันฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       บัดนั้น มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน
ปล้ำปลุกคลุกคลีตีประจัญ พัลวันหลบหลีกไปในที
ถีบกัดวัดเหวี่ยงอุตลุด ทะยานยุทธ์ไม่ท้อถอยหนี
กอดรัดฟัดกันเป็นโกลี เปลี่ยนท่าเปลี่ยนทีรอนราญฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
รับรุกบุกบันประจัญบาน เผ่นทะยานโถมถีบด้วยบาทา
ถูกมัจฉานุชวนไป ฉวยรวบเท้าได้ทั้งซ้ายขวา
ฟาดลงกับแผ่นศิลา ด้วยกำลังศักดาราวีฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ

       บัดนั้น มัจฉานุผู้ชาญชัยศรี
มิได้ชอกช้ำอินทรีย์ โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
ผุดลุกขึ้นได้กระทืบบาท ทำอำนาจผาดเสียงดั่งฟ้าลั่น
วิ่งผลุนหมุนเข้าบุกบัน โรมรันไม่คิดชีวาฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
โถมรับกลับกลอกไปมา หันเหียนเปลี่ยนท่าราวีฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       รบพลางรำพึงคะนึงคิด สงสัยในจิตกระบี่ศรี
เหตุใดวานรน้อยนี้ จึ่งล้างชีวีไม่บรรลัย
ทรหดอดทนสามารถ องอาจต่อสู้ด้วยกูได้
คิดแล้วจึ่งร้องถามไป เหวยอ้ายลิงน้อยเท่าแมลงวัน
เป็นไฉนมาอยู่รักษาด่าน ไมยราพขุนมารโมหันธ์
เชื้อชาติสุริยวงศ์พงศ์พันธุ์ นามนั้นชื่อใดวานรฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       บัดนั้น มัจฉานุกุมารชาญสมร
ฟังความถามถึงนามกร พงศ์พันธุ์มารดรแลบิดา
จึ่งคิดว่าวานรตัวนี้ ฤทธีองอาจแกล้วกล้า
หักด่านผ่านทางลงมา ถึงมหานัครบาดาล
รูปกายก็คล้ายกับกู   สองหูพรรณนารายฉายฉาน
ฤาจะเป็นกุณฑลสุรกานต์ เหมือนมารดาสั่งความไว้
ครั้นว่าจะนิ่งเสียบัดนี้ จะแจ้งเหตุร้ายดีก็หาไม่
คิดแล้วจึ่งร้องตอบไป ตัวเรานี้ได้นามกร
ชื่อมัจฉานุวัยวุฒิ บุตรนางมัจฉาดวงสมร
สำรอกไว้ริมสาคร ไมยราพฤทธิรอนได้
เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม์ ได้อยู่ด่านขัณฑ์ยักษา
บิตุเรศของเราผู้ศักด ชื่อว่าคำแหงหนุมาน
ตัวท่านนี้เป็นวานร นามกรชื่อไรจึ่งอาจหาญ
ล่วงมาถึงมือพระกาฬ ไม่กลัววายปราณฤาว่าไรฯ
  ฯ ๑๔ คำ ฯ

 

       บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ฟังความจะแจ้งไม่แคลงใจ ยินดีดั่งได้ฟากฟ้า
พินิจพิศดูดวงพักตร์ แสนรักพูนเพิ่มเสน่หา
ตบมือสำรวลไปมา อนิจจาเป็นได้ถึงเพียงนี้
จึ่งว่าดูก่อนมัจฉานุ ดวงจักษุพ่อเฉลิมศรี
เจ้าอย่าโกรธาราวี เรานี้คือศรีหนุมาน
บุญแล้วจึ่งฆ่ากันไม่ตาย สายสวาทพ่อยอดสงสาร
ทั้งเทเวศผู้ปรีชาชาญ บันดาลให้มาพบกันฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา
       บัดนั้น มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน
ฟังลูกพระพายเทวัญ ขบฟันชี้หน้าแล้วร้องไป
เหม่เหม่ดูดู๋กระบี่ศรี มุสาพาทีก็เป็นได้
ถ้อยคำหยาบช้าไม่เกรงใจ ใครจักเชื่อฟังวานร
แม้นหาวเป็นดาวเดือนตะวัน ให้เห็นสำคัญประจักษ์ก่อน
เราจึ่งจะเชื่อว่าบิดร ทหารพระสี่กรอวตาร ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       บัดนั้น วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ
ฟังมัจฉานุกุมาร ว่าขายกินแหนงแคลงใจ
รับขวัญแล้วกล่าวพจนารถ สุดสวาทของพ่ออย่าสงสัย
ว่าพลางก็เหาะขึ้นไป อยู่ในอากาศด้วยฤทธาฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
หาวเป็นดาวเดือนทินกร เขจรสว่างเวหา
เสร็จแล้วก็กลับลงมา ยังพื้นพสุธาทันทีฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ พาทย์
       บัดนั้น มัจฉานุผู้ชาญชัยศรี
เห็นประจักษ์เหมือนคำชนนี ยินดีก็วิ่งเข้าไป
ยอกรขึ้นเหนือศิโรเพฐน์ น้อมเกศบังคมประนมไหว้
ตัวลูกไม่แจ้งประจักษ์ใจ จึ่งชิงชัยกับพระบิดา
อันโทษนี้ใหญ่หลวงนัก ลูกรักจักขอโทษา
อย่าให้เป็นกรรมเวรา แก่ข้าน้อยนี้สืบไปฯ

 

  ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา


หนุมานเข้าทำลายกรง(ตรุ)ที่คุมขังพระรามที่ดงตาล

 

       บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
สวมสอดกอดลูกเข้าไว้ ลูบไล้ไปทั่วทั้งอินทรีย์
รับขวัญจุมพิตแล้วพิศพักตร์ ดวงจักษุพ่อเฉลิมศรี
ซึ่งเจ้าต่อยุทธ์บิดานี้ เพราะมิได้รู้จักกัน
ถ้อยทีถ้อยรักษาตัว ด้วยกลัวชีวาจะอาสัญ
อันซึ่งผิดพลั้งทั้งนั้น ไม่ถือโทษทัณฑ์แก่ลูกรัก
พ่อจะอยู่ช้าก็ไม่ได้ จะรีบไปตามองค์พระทรงจักร
สังหารไมยราพขุนยักษ์ ซึ่งมันไปลักพระองค์มา
ตัวเจ้าค่อยอยู่เป็นสุขก่อน อย่าอาวรณ์เศร้าโทมนัสา
อันทางบาดาลนัครา แก้วตาจงบอกให้พ่อไปฯ
  ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา
       บัดนั้น         มัจฉานุผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังอัดอั้นดันใจ บังคมไหว้แล้วตอบวาที
ข้อนี้ขัดสนเป็นพ้นคิด พระบิดาจงโปรดเกศี
ด้วยพระยาไมยราพอสุรี ได้เลี้ยงลูกนี้จนใหญ่มา
พระคุณดั่งคุณบิตุเรศ ซึ่งบังเกิดเกศเกศา
อันซึ่งจะบอกมรคา ดั่งข้าไม่มีกตัญญู
บิดาลงมาทางไหน ทางนั้นจะไปยังมีอยู่
จงเร่งพินิจพิศดู ก็จะรู้ด้วยปรีชาชาญฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ
       บัดนั้น วายุบตรวุฒิไกรใจหาญ
ฟังมัจฉานุกุมาร ว่าขานหลีกเลี้ยวเป็นคำนัย
ขุนกระบี่ผู้มีกำลังฤทธ์ นิ่งคิดก็คิดขึ้นได้
จึ่งหักก้านบุษบงด้วยว่องไว ลอดไปตามไส้ปทุมาฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       ครั้นถึงซึ่งสระชลธาร ใกล้ทวารนิเวศของยักษา
เห็นหมู่อสุรโยธา ตรวจตรารอบราชธานี
จึ่งหยุดรำพึงคะนึงคิด จะตรงไปต่อฤทธิ์ด้วยยักษี
ไหนจะรู้ข่าวพระจักรี ว่าอยู่ที่แห่งหนตำบลใด
จำกูจะทำอุบายกล แอบตนฟังความให้จงได้
คิดพลางยืนอยู่แต่ไกล สำรวมใจกำบังกายาฯ
    แล้วเข้าแอบต้นโศกอยู่ คอยฟังคำหมู่ยักษา
เข้าออกบอกกันจำนรรจา ริมท่าสระโบกขรณีฯ

   
       เมื่อนั้น ฝ่ายนางพิรากวนยักษี
ต้องจำลำบากพันทวี กับด้วยอสุรีลูกรัก
อยู่ในเรือนตรุกันดาร แสนทุกข์ทรมานเพียงอกหัก
ไมยราพอสุราพระยายักษ์ ใช้ให้ไปตักคงคา
ใส่กระทะจะต้มลูกชาย ให้ตายด้วยพระรามนาถา
ก็กระเดียดกระออมเดินมา ออกจากทวาราธานี ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ เพลง
       ครั้นถึงที่สระบุษบง นั่งลงริมท่าวารีศรี
คิดถึงลูกรักร่วมชีวี ดีทรวงเข้าร่ำโศกา
โอ้ว่าไวยวิกของแม่เอ๋ย ทรามเชยผู้ยอดเสน่หา
เสียแรงบำรุงเลี้ยงมา จนชันษาจำเริญวัย
ควรฤๅไมยราพขุนมาร คิดการพาลผิดก็เป็นได้
โทษกรณ์ไม่มีเท่ายองใย ใส่ไคล้จะล้างชีวัน
อนิจจาสงสารตัวเจ้า รุ่งเช้าก็จะม้วยอาสัญ
กับองค์พระรามด้วยกัน ใครจะช่วยได้นั้นก็ไม่มี
สุดที่แม่แล้วนะแก้วตา ซึ่งจะพ้นอาญายักษี
แม้นเจ้าสิ้นชีพชีวี แม่นี้ไม่อยู่จะสู้ตาย
ก้มหน้าไปตามทรามสวาท ให้ประจักษ์โลกธาตุทั้งหลาย
ถึงอยู่ไปจะทรมานกาย จะฟูมฟายชลเนตรทุกเวลา
พรุ่งนี้ก็จะจากอกไป ที่ไหนแม่จะได้เห็นหน้า
ร่ำพลางแสนโศกโศกา ดั้งว่าจะสิ้นชีวันฯ
  ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด
       บัดนั้น ฝ่ายลูกพระพายรังสรรค์
เห็นนางโศกาจาบัลย์ รำพันออกนามพระรามา

 

ว่ารุ่งเช้าชีวิตจะวายปราณ กับไวยวิกขุนมารยักษา
จึ่งคลายพระเวทกำบังตา เดินเข้าไปหาทันใด ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       นั่งลงแล้วกล่าววาที ยายอย่าโศกีละห้อยไห้
เราเป็นทหารพระภูวไนย ผู้ใดไม่รอต่อกร
ชื่อว่าหนุมานชาญณรงค์ มาตามพระองค์ทรงศร
ด้วยอ้ายไมยราพฤทธิรอน มันพาภูธรลงมา
ไม่รู้ว่าอยู่ตำบลใด จนใจที่จะเสาะแสวงหา
จงพาเราไปในพารา จะฆ่ามันให้ม้วยชีวี
จะช่วยไวยวิกให้พ้นตาย ตัวยายก็จะสุขเกษมศรี
เป็นเจ้าแก่หมู่อสุรี ในที่นัคราบาดาล ฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ 
       เมื่อนั้น พิรากวนผู้ยอดสงสาร
ได้ฟังคำแหงหนุมาน นงคราญค่อยคลายจาบัลย์
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติในสวรรค์
จึ่งว่าไมยราพชาญฉกรรจ์ มันเอาพระองค์ไปไว้
ดงตาลท้ายเมืองอสุรี อยู่ที่ในกรงเหล็กใหญ่
อสุรารักษาทั้งนอกใน ซึ่งจะพาเข้าไปนั้นยากนัก
ด้วยว่ากุมภัณฑ์นายประตู ชั่งดูมิให้เบาหนัก
ถึงจะเหาะข้ามกำแพงยักษ์ ก็จะต้องจักรกรดมรณา
มาตราแม้นจะแปลงเป็นแมลงวัน อย่าสำคัญจะพ้นยักษา
ขุนกระบี่ผู้มีปรีชา ตรึกตราอย่าให้เสียการฯ
  ฯ ๑๐ คำ ฯ
       บัดนั้น วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ
ฟังพิรากวนนางมาร บอกขานจะแจ้งไม่แคลงใจ
จึ่งว่าเพียงนี้ไม่ยากนัก ตัวข้าพอจักคิดได้
จะแปลงเป็นใยบัวติดสไบ เข้าไปมิให้สงกา
แม้นว่าชั่งหนักจะหักลง จงเอาสำนวนนี้ว่า
คันชั่งอยู่ครั้นบุราณมา เก่าแก่คร่ำคร่าช้านาน
ข้ามิได้พาผู้ใด มาในพาราราชฐาน
จงดูเอาเถิดนะขุนมาร อย่าแสร้งมาพาลพาที ฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

 

       เมื่อนั้น นางพิรากวนยักษี
ได้ฟังทหารพระจักรี ยินดีแล้วตอบวาจา
อันความคิดนี้ประเสริฐนัก เราจักตอบตามท่านว่า
จงเร่งนิมิตกายา ตัวข้าจะพาบทจร ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ประนมหัตถ์ร่ายเวทฤทธิรอน สังวรใจนิมิตอินทรีย์ ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       เป็นใยบัวติดสไบบาง นางพิรากวนยักษี
ด้วยเดชพระมนต์อันฤทธี อสุรีไม่เห็นกายา ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       เมื่อนั้น นางพิรากวนยักษา
เอากระออมนั้นดักคงคา ขึ้นมากระเดียดเดินไป ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เพลง
       บัดนั้น อสุรยักษ์รักษาทวารใหญ่
เห็นนางพิรากวนอรทัย ไปตักซึ่งชลธีมา
จึ่งเอากระออมกับตัวนาง วางเหนือตราชูยักษา
ชั่งดูกับลูกศิลา ที่เคยตรวจตราทุกที ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา
   


       ครั้นตราชูยนต์หนักนัก ก็ลั่นเดาะหักลงกับที่
กระออมแตกยับไม่สมประดี อสุรีเข้าจับวุ่นไป ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา
       แล้วตั้งกระทู้ขู่ถาม นางนี้ทำความเป็นไฉน
พาใครเข้ามารฤๅว่าไร จงบอกไปแต่โดยสัจจาฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา
       เมื่อนั้น นางพิรากวนยักษา
ขึ้นเสียงเถียงตอบอสุรา เหตุใดมาว่าดั่งนี้
เรามาผู้เดียวก็เห็นอยู่ เมื่อตราชูยนต์ของยักษี
คร่ำคร่ามานานกว่าแสนปี ไม่ดีหักเองจะโทษใคร
อนิจจาเห็นว่ากูตกยาก น้ำท่วมปากแล้วก็ว่าได้
จะทำกระไรก็ตามใจ ไม่อาลัยแก่ชีพชีวันฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       บัดนั้น นายประตูหมู่มารตัวขยัน
ฟังนางว่าขึงดึงดัน ไม่ทันรู้กลมารยา
ต่างตนต่างเห็นเป็นจริง ทุกสิ่งมิได้กังขา
แต่เหลียวดูหน้ากันไปมา ไม่ตอบวาจาเทวี ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       เมื่อนั้น นางพิรากวนยักษี
เถียงพลางทางรีบจรลี เข้ามายังที่ทวารชัย ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

 

       ครั้นถึงซึ่งหน้าพลาญ ชี้บอกหนุมานทหารใหญ่
อันพระยาไมยราพฤทธิไกร หลับอยู่ในที่ไสยา
แต่ตัวไวยวิกกุมภัณฑ์ ใส่ตรุจำมั่นอยู่ข้างหน้า
นั่นดงตาลท้ายพารา ซึ่งยักษามันไว้พระจักรีฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรชัยศรี
ยอกรเหนือเกล้าเมาลีี(มวยผม หรือศีรษะ) ขุนกระบี่ร่ายเวทกำบังกาย
  ฯ ๒ คำ ฯ ตระ
       เดชะด้วยวิทยามนต์ ทั้งตนแลเงาก็สูญหาย
รีบไปตามองค์พระนารายณ์ ยังท้ายพารากุมภัณฑ์ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       ครั้นมาถึงที่ดงตาล เห็นหมู่มารรักษากวดขัน
นั่งนอนล้อมวงหลายชั้น ผลัดกันตระเวนตรวจตรา
ขุนกระบี่ผู้มีฤทธิรอน ยอกรเหนือเกล้าเกศา
จึ่งร่ายพระเวทวิทยา สะกดนิทราหมู่มารฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ ตระ
       เสียงสนั่นครั่นครื้นโพยมหน มืดมนทั่วทิศาศาน
เยือกเย็นไปทั้งบาดาล ปานดั่งฤดูเหมันต์ ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

 

       บัดนั้น ฝ่ายพวกอสุราพลขัณฑ์
ต้องเวทหนุมานชาญฉกรรจ์ บันดาลมัวตามัวใจ
ล้มหลับทับกันทั้งไพร่นาย จะเกริ่นกรายตรวจตราก็หาไม่
บางกรนบ้างครางวุ่นไป ไม่เป็นสติสมประดีฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       บัดนั้น ลูกพระพายผู้ชาญชัยศรี
ครั้นเสร็จสะกดอสุรี ขุนกระบี่ก็เดินเข้าไป ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์
       จึ่งเห็นสมเด็จพระหริวงศ์ หลับอยู่ในกรงเหล็กใหญ่
กราบลงแทบบาทภูวไนย ซบพักตร์ร่ำไห้โศกา ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ โอด
       โอ้ว่าพระจอมมงกุฏเกศ ลือเดชทั่วทศทิศา
เป็นที่พึ่งมนุษย์เทวา ควรฤๅมานอนอยู่ในกรง
อนิจจาเป็นน่าอนาถจิต พระกายติดไปด้วยธุลีผง
ไร้ทั้งภูษาผทมทรง ใบไม้จะรององค์ก็ไม่มี
เสียแรงเลี้ยงทหารชำนาญยุทธ์ นับสมุทรไว้ใต้บทศรี
แจ้งว่าไมยราพอสุรี ในราตรีจะลอบขึ้นไป
ทำการสะกดแต่เพียงนั้น ช่วยกันรักษาไว้ไม่ได้
เสียทีที่มีฤทธิไกร มาหลับใหลด้วยเวทวิทยา
มันจึ่งได้พาพระจักรี มาถึงบูรียักษา
หาไม่ที่ไหนอสุรา จะรอดลงมายังบาดาล
จะพิฆาตฟาดฟันด้วยตรีเพชร ให้เศียรเด็ดเสียบไว้กับหน้าฉาน
จึ่งจะสมนำหน้าอ้ายสาธารณ์ ที่อหังการกำเริบใจ
ร่ำพลางฟูมพายชลนา ซบพักตร์โศกาสะอื้นไห้
ดั่งหนึ่งจะสิ้นชีวาลัย ไม่เป็นสติสมประดี ฯ
  ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด
       ครั้นคลายแสนโศกาจาบัลย์ อภิวันท์เหนือเกล้าเกศี
ทำลายกรงช้อนองค์พระจักรี ด้วยกำลังฤทธีพาจร ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       รีบออกมาจากเมืองมาร ถึงเขาสุรกานต์สิงขร
ตรงลงยังเชิงคีรินทร วานรเพ่งพิศไปมา
เห็นแท่นสุวรรณบัลลังก์อาสน์ อยู่ในนพมาศคูหา
เอกเอี่ยมเทียมทิพยไสยา ก็วางพระจักราด้วยยินดีฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ ตระ
       แล้วจึงบังคมก้มเกศ กราบเบื้องบทเรศทั้งสองศรี
คำรพจบพื้นพระธรณี ชุลีกรประกาศด้วยวาจา
ขอฝูงเทวาสุราฤทธิ์ ซึ่งสถิตสิงสู่ในภูผา
ทั้งหกห้องสวรรค์ชั้นฟ้า มาช่วยรักษาพระทรงธรรม์
ตัวข้าจะไปสังหาร ไมยราพขุนมารให้อาสัญ
ฝากแล้วก็รีบจรจรัล ผันพักตร์คืนเข้ายังธานี ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
   

 

       มาจะกล่าวบทไป ถึงเทพไทเรืองศรี
อันสถิตถ้ำธารคีรี มีทิพยโสตนัยนา
เล็งมาเห็นลูกพระพาย พาองค์พระนารายณ์นาถา
ออกจากกรงเหล็กอสุรา มาไว้ปากถ้ำสุรกานต์
บัดนี้จะกลับไปชิงชัย ฆ่าอ้ายไมยราพใจหาญ
ก็พาฝูงเทพบริวาร เหาะทะยานมายังพระจักรี ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ เหาะ
       ครั้นถึงจึ่งเข้าแวดล้อม ขับกล่อมบำเรอดีดสี
จำเรียงเสียงทิพยดนตรี ฉ่ำเฉื่อยเรื่อยรี่จับใจ
บ้างโบกปัดพัดวีระวังองค์ บ้างล้อมวงตามเชิงเขาใหญ่
พิทักษ์รักษาภูวไนย มิให้ราคีบีฑา ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม
       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
เขม้นหมายจะล้างอสุรา ก็ตรงมายังหน้าพลาญ ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       ครั้นถึงปราสาทอลงกรณ์ วานรสำแดงกำลังหาญ
กระทืบบาทผาดโผนโจนทะยาน ถีบบานสีหบัญชรชัยฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       เสียงสนั่นครั่นครื้นกุลาหล พังลงไม่ทนกำลังได้
แล้วมีวาจาประกาศไป เหวยอ้ายไมยราพกุมภัณฑ์
เป็นไฉนตัวมึงไปลอบลัก องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
กูเป็นทหารชาญฉกรรจ์ ตามมาโรมรันอสุรี
ชื่อว่าหนุมานชาญณรงค์ อาจองดั่งพระยาราชสีห์
ตัวมึงดั่งหนึ่งมฤดี (กวาง)   วันนี้จะม้วยวายปราณ ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       เมื่อนั้น พระยาไมยราพใจหาญ
ผวาตื่นจากแท่นอลงการ ขุนมารเหลือบแลไป
เห็นวานรเข้ามาถึงปราสาท องอาจกล่าวคำหยาบใหญ่
โกรธาฉวยคว้าพระขรรค์ชัย ผุดลุกขึ้นได้ก็ร้องมา
เหม่เหม่ดูดู๋อ้ายชาติลิง เย่อหยิ่งอวดฤทธิ์ว่าแกล้วกล้า
ตัวกูผู้ทรงศักดา ใต้ฟ้าไม่มีใครเทียมทัน
มึงดั่งหิ่งห้อยน้อยแสง ฤๅจะแข่งกับดวงสุริยฉัน
ว่าพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แกว่งพระขรรค์ออกไล่ราญรอน ฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
รับรองป้องกันประจัญกร วานรโถมถีบด้วยฤทธา ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       ถ้อยตีถ้อยรับสับสน ไล่ประจญถอยประจัญเข่นฆ่า
ฟันแทงยั้งยุทธ์กันไปมา ต่างหาญต่างกล้าไม่ลดกัน ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       เมื่อนั้น ไมยราพฤทธิแรงแข็งขัน
รับรองป้องปัดโรมรัน ขบฟันโลดโผนโจนมา ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       เท้าหนึ่งเหยียบเข่าวานร กรแกว่งพระขรรค์เงื้อง่า
กลอกกลับสัประยุทธ์ไปมา หันเหียนเปลี่ยนท่าในที ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
รบชิดติดพันประจัญตี ได้ทีโจมจับกุมภัณฑ์ ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       โผนเผ่นขึ้นยืนเหยียบบ่า กรขวาฉวยชิงพระขรรค์
กลอกกลับสัประยุทธ์พัลวัน ฟาดฟันต้องกายขุนมาร
พระขรรค์ก็หักเป็นสองท่อน วานรถีบด้วยกำลังหาญ
อสุรีล้มลุกคลุกคลาน ขุนกระบี่ทะยานตามดี ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       เมื่อนั้น ไมยราพสิทธิศักดิ์ยักษี
เสียพระขรรค์เพชรอันฤทธี อสุรีคว้าไม้คทาวุธ(กระบอง)
กวัดแกว่งแสงวาบปลาบตา กระทืบบาทาอึงอุด
ผาดแผลงสำแดงฤทธิรุทร กลับเข้าสัประยุทธ์ชิงชัย ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
     ต่างคนต่างรับต่างดี เข้าออกเป็นทีหนีไล่
จนกระบองนั้นหักกระเด็นไป ฉวยได้หอกใหญ่เข้ารอนราญ ฯ


       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
หลีกหลบรบรันประจัญบาน โถมทะยานเข้าไล่ราวี ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
มือขวาฉวยชิงโตมร(หอกซัด) ได้ด้วยฤทธิรอนกระบี่ศรี
แทงต้องกุมภัณฑ์เป็นหลายที จนหอกอสุรีนั้นหักไป
แล้วซักตรีเพชรออกจากกาย ลูกพระพายฟอนฟันกระชั้นไล่
หวดซ้ายป่ายขวาว่องไว มิได้ดำรงกายทัน ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       เมื่อนั้น ไมยราพฤทธิแรงแข็งขัน
สิ้นสุดอาวุธโรมรัน กุมภัณฑ์ถวิลจินดา
วานรตนนี้สามารถ ฤทธิรงค์องอาจแกล้วกล้า
ยิ่งกว่าเทวัญในชั้นฟ้า นักสิทธ์วิทยานาคี
จำเป็นจะคิดอุบายกล ด้วยแยบยลวงฆ่ากระบี่ศรี
ถึงมาตรมันจะกลับดี กูนี้ไม่ครั่นคร้ามใจ
ด้วยดวงจติไม่อยู่กับกาย อันที่จะตายนั้นหาไม่
คิดแล้วจึ่งร้องว่าไป เหวยไอ้ลิงไพรพาลา
ตัวเราทั้งสองประลองยุทธ์ สัประยุทธ์ขับเคี่ยวกันหนักหนา
ถ้อยทีไม่แพ้ฤทธา มาตั้งสัจจาสัญญากัน
ให้เป็นธรรมยุทธสุจริต ต่างตนอย่าคิดผิดผัน
จะเอาตาลสามต้นมาพัน ตะบิดฟั่นให้เป็นกระบองตาล
ผลัดกันดีคนละสามที ใครดีก็ไม่ม้วยสังขาร
ให้ปรากฏไว้ในไตรดาล ตัวท่านจะเห็นประการใด ฯ
  ฯ ๑๔ คำ ฯ
       บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังก็ดำริตริไตร อันอ้ายไมยราพอสุรา
มันคิดเปรียบเทียบดั่งนี้ เห็นจะมีอุบายยักษา
กูก็ไม่เกรงฤทธา จะซ้อนกลฆ่ามันให้วายปราณ
ถึงจะตายแม้นต้องพระพายพัด ก็อุบัติคืนชีพสังขาร
อันตัวของอ้ายขุนมาร นัยจะแหลกลายด้วยฤทธี
คิดแล้วจึ่งร้องตอบไป ว่าจริงฤาไฉนยักษี
เกลือกจักไม่เหมือนหนึ่งพาที ที่คำอสุรีสัญญา ฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ
       เมื่อนั้น พระยาไมยราพยักษา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา อันคำเราว่านี้โดยธรรม์
แม้นมาตรมิคงในสัจ ขอจงหัสนัยน์รังสรรค์
กับฝูงเทวาทั้งนั้น สังหารชีวันให้บรรลัย
แต่เราจะตีสามทีก่อน ครบแล้วจะนอนลงให้
ตัวเองจงลุกขึ้นตีไป ตามที่เราได้ปฏิญาณ ฯ




หนุมานผลัดกันตีกับไมยราพด้วยกระบองตาล

   
       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ฟังคำไมยราพขุนมาร ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตอบไป
ไฉนจึ่งมาเลือกว่า สัญญาเอาเปรียบก็เป็นได้
ตัวเราเป็นแขกมาแต่ไกล ชอบให้ดีก่อนอสุรี
ซึ่งว่าทั้งนี้แต่พึงรู้ ใช่กูจะโง่กว่ายักษี
เองจะตีก่อนก็เร่งดี ใครดีจะรอดชีวา ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา
       เมื่อนั้น พระยาไมยราพยักษา
ได้ฟังกระบี่ก็ปรีดา อสุราเข้าถอนเอาต้นตาล ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
เท้ายันบ่าดันกระชากฉุด ก็หลุดขึ้นด้วยกำลังหาญ
สามต้นสูงเทียมคัคนานต์ (ท้องฟ้า) ขุนมารบิดเป็นคทาธร
แล้วร้องว่าเหวยอ้ายลิงป่า มึงอวดฤทธาว่าชาญสมร
ใครดีจะได้เห็นกร จงนอนลงให้กูดี ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
       บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังอสุราพาที ขุนกระบี่ร่ายวิทยามนตร์ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ ตระ
ครั้นคบเจ็ดคาบก็เป่าไป กลั้นใจลูบกายสามหน
ให้คงทรหดอดทน แล้วทอดตนกวักเรียกอสุราฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       เมื่อนั้น พระยาไมยราพยักษา
เห็นกระบี่นอนทอดกายา ก็ปรีดาเงือดเงื้อกระบองตาล
กวัดแกว่งสำแดงแผลงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศาน
สองเท้ากระเหย่งเผ่นทะยาน ขุนมารก็ตีลงไป ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
สามทีสนั่นดั่งฟ้าฟาด ปัถพีกัมปนาทหวาดไหว
อันกายหนุมานชาญชัย ก็จมลงในพื้นพสุธา ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
มิได้เจ็บช้ำกายา ผุดลุกขึ้นมาด้วยว่องไว ฯ
ร้องว่าเหวยเหวย! ขุนมาร รู้จักพระกาฬฤๅหาไม่
เร่งนอนลงเถิดอ้ายจัญไร ส่งกระบองมาให้กูดี  (ซะดี ๆ)
แม้นมึงรักตัวกลัวตาย จะถ่ายชีวิตยักษี
กราบลงที่ตีนของกูนี้ จึ่งจะไว้ชีวีอสุรา
  ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา


       เมื่อนั้น พระยาไมยราพยักษา
เห็นวานรไม่สิ้นชีวา อหังการ์เยาะเย้ยไยไพ
ให้ประหวั่นครั่นคร้ามขามฤทธิ์ ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงไหม้
แล้วรื้อมานะหักใจ กูจะเกรงมันไยอ้ายสาธารณ์
คิดแล้วจึ่งตอบวาจา เหวยอ้ายพาลาเดียรัจฉาน
กูไม่ประณตบทมาลย์ มึงอย่าอวดหาญพาที
ว่าแล้วก็ทอดกายลง ส่งกระบองให้กระบี่ศรี
ตัวเองจงเร่งมาดี ตามที่ซึ่งได้สัญญา ฯ
  ฯ ๘ คำ ฯ
       บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ฉวยจับกระบองตาลมา เงื้อง่าด้วยกำลังฤทธิรอน
ตาหมายเขม้นจะพิฆาต องอาจดั่งพระยาไกรสร
สองมือกวัดแกว่งคทาธร วานรก็ฟาดลงสามที ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ
เสียงสนั่นครั้นครื้นอากาศ กระบองแหลกกายขาดไปกับที่
แล้วฉีกแขนขาอสุรี ขุนกระบี่ขว้างไปด้วยฤทธา ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       เมื่อนั้น พระยาไมยราพยักษา
เท้ากรกลับติดเป็นกายา อสุราไม่ม้วยบรรลัย
ลุกขึ้นกระทืบบาทผาดร้อง กึกก้องกัมปนาทหวาดไหว
โผนไปด้วยกำลังว่องไว เข้าไล่ประจญประจัญบาน ฯ
  ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
       บัดนั้น วายุบุรตรวุฒิไกรใจหาญ
หักเอาด้วยกำลังชัยชาญ โถมทะยานถีบต้องอสุรี
ล้มลงกับพื้นพสุธา ด้วยศักดาเดชเรืองศรี
โลดโผนโจนไปทันที ขุนกระบี่เหยียบอกลงไว้ ฯ
จึ่งถามพิรากวนนงลักษณ์ ไมยราพขุนยักษ์นี้ไฉน
ฆ่ามันจึ่งไม่บรรลัย สงสัยเป็นพ้นพรรณนา ฯ
  ฯ ๒ คำ ฯ
       เมื่อนั้น นางพิรากวนยักษา
ฟังวายุบุตรก็ปรีดา จึ่งร้องบอกมาทันที
ซึ่งว่าฆ่ามันไม่ตาย เพราะด้วยอุบายยักษี
ถอดจิตออกเป็นภุมรี ใส่กล่องมณีอลงกรณ์
แล้วเอาลงไปซ่อนไว้ ในยอดตรีกูฏสิงขร
ท่านจงคิดฆ่าตัวภมร ไมยราพฤทธิรอนจะวายปราณ ฯ
  ฯ ๖ คำ ฯ
       เมื่อนั้น วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ
ฟังนางบอกแจ้งทุกประการ ยินดีปานได้ฟากฟ้า
เท้าเหยียบอสุราไว้มั่น   กรนั้นประนมเหนือเกศา
ก็ร่ายพระเวทอันศักดา นิมิตกายกายาวานร ฯ
รูปนั้นใหญ่เท่าพรหมาน สูงตระหง่านดั่งหนึ่งสิงขร
พร้อมทั้งสี่พักตร์แปดกร สำแดงฤทธิรอนเกรียงไกร
เท้าซ้ายเหยียบอกอสุรี มิให้เคลื่อนจากที่ขึ้นมาได้
เท้าขวานั้นก้าวทะยานไป ยังในตรีกูฏบรรพตา ฯ
มือหนึ่งง้างยอดคีรินทร กรหนึ่งนั้นค้นคว้าหา
จับได้แมลงภุมรา ก็เอาขึ้นมาชูไว้
เหวยเหวยไมยราพยักษี นี่หัวใจมึงฤๅมิใช่
ว่าแล้วขยี้เป็นจุณไป ตัดเศียรลงให้พร้อมกัน ฯ
ดั่งหนึ่งพระกาฬพาลราช มาฟันฟาดด้วยคมพระแสงขรรค์
กายดิ้นระด่าวแดยัน กุมภัณฑ์ก็ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

จัดทำและนำเสนอโดย คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี


สมุดเยี่ยม