ประวัติที่มาเรื่องรามเกียรติ์
ห้องเรียนสีชมพู ห้องเรียนรามเกียรติ์
พระราม
พระลักษมณ์
|
|
| อันพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ | ทรงเพียรตามเรื่องนิยายไสย |
| ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด | ตั้งพระทัยสมโภชบูชา |
| ใครฟังอย่าได้ไหลหลง | จงปลงอนิจจังสังขาร์ |
| ซึ่งอักษรกลอนกล่าวลำดับมา | โดยราชปรีดาก็บริบูรณ์ |
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ไมยราพ
ทศกัณฐ์ (ทศ=10 กัณฐ์=คอ)
| เมื่อนั้น | พระยาไมยราพยักษี |
| ครั้นเสร็จแกว่งกล้องมณี | อสุรีก็เหาะกลับมา ฯ |
| ครั้นถึงยืนอยู่แต่ไกล | แอบพุ่มพระไทรใบหนา |
| เห็นหมู่วานรโยธา | มิได้ตรวจตราแก่กัน |
| ทั้งนั่งยามตามไฟก็เงียบสิ้น | ฆ้องกลองพาทย์พิณก็ไม่ลั่น |
| บ้างตื่นบ้างหลับเคี้ยวฟัน | กุมภัณฑ์ค่อยย่องเข้าไป |
| เห็นพลกระบี่บางหมู่ | พูดจากันอยู่หาหลับไม่ |
| เดินไปเดินมาไวไว | ตกใจก็ถอยออกมา |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| จึ่งหยุดยืนอยู่เหนือลม | ทำตามอาคมยักษา |
| เทยาสะกดนิทรา | ใส่กล้องรัตนาแล้วเป่าไปฯ |
| ต้องหมู่โยธาพานริน | มัวเมาไปสิ้นไม่ทนได้ |
| ก็หลับสนิททั้งทัพชัย | ไม่เป็นสติสมประดี ฯ |
| แล้วเข้าฉุดลากกระชากดู | กลางหมู่โยธากระบี่ศรี |
| เห็นนอนนิ่งไม่ติงอินทรีย์ | อสุรีก็เดินเข้ามา ฯ |
| ครั้นถึงซึ่งปากวายุบุตร | หยุดอยู่ดูไปซ้ายขวา |
| จึ่งร่ายเวทสะกดนิทรา | เทยาใส่กล้องแล้วเป่าไป ฯ |
| ต้องพระยาสุครีพนั่งหลับ | กับทั้งหนมานทหารใหญ่ |
| อสุรีมีความดีใจ | ก็เข้าไปในโอษฐ์วานร |
| ครั้นถึงพลับพลาสุวรรณรัตน์ | อันโอภาสจำรัสประภัสสร |
| เห็นหมู่โยธาพลากร | นอนหลับทับกันดาษดา |
| ยังแต่พิเภกขุนยักษ์ | กับองค์พระลักษณ์กนิษฐา |
| นั่งอยู่แทบบาทพระรามา | อสุราก็ยอบเข้าไป |
| จึ่งเอายาสะกดนั้นใส่กล้อง | ด้อมมองแฝงมาให้ใกล้ |
| แล้วร่ายพระเวทอันเกรียงไกร | กลั้นใจเป่าซ้ำอีกสามที ฯ |
| ต้องพระยาพิเภกขุนยักษ์ | ทั้งพระรามพระลักษณ์เรืองศรี |
| หลับใหลไม่สมประดี | ด้วยเวทอสุรีชาญฉกรรจ์ ฯ |
| มีความชื่นชมโสมนัส | ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์ |
| แกว่งกล้องย่องย่างจรจรัล | ขึ้นยังสุวรรณพลับพลา ฯ |
| พิศเพ่งเล็งดูพระลักษมณ์ | ดวงพระพักตร์เพียงเทพเลขา |
| ผิวเหลืองเรืองรองดั่งทองทา | โสภาพริ้มพร้อมทั้งกาย |
| แล้วเหลือบแลดูพระราม | สง่างามพริ้มเพริศเฉิดฉาย |
| สีเขียวนวลนิลพรรณราย | สองชายน้อยน้อยแต่เท่านี้ |
| ไฉนจึ่งองค์พระมารดร | ว่ามีฤทธิรอนกว่ายักษี |
| ฆ่าเสียก็จะม้วยชีวี | เพียงในนาทีไม่พริบตา |
| คิดแล้วผาดแผลงสำแดงเดช | ช้อนพระราเมศผู้เชษฐา |
| ขึ้นใส่เหนือบ่าอสุรา | ก็ออกมาจากปากวานร ฯ |
| ชำแรกแทรกพื้นสุธาธาร | ด้วยกำลังขุนมารชาญสมร |
| ข้ามด่านผ่านทางพนาดร | พาจรเร่งรีบไปธานี ฯ |
| ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ | สั่งมหาอำมาตย์ยักษี |
| จงเอามนุษย์น้อยนี้ | ใส่กรงเหล็กไว้ที่ดงตาล |
| แล้วให้เกณฑ์หมู่อสุรา | โกฏิหนึ่งฤทธากล้าหาญ |
| รักษาในราตรีกาล | ระวังเหตุเภทพาลอย่าไว้ใจ |
| อันอีพิรากวนอสุรี | ให้ตักน้ำใส่ที่กระทะใหญ่ |
| ตั้งไว้ยังหน้าพระลานชัย | ต่อปัจจุสมัยเวลา (เวลาเช้าตรู่) |

| บัดนั้น | เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ |
| รับสั่งเจ้ากรุงบาดาล | ก็ให้นครบาลชาญฉกรรจ์ |
| ยกเอากรงเหล็กอันใหญ่ | มาใส่พระรามรังสรรค์ |
| ไปไว้ยังดงตาลนั้น | ตามพระยากุมภัณฑ์บัญชา |
| ฯ ๔ คำฯ เจรจา | |
| บัดนั้น | วายุบุตรฤทธิไกรใจกล้า |
| แต่ต้องละอองอายยา | หลับตาเมามัวไมสมประดี |
| ครั้นลมพัดก็ตื่นฟื้นกาย | เรียกสุครีพน้าชายกระบี่ศรี |
| อัศจรรย์เป็นพ้นพันทวี | เมื่อกี้ข้าเคลิ้มหลับไป |
| ฤๅว่าไมยราพชาญฉกรรจ์ | มันลอบสะกดเข้ามาได้ |
| พระน้าอย่านิ่งนอนใจ | จงไปดูองค์พระจักราฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า |
| แว่วเสียงหนุมานเรียกมา | ก็ผวาตื่นขึ้นทันที |
| ตกใจนิ่งขึงตะลึงคิด | ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงจี้ |
| อารมณ์ไม่เป็นสมประดี | ขุนกระบี่ก็รีบไปพลับพลาฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ | |
| เห็นหมู่โยธาพลากร | พวกพลวานรซ้ายขวา |
| หลับใหลไม่ฟื้นตื่นตา | เกลื่อนกลาดตาษดาทับกัน |
| ทั้งพระยาพิเภกขุนยักษ์ | กับองค์พระลักษณ์รังสรรค์ |
| หลับข้างแท่นแก้วแพรวพรรณ | แต่พระทรงสุบรรณนั้นหายไป |
| ตกใจจึงเรียนหนุมาน | ทั้งวานรทหารน้อยใหญ่ |
| แล้วเดินโศกาอาลัย | เข้าไปปลุกพระอนุชาฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ |
|
สุครีพ
หรือลูกพระอาทิตย์
|
| เมื่อนั้น | พระลักษมณ์สุริยวงศ์นาถา |
| ผวาตื่นฟื้นจากนิทรา | แลมาไม่เห็นพระจักรี |
| ตกใจดั่งพระยามัจจุราช | มาฟันฟาดเศียรเกล้าเกศี |
| สติไม่เป็นสมประดี | ก็โศกีครวญคร่ำรำพันฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| โอ้ว่าสมเด็จพระเชษฐา | เราจากพาราเขตขัณฑ์ |
| ได้ยากลำบากด้วยกัน | ที่ในอารัญกันดาร |
| ทศพักตร์มันลักพี่นางไป | ไว้ในลงการาชฐาน |
| แต่พี่น้องสองคนทรมาน | ตามมาจะผลาญอสุรี |
| จนได้โยธาพลากร | วานรทั้งสองบูรีศรี |
| ยกข้ามมหาชลธี | จะต่อตีแก้แค้นแทนมัน |
| ยังมิทันจะได้รณรงค์ | ปราบพงศ์ราพณ์ร้ายโมหันธ์ |
| ควรฤาพวกพาลชาญฉกรรจ์ | มาลอบลักทรงธรรม์พาไป |
| ป่านนี้พระจอมมงกุฎเกศ | จะแสนทุกข์แสนเทวษเป็นไฉน |
| มันจะทำลำบากตรากไว้ | ฤาจะฆ่าฟันให้บรรลัยลาญ |
| แม้นพระหริรักษ์จักรแก้ว | ล่วงแล้วสุดสิ้นสังขาร |
| น้องจะอยู่ไปไยให้ทรมาน | จะวายปราณตามเสด็จไปเมืองฟ้า |
| ให้พ้นอัปยศอดสู | แก่หมู่ไตรโลกถ้วนหน้า |
| ร่ำพลางแสนโศกโศกา | ดั่งว่าจะสิ้นสมประดีฯ* |
| ฯ ๑๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | สุครีพหนุมานกระบี่ศรี |
| ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี | ก็โศกีร่ำรักพระจักราฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| โอ้ว่าพระปิ่นโลเกศ | พระเดชแผ่ทั่วทุกทิศา |
| ควรฤๅอสูรพาลา | ลอบมาสะกดพระองค์ไป |
| เสียแรงตัวข้าเป็นทหาร | จะรักษาบทมาลย์ก็ไม่ได้ |
| เสียทีที่มีฤทธิไกร | มาขายใต้เบื้องบาทพระสี่กร |
| ให้ไตรโลกนั้นล่วงติฉิน | ประมาทหมิ่นพระองค์ทรงศร |
| เสียชาติสุริยพงศ์พานร | ใครห่อนจะนับว่าดี |
| ร่ำพลางโศกาอาลัย | ทุกหมู่พลไกรกระบี่ศรี |
| เสียงแซ่สนั่นเป็นโกลี | เพียงหนึ่งชีวีจะมรณาฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ โอด | |
| บัดนั้น | พระยาพิเภกยักษา |
| แสนวิโยคโศกเศร้าโศกา | อสุราค่อยได้สมประดี |
| จึ่งน้อมเศียรถวายอภิวาทน์ | ทูลพระนุชนาถเรืองศรี |
| อันว่าสมเด็จพระจักรี | ใช่ที่จะม้วยชีวัน |
| จงระงับความทุกข์ร้อน | อย่าอาวรณ์วิโยคกันแสงศัลย์ |
| ขอให้หนุมานชาญฉกรรจ์ | ตามพระทรงธรรม์ไปบาดาล |
| อันอ้ายไมยราพอสุรา | ก็จะม้วยชีวาสังขาร |
| พระเกียรติสมเด็จรพระอวตาร | จะแผ่พ่านไปทั่วธาตรีฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี |
| ได้ฟังพิเภกอสุรี | ภูมีค่อนคลายโศกาลัย |
| จึ่งสั่งคำแหงวายุบุตร | ท่านผู้ฤทธิรุทรแผ่นดินไหว |
| เร่งตามพระองค์ลงไป | ยังในนัคราบาดาลฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | โอรสพระพายใจหาญ |
| รับสั่งน้องพระอวตาร | กราบกับบทมาลย์ด้วยภักดี |
| แล้วถามวิถีทางจร | ซึ่งจะไปนครยักษี |
| แก่พระยาพิเภกอสุรี | ถ้วนถี่มิให้แคลงวิญญาณ์ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา | |
| เสร็จแล้วประณตบทบงสุ์ | ลาองค์พระลักษมณ์กนิษฐา |
| ออกจากสุวรรณพลับพลา | สำแดงศักดาแล้วรีบไปฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| จึ่งพินิจพิศดูสำคัญ | ซึ่งพิเภกกุมภัณฑ์บอกให้ |
| ก็ถึงต้นมรคาพนาลัย | แลไปเห็นสระปทุมมาลย์ |
| มีบัวดอกหนึ่งเท่ากงรถ | บานสดกลิ่นเกลี้ยงหอมหวาน |
| ขุนกระบี่ผู้ปรีชาชาญ | ก็หักก้านลอดไปด้วยฤทธาฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
นางสำมะนักขา
ผู้ยุให้ทศกัณฐ์มาลักนางสีดา
| แลเห็นกำแพงแลงล้อม | ป้อมค่ายคูเขื่อนแน่นหนา |
| ล้วนแล้วไปด้วยศิลา | หมู่ยักษ์รักษานับพัน |
| จึงชักตรีเพชรออกกวัดแกว่ง | สำแดงฤทธิไกรไหวหวั่น |
| เข้าไล่หักโหมโรมรัน | บุกบันดีด่านอสุรีฯ |
| ฯ
๔ คำ ฯ เชิด |
|
| บัดนั้น | ฝ่ายหมู่อสุรยักษี |
| เห็นวานรเผือกผู้มาราวี | ตีค่ายทำลายปราการ |
| ต่างตนพิโรธโกรธนัก | ฉวยชักอาวุธสำแดงหาญ |
| กรูกันโลดโผนโจนทะยาน | ออกไล่รอนราญวานร |
| พุ่งซัดอาวุธกุลาหล | ต่างตนก็ยิงธนูศร |
| แทงด้วยแหลนหลาวโตมร | ฟันฟอนอุตลุดวุ่นไปฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานทหารใหญ่ |
| หลบหลีกแคล่วคล่องว่องไว | เลี้ยวไล่สังหารอสุรี |
| ถีบกัดฟัดแทงสับสน | ด้วยกำลังฤทธิรณกระบี่ศรี |
| ตายยับทับกันไม่สมประดี | สิ้นพวกโยธีกุมภัณฑ์ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด | |
| ครั้นเสร็จทำลายกำแพงด่าน | ฆ่าหมู่มารม้วยอาสัญ |
| ขุนกระบี่ก็รีบจรจรัล | ดัดดั้นไปตามมรคาฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| เหลือบแลไปเห็นกุญชร(ช้าง) | งางอนสูงใหญ่ขวางหน้า |
| เรียกมันครั่นครึกเป็นโกลา | สองตาดั่งแสงอโณทัย |
| จึ่งทำสีหนาทตวาดเสียง | สำเนียงกึกก้องแผ่นดินไหว |
| แกว่งตรีโลดโผนโจนไป | เข้าไล่โจมจับคชกรรม์ฯ(จับช้าง) |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | ฝ่ายช้างอุราตัวขยัน |
| บ้าบุกอุกอาจเมามัน | วิ่งเข้าประจัญด้วยวานรฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| สี่เท้าถีบฉัดหางฟาด | ทำอำนาจดังคชไกรสร |
| งวงคว้างาแทงตะลุมบอน | ด้วยกำลังฤทธิรอนราวีฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ |
พิเภกน้องทศกัณฐ์
| บัดนั้น | หนุมานผู้ชาญชัยศรี |
| หลบหลีกว่องไวในที | ขุนกระบี่เหยียบงาคชาชาญ |
| ปีนขึ้นด้วยกำลังสามารถ | องอาจหักคอคชสาร |
| ล้มลงกับพื้นสุธาธาร | วายปราณสิ้นชีพชีวาฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ โอด | |
| ครั้นเสร็จสังหารกุญชร | อันเป็นด่านนครยักษา |
| ก็เร่งรีบไปตามมรคา(ทาง) | ด้วยกำลังศักดาว่องไวฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| รวดเร็วดั่งลมพัดพาน | ถึงสถานที่ร่วมทางใหญ่ |
| ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ | แลไปเห็นเขากระทบกัน |
| เป็นประกายเพลิงแรงแสงกล้า | เสียงก้องโกลาเลื่อนลั่น |
| เปลวพลุ่งรุ่งโรจน์ไม่มีควัน | ร้อนดั่งสุริยฉันบรรลัยกาล |
| จึ่งตรงเข้าไปยังคีรี | ไม่เกรงอัคคีจะสังหาร |
| ผาดแผลงฤทธิไกรชัยชาญ | เผ่นทะยานขึ้นยอดบรรพตฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เชิด | |
| ตีนถีบมือหักด้วยกำลัง | ภูเขาก็พังลงหมด |
| ลั่นเลื่อนสะเทือนถึงโสฬส | เพลิงกรดดับสิ้นทันทีฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| ครั้นเสร็จหักเขากระทบกัน | ซึ่งเป็นด่านขัณฑ์ยักษี |
| ก็รีบเร่งมาในราตรี | ตามที่แถวทางรัถยาฯ(ทาง) |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| แลไปเห็นยุงเท่าแม่ไก่ | ฝูงใหญ่บินว่อนขวางหน้า |
| ขุนกระบี่ผู้มีศักดา | เข้าไล่เข่นฆ่ารอนราญฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | จึ่งฝูงยูงใหญ่ใจหาญ |
| โกรธาดั่งไฟบรรบัยกาล | บินทะยานเข้ากลุ้มรุมดีฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| สำเนียงเสียงร้องก้องอากาศ | หมายมาดกินเลือดกระบี่ศรี |
| จู่โจมโถมเข้าราวี | ทั่วทั้งอินทรีย์วานรฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ |
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานชาญสมร |
| เห็นยุงกลุ้มเข้ามาราญรอน | สองกรจับขยี้วุ่นไปฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| หัวบี้หัวแบนปีกขาด | ตกลงเกลื่อนกลาดไม่นับได้ |
| ฝูงยุงก็สิ้นชีวาลัย | ด้วยฤทธิไกรชัยชาญฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ โอด | |
| ครั้นเสร็จหักด่านยุงร้าย | จึ่งลูกพระพายใจหาญ |
| มุ่งหมายมรคาบาดาล | ก็ระเห็จเตร็ดทะยานรีบจรฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| เห็นสระสี่เหลี่ยมกว้างใหญ่ | ดาษไปด้วยประทุมเกสร |
| ทรงดอกออกฝักอรชร | ตูมบานสลอนสลับกัน |
| พระพายชายพัดมาเรื่อยเรื่อย | หอมเฉื่อยซาบจิตเกษมสันต์ |
| ให้สงสัยไม่รู้สำคัญ | ว่าจะจรจรัลไปแห่งใด |
| เหลือบซ้ายแลขวาทุกทิศ | พินิจรอบทั่วสระใหญ่ |
| ไม่เห็นร่องรอยก็จนใจ | แต่เวียนเที่ยวไปเที่ยวมาฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | มัจฉานุผู้ใจแกล้วกล้า |
| ซึ่งอยู่ในสระคงคา | เป็นด่านรักษาชั้นใน |
| ราตรีเที่ยงคืนเคยเที่ยว | ลดเลี้ยวกระเวนทางใหญ่ |
| ก็สำแดงแผลงฤทธิเกรียงไกร | ขึ้นไปจากท้องชลธารฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| ถึงที่ขอบสระก็หยุดอยู่ | แลดูไปทั่วทุกสถาน |
| เห็นวานรเผือกผู้อหังการ | ล่วงด่านผ่านทางเข้ามา |
| โกรธาขบฟันกระทืบบาท | ทำอำนาจออกยืนขวางหน้า |
| แล้วร้องประกาศด้วยวาจา | เหวยอ้ายพาลาใจฉกรรจ์ |
| ตัวเอ็งมานี้จะไปไหน | ไม่กลัวชีวาจะอาสัญ |
| องอาจล่วงด่านกุมภัณฑ์ | กูจะหั่นให้ยับลงกับกรฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ |
หนุมานลงไปลงโทษนางสุพรรณมัจฉาที่พาพวกมาขโมยหินและได้เป็นเมีย
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานชาญสมร |
| เห็นลิงน้อยขึ้นจากสาคร | อ้างอวดฤทธิรอนอหังการ์ |
| จึ่งคิดว่าวานรนี้ | เหตุใดมีหางเป็นมัจฉา |
| รูปทรงองอาจประหลาดตา | ถ้อยคำหยาบช้าทะนงใจ |
| จึ่งร้องว่าเหวยอ้ายลิงเล็ก | จะเจียมตัวว่าเด็กก็หาไม่ |
| มึงอย่าขวางหน้ากูไว้ | ถอยไปให้พ้นอ้ายสาธารณ์ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | มัจฉานุฤทธิไกรใจหาญ |
| ได้ฟังกริ้วโกรธคือไฟกาฬ | ตบมือฉัดฉาดแล้วตอบไป |
| ถึงตัวกูน้อยเท่านี้ | จะกลัวฤทธีเอ็งก็หาไม่ |
| อย่าพัก อาจองทะนงใจ | ใครดีจะได้เห็นกัน |
| ว่าแล้วสำแดงเดชา | พสุธาบาดาลไหวหวั่น |
| โลดโผนโจนรุกบุกบัน | เข้าไล่โรมรันราวีฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | หนุมานผู้ชาญชัยศรี |
| กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี | ขุนกระบี่รับระปะทะกร |
| แคล่วคล่องว่องไวทั้งสองข้าง | ต่างตนต่างหาญชาญสมร |
| ถ้อยทีถ้อยมีฤทธิรอน | ต่อกรไม่ละลดกันฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน |
| ปล้ำปลุกคลุกคลีตีประจัญ | พัลวันหลบหลีกไปในที |
| ถีบกัดวัดเหวี่ยงอุตลุด | ทะยานยุทธ์ไม่ท้อถอยหนี |
| กอดรัดฟัดกันเป็นโกลี | เปลี่ยนท่าเปลี่ยนทีรอนราญฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ |
| รับรุกบุกบันประจัญบาน | เผ่นทะยานโถมถีบด้วยบาทา |
| ถูกมัจฉานุชวนไป | ฉวยรวบเท้าได้ทั้งซ้ายขวา |
| ฟาดลงกับแผ่นศิลา | ด้วยกำลังศักดาราวีฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ |
| บัดนั้น | มัจฉานุผู้ชาญชัยศรี |
| มิได้ชอกช้ำอินทรีย์ | โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์ |
| ผุดลุกขึ้นได้กระทืบบาท | ทำอำนาจผาดเสียงดั่งฟ้าลั่น |
| วิ่งผลุนหมุนเข้าบุกบัน | โรมรันไม่คิดชีวาฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า |
| โถมรับกลับกลอกไปมา | หันเหียนเปลี่ยนท่าราวีฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| รบพลางรำพึงคะนึงคิด | สงสัยในจิตกระบี่ศรี |
| เหตุใดวานรน้อยนี้ | จึ่งล้างชีวีไม่บรรลัย |
| ทรหดอดทนสามารถ | องอาจต่อสู้ด้วยกูได้ |
| คิดแล้วจึ่งร้องถามไป | เหวยอ้ายลิงน้อยเท่าแมลงวัน |
| เป็นไฉนมาอยู่รักษาด่าน | ไมยราพขุนมารโมหันธ์ |
| เชื้อชาติสุริยวงศ์พงศ์พันธุ์ | นามนั้นชื่อใดวานรฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | มัจฉานุกุมารชาญสมร |
| ฟังความถามถึงนามกร | พงศ์พันธุ์มารดรแลบิดา |
| จึ่งคิดว่าวานรตัวนี้ | ฤทธีองอาจแกล้วกล้า |
| หักด่านผ่านทางลงมา | ถึงมหานัครบาดาล |
| รูปกายก็คล้ายกับกู | สองหูพรรณนารายฉายฉาน |
| ฤาจะเป็นกุณฑลสุรกานต์ | เหมือนมารดาสั่งความไว้ |
| ครั้นว่าจะนิ่งเสียบัดนี้ | จะแจ้งเหตุร้ายดีก็หาไม่ |
| คิดแล้วจึ่งร้องตอบไป | ตัวเรานี้ได้นามกร |
| ชื่อมัจฉานุวัยวุฒิ | บุตรนางมัจฉาดวงสมร |
| สำรอกไว้ริมสาคร | ไมยราพฤทธิรอนได้ |
| เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม์ | ได้อยู่ด่านขัณฑ์ยักษา |
| บิตุเรศของเราผู้ศักดา | ชื่อว่าคำแหงหนุมาน |
| ตัวท่านนี้เป็นวานร | นามกรชื่อไรจึ่งอาจหาญ |
| ล่วงมาถึงมือพระกาฬ | ไม่กลัววายปราณฤาว่าไรฯ |
| ฯ ๑๔ คำ ฯ |
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานทหารใหญ่ |
| ฟังความจะแจ้งไม่แคลงใจ | ยินดีดั่งได้ฟากฟ้า |
| พินิจพิศดูดวงพักตร์ | แสนรักพูนเพิ่มเสน่หา |
| ตบมือสำรวลไปมา | อนิจจาเป็นได้ถึงเพียงนี้ |
| จึ่งว่าดูก่อนมัจฉานุ | ดวงจักษุพ่อเฉลิมศรี |
| เจ้าอย่าโกรธาราวี | เรานี้คือศรีหนุมาน |
| บุญแล้วจึ่งฆ่ากันไม่ตาย | สายสวาทพ่อยอดสงสาร |
| ทั้งเทเวศผู้ปรีชาชาญ | บันดาลให้มาพบกันฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา | |
| บัดนั้น | มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน |
| ฟังลูกพระพายเทวัญ | ขบฟันชี้หน้าแล้วร้องไป |
| เหม่เหม่ดูดู๋กระบี่ศรี | มุสาพาทีก็เป็นได้ |
| ถ้อยคำหยาบช้าไม่เกรงใจ | ใครจักเชื่อฟังวานร |
| แม้นหาวเป็นดาวเดือนตะวัน | ให้เห็นสำคัญประจักษ์ก่อน |
| เราจึ่งจะเชื่อว่าบิดร | ทหารพระสี่กรอวตาร ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ |
| ฟังมัจฉานุกุมาร | ว่าขายกินแหนงแคลงใจ |
| รับขวัญแล้วกล่าวพจนารถ | สุดสวาทของพ่ออย่าสงสัย |
| ว่าพลางก็เหาะขึ้นไป | อยู่ในอากาศด้วยฤทธาฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| หาวเป็นดาวเดือนทินกร | เขจรสว่างเวหา |
| เสร็จแล้วก็กลับลงมา | ยังพื้นพสุธาทันทีฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ พาทย์ | |
| บัดนั้น | มัจฉานุผู้ชาญชัยศรี |
| เห็นประจักษ์เหมือนคำชนนี | ยินดีก็วิ่งเข้าไป |
| ยอกรขึ้นเหนือศิโรเพฐน์ | น้อมเกศบังคมประนมไหว้ |
| ตัวลูกไม่แจ้งประจักษ์ใจ | จึ่งชิงชัยกับพระบิดา |
| อันโทษนี้ใหญ่หลวงนัก | ลูกรักจักขอโทษา |
| อย่าให้เป็นกรรมเวรา | แก่ข้าน้อยนี้สืบไปฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา |

หนุมานเข้าทำลายกรง(ตรุ)ที่คุมขังพระรามที่ดงตาล
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานทหารใหญ่ |
| สวมสอดกอดลูกเข้าไว้ | ลูบไล้ไปทั่วทั้งอินทรีย์ |
| รับขวัญจุมพิตแล้วพิศพักตร์ | ดวงจักษุพ่อเฉลิมศรี |
| ซึ่งเจ้าต่อยุทธ์บิดานี้ | เพราะมิได้รู้จักกัน |
| ถ้อยทีถ้อยรักษาตัว | ด้วยกลัวชีวาจะอาสัญ |
| อันซึ่งผิดพลั้งทั้งนั้น | ไม่ถือโทษทัณฑ์แก่ลูกรัก |
| พ่อจะอยู่ช้าก็ไม่ได้ | จะรีบไปตามองค์พระทรงจักร |
| สังหารไมยราพขุนยักษ์ | ซึ่งมันไปลักพระองค์มา |
| ตัวเจ้าค่อยอยู่เป็นสุขก่อน | อย่าอาวรณ์เศร้าโทมนัสา |
| อันทางบาดาลนัครา | แก้วตาจงบอกให้พ่อไปฯ |
| ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา | |
| บัดนั้น | มัจฉานุผู้มีอัชฌาสัย |
| ได้ฟังอัดอั้นดันใจ | บังคมไหว้แล้วตอบวาที |
| ข้อนี้ขัดสนเป็นพ้นคิด | พระบิดาจงโปรดเกศี |
| ด้วยพระยาไมยราพอสุรี | ได้เลี้ยงลูกนี้จนใหญ่มา |
| พระคุณดั่งคุณบิตุเรศ | ซึ่งบังเกิดเกศเกศา |
| อันซึ่งจะบอกมรคา | ดั่งข้าไม่มีกตัญญู |
| บิดาลงมาทางไหน | ทางนั้นจะไปยังมีอยู่ |
| จงเร่งพินิจพิศดู | ก็จะรู้ด้วยปรีชาชาญฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | วายุบตรวุฒิไกรใจหาญ |
| ฟังมัจฉานุกุมาร | ว่าขานหลีกเลี้ยวเป็นคำนัย |
| ขุนกระบี่ผู้มีกำลังฤทธ์ | นิ่งคิดก็คิดขึ้นได้ |
| จึ่งหักก้านบุษบงด้วยว่องไว | ลอดไปตามไส้ปทุมาฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| ครั้นถึงซึ่งสระชลธาร | ใกล้ทวารนิเวศของยักษา |
| เห็นหมู่อสุรโยธา | ตรวจตรารอบราชธานี |
| จึ่งหยุดรำพึงคะนึงคิด | จะตรงไปต่อฤทธิ์ด้วยยักษี |
| ไหนจะรู้ข่าวพระจักรี | ว่าอยู่ที่แห่งหนตำบลใด |
| จำกูจะทำอุบายกล | แอบตนฟังความให้จงได้ |
| คิดพลางยืนอยู่แต่ไกล | สำรวมใจกำบังกายาฯ |
| แล้วเข้าแอบต้นโศกอยู่ | คอยฟังคำหมู่ยักษา |
| เข้าออกบอกกันจำนรรจา | ริมท่าสระโบกขรณีฯ |
| เมื่อนั้น | ฝ่ายนางพิรากวนยักษี |
| ต้องจำลำบากพันทวี | กับด้วยอสุรีลูกรัก |
| อยู่ในเรือนตรุกันดาร | แสนทุกข์ทรมานเพียงอกหัก |
| ไมยราพอสุราพระยายักษ์ | ใช้ให้ไปตักคงคา |
| ใส่กระทะจะต้มลูกชาย | ให้ตายด้วยพระรามนาถา |
| ก็กระเดียดกระออมเดินมา | ออกจากทวาราธานี ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เพลง | |
| ครั้นถึงที่สระบุษบง | นั่งลงริมท่าวารีศรี |
| คิดถึงลูกรักร่วมชีวี | ดีทรวงเข้าร่ำโศกา |
| โอ้ว่าไวยวิกของแม่เอ๋ย | ทรามเชยผู้ยอดเสน่หา |
| เสียแรงบำรุงเลี้ยงมา | จนชันษาจำเริญวัย |
| ควรฤๅไมยราพขุนมาร | คิดการพาลผิดก็เป็นได้ |
| โทษกรณ์ไม่มีเท่ายองใย | ใส่ไคล้จะล้างชีวัน |
| อนิจจาสงสารตัวเจ้า | รุ่งเช้าก็จะม้วยอาสัญ |
| กับองค์พระรามด้วยกัน | ใครจะช่วยได้นั้นก็ไม่มี |
| สุดที่แม่แล้วนะแก้วตา | ซึ่งจะพ้นอาญายักษี |
| แม้นเจ้าสิ้นชีพชีวี | แม่นี้ไม่อยู่จะสู้ตาย |
| ก้มหน้าไปตามทรามสวาท | ให้ประจักษ์โลกธาตุทั้งหลาย |
| ถึงอยู่ไปจะทรมานกาย | จะฟูมฟายชลเนตรทุกเวลา |
| พรุ่งนี้ก็จะจากอกไป | ที่ไหนแม่จะได้เห็นหน้า |
| ร่ำพลางแสนโศกโศกา | ดั้งว่าจะสิ้นชีวันฯ |
| ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด | |
| บัดนั้น | ฝ่ายลูกพระพายรังสรรค์ |
| เห็นนางโศกาจาบัลย์ | รำพันออกนามพระรามา |
| ว่ารุ่งเช้าชีวิตจะวายปราณ | กับไวยวิกขุนมารยักษา |
| จึ่งคลายพระเวทกำบังตา | เดินเข้าไปหาทันใด ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| นั่งลงแล้วกล่าววาที | ยายอย่าโศกีละห้อยไห้ |
| เราเป็นทหารพระภูวไนย | ผู้ใดไม่รอต่อกร |
| ชื่อว่าหนุมานชาญณรงค์ | มาตามพระองค์ทรงศร |
| ด้วยอ้ายไมยราพฤทธิรอน | มันพาภูธรลงมา |
| ไม่รู้ว่าอยู่ตำบลใด | จนใจที่จะเสาะแสวงหา |
| จงพาเราไปในพารา | จะฆ่ามันให้ม้วยชีวี |
| จะช่วยไวยวิกให้พ้นตาย | ตัวยายก็จะสุขเกษมศรี |
| เป็นเจ้าแก่หมู่อสุรี | ในที่นัคราบาดาล ฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | พิรากวนผู้ยอดสงสาร |
| ได้ฟังคำแหงหนุมาน | นงคราญค่อยคลายจาบัลย์ |
| มีความชื่นชมโสมนัส | ดั่งได้สมบัติในสวรรค์ |
| จึ่งว่าไมยราพชาญฉกรรจ์ | มันเอาพระองค์ไปไว้ |
| ดงตาลท้ายเมืองอสุรี | อยู่ที่ในกรงเหล็กใหญ่ |
| อสุรารักษาทั้งนอกใน | ซึ่งจะพาเข้าไปนั้นยากนัก |
| ด้วยว่ากุมภัณฑ์นายประตู | ชั่งดูมิให้เบาหนัก |
| ถึงจะเหาะข้ามกำแพงยักษ์ | ก็จะต้องจักรกรดมรณา |
| มาตราแม้นจะแปลงเป็นแมลงวัน | อย่าสำคัญจะพ้นยักษา |
| ขุนกระบี่ผู้มีปรีชา | ตรึกตราอย่าให้เสียการฯ |
| ฯ ๑๐ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ |
| ฟังพิรากวนนางมาร | บอกขานจะแจ้งไม่แคลงใจ |
| จึ่งว่าเพียงนี้ไม่ยากนัก | ตัวข้าพอจักคิดได้ |
| จะแปลงเป็นใยบัวติดสไบ | เข้าไปมิให้สงกา |
| แม้นว่าชั่งหนักจะหักลง | จงเอาสำนวนนี้ว่า |
| คันชั่งอยู่ครั้นบุราณมา | เก่าแก่คร่ำคร่าช้านาน |
| ข้ามิได้พาผู้ใด | มาในพาราราชฐาน |
| จงดูเอาเถิดนะขุนมาร | อย่าแสร้งมาพาลพาที ฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา |
| เมื่อนั้น | นางพิรากวนยักษี |
| ได้ฟังทหารพระจักรี | ยินดีแล้วตอบวาจา |
| อันความคิดนี้ประเสริฐนัก | เราจักตอบตามท่านว่า |
| จงเร่งนิมิตกายา | ตัวข้าจะพาบทจร ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานชาญสมร |
| ประนมหัตถ์ร่ายเวทฤทธิรอน | สังวรใจนิมิตอินทรีย์ ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| เป็นใยบัวติดสไบบาง | นางพิรากวนยักษี |
| ด้วยเดชพระมนต์อันฤทธี | อสุรีไม่เห็นกายา ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | นางพิรากวนยักษา |
| เอากระออมนั้นดักคงคา | ขึ้นมากระเดียดเดินไป ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เพลง | |
| บัดนั้น | อสุรยักษ์รักษาทวารใหญ่ |
| เห็นนางพิรากวนอรทัย | ไปตักซึ่งชลธีมา |
| จึ่งเอากระออมกับตัวนาง | วางเหนือตราชูยักษา |
| ชั่งดูกับลูกศิลา | ที่เคยตรวจตราทุกที ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา | |
| ครั้นตราชูยนต์หนักนัก | ก็ลั่นเดาะหักลงกับที่ |
| กระออมแตกยับไม่สมประดี | อสุรีเข้าจับวุ่นไป ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา | |
| แล้วตั้งกระทู้ขู่ถาม | นางนี้ทำความเป็นไฉน |
| พาใครเข้ามารฤๅว่าไร | จงบอกไปแต่โดยสัจจาฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา | |
| เมื่อนั้น | นางพิรากวนยักษา |
| ขึ้นเสียงเถียงตอบอสุรา | เหตุใดมาว่าดั่งนี้ |
| เรามาผู้เดียวก็เห็นอยู่ | เมื่อตราชูยนต์ของยักษี |
| คร่ำคร่ามานานกว่าแสนปี | ไม่ดีหักเองจะโทษใคร |
| อนิจจาเห็นว่ากูตกยาก | น้ำท่วมปากแล้วก็ว่าได้ |
| จะทำกระไรก็ตามใจ | ไม่อาลัยแก่ชีพชีวันฯ |
| ฯ
๖ คำ ฯ |
|
| บัดนั้น | นายประตูหมู่มารตัวขยัน |
| ฟังนางว่าขึงดึงดัน | ไม่ทันรู้กลมารยา |
| ต่างตนต่างเห็นเป็นจริง | ทุกสิ่งมิได้กังขา |
| แต่เหลียวดูหน้ากันไปมา | ไม่ตอบวาจาเทวี ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | นางพิรากวนยักษี |
| เถียงพลางทางรีบจรลี | เข้ามายังที่ทวารชัย ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ |
| ครั้นถึงซึ่งหน้าพลาญ | ชี้บอกหนุมานทหารใหญ่ |
| อันพระยาไมยราพฤทธิไกร | หลับอยู่ในที่ไสยา |
| แต่ตัวไวยวิกกุมภัณฑ์ | ใส่ตรุจำมั่นอยู่ข้างหน้า |
| นั่นดงตาลท้ายพารา | ซึ่งยักษามันไว้พระจักรีฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรชัยศรี |
| ยอกรเหนือเกล้าเมาลีี(มวยผม หรือศีรษะ) | ขุนกระบี่ร่ายเวทกำบังกาย |
| ฯ ๒ คำ ฯ ตระ | |
| เดชะด้วยวิทยามนต์ | ทั้งตนแลเงาก็สูญหาย |
| รีบไปตามองค์พระนารายณ์ | ยังท้ายพารากุมภัณฑ์ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| ครั้นมาถึงที่ดงตาล | เห็นหมู่มารรักษากวดขัน |
| นั่งนอนล้อมวงหลายชั้น | ผลัดกันตระเวนตรวจตรา |
| ขุนกระบี่ผู้มีฤทธิรอน | ยอกรเหนือเกล้าเกศา |
| จึ่งร่ายพระเวทวิทยา | สะกดนิทราหมู่มารฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ ตระ | |
| เสียงสนั่นครั่นครื้นโพยมหน | มืดมนทั่วทิศาศาน |
| เยือกเย็นไปทั้งบาดาล | ปานดั่งฤดูเหมันต์ ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์ |
| บัดนั้น | ฝ่ายพวกอสุราพลขัณฑ์ |
| ต้องเวทหนุมานชาญฉกรรจ์ | บันดาลมัวตามัวใจ |
| ล้มหลับทับกันทั้งไพร่นาย | จะเกริ่นกรายตรวจตราก็หาไม่ |
| บางกรนบ้างครางวุ่นไป | ไม่เป็นสติสมประดีฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | ลูกพระพายผู้ชาญชัยศรี |
| ครั้นเสร็จสะกดอสุรี | ขุนกระบี่ก็เดินเข้าไป ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์ | |
| จึ่งเห็นสมเด็จพระหริวงศ์ | หลับอยู่ในกรงเหล็กใหญ่ |
| กราบลงแทบบาทภูวไนย | ซบพักตร์ร่ำไห้โศกา ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ โอด | |
| โอ้ว่าพระจอมมงกุฏเกศ | ลือเดชทั่วทศทิศา |
| เป็นที่พึ่งมนุษย์เทวา | ควรฤๅมานอนอยู่ในกรง |
| อนิจจาเป็นน่าอนาถจิต | พระกายติดไปด้วยธุลีผง |
| ไร้ทั้งภูษาผทมทรง | ใบไม้จะรององค์ก็ไม่มี |
| เสียแรงเลี้ยงทหารชำนาญยุทธ์ | นับสมุทรไว้ใต้บทศรี |
| แจ้งว่าไมยราพอสุรี | ในราตรีจะลอบขึ้นไป |
| ทำการสะกดแต่เพียงนั้น | ช่วยกันรักษาไว้ไม่ได้ |
| เสียทีที่มีฤทธิไกร | มาหลับใหลด้วยเวทวิทยา |
| มันจึ่งได้พาพระจักรี | มาถึงบูรียักษา |
| หาไม่ที่ไหนอสุรา | จะรอดลงมายังบาดาล |
| จะพิฆาตฟาดฟันด้วยตรีเพชร | ให้เศียรเด็ดเสียบไว้กับหน้าฉาน |
| จึ่งจะสมนำหน้าอ้ายสาธารณ์ | ที่อหังการกำเริบใจ |
| ร่ำพลางฟูมพายชลนา | ซบพักตร์โศกาสะอื้นไห้ |
| ดั่งหนึ่งจะสิ้นชีวาลัย | ไม่เป็นสติสมประดี ฯ |
| ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด | |
| ครั้นคลายแสนโศกาจาบัลย์ | อภิวันท์เหนือเกล้าเกศี |
| ทำลายกรงช้อนองค์พระจักรี | ด้วยกำลังฤทธีพาจร ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| รีบออกมาจากเมืองมาร | ถึงเขาสุรกานต์สิงขร |
| ตรงลงยังเชิงคีรินทร | วานรเพ่งพิศไปมา |
| เห็นแท่นสุวรรณบัลลังก์อาสน์ | อยู่ในนพมาศคูหา |
| เอกเอี่ยมเทียมทิพยไสยา | ก็วางพระจักราด้วยยินดีฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ ตระ | |
| แล้วจึงบังคมก้มเกศ | กราบเบื้องบทเรศทั้งสองศรี |
| คำรพจบพื้นพระธรณี | ชุลีกรประกาศด้วยวาจา |
| ขอฝูงเทวาสุราฤทธิ์ | ซึ่งสถิตสิงสู่ในภูผา |
| ทั้งหกห้องสวรรค์ชั้นฟ้า | มาช่วยรักษาพระทรงธรรม์ |
| ตัวข้าจะไปสังหาร | ไมยราพขุนมารให้อาสัญ |
| ฝากแล้วก็รีบจรจรัล | ผันพักตร์คืนเข้ายังธานี ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| มาจะกล่าวบทไป | ถึงเทพไทเรืองศรี |
| อันสถิตถ้ำธารคีรี | มีทิพยโสตนัยนา |
| เล็งมาเห็นลูกพระพาย | พาองค์พระนารายณ์นาถา |
| ออกจากกรงเหล็กอสุรา | มาไว้ปากถ้ำสุรกานต์ |
| บัดนี้จะกลับไปชิงชัย | ฆ่าอ้ายไมยราพใจหาญ |
| ก็พาฝูงเทพบริวาร | เหาะทะยานมายังพระจักรี ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เหาะ | |
| ครั้นถึงจึ่งเข้าแวดล้อม | ขับกล่อมบำเรอดีดสี |
| จำเรียงเสียงทิพยดนตรี | ฉ่ำเฉื่อยเรื่อยรี่จับใจ |
| บ้างโบกปัดพัดวีระวังองค์ | บ้างล้อมวงตามเชิงเขาใหญ่ |
| พิทักษ์รักษาภูวไนย | มิให้ราคีบีฑา ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม | |
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า |
| เขม้นหมายจะล้างอสุรา | ก็ตรงมายังหน้าพลาญ ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| ครั้นถึงปราสาทอลงกรณ์ | วานรสำแดงกำลังหาญ |
| กระทืบบาทผาดโผนโจนทะยาน | ถีบบานสีหบัญชรชัยฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| เสียงสนั่นครั่นครื้นกุลาหล | พังลงไม่ทนกำลังได้ |
| แล้วมีวาจาประกาศไป | เหวยอ้ายไมยราพกุมภัณฑ์ |
| เป็นไฉนตัวมึงไปลอบลัก | องค์พระหริรักษ์รังสรรค์ |
| กูเป็นทหารชาญฉกรรจ์ | ตามมาโรมรันอสุรี |
| ชื่อว่าหนุมานชาญณรงค์ | อาจองดั่งพระยาราชสีห์ |
| ตัวมึงดั่งหนึ่งมฤดี (กวาง) | วันนี้จะม้วยวายปราณ ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | พระยาไมยราพใจหาญ |
| ผวาตื่นจากแท่นอลงการ | ขุนมารเหลือบแลไป |
| เห็นวานรเข้ามาถึงปราสาท | องอาจกล่าวคำหยาบใหญ่ |
| โกรธาฉวยคว้าพระขรรค์ชัย | ผุดลุกขึ้นได้ก็ร้องมา |
| เหม่เหม่ดูดู๋อ้ายชาติลิง | เย่อหยิ่งอวดฤทธิ์ว่าแกล้วกล้า |
| ตัวกูผู้ทรงศักดา | ใต้ฟ้าไม่มีใครเทียมทัน |
| มึงดั่งหิ่งห้อยน้อยแสง | ฤๅจะแข่งกับดวงสุริยฉัน |
| ว่าพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน | แกว่งพระขรรค์ออกไล่ราญรอน ฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานชาญสมร |
| รับรองป้องกันประจัญกร | วานรโถมถีบด้วยฤทธา ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| ถ้อยตีถ้อยรับสับสน | ไล่ประจญถอยประจัญเข่นฆ่า |
| ฟันแทงยั้งยุทธ์กันไปมา | ต่างหาญต่างกล้าไม่ลดกัน ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด |
| เมื่อนั้น | ไมยราพฤทธิแรงแข็งขัน |
| รับรองป้องปัดโรมรัน | ขบฟันโลดโผนโจนมา ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| เท้าหนึ่งเหยียบเข่าวานร | กรแกว่งพระขรรค์เงื้อง่า |
| กลอกกลับสัประยุทธ์ไปมา | หันเหียนเปลี่ยนท่าในที ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | หนุมานผู้ชาญชัยศรี |
| รบชิดติดพันประจัญตี | ได้ทีโจมจับกุมภัณฑ์ ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| โผนเผ่นขึ้นยืนเหยียบบ่า | กรขวาฉวยชิงพระขรรค์ |
| กลอกกลับสัประยุทธ์พัลวัน | ฟาดฟันต้องกายขุนมาร |
| พระขรรค์ก็หักเป็นสองท่อน | วานรถีบด้วยกำลังหาญ |
| อสุรีล้มลุกคลุกคลาน | ขุนกระบี่ทะยานตามดี ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| เมื่อนั้น | ไมยราพสิทธิศักดิ์ยักษี |
| เสียพระขรรค์เพชรอันฤทธี | อสุรีคว้าไม้คทาวุธ(กระบอง) |
| กวัดแกว่งแสงวาบปลาบตา | กระทืบบาทาอึงอุด |
| ผาดแผลงสำแดงฤทธิรุทร | กลับเข้าสัประยุทธ์ชิงชัย ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| ต่างคนต่างรับต่างดี | เข้าออกเป็นทีหนีไล่ |
| จนกระบองนั้นหักกระเด็นไป | ฉวยได้หอกใหญ่เข้ารอนราญ ฯ |
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ |
| หลีกหลบรบรันประจัญบาน | โถมทะยานเข้าไล่ราวี ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| มือขวาฉวยชิงโตมร(หอกซัด) | ได้ด้วยฤทธิรอนกระบี่ศรี |
| แทงต้องกุมภัณฑ์เป็นหลายที | จนหอกอสุรีนั้นหักไป |
| แล้วซักตรีเพชรออกจากกาย | ลูกพระพายฟอนฟันกระชั้นไล่ |
| หวดซ้ายป่ายขวาว่องไว | มิได้ดำรงกายทัน ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| เมื่อนั้น | ไมยราพฤทธิแรงแข็งขัน |
| สิ้นสุดอาวุธโรมรัน | กุมภัณฑ์ถวิลจินดา |
| วานรตนนี้สามารถ | ฤทธิรงค์องอาจแกล้วกล้า |
| ยิ่งกว่าเทวัญในชั้นฟ้า | นักสิทธ์วิทยานาคี |
| จำเป็นจะคิดอุบายกล | ด้วยแยบยลวงฆ่ากระบี่ศรี |
| ถึงมาตรมันจะกลับดี | กูนี้ไม่ครั่นคร้ามใจ |
| ด้วยดวงจติไม่อยู่กับกาย | อันที่จะตายนั้นหาไม่ |
| คิดแล้วจึ่งร้องว่าไป | เหวยไอ้ลิงไพรพาลา |
| ตัวเราทั้งสองประลองยุทธ์ | สัประยุทธ์ขับเคี่ยวกันหนักหนา |
| ถ้อยทีไม่แพ้ฤทธา | มาตั้งสัจจาสัญญากัน |
| ให้เป็นธรรมยุทธสุจริต | ต่างตนอย่าคิดผิดผัน |
| จะเอาตาลสามต้นมาพัน | ตะบิดฟั่นให้เป็นกระบองตาล |
| ผลัดกันดีคนละสามที | ใครดีก็ไม่ม้วยสังขาร |
| ให้ปรากฏไว้ในไตรดาล | ตัวท่านจะเห็นประการใด ฯ |
| ฯ ๑๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | คำแหงหนุมานทหารใหญ่ |
| ได้ฟังก็ดำริตริไตร | อันอ้ายไมยราพอสุรา |
| มันคิดเปรียบเทียบดั่งนี้ | เห็นจะมีอุบายยักษา |
| กูก็ไม่เกรงฤทธา | จะซ้อนกลฆ่ามันให้วายปราณ |
| ถึงจะตายแม้นต้องพระพายพัด | ก็อุบัติคืนชีพสังขาร |
| อันตัวของอ้ายขุนมาร | นัยจะแหลกลายด้วยฤทธี |
| คิดแล้วจึ่งร้องตอบไป | ว่าจริงฤาไฉนยักษี |
| เกลือกจักไม่เหมือนหนึ่งพาที | ที่คำอสุรีสัญญา ฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | พระยาไมยราพยักษา |
| ได้ฟังจึ่งตอบวาจา | อันคำเราว่านี้โดยธรรม์ |
| แม้นมาตรมิคงในสัจ | ขอจงหัสนัยน์รังสรรค์ |
| กับฝูงเทวาทั้งนั้น | สังหารชีวันให้บรรลัย |
| แต่เราจะตีสามทีก่อน | ครบแล้วจะนอนลงให้ |
| ตัวเองจงลุกขึ้นตีไป | ตามที่เราได้ปฏิญาณ ฯ |

หนุมานผลัดกันตีกับไมยราพด้วยกระบองตาล
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ |
| ฟังคำไมยราพขุนมาร | ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตอบไป |
| ไฉนจึ่งมาเลือกว่า | สัญญาเอาเปรียบก็เป็นได้ |
| ตัวเราเป็นแขกมาแต่ไกล | ชอบให้ดีก่อนอสุรี |
| ซึ่งว่าทั้งนี้แต่พึงรู้ | ใช่กูจะโง่กว่ายักษี |
| เองจะตีก่อนก็เร่งดี | ใครดีจะรอดชีวา ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา | |
| เมื่อนั้น | พระยาไมยราพยักษา |
| ได้ฟังกระบี่ก็ปรีดา | อสุราเข้าถอนเอาต้นตาล ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ เชิด | |
| เท้ายันบ่าดันกระชากฉุด | ก็หลุดขึ้นด้วยกำลังหาญ |
| สามต้นสูงเทียมคัคนานต์ (ท้องฟ้า) | ขุนมารบิดเป็นคทาธร |
| แล้วร้องว่าเหวยอ้ายลิงป่า | มึงอวดฤทธาว่าชาญสมร |
| ใครดีจะได้เห็นกร | จงนอนลงให้กูดี ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | หนุมานผู้ชาญชัยศรี |
| ได้ฟังอสุราพาที | ขุนกระบี่ร่ายวิทยามนตร์ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ ตระ | |
| ครั้นคบเจ็ดคาบก็เป่าไป | กลั้นใจลูบกายสามหน |
| ให้คงทรหดอดทน | แล้วทอดตนกวักเรียกอสุราฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | พระยาไมยราพยักษา |
| เห็นกระบี่นอนทอดกายา | ก็ปรีดาเงือดเงื้อกระบองตาล |
| กวัดแกว่งสำแดงแผลงฤทธิ์ | เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศาน |
| สองเท้ากระเหย่งเผ่นทะยาน | ขุนมารก็ตีลงไป ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| สามทีสนั่นดั่งฟ้าฟาด | ปัถพีกัมปนาทหวาดไหว |
| อันกายหนุมานชาญชัย | ก็จมลงในพื้นพสุธา ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า |
| มิได้เจ็บช้ำกายา | ผุดลุกขึ้นมาด้วยว่องไว ฯ |
| ร้องว่าเหวยเหวย! ขุนมาร | รู้จักพระกาฬฤๅหาไม่ |
| เร่งนอนลงเถิดอ้ายจัญไร | ส่งกระบองมาให้กูดี (ซะดี ๆ) |
| แม้นมึงรักตัวกลัวตาย | จะถ่ายชีวิตยักษี |
| กราบลงที่ตีนของกูนี้ | จึ่งจะไว้ชีวีอสุรา |
| ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา |
| เมื่อนั้น | พระยาไมยราพยักษา |
| เห็นวานรไม่สิ้นชีวา | อหังการ์เยาะเย้ยไยไพ |
| ให้ประหวั่นครั่นคร้ามขามฤทธิ์ | ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงไหม้ |
| แล้วรื้อมานะหักใจ | กูจะเกรงมันไยอ้ายสาธารณ์ |
| คิดแล้วจึ่งตอบวาจา | เหวยอ้ายพาลาเดียรัจฉาน |
| กูไม่ประณตบทมาลย์ | มึงอย่าอวดหาญพาที |
| ว่าแล้วก็ทอดกายลง | ส่งกระบองให้กระบี่ศรี |
| ตัวเองจงเร่งมาดี | ตามที่ซึ่งได้สัญญา ฯ |
| ฯ ๘ คำ ฯ | |
| บัดนั้น | วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า |
| ฉวยจับกระบองตาลมา | เงื้อง่าด้วยกำลังฤทธิรอน |
| ตาหมายเขม้นจะพิฆาต | องอาจดั่งพระยาไกรสร |
| สองมือกวัดแกว่งคทาธร | วานรก็ฟาดลงสามที ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ | |
| เสียงสนั่นครั้นครื้นอากาศ | กระบองแหลกกายขาดไปกับที่ |
| แล้วฉีกแขนขาอสุรี | ขุนกระบี่ขว้างไปด้วยฤทธา ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | พระยาไมยราพยักษา |
| เท้ากรกลับติดเป็นกายา | อสุราไม่ม้วยบรรลัย |
| ลุกขึ้นกระทืบบาทผาดร้อง | กึกก้องกัมปนาทหวาดไหว |
| โผนไปด้วยกำลังว่องไว | เข้าไล่ประจญประจัญบาน ฯ |
| ฯ ๔ คำ ฯ เชิด | |
| บัดนั้น | วายุบุรตรวุฒิไกรใจหาญ |
| หักเอาด้วยกำลังชัยชาญ | โถมทะยานถีบต้องอสุรี |
| ล้มลงกับพื้นพสุธา | ด้วยศักดาเดชเรืองศรี |
| โลดโผนโจนไปทันที | ขุนกระบี่เหยียบอกลงไว้ ฯ |
| จึ่งถามพิรากวนนงลักษณ์ | ไมยราพขุนยักษ์นี้ไฉน |
| ฆ่ามันจึ่งไม่บรรลัย | สงสัยเป็นพ้นพรรณนา ฯ |
| ฯ ๒ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | นางพิรากวนยักษา |
| ฟังวายุบุตรก็ปรีดา | จึ่งร้องบอกมาทันที |
| ซึ่งว่าฆ่ามันไม่ตาย | เพราะด้วยอุบายยักษี |
| ถอดจิตออกเป็นภุมรี | ใส่กล่องมณีอลงกรณ์ |
| แล้วเอาลงไปซ่อนไว้ | ในยอดตรีกูฏสิงขร |
| ท่านจงคิดฆ่าตัวภมร | ไมยราพฤทธิรอนจะวายปราณ ฯ |
| ฯ ๖ คำ ฯ | |
| เมื่อนั้น | วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ |
| ฟังนางบอกแจ้งทุกประการ | ยินดีปานได้ฟากฟ้า |
| เท้าเหยียบอสุราไว้มั่น | กรนั้นประนมเหนือเกศา |
| ก็ร่ายพระเวทอันศักดา | นิมิตกายกายาวานร ฯ |
| รูปนั้นใหญ่เท่าพรหมาน | สูงตระหง่านดั่งหนึ่งสิงขร |
| พร้อมทั้งสี่พักตร์แปดกร | สำแดงฤทธิรอนเกรียงไกร |
| เท้าซ้ายเหยียบอกอสุรี | มิให้เคลื่อนจากที่ขึ้นมาได้ |
| เท้าขวานั้นก้าวทะยานไป | ยังในตรีกูฏบรรพตา ฯ |
| มือหนึ่งง้างยอดคีรินทร | กรหนึ่งนั้นค้นคว้าหา |
| จับได้แมลงภุมรา | ก็เอาขึ้นมาชูไว้ |
| เหวยเหวยไมยราพยักษี | นี่หัวใจมึงฤๅมิใช่ |
| ว่าแล้วขยี้เป็นจุณไป | ตัดเศียรลงให้พร้อมกัน ฯ |
| ดั่งหนึ่งพระกาฬพาลราช | มาฟันฟาดด้วยคมพระแสงขรรค์ |
| กายดิ้นระด่าวแดยัน | กุมภัณฑ์ก็ม้วยชีวี ฯ |
ฯ
๒ คำ ฯ โอด
จัดทำและนำเสนอโดย
คุณครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุราษฎร์ธานี