นิทานสุภาษิต

จัดทำโดย นักเรียนม.2/ep3/2002 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี

ลักษณะคำประพันธ์
เขียนด้วยร้อยแก้วเป็นความเรียงประเภทนิทานขึ้นต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท

จุดประสงค์ในการแต่ง
เพื่อขยายสุภาษิตในนิทานให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มาของเรื่อง
คัดมาจากนิทานสุภาษิตหรือนิทานกระทู้เรื่องที่ 60 ในจำนวนนิทาน 84 เรื่อง นิทานเทียบสุภาษิต
3 บทนี้ เรียกว่า นิทานสามเกลอ

แหล่งเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สพฐ.

เนื้อเรื่องย่อ
มีพระอาจารย์องค์หนึ่งเป็นผู้ทำนายลักษณะและนิสัยของคนได้อย่างแม่นยำ วันหนึ่งท่านต้องการ
จะลองดูนิสัยของศิษย์ทั้ง3 คน จึงให้เลือกสุภาษิตที่ชอบคนละ 1 ข้อ ศิษย์คนที่ 1 เลือกฝนทั่งเป็น
เข็ม คนที่ 2 เลือกพายเรือทวนน้ำ คนที่ 3 เลือกกลิ้งครก ขึ้นเขา พระอาจารย์จึงทราบนิสัยของศิษย์
ทั้ง 3 จากการเลือกสุภาษิตว่า ศิษย์คนที่ 3 เป็นคนชั้นที่ 1 คือมีความเพียร ความอุตสาหะ อดทน
และมีเกียรติ ศิษย์คนที่ 2 เป็นคนชั้นที่ 2 เพราะขาดความกล้าหาญถึงจะไม่มีทรัพย์ แต่ต้องทำการ
ค้าขายข้าวเปลือกสาร และมีภรรยาที่เป็นแม่ค้าจัดจ้าน ส่วนศิษย์คนที่ 1 เป็นคนชนชั้นที่ 3 เพราะ
มีแต่ความเพียร ขาดความอุตสาหอดทนและความกล้า จะต้องเป็นคนที่จนกว่าเพื่อน ควรประกอบ
อาชีพเป็นช่างวาด และมีภรรยาเป็นช่างเย็บปักถักร้อยจึงจะเหมาะสมกันสุดท้ายอาจารย์ก็ขอให้
ศิษย์ทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 3 ปี ต่อมาศิษย์ทั้งสามคนก็ได้ภรรยา
ตามที่อาจารย์ทำนายไว้ และตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านใกล้กัน มีชื่อว่า บ้านสามเกลอ ต่อมา
กลายเป็น บ้านสามเรือน ในที่สุดก็กลายเป็นชื่อ ขนมสามเกลอ

 

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
การเลือกคู่ครองที่เหมาะสมช่วยส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จ คนเราหากมีความพร้อมด้วย
ความเพียร ความอุตสาหะอดทนและกล้าหาญ ย่อมจะนำมาซึ่งทรัพย์สิน ชื่อเสียง และเกียรติยศ
บุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านนิสัยและความสามารถ แต่ก็สามารถช่วยเหลือพึ่งพอ
อาศัยกันได้ ถ้าทุกคนยอมรับความสำคัญของกันและกัน ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ทุกฝ่าย

 

ความรู้ประกอบ
1. สำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงอย่างไม่ถูกไวยากรณ์ แต่รับใช้เป็นภาษาที่ถูกต้อง เป็น
การแสดงถ้อยคำออกมาเป็นข้อความพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่ง ๆ หรือหนังสือแบบหนึ่ง ๆ สำนวน
มี 2 ชนิดคือคล้องจอง กับไม่คล้องจอง

คล้องจอง เช่น ก่อร้างสร้างตัว, กระต่ายหมายจันทร์, คอขาดบาดตาย เป็นต้น

ไม่คล้องจอง เช่น กันท่า, ขบเผาะ, กินโต๊ะ, ไขสือ , จนมุม เป็นต้น

2. คำคม หมายถึง ถ้อยคำหลักแหลมชวนคิด เช่น “ ในโลกนี้มีคนดีที่สุดอยู่ 2 คนเท่านั้น คนหนึ่ง
ตายไปแล้ว และอีกคนหนึ่งยังไม่มาเกิด “ เป็นต้น
3. คำพังเพย หมายถึง คำกลาง ๆ ที่กล่าวไว้ให้ตีความเข้ากับเรื่องหรือสะกิดใจถึงความจริง
บางอย่างในชีวิต เช่น วัวหายล้อมคอก, ปิดทองหลังพระ, ขิงก็ราข่าก็แรง, งมเข็มในมหาสมุทร
เป็นต้น
4. ภาษิต หมายถึง คำกล่าวตามศัพท์เป็นกลาง ๆ ใช้ได้ทั้งทางดี ทางชั่ว แต่โดยความหมายแล้ว
มุ่งถึงคำกล่าวที่ถือว่าเป็นคติ เช่น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน, คบคนให้ดูหน้าซื้อผ้าให้ดูเนื้อ, อย่าเห็นกงจักรเป็นบัว เป็นต้น
5. สุภาษิต หมายถึง คำที่พูดที่เป็นคติ เช่น “ คนมีปัญญาในเชิงตลบตะแลง หาได้มีความสุขแท้
ที่จริงไม่ เพราะคนที่ตลบตะแลงย่อมจะได้รับผลของความตลบตะแลงนั้น ดังนกยูงถูกปูหนีบ
คอตาย (พุทธศาสนสุภาษิต ) เป็นต้น
6. อุปมา หมายถึง สิ่งหรือข้อความที่ยกมาเปรียบ
7. อุปไมย หมายถึง สิ่งหรือข้อความที่พึงเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น ฆ เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
8. โวหาร หมายถึง ชั้นเชิงหรือสำนวนแต่งหนังสือหรือพูดถ้อยคำที่เล่นเป็นสำนวน
9. นิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วคน เล่ากันในหมู่ชนทุกชั้น เนื้อเรื่องอาจแตกต่าง
กันในตามท้องถิ่นและภาคทั่วโลก แต่จุดประสงค์นั้นเหมือนกัน คือ

9.1 มุ่งสอนคติธรรมและจรรยาต่าง ๆ
9.2 มุ่งให้ความสนุกและความบัณเทิงแก่ผู้ฟัง
9.3 ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นด้วยศีลธรรม

นิทานมีหลายชนิด ได้แก่ นิทานอิสป นิทานท้องถิ่น นิทานปรัมปรา นิทานเกี่ยวกับเทพเจ้า ฯลฯ นิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่เล่าจากปากสู่ปากไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักอักษร


สุภาษิตอื่น ๆ ที่ควรทราบ
1. ปลาหมอตายเพราะปาก หมายถึง คนที่พูดพล่อยจนได้รับอันตราย
2. น้ำขึ้นให้รีบตัก หมายถึง มีโอกาสดีควรรีบทำ
3. ทุบหม้อข้าวตัวเอง หมายถึง ตัดอาชีพ หรือทำลายอาชีพตัวเอง
4.ตีงูให้กากิน หมายถึง
ทำสิ่งใด ๆ ไว้แล้วแต่ผลไปตกแก่ผู้อื่น หรือทำสิ่งที่ตนควรจะได้รับประโยชน์ แต่กลับไม่ได้
5. กินน้ำไม่เผื่อแล้ง หมายถึง ใช้สิ่งของโดยคำนึงถึงวันข้างหน้า หรือมีอะไรก็ใช้หมดทันที
6. กบในกะลาครอบ หมายถึง มีความรู้น้อย แต่คิดว่าตนรู้มาก
7. เอามือซุกหีบ หมายถึง หาเรื่องเดือดร้อน หรือความลำบากใส่ตัวโดยใช่ที่
8. ลูกทรพี หมายถึง ลูกที่ไม่รู้จักคุณพ่อแม่
9. วัวหายล้อมคอก หมายถึง ของหายแล้วจึงคิดป้องกัน หรือเรื่องเกิดขึ้นแล้วจึงคิดแก้ไข
10. พิมเสนแลกเกลือ หมายถึง ของที่ไม่คู่ควรกัน ไม่เหมาะสมกัน หรือของที่มีคุณค่าแตกต่างกัน
11. จับงูข้างหาง หมายถึง ทำสิ่งที่เสี่ยงต่ออันตราย
12 เด็กเลี้ยงแกะ หมายถึง ชอบพูดจาโกหกพูดแต่เรื่องไม่จริง
13. ดาบสองคม หมายถึง มีทั้งคุณและโทษ หรืออาจจะดีหรือเสียก็ได้
14. กำแพงมีหู ประตูมีช่อง หมายถึง ให้ระมัดระวังการพูดการกระทำ
15. มีไฟย่อมมีควัน หมายถึง เมื่อมีเรื่องย่อมต้องมีสาเหตุ


แบบฝึกหัด ให้นักเรียน จับคู่คำกลุ่มคำ เนื้อหาที่มีความหมายสัมพันธ์กัน

ตอนที่ 1 จับคู่คำและความหมายให้สัมพันธ์กัน
…………… 1. นัที
…………… 2. ทั่ง
…………… 3. คีรี
…………… 4. ชอบกล
…………… 5. ดินสอพอง
…………… 6. งอบ
…………… 7. ลินเล่อ
…………… 8. นิสัย
…………… 9. พ้อง
…………… 10. จัดจ้าน
…………… 11. บริบูรณ์
…………… 12. ประโยชน์สาม
…………… 13. กุ้ง ฐ. ภูเขา
…………… 14. พระอาจารย์
…………… 15. วิชาเบา ๆ
…………… 16. อาการสาม
…………… 17. ทำนาย
…………… 18. แม่น
…………… 19. ฝ่ามือ
…………… 20. อุดหนุน
ก. ประโยชน์ สาม ด้าน คือ ยศ ช่าง และการค้าขาย
ข. ไหว้พระสวดมนต์ในตอนเช้า
ค.ที่ยง , ไม่ผิด , แน่วแน่
ง. เกื้อกูล, ช่วยเหลือ
จ. ประพฤติชอบ
ฉ. พื้นของมือ
ช. ส่วนเว้าโค้งเข้าไปของฝั่งน้ำด้านที่ตรงกันข้ามกับ
หัวแหลม
ซ. คาดคะเนเอา
ฌ. น้ำ, ท้องน้ำ, แม่น้ำ
ญ. เข้าที, แปลก, น่าคิด, ต้องด้วยชั้นเชิง
ฏ. แท่งเหล็กสำหรับรองรับค้อนในการตีเหล็กทอง
ฐ. ภูเขา
ฑ. เครื่องสวมหัวสำหรับกันแดดและฝน
ฒ. ทำให้ได้เวลาตามกำหนด
ณ. ต้องกัน, ตรงกัน, ซ้ำกัน
ด. ปากกล้า, เจ้าคารม, ปากจัด
ต. วิชาที่ไม่ต้องใช้แรงกายหักโหม
ถ. ความประพฤติที่เคยชิน
ท. พร้อมเพรียง, เต็มที่, ครบถ้วน
ธ. ไม่รอบคอบ, ขาดความระมัดระวัง
น. ให้คำมั่นต่อกัน
บ. ดินเหนียว, โคลน
ป. ดินอย่างหนึ่งสีขาว ใช้ทาตัว
ผ. พระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่มีสานุศิษย์มาก


ตอนที่ 2

จับคู่สำนวนและความหมายให้ถูกต้อง

…………… 1. จุดใต้ตำตอ
…………… 2. ชี้นกบนปลายไม้
…………… 3. ดาบสองคม
…………… 4. ถี่ลอดตาช้างห่างลอดตาเล็น
…………… 5. ขายผ้าเอาหน้ารอด
…………… 6. ชักแม่น้ำทั้งห้า
…………… 7. คางเหลือง
…………… 8. ตาบอดคลำช้าง
…………… 9. ซื้อวัวหน้านา ซื้อผ้าหน้าหนาว
…………… 10. กงเกวียนกำเกวียน
…………… 11. นกสองหัว
…………… 12. นกรู้
…………… 13. น้ำมาปลากินมด
…………… 14. ทองไม่รู้ร้อน
…………… 15. บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น
…………… 16. ปากว่าตาขยิบ
…………… 17. เผอเรอกระเชอก้นรั่ว
…………… 18. พุ่งหอกเข้ารถ
…………… 19. ร่วมหอลงโรง
…………… 20. วัดรอยเท้า
ก. ป่วยหรือบาดเจ็บมากจนแทบเสียชีวิต
ข. ซื้อของไม่คำนึงถึงกาลเวลา ย่อมได้ของแพง,อะไรเหมาะ
กับกาลเวลา ย่อมได้รับความเดือดร้อน
ค. คนที่ทำตนฝักใฝ่เข้าด้วยทั้ง 2 ฝ่าย ที่ไม่เป็นมิตรกันโดย
หวังประโยชน์เพื่อตน
ง. เลี้ยงลูกศัตรูหรือลูกคนพาลจะได้รับความเดือดร้อน
จ. เวรสนองเวร กรรมสนองกรรม
ฉ. ทีใครทีมัน
ช. มีทั้งคุณและโทษ, อาจดีอาจเสียก็ได้
ซ. รู้จักผ่อนปรกเข้าด้วยกัน
ฌ. พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง
ญ. พูดหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งบังเอิญไปโดนเอาเจ้าตัวหรือ
ผู้ทำไม่รู้ตัว
ฎ. ผู้เป็นเจ้าของเรื่องนั้นเข้า โดยผู้พูดหรือผู้ที่ไม่รู้ตัว
ฏ. แต่งงานกัน, อยู่กินกันฉันผัวเมีย
ฐ. พูดจาหวานล้อมยกยอบุญคุณเพื่อขอสิ่งที่ประสงค์
ฑ. คนที่รู้อะไรด้านเดียว หรือนัยเดียวแล้วเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็น
อย่างนั้น
ฒ. ยอมเสียสละแม้แต่ของที่จำเป็นที่ตนมีอยู่เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนไว้
ณ. ดูเหมือนรอบคอบถ้วนถี่ แต่ไม่รอบคอบถี่ถ้วนจริง
ประหยัดในสิ่งที่ควรประหยัด ไม่ประหยัดในสิ่งที่ควร
ไม่ประหยัด
ด. หวังในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว
ต. เลินเล่อ ไม่ระวังดูแลให้รอบคอบ ก่อให้เกิดความเสียหาย
ถ. ผู้ที่มีไหวพริบรู้เท่าทันเหตุการณ์หรือภัยที่จะมาถึงตัว
ท. เฉยเมย, ไม่สะดุ้งสะเทือน, ไม่กระตือรือร้น
ธ. ญาติมิตรหรือเพื่อนร่วมงานที่คิดคดทรยศ
น. อดอยากยากแค้น, ไม่มีอะไรกัน
บ. ใส่ความ, พูดหาเหตุหาเรื่อง
ป. มีรูปร่างงดงาม แต่มีความประพฤติและมารยาทไม่ดี,
งามแต่รูป จูบไม่หอม
ผ. เทียบดูว่าพอสู้ได้หรือไม่, พยายามลบหลู่ แข่งดี ผู้มีอำนาจ
สูงกว่า


ตอนที่ 3 พิจารณาคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ผู้แต่ง นิทานเทียบสุภาษิต คือบุคคลในข้อใด
ก. นายเจือ สตะเวทิน
ข. นายทองคำ สีหอุไร
ค. นายสุชีพ ปุญญานุภาพ
ง. นายเฉลิมศักดิ์ รงคผลิน

2. นิทานเทียบสุภาษิต เรื่องที่ 60 มีชื่อตรงกับข้อใด
ก. นิทานสามเกลอ
ข. นิทานสามเรือน
ค. นิทานสามสุภาษิต
ง. นิทานสามสหาย

3. การเล่านิทานมีจุดมุ่งหมายอย่างไร
ก. ให้ความรู้
ข. ให้คติธรรม
ค. ให้ความบันเทิง
ง. ทั้งข้อ ก และ ข

4. ข้อใดเป็นประโยชน์ของ นิทานเทียบสุภาษิต
ก. ให้คติธรรม
ข. ขยายความในสุภาษิต
ค. ให้ความบันเทิงใจ
ง. ยกระดับจิตใจของผู้อ่านให้สูงขึ้น

5. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. นิทานเทียบสุภาษิตช่วยให้เกิดสุภาษิตใหม่ ๆ
ข. พระยาสีหราชฤทธิไกรแต่งนิทานเทียบสุภาษิตไว้ 84 เรื่อง.
ค. นิทานที่ใช้เล่าเกิดมาหลายชั่วอายุคน ก่อนจะมีนิทานที่ใช้อ่าน
ง. จุดประสงค์ของการเล่านิทานคือให้ความบันเทิงใจและคติธรรม

6. ข้อใดคือลักษณะของนิทานเทียบสุภาษิต
ก. เป็นนิทานที่สั่งสอนธรรมะ
ข. เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมานาน ๆ
ค. เป็นนิทานที่แต่งเปรียบเทียบกับสุภาษิตเก่า ๆ
ง. เป็นนิทานที่แต่งขยายความสุภาษิตให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น

7. ข้อใดคือคุณสมบัติของพระอาจารย์ใน นิทานเทียบสุภาษิต
ก. มีความเชี่ยวชาญในการเล่านิทาน
ข. มีความเก่งกล้าในด้านการใช้เวทมนต์คาถา
ค. มีความเชี่ยวชาญในการดูลักษณะและทำนายลักษณะของคนได้แม่นยำ
ง. มีความเชี่ยวชาญทางภาษาไทย - บาลี - สันสกฤติ และมีความรู้เรื่องสุภาษิตดี

8. ศิษย์ที่พอใจสุภาษิต “ กลิ้งครกขึ้นเขา “ มีนิสัยอย่างไร
ก. มีความเพียรพยายาม
ข. มีความอุตสาหะอดทน
ค. มีความเพียร อุตสาหะอดทนและกล้าหาญ
ง. มีความกล้า อดทนแต่ขาดความพยายาม

9. ศิษย์ที่เป็นคนชั้นที่หนึ่งอาจารย์ทำนายว่าต้องประกอบอาชีพใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
ก. ธุรกิจส่วนตัว
ข. รับราชการ
ค. ค้าขาย
ง. จิตรกร

10. ผู้มีอาชีพค้าขายต้องหาภรรยาอาชีพใดจึงจะเหมาะสมกัน
ก. รับราชการ
ข. แม่ค้า
ค. ช่างฝีมือ
ง. เกษตรกรรม

11. ภรรยาในข้อใดจะสนับสนุนสามีผู้ประกอบอาชีพรับราชการ
ก. มีเชื้อสายเป็นแม่ค้า
ข. รับราชการเช่นเดียวกัน
ค. เป็นช่างเย็บปักถักร้อย
ง. มีเชื้อสายของผู้มั่งคั่งและมีตระกูล

12. คนที่ฝนทั่งเป็นเข็มต่างจากคนที่กลิ้งครกขึ้นเขา เพราะขาดคุณสมบัติในข้อใด
ก. ความกล้าหาญ
ข. ความอดทน
ค. ความเพียร ความอดทน
ง. ความอุตสาหะอดทนและความกล้าหาญ

13. ข้อใดไม่เป็นความจริงตามเรื่อง นิทานสมเกลอ
ก. เพื่อนไม่ทอดทิ้งกัน
ข. คนที่บริบูรณ์ด้วยอาการสาม เหมาะที่จะรับราชการ
ค. คนที่เลือกกลิ้งครกขึ้นเขาได้เป็นที่พักอาศัยของสหาย
ง. ศิษย์ทั้งสามคนมีนิสัยต่างกันจึงมีความต้องการไม่เหมือนกัน

14. ศิษย์ที่เป็นคนชั้นที่สาม อาจารย์ทำนายว่าควรประกอบอาชีพใดจึงจะเหมาะสม
ก. จิตรกร
ข. ค้าขาย
ค. กรรมกร
ง. รับราชการ

15. ศิษย์ที่เลือกสุภาษิต “ พายเรือทวนน้ำ “ อาจารย์ทำนายว่าควรประกอบอาชีพใดในข้อใดจึงจะเหมาะสม
ก. จิตรกร
ข. ค้าขาย
ค. ทหาร
ง. ตำรวจ

16. จากนิทานเรื่องนี้ผู้ประกอบอาชีพใดมีรายได้ดีที่สุด
ก. ช่างเขียน
ข. พ่อค้า
ค. รับราชการ
ง. ช่างฝีมือ

17. ศิษย์ทั้งสามคนตั้งหลักฐานอยู่ในคุ้งน้ำเดียวกัน ไม่ห่างไกลกันนัก จึงได้มีนามปรากฎตามลำดับในข้อใด
ก. บ้านสามเรือน บ้านสามเกลอ ขนมสามเกลอ
ข. บ้านสามเกลอ บ้านสามเรือน ขนมสามเกลอ
ค. ขนมสามเกลอ บ้านสามเรือน บ้านสามเกลอ
ง. บ้านสามเรือน บ้านสามเกลอ ขนมสามเกลอ

18. ข้อคิดจากเรื่องนี้ฝ่ายชายจะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต จะต้องมีสิ่งใดเป็นเครื่องสนับสนุน
ก. เพื่อน
ข. ภรรยา
ค. ครู อาจารย์
ง. ดวงชะตา

19. “ เจ้ามีความบริบูรณ์ด้วยอาการสาม “ อาการสาม หมายถึงข้อใด
ก. มีเพื่อนครบสามคน
ข. มีเพื่อน ภรรยา มีอาชีพ
ค. มีความเพียร มีความอดทน มีความกล้า
ง. ฝนทั่งเป็นเข็ม พายเรือทวนน้ำ มีความกล้า

20. ศิษย์ที่เลือก “ กลิ้งครกขึ้นเขา “ มีคุณสมบัติในข้อใดต่างไปจากเพื่อน ๆ
ก. ความเพียร
ข. ความอดทน
ค. ความกล้าหาญ
ง. ความอุตสาหะ

21. คุณสมบัติของผู้ที่เลือก “ ฝนทั่งให้เป็นเข็ม “ คือข้อใด
ก. ความเพียร ข. ความอดทน
ค. ความกล้าหาญ ง. ความอุตสาหะ

22. ผู้ที่มีความเพียรและความอุตสาหะอดทน ควรประกอบอาชีพในข้อใด
ก. ช่างวาดเขียน
ข. ค้าขาย
ค. รับราชการ
ง. เกษตรกรรม

23. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. ศิษย์ทั้งสามคนประพฤติปฏิบัติตรงกับสำนวน “ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า “
ข. คุณสมบัติที่น่ายกย่องที่สุดในเรื่อง “ นิทานเทียบสุภาษิต “ คือ ความกล้าหาญ
ค. ขนมสามเกลอ บ้านสามเรือน สะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมเรื่องความสามัคคี
ง. การที่ศิษย์ทั้งสามคนประสบความสำเร็จในอาชีพเป็นเพราะการมีเพื่อนแท้ย่อมเป็นที่พึ่งได้

24. ต่อไปนี้ข้อใดจัดว่าเป็นสุภาษิต
ก. ขว้างงูไม่พันคอ
ข. เกลือจิ้มเกลือ
ค. อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
ง. คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก

25. เพราะเหตุใดจึงได้ชื่อว่า “ ขนมสามเกลอ “
ก. เพราะปั้นเป็นสามก้อนติดกัน
ข. เพราะชาวบ้านสามเกลอเป็นผู้ทำขาย
ค. เพราะทำขึ้นจากส่วนประสมสามอย่าง
ง. เพราะชาวบ้านสามเกลอชอบรับประทาน

26. นิทานเทียบสุภาษิตนี้นอกจากจะช่วยอนุรักษ์สุภาษิตไทยแล้วยังมีคุณค่าในด้านใดอีก
ก. สะท้อนให้เห็นความสามารถของผู้แต่ง
ข. สะท้อนให้เห็นความเชื่อของคนในสมัยนั้น
ค. สะท้อนให้เห็นถึงการศึกษาของคนในสมัยนั้น
ง. สะท้อนให้เห็นชีวิตและขนบธรรมเนียมของคนไทย

27. ลักษณะสำคัญของ “ นิทาน “ คือข้อใด
ก. เรื่องจริงที่เกิดขึ้นมานานแล้ว
ข. เรื่องที่เล่าเกินจากความเป็นจริง
ค. เรื่องเล่าที่แทรกคติธรรมไว้ตอนท้าย
ง. เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมาอาจจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้

28. นิทานเรื่อง “ทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม"จัดเป็นนิทานประเภทใด
ก. นิทานชาดก
ข. นิทานปรัมปรา
ค. นิทานสอนใจ
ง. นิทานอธิบายปรากฎการณ์ธรรมชาติ

29. ข้อใดเป็นเรื่องของนิทานท้องถิ่น
ก. ปลาบู่ทอง
ข. กระต่ายตื่นตูม
ค. ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
ง. เด็กเลี้ยงแกะ

30. สำนวน “ชอบกล"ในสมัยรัชกาลที่ 5 ควรจะหมายความว่าอย่างไรในปัจจุบันนี้
ก. ผิดปกติ
ข. ดี
ค. น่าแปลกใจ
ง. ทั้งข้อ ข. และ ข้อ ค.
บรรณานุกรม
พรทิพย์ แฟงสุด หนังสือชุดเสริมประสบการณ์ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2สำนักพิมพ์

สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ กทม.


คุยกับครูภาทิพ