| ๏ ปลาร้าพันห่อด้วย | ใบคา | |
| ใบก็เหม็นคาวปลา | คละคลุ้ง | |
| คือคนหมู่ไปหา | คบเพื่อน พาลนา | |
| ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง | เฟื่องให้เสียพงศ์๚ะ๛ |
| การคบคนชั่วหรือคนพาลย่อมนำมาซึ่งความมัวหมอง
ตรงกับสำนวน คบพาลพาลพาไปหาผิด |
|
๏ ใบพ้อพันห่อหุ้ม |
กฤษณา | |
| หอมระรวยรสพา | เพริศด้วย | |
| คือคนเสพเสน่หา | นักปราชญ์ | |
| ความสุขซาบฤาม้วย | ดุจไม้กลิ่นหอม๚ะ๛ |
| การคบคนดีย่อมนำซึ่งความสุขและชื่อเสียง
ตรงกับสำนวน คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล |
| ๏ ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้ | มีพรรณ | |
| ภายนอกแดงดูฉัน | ชาดบ้าย | |
| ภายในย่อมแมลงวัน | หนอนบ่อน | |
| ดุจดังคนใจร้าย | นอกนั้นดูงาม๚ะ๛ |
| การคบการคบคนอย่ามองเพียงความงดงามภายนอก
ตรงกับสำนวน รู้หน้าไม่รู้ใจ หรือ ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง |
| ๏ ขนุนสุกสล้างแห่ง | สาขา | |
| ภายนอกเห็นหนามหนา | หนั่นแท้ | |
| ภายในย่อมรสา | เอมโอช | |
| สาธุชนนั้นแล้ | เลิศด้วยดวงใจ๚ะ๛ |
| การคบให้มองที่ความงามภายในเหมือนกับขนุน
ตรงกับสำนวน ข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง |
| ๏ คนพาลผู้บาปแท้ | ทุรจิต | |
| ไปสู่หาบัณทิต | ค่ำเช้า | |
| ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์ | บ่ทราบ ใจนา | |
| คือจวักตักเข้า | ห่อนรู้รสแกง๚ะ๛ |
| คนเลวที่แม้คบคนดี
อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีก็ยังไม่สามารถปรับปรุงตัวได้เป็น เสมือนจวักตักแกงที่แม้จะอยู่ในหม้อแกงแต่ไม่อาจรู้รสของแกงได้ ตรงกับ สำนวน สีซอให้ควายฟัง หรือตักน้ำรดหัวตอ |
| ๏ หมูเห็นสีหราชท้า | ชวนรบ | |
| กูสี่ตีนกูพบ | ท่านไซร้ | |
| อย่ากลัวท่านอย่าหลบ | หลีกจาก กูนา | |
| ท่านสี่ตีนอย่าได้ | วากเว้วางหนี๚ะ๛ |
| ผู้ต่ำต้อยที่ไม่รู้จักประมาณตน
อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อน ตรงกับสำนวน ถ่มน้ำลายรดฟ้า |
| ๏ สีหราชร้องว่าโอ้ | พาลหมู | |
| ทรชาติครั้นเห็นกู | เกลียดใกล้ | |
| ฤามึงใคร่รบดนู | มึงมาศ เองนา | |
| กูเกลียดมึงกูให้ | พ่ายแพ้ภัยตัว๚ะ๛ |
| ผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจที่วางเฉยไม่ลงมาต่อกรด้วย
พฤติกรรมของราชสีห์ ตรงกับสำนวน อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ |
| ๏ กบเกิดในสระใต้ | บัวบาน | |
| ฤาห่อนรู้รสมาลย์ | หนึ่งน้อย | |
| ภุมราอยู่ไกลสถาน | นับโยชน์ ก็ดี | |
| บินโบกมาค้อยค้อย | เกลือกเคล้าเสาวคนธ์๚ะ๛ |
| คนที่อยู่ใกล้ของมีค่าแต่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ
ตรงกับสำนวน ใกล้เกลือกินด่าง |
| ๏ ไม้ค้อมมีลูกน้อม | นวยงาม | |
| คือสัปบุรุษสอนตาม | ง่ายแท้ | |
| ไม้ผุดังคนทราม | สอนยาก | |
| ดัดก็หักแหลกแล้ | ห่อนรื้อโดยตาม๚ะ๛ |
| กิ่งไม้ที่อ่อนค้อมย่อมดัดตามรูปทรงได้ง่ายกว่าไม้ที่แก่หรือผุ เช่นเดียวกับการสอนคน สอนคนที่พร้อมจะรับฟังง่ายกว่าการสอนคนที่ อวดดี เชื่อมั่น หรือคนที่ไม่ดี อาจจะใช้ได้กับสำนวน ตักน้ำรดหัวตอ ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก |
| ๏ นาคีมีพิษเพี้ยง | สุริโย |
| เลื้อยบ่ทำเดโช | แช่มช้า |
| พิษน้อยหยิ่งโยโส | แมลงป่อง |
| ชูแต่หางเองอ้า | อวดอ้างฤทธี๚ะ๛ |
| Naga surpasses in | venom. |
| Passing, he seldom | ever strikes |
| Scuttling much in pomp, | scorpion. |
| Tail higher in his pride. | than poison has he. |
| ผู้มีความรู้
ความสามารถย่อมไม่อวดตนหรือคุยโม พฤติกรรมของนาคีตรงกับ ้ ตรงกับสำนวนคมในฝัก |
| ๏ ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น | นักเรียน | |
| ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร | ผ่ายหน้า | |
| คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน | วนจิต | |
| กลอุทกในตระกร้า | เปี่ยมล้นฤามี๚ะ๛ |
| คนที่มีความหยันหมั่นเพียรแม้ทำกิจการใดที่ยากก็ย่อมสำเร็จ (ทั่งคือแท่งเหล็ก) แต่คนเกียจคร้านทำสิ่งใดไม่สำเร็จเหมือนกับการ ตักน้ำในตะกร้า (อุทก=น้ำ) พฤติกรรมของปราชญ์ตรงกับสำนวน หนักเอาเบาสู้ |
| ๏ งาสารฤาห่อนเหี้ยน | หดคืน |
| คำกล่าวสาธุชนยืน | อย่างนั้น |
| ทุรชนกล่าวคำฝืน | คำเล่า |
| หัวเต่ายาวแล้วสั้น | เล่ห์ลิ้นทรชน๚ะ๛ |
| คำพูดของคนที่ยึดมั่นในคำพูดเปรียบเสมือนงาช้างที่งอกแล้วไม่หดคืน แต่คำพูดของคนชั่ว (ทุรชน) ย่อมกลับไปกลับมาเหมือนหัวเต่าที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ |
| ๏ ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ | มีควัน |
| ห้ามสุริยแสงจันทร์ | ส่องไซร้ |
| ห้ามอายุให้หัน | คืนเล่า |
| ห้ามดังนี้ไว้ได้ | จึ่งห้ามนินทา๚ะ๛ |
| Tell fire not to smoke, | do try! |
| Tell the sun not to shine, | try it! |
| Tell age, don't decline | to death! |
| All such accomplished, | can you end slander. |
| การห้ามธรรมชาติทั้ง
๔ ประการไม่ให้ดำเนินไปว่าเป็นสิ่งที่ยากแล้ว การห้ามไม่ให้คนนินทายังยากกว่า ตรงกับสำนวน อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน แม้องพระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา |
| ๏ภูเขาเหลือแหล่ล้วน | ศิลา |
| หามณีจินดา | ยากได้ |
| ฝูงชนเกิดนานา | ในโลก |
| หานักปราชญ์นั้นไซร้ | เลือกแล้วฤๅมี๚ |
| Mountains give only | bare stones. |
| Rarely one finds diamonds | of worth. |
| Midst millions scarcely none | is sage. |
| Truly, there's a dearth | of the wise among men. |
| ๏พริกเผ็ดใครเผ็ดให้ | ฉันใด |
| หนามย่อมหนามเองใคร | เซี่ยมให้ |
| จันทร์กฤษณาไฉน | ใครอบ หอมฤๅ |
| วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้ | เพราะด้วยฉลาดเอง๚ |
| Hot chilies generate heat | and health. |
| Thorns sharpen themselves, | indeed. |
| Flowers do flowers help | in fragrance. |
| Wise men do not need | wisdom from fools. |
| ๏ภูเขาเอนก ล้ำ | มากมี |
| บ่มิหนักแผ่นธรณี | หน่อยไซร้ |
| หนักนักแต่กระลี | ลวงโลก |
| อันจักทรงทานได้ | แต่พื้นนรกานต์๚ |
| Mountains bear on earth | and seas. |
| Even so, they're free | of weight. |
| Heavy Evil, be | earth's load. |
| Hell alone rebates | the load of sins. |
| ๏ดารามีมากน้อย | ถึงพัน |
| บ่เปรียบกับดวงจันทร์ | หนึ่งได้ |
| คนพาลมากอนันต์ | ในโลก |
| จะเทียบเท่าปราชญ์ไซร์ | ยากแท้ฤๅถึง๚ |
| Millions though the stars | combine, |
| Never can they outshine | the moon. |
| Millions can one find | small men on earth. |
| Can one just so soon | discover a sage? |
| ๏ถึงจนทนสู้กัด | กินเกลือ |
| อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ | พวกพ้อง |
| อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ | สงวนศักดิ์ |
| โซก็เสาะใส่ท้อง | จับเนื้อกินเอง๚ |
| Penniless live on | salt preferably |
| Than to seek charity | from friends. |
| A tiger, though hungry, | will starve |
| Rather than take offence | of being fed by hand. |
| ๏ ตีนงูงูไซร้หาก | เห็นกัน | |
| นมไก่ไก่สำคัญ | ไก่รู้ | |
| หมู่โจรต่อโจรหัน | เห็นเล่ห์ กันนา | |
| เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้ | ปราชญ์รู้ เชิงกัน๚ะ๛ |
| คนประเภทเดียวกันย่อมรู้เท่าทันซึ่งกันและกัน
ตรงกับสำนวน ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ |
| ๏ เว้นวิจารณ์ว่างเว้น | สดับฟัง | |
| เว้นที่ถามอันยัง | ไป่รู้ | |
| เว้นเล่าลิขิตสัง- | เกตว่าง เว้นนา | |
| เว้นดั่งกล่าวว่าผู้ | ปราชญ์ได้ฤามี๚ะ๛ |
| คนที่จะเป็นปราชญ์นั้นต้องยึดถือหัวใจนักปราชญ์
คือ สุ. จิ. ปุ.ลิ. ฟัง คิด ถาม เขียน |
| ๏ รู้น้อยว่ามากรู้ | เริงใจ |
| กลกบเกิดอยู่ใน | สระจ้อย |
| ไป่เห็นชเลไกล | กลางสมุทร |
| ชมว่าน้ำบ่อน้อย | มากล้ำลึกเหลือ๚ะ๛ |
| So little yet so much | one knows, |
| Like a frog which grows | in a puddle, |
| knowing not oceans so | ever vast, |
| becomes befuddled | by its small world. |
| คนที่อยู่ในโลกหรือสังคมที่แคบย่อมคิดว่าสิ่งที่ตนพบเห็นนั้นยิ่งใหญ่แล้ว ตรงกับสำนวน กบในกะลา อึ่งอ่างในกะลา หิ่งห้อยในกะลา |
| ๏ เสียสินสงวนศักดิ์ไว้ | วงศ์หงส์ |
| เสียศักดิ์สู้ประสงค์ | สิ่งรู้ |
| เสียรู้เร่งดำรง | ความสัตย์ ไว้นา |
| เสียสัตย์อย่าเสียสู้ | ชีพม้วยมรณา๚ะ๛ |
| Robbed of wealth, your pride | maintain. |
| Robbed of pride, do gain | things wise. |
| Robbed of wisdom, a gain | to faith. |
| Robbed even of life | in faith ye be. |
| ม.ร.ว.
เสนีย์ ปราโมช แปล โดย: เทาชมพ นำเสนอ 10 พ.ค. 2548 - 10:49:37
|
|
| การรักษาความสัตย์สำคัญเหนือสิ่งใด
ตรงกับสำนวน เสียชีพอย่าเสียสัตย์ |
| ๏ ตัดจันทน์ฟันม่วงไม้ | จัมบก |
| แปลงปลูกหนามรามรก | รอบเรื้อ |
| ฆ่าหงส์มยุรนก | กระเหว่า เสียนา |
| เลี้ยงหมู่กากินเนื้อ | ว่ารู้ลีลา๚ะ๛ |
| การทำลายสิ่งที่ก่อประโยชน์เพื่อสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
สอนให้ตระหนัก ถึงความคุ้มค่าในกิจที่ทำ ตรงกับสำนวน ขี่ช้างจับตั๊กแตน |
| ๏ น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว | ยูงตาม | |
| ทรายเหลือบหางยูงงาม | ว่าหญ้า | |
| ตาทรายยิ่งนิลวาน | พรายเพริศ | |
| ลิงว่าหวัวหวังหว้า | หว่าดิ้นโดดตาม๚ะ๛ |
|
การหลงเชื่อในสิ่งที่ผิด
หรือการหลงผิด โดยขาดการไตร่ตรอง อาจจนำมา |
| ๏ พระสมุทรสุดลึกล้น | คณนา |
| สายดิ่งทิ้งทอดมา | หยั่งได้ |
| เขาสูงอาจวัดวา | กำหนด |
| จิตมนุษย์นี้ไซร้ | ยากแท้หยั่งถึง๚ะ๛ |
| Fathoms deep though the seas | may be, |
| Measurable are the seas | in depth. |
| Scaled can mountains be | in height. |
| Immeasurable is the depth, | this heart of man. |
| ความลึก
ความสูง ขนาดของสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่มนุษย์สามารถวัดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจสามารถวัดได้คือจิตใจของคน กวีสอนให้ระวัง ในการเชื่อหรือคบคน ตรงกับสำนวน รู้หน้าไม่รู้ใจ |
| ๏ รักกันอยู่ขอบฟ้า | เขาเขียว |
| เสมออยู่หอแห่งเดียว | ร่วมห้อง |
| ชังกันบ่แลเหลียว | ตาต่อ กันนา |
| เหมือนขอบฟ้ามาป้อง | ป่าไม้มาบัง๚ะ๛ |
| Though divided by sky | and sea, |
| Love brings thy lover to thee | forever. |
| Divided would ye be | in hatred, |
| Under a sky cleft asunder, | though heaven be one. |
| กวีสอนให้คนรักกัน
เพราะหากอยู่ใกล้ชิดในสังคมเดียวกันมาโกรธ หรือขุ่นเคืองกัน ย่อมสร้างอึดอัดให้ทั้งสองฝ่าย |
| ๏ ให้ท่านท่านจักให้ | ตอบสนอง |
| นบท่านท่านจักปอง | นอบไหว้ |
| รักท่านท่านควรครอง | ความรัก เรานา |
| สามสิ่งนี้เว้นไว้ | แต่ผู้ทรชน๚ะ๛ |
| โคลงบทนี้สอนให้คนรู้จักกตัญญู
การเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน ตรงกับสำนวน หมูไปไก่มา |
| ๏ แม้นมีความรู้ดั่ง | สัพพัญญู |
| ผิบ่มีคนชู | ห่อนขึ้น |
| หัวแหวนค่าเมืองตรู | ตาโลก |
| ทองบ่รองรับพื้น | ห่อนแก้วมีศรี๚ะ๛ |
| สอนให้คนที่มีความรู้ความสามารถตระหนัก
ไม่เย่อหยิ่งจองหอง เพราะแม้นว่ามีความสามารถปานใดก็ตามหากขาดคนสนับสนุน ส่งเสริม ก็ยากที่จะมีใครเห็น เฉกเช่นเดียวกับ เพชรพลอย งดงาม เมื่อมีแหวนทองรองรับ |
| ๏ เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม | ดนตรี |
| อักขระห้าวันหนี | เนิ่นช้า |
| สามวันจากนารี | เป็นอื่น |
| วันหนึ่งเว้นล้างหน้า | อับเศร้าศรีหมอง๚ะ๛ |
| โคลงบทนี้สอนให้เป็นผู้เอาใจใส่ปฏิบัติต่อกิจที่ทำอยู่เป็นนิจ
เพื่อ ผลประโยชน์แก่ตน |
| ๏ ใครจักผูกโลกแม้ | รัดรึง |
| เหล็กเท่าลำตาลตรึง | ไป่หมั้น |
| มนตร์ยาผูกนานหึง | หายเสื่อม |
| ผูกเพื่อไมตรีนั้น | แน่นเท้าวันตาย๚ะ๛ |
| ไม่มีเสน่หาหรือมนตร์ใดที่จะผูกมัดคนให้คงมั่นต่อกันเท่าไมตรี
ความ เอื้ออาทรที่ดีต่อกัน |
| ๏ ผจญคนมักโกรธด้วย | ไมตรี |
| ผจญหมู่ทรชนดี | ต่อตั้ง |
| ผจญคนจิตโลภมี | ทรัพย์เผื่อ แผ่นา |
| ผจญอสัตย์ให้ยั้ง | หยุดด้วยสัตยา๚ะ๛ |
| สอนให้ใช้คุณธรรมต่าง
ๆ เมื่อจะต้องคบค้าสมาคมกับบุคคลต่าง ๆ ที่มี พฤติกรรมตามที่กล่าวถึง |
| ๏ คนใดคนหนึ่งผู้ | ใจฉกรรจ์ |
| เคียดฆ่าคนอนันต์ | หนักแท้ |
| ไป่ปานบุรุษอัน | ผจญจิต เองนา |
| เธียรท่านเยินยอแล้ | ว่าผู้มีชัย๚ะ๛ |
| การชนะใจตนเองคือความยิ่งใหญ่
เป็นที่ยอมรับมากว่าการที่ชนะผู้อื่น |
| ๏ ความรู้ดูยิ่งล้ำ | สินทรัพย์ |
| คิดค่าควรเมืองนับ | ยิ่งไซร้ |
| เพราะเหตุจักอยู่กับ | กายอาต มานา |
| โจรจักเบียนบ่ได้ | เร่งรู้เรียนเอา๚ะ๛ |
| ความรู้มีความสำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถมาเบียดเบียนไปได้ |
| ๏ คนใดโผงพูดโอ้ | อึงดัง |
| อวดว่ากล้าอย่าฟัง | สัปปลี้ |
| หมาเห่าเล่าอย่าหวัง | จักขบ ใครนา |
| สองเหล่าเขาหมู่นี้ | ชาติเชื้อเดียวกัน๚ะ๛ |
| คนที่คุยโวโอ้อวด
ชอบพูดข่มขู่ จะไม่กล้าทำจริง เหมือนหมาที่เห่า แต่ไม่กัด ตรงกับสำนวน หมาเห่าใบตองแห้ง หรือ หมาเห่ามักไม่กัด |
| ๏ โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง | เมล็ดงา |
| ปองติฉินนินทา | ห่อนเว้น |
| โทษตนเท่าภูผา | หนักยิ่ง |
| ป้องปิดคิดซ่อนเร้น | เรื่องร้ายหายสูญ๚ะ๛ |
| ธรรมชาติของคนมักจะมองเห็นแต่ความผิดของผู้อื่น
ขณะเดียวกัน ความผิดพลาดของตนแม้ใหญ่หลวงก็พยายามปกปิด |
| ๏ ราชาธิราชน้อม | ในสัตย์ |
| อำมาตย์เป็นบรรทัด | ถ่องแท้ |
| ฝูงราษฎร์อยู่ศรีสวัสดิ์ | ทุกเมื่อ |
| เมืองดั่งนี้เลิศแล้ | ไพร่ฟ้าเปรมปรีดิ์๚ะ๛ |
| ประเทศหรือสังคมใดก็ตามที่มีผู้นำและข้าราชการอยู่ในศีลธรรม
มีศีลสัตย์ ประชาชน ย่อมอยู่อย่างสงบสุขตรงกับสำนวนไพร่ฟ้าหน้าใส |
| ๏ คนใดละพ่อทั้ง | มารดา |
| อันทุพพลชรา | ภาพแล้ว |
| ขับไล่ไม่มีปรา | นีเนตร |
| คนดั่งนี้ฤาแคล้ว | คลาดพ้นไภยัน๚ะ๛ |
| บุคคลใดก็ตามที่ละเลย
ละทิ้งการดูแลบิดามารดา ที่ชราภาพ หรือทุพพลภาพ ย่อมนำมาซึ่งภัยอันตรายสู่ตัวเอง
ตรงกับสำนวน ลูกอกตัญญู |
| ๏ หอมกลิ่นดอกไม้ที่ | นับถือ |
| หอมแต่ตามลมฤา | กลับย้อน |
| หอมแห่งกลิ่นกล่าวคือ | ศีลสัตย์ นี้นา |
| หอมสุดหอมสะท้อน | ทั่วใกล้ไกลถึง๚ะ๛ |
| กลิ่นหอมของดอกไม้
แม้หอมอย่างไร กลิ่นโชยไปตามลมเท่านั้น แต่ชื่อเสียง หรือคำสรรเสริญของคนที่มีศีลธรรมกลับหอมไปอย่างทั่วถึงกว่า |
| ๏ ก้านบัวบอกลึกตื้น | ชลธาร |
| มารยาทส่อสันดาน | ชาติเชื้อ |
| โฉดฉลาดเพราะคำขาน | ควรทราบ |
| หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ | บอกร้ายแสลงดิน๚ะ๛ |
| ความยาวของก้านบัวสามารถบอกความลึกตื้นของแหล่งน้ำที่มันอยู่ได้
มารยาทบอกให้ทราบถึงความเป็นไปของชาติตระกูลคำพูดของคนสามารถแสดง ให้เห็นว่าบุคคลนั้น ฉลาด เขลา ชั่ว หรือเลว เหมือนกับที่หญ้าเหี่ยวแห้งบอก ถึงความไม่สมบูรณ์ของดิน ตามตรงกับสำนวนสำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล |
| ๏ อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า | มาถนอม |
| สูงสุดมือมักตรอม | อกไข้ |
| เด็ดแต่ดอกพยอม | ยามยาก ชมนา |
| สูงก็สอยด้วยไม้ | อาจเอื้อมเอาถึง๚ะ๛ |
| โคลงบทนี้กวีสอนให้รู้จักประมาณตน
ใฝ่ฝัน หรือปรารถนาในสิ่งที่เป็นไปได้ จะได้ไม่ต้องพบกับความผิดหวังเจ็บปวด หากมีพฤติกรรมตรงข้ามกับสิ่งที่กล่าว ตรงกับสำนวนดอกฟ้ากับหมาวัด หรือ กระต่ายหมายจันทร์ |
| ๏ เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ | มังสา |
| นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา | ไป่อ้วน |
| สองสามสี่นายมา | กำกับ กันแฮ |
| บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน | บาทสิ้นเสือตาย๚ะ๛ |
| การทำกิจการใดก็ตามหากมีคนเบียดบังผลประโยชน์
หรือโกงกิน คนโกงกินหนึ่งคน ผลงานของก็ย่อมไม่สมบูรณ์ และยิ่งมีคนโกงกินมาก กิจการนั้นย่อมไม่สำเร็จ ตรงกับสำนวน คดในข้องอในกระดูก |
| ๏ โคควายวายชีพได้ | เขาหนัง |
| เป็นสิ่งเป็นอันยัง | อยู่ไซร้ |
| คนเด็ดดับสูญสัง | ขารร่าง |
| เป็นชื่อเป็นเสียงได้ | แต่ร้ายกับดี๚ะ๛ |
| สัตว์อย่างวัวหรือควายเมื่อตายไปแล้วยังทิ้งเขา
กระดูกหนังไว้ให้ทำประโยชน์ ได้ ส่วนคนสิ่งที่จะทิ้งไว้เบื้องหลังความตายให้คนกล่าวถึงก็คือ ความดีหรือ ความชั่วเท่านั้น |
| ๏ ถึงจนทนสู้กัด | กินเกลือ |
| อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ | พวกพ้อง |
| อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ | สงวนศักดิ์ |
| โซก็เสาะใส่ท้อง | จับเนื้อกินเอง๚ะ๛ |
| โคลงบทนี้กวีสอนให้คนหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อแสวงหา ผลประโยชน์ให้ตนเอง เหมือนเสือที่ล่าเหยื่อเองเป็นอาหาร ตรงกับสำนวน อดเยี่ยงเสือ |
| ๏ บางคาบภาณุมาศขึ้น | ทางลง ก็ดี |
| บางคาบเมรุบ่ตรง | อ่อนแอ้ |
| ไฟยมดับเย็นบง- | กชงอก ผานา |
| ยืนสัตย์สาธุชนแท้ | ห่อนเพี้ยนสักปาง๚ะ๛ |
| บางครั้งพระอาทิตย์นั้น อาจขึ้นทางทิศตะวันตกได้ แม้นเขาพระสุเมรุ ยังมีวันเอน ไฟนรกที่ร้อนแรงยังดับ ลงได้ ดอกบัวสามารถงอกจากบนหน้าผา แต่คำสัตย์ แห่งสาธุชนนั้น ไม่มีเปลี่ยนแปลง จากกัลยาณมิตร (ปิยะสิทธิ์ บำรุงพฤกษ์ ) |
|
| ๏ เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว | แหนงหนี |
| หาง่าย หลายหมื่นมี | มากได้ |
| เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี- | วาอาตม์ |
| หากยาก ฝากผีไข้ | ยากแท้จักหา๚ะ๛ |
| โคลงบทนี้กวีเตือนสติการคบเพื่อน
ให้รู้จักระมัดระวัง อย่าประมาท เพราะเพื่อนในคราที่มีความสุขนั้นหาง่ายมาก แต่เพื่อนที่ไปมาหาสู๋ ในครามีทุกข์นั้นหายากยิ่ง ตรงกับสำนวนเพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก |
| ๏ อ่อนหวานมานมิตรล้น | เหลือหลาย |
| หยาบบ่มีเกลอกราย | เกลื่อนใกล้ |
| ดุจดวงศศิฉาย | ดาวดาษ ประดับนา |
| สุริยส่องดาราไร้ | เมื่อร้อนแรงแสง๚ะ๛ |
| คนที่พูดจาอ่อนหวานย่อมมีเพื่อนชอบคบค้าสมาคม
เหมือนกับ ดวงจันทร์ (ศศิ) ที่ส่องแสงนวลเย็นต่างมีดาวมารายรอบ ส่วนคนพูดจากระด้างหยาบคาย ย่อมไม่ มีใครคบค้าสมาคมเหมือนความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ที่ทำให้ดวงดาว ลับหาย |
| ๏ ยอข้ายอเมื่อแล้ว | การกิจ |
| ยอยกครูยอสนิท | ซึ่งหน้า |
| ยอญาติประยูรมิตร | เมื่อลับ หลังแฮ |
| คนหยิ่งแบกยศบ้า | อย่ายั้งยอควร๚ะ๛ |
|
การจะกล่าวชื่นชมหรือยกยอใครต้องใช้ให้ถูกกาลเทศะ
ให้เป็นไปตาม |
| ๏ พริกเผ็ดใครให้เผ็ด | ฉันใด |
| หนามย่อมแหลมเองใคร | เซี่ยมให้ |
| จันทน์กฤษณาไฉน | ใครอบ หอมฤๅ |
| วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้ | เพราะด้วยฉลาดเอง ๚ะ๛ |
| Hot chilies generate heat | and health. |
| Thorns sharpen themselves, | indeed. |
| Flowers do flowers help | in fragrance. |
| wise men do not need | wisdom from fools. |
| คนที่มีดีด้วยตนเอง | |
| ๏ สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ | ในตน |
| กินกัดเนื้อเหล็กจน | กร่อนขร้ำ |
| บาปเกิดแก่ตนคน | เป็นบาป |
| บาปย่อมทำโทษซ้ำ | ใส่ผู้บาปเอง๚ะ๛ |
|
ทุกสิ่งย่อมมีสาเหตุที่มา
หากเราคิดร้าย โกรธขึ้ง ผลจะส่งให้เรานั่นแหละ |
| ๏ ใครจักผูกโลกแม้ | รัดรึง |
| เหล็กเท่าลำตาลตรึง | ไป่หมั้น |
| มนต์ยาผูกนานหึง | หายเสื่อม |
| ผูกเพื่อไมตรีนั้น | แน่นเท้าวันตาย๚ะ๛ |
| การผูกมิตรหรือการสร้างความผูกพันต้องใช้การผูกด้วยไมตรีเท่านั้น
สิ่งอื่น ๆ ไม่มีความยั่งยืนเท่า ตรงกับร่ายสุภาษิต " ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง" (หึงในที่นี้ เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่านาน บ่มิหึง คือไม่นาน) |
| ๏ ความเพียรเป็นอริแล้ว | เป็นมิตร |
| คร้านเกียจเป็นเพื่อนสนิท | ร่วมไร้ |
| วิชาเฉกยาติด | ขมขื่น |
| ประมาทเหมือนดับไต้ | ชั่วร้ายฤๅเห็น๚ะ๛ |
| ความเพียรทำได้ยาก
ต้องทำด้วยความอดทน เป็นเสมือนศัตรู หากสุดท้ายผลที่ได้คือสิ่งที่ดีเปรียบเสมือนมิตรความเกียจคร้าน
ในเบื้องต้นทำให้ผู้ฏิบัติรู้สึกสบายเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนสนิท พร้อมที่จะปฏิบัติ ิเช่นนั้นได้ทุกเมื่อ แต่สุดท้ายกลับส่งผลเสียแก่ผู้ปฏิบัติ การเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ ก็เช่นกัน ผู้ปฏิบัติไม่มีความสุขเลยแต่สุดท้ายกลับได้ความรู้ ส่วนความประมาท เหมือนคนที่เดินไปโดยปราศจากแสง (ไต้ คบเพลิงที่ทำจากเปลือกเสม็ด+ยางของ ต้นไม้ยาง)ย่อมไม่เห็นสิ่งชั่วร้ายหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้น |
| ๏ เห็นใดจำให้แน่ | นึกหมาย |
| ฟังใดอย่าฟังดาย | สดับหมั้น |
| ชนม์ยืนอย่าพึงวาย | ตรองตรึก ธรรมนา |
| สิ่งสดับทั้งนั้น | ผิดเพี้ยนเป็นครู๚ะ๛ |
| สอนเรื่องการรับข่าวสารข้อมูลอย่าฟังหรืออ่าน
ให้ผ่านหูไปเฉย ๆ ให้คิดไตร่ตรอง อยู่เสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นบทเรียนได้ (สดับหมั้น จำให้แม่นยำ หมั้น มาจากมั่น ในที่นี้ หมั้นเป็นโทโทษ แทนมั่น) |
| ๏ อย่าโทษไทท้าวท่วย | เทวา |
| อย่าโทษสถานภูผา | ย่านกว้าง |
| อย่าโทษหมู่วงศา | มิตรญาติ |
| โทษแต่กรรมเองสร้าง | ส่งให้เป็นเอง๚ะ๛ |
| สอนให้รู้จึกคิดไม่โทษอะไรง่าย
ๆ ควรไตร่ตรองว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการกระทำของเราเองใช่หรือไม่ ตรงกับร่ายสุภาษิต "โทษตนผิดพึงรู้" |
| ๏ โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง | เมล็ดงา |
| ปองติฉินนินทา | ห่อนเว้น |
| โทษตนเท่าภูผา | หนักยิ่ง |
| ป้องปิดคิดซ่อนเร้น | เรื่องร้ายหายสูญ๚ะ๛ |
| ธรรมชาติของคนมักมองเห็นความผิดของผู้อื่นใหญ่กว่าของตัวเอง ในที่นี้ใช้คำเปรียบเทียบ ระหว่าง ภูผา กับเมล็ดงาซึ่งแตกต่างกันอย่างมากมาย |
| ๏ เดินทางต่างเทศให้ | พิจารณ์ |
| อาสน์นั่งนอนอาหาร | อีกน้ำ |
| อดนอนอดบันดาล | ความโกรธ |
| ห้าสิ่งนี้คุณล้ำ | เลิศล้วนควรถวิล๚ะ๛ |
| เมื่อเดินทางไปต่างถิ่นควรตรวจตราเรื่องของที่พัก
อาหารและน้ำ ไม่เห็นแก่การนอน เป็นใหญ่ รู้จักระงับอารมณ์ ไม่โกรธฉุนเฉียวง่าย ปกป้องตัวเองทั้งเรื่องของอารมณ์ ร่ายกายและจิตใจ (ต่างเทศ คือต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างถิ่น) |
| ๏ เป็นคนคลาดเหย้าอย่า | เปล่ากาย |
| เงินสลึงติดชาย | ขอดไว้ |
| เคหาอย่าสูญวาย | ข้าวเปลือก มีนา |
| เฉินฉุกขุกจักได้ | ผ่อนเลี้ยงอาตมา๚ะ๛ |
| สอนอย่าให้ประมาท
เมื่อออกจากบ้านต้องมีเงินทองติดตัวเสมอ เผื่อความ จำเป็นฉุกเฉิน ที่บ้านก็เช่นกัน ต้องมีเสบียงอาหารพร้อม (ติดชายขอดไว้ นำเงินติดชายพก คือเหน็บไว้ใน ชายผ้าข้างสะเอว) |
| ๏ พายเถิดพ่ออย่ารั้ง | รอพาย |
| จวนตะวันจักสาย | ส่องฟ้า |
| ของสดสิ่งควรขาย | จักขาด ค่าแฮ |
| ตลาดเลิกแล้วอ้า | บ่นอื้นเอาใคร ๚ะ๛ |
|
สอนให้รู้จักใช้เวลาและโอกาส
อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเลยไป ตรงกับสำนวน |
| ๏ ทรัพย์มีสี่ส่วนไซร้ | ปูนปัน |
| ภาคหนึ่งพึงเกียดกัน | เก็บไว้ |
| สองส่วนเบ็ดเสร็จสรรพ์ | การกิจ ใช้นา |
| ยังอีกส่วนควรให้ | จ่ายเลี้ยงตัวตน๚ะ๛ |
| การบริหารจัดการกับเงินทอง
ต้องรู้จักแบ่งสรรปันส่วนทำบัญชี ค่าใช้จ่าย อย่างมีระบบโดยเงิน 1ใน 4 ส่วนต้องเก็บออมไว้ยามจำเป็น |
| ๏ ย่าขุดขอดท่านด้วย | วาจา |
| อย่าถากท่านด้วยตา | ติค้อน |
| ฟังคำกล่าวมฤษา | โสตหนึ่ง นะพ่อ |
| หยิบบ่ศัพท์กลับย้อน | โทษให้กับตน ๚ะ๛ |
|
(มฤษา คือมุสา พูดไม่จริง พูดเท็จ) สอนไม่ให้เป็นคนก้าวร้าวทำร้ายผู้อื่นด้วยคำพูดหรือสายตา ตรงกับร่ายสุภาษิต "อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา " |
| ๏ กาน้ำดำดิ่งด้น | เอาปลา |
| กาบกคิดใคร่หา | เสพบ้าง |
| ลงดำส่ำมัจฉา | ชลชาติ |
| สวะปะคอค้าง | ครึ่งน้ำจำตาย๚ะ๛ |
| กาน้ำ หมายถึงนกชนิดหนึ่งคอยาว
ว่ายน้ำเหมือนเป็ด จับปลาเป็นอาหาร กาบก คืออีกา การทำตามหรือเอาอย่างผุ้อื่นโดยไม่พิจารณาไตร่ตรองย่อมนำไปสู่ ความหายนะได้ ตรงกับสำนวน"ช้างขี้ ขี้ตามช้าง" (สวะปะคอ วัชพืชที่ลอยอยู่ในน้ำพันคอ) |
| ๏ ไปเรือนท่านไซร้อย่า | เนานาน |
| พูดแต่พอควรการ | กลับเหย้า |
| ริร่ำเรียนการงาน | เรือนอาต มานา |
| ยากเท่ายากอย่าเศร้า | เสื่อมสิ้นความเพียร๚ะ๛ |
| สอนมารยาท
ให้รู้จักเกรงใจคนไม่รบกวนเวลาของผู้อื่นและให้รู้จักใช้เวลาว่าง ให้เป็นประโยชน์ อยุ่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ตรงกับร่ายสุภาษิต "ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน" |
| ๏ เป็นคนคิดแล้วจึ่ง | เจรจา |
| อย่ามลนหลับตา | แต่ได้ |
| เลือกสรรหมั่นปัญญา | ตรองตรึก |
| สติริรอบให้ | ถูกแล้วจึงทำ๚ะ๛ |
(มลน หมายถึง ลนลาน) สอนให้คิดก่อนพูด คำพูดนั้นอาจทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่นได้ ซึ่งคำพูดเปรียบเสมือนลูกปืนเมื่อพูดออกไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ |
| ๏ ปางน้อยสำเหนียกรู้ | เรียนคุณ |
| ครั้นใหญ่ย่อมหาทุน | ทรัพย์ไว้ |
| เมื่อกลางแก่แสวงบุญ | ธรรมชอบ |
| ยามหง่อมทำใดได้ | แต่ล้วนอนิจจัง๚ |
| ๏ คุณแม่หนาหนักเพี้ยง | พสุธา |
| คุณบิดรดุจอา- | กาศกว้าง |
| คุณพี่พ่างศิขรา | เมรุมาศ |
| คุณพระอาจารย์อ้าง | อาจสู้สาคร๚ |
| ๏ เย็นเงาพฤกษ์มิ่งไม้ | สุขสบาย |
| เย็นญาติสุขสำราย | กว่าไม้ |
| เย็นครูยิ่งพันฉาย | กษัตริย์ยิ่ง ครูนา |
| เย็นร่วมพระเจ้าให้ | ร่มฟ้าดินบน๚ |
| ๏ วิชาควรรักรู้ | ฤๅขาด |
| อย่าหมิ่นศิลปศาสตร์ | ว่าน้อย |
| รู้จริงสิ่งเดียวอาจ | มีมั่ง |
| เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อย | ชั่วลื้อเหลนหลาน๚ |
| ๏ อย่าหมิ่นของเล็กนั้น | สี่สถาน |
| เล็กพริกพระกุมาร | จิดจ้อย |
| งูเล็กเท่าสายพาน | พิษยิ่ง |
| ไฟเล็กเท่าหิ่งห้อย | อย่าได้ดูแคลน๚ |
โครงงานจัดทำแหล่งเรียนรู้ภาษาไทย โดยนักเรียนโครงการภาษาอังกฤษ ชั้น ม.2
บทแปลภาษาอังกฤษนำมาจาก http://www.banfun.com/poet/thaipoets01.html
คัดจาก
Interpretative Translations of Thai Poets โดย หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชย์ ค.ศ.1965