| HOME | สมุดเยี่ยม | หลักภาษาไทย | ใบงาน แบบฝึกหัด | แบบทดสอบภาษาไทย |
| ในการใช้ภาษา
เราควรทราบว่า คำไหนมีที่ใช้อย่างไร เพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร นักไวยากรณ์ ได้สังเกตความหมายและหน้าที่ของคำในประโยค แล้วจึงแบ่งคำในภาษาไทยออกเป็นหมวด หรือ ชนิด ได้ 7 ชนิด คือ 1. คำนาม 2. คำสรรพนาม 3. คำกริยา 4. คำวิเศษณ์ 5. คำสันธาน 6. คำบุพบท 7. คำอุทาน ในบทนี้เราจะเรียนเฉพาะความรู้เบื้องต้นก่อน รายละเอียดในเรื่องนี้มีข้อที่ควรศึกษา ซึ่งมี ความซับซ้อนและลึกซึ้งอีกหลายประการ แต่ยังไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนระดับนี้ |
| คำนาม คำนาม คือ คำที่แสดงความหมายถึงบุคคล สัตว์ วัตถุ สิ่งของ สภาพ อาการ ลักษณะซึ่ง หมายรวมทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและที่เป็นนามธรรม ขอให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้ แมว กัด หนู มาลี กิน ข้าว รถ วิ่ง บนถนน ต้นไม้ ปลูกอยู่ หน้าบ้าน สมศรี นั่งบน เก้าอี้ ทหาร ยิง ผู้ก่อการร้าย ตำรวจ จับ ผู้ร้าย ยาย ป้อนข้าว หลาน ขนม วางบน โต๊ะ รัฐบาล ส่งเสริม การศึกษา แหวน 2 วง นี้สวยจัง ฝูงนกบินในท้องฟ้า ความจริง เป็นสิ่งไม่ตาย คนดีมีแต่ความเจริญ คุณแม่ ซื้อ นาฬิกา 2 เรือน คำที่ขีดใต้ข้างบนนั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็นคำนาม ตามความหมายที่กล่าวแล้วข้างต้น ให้นักเรียนสังเกตตำแหน่งและหน้าที่ดู จะพบว่าคำนามมักจะอยู่หน้าคำที่แสดงอาการ ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ หรืออยู่ข้างหลังคำที่แสดงอาการ ทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำก็ได้ มีคำนามบางคำไม่ได้บอกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สภาพ อาการและสถานที่ แต่บอกลักษณะก็มี และนามที่บอกลักษณะนี้มักนำไปใช้ตามหลังคำบอก จำนวนด้วย |
| คำสรรพนาม คำสรรพนาม คือคำที่ใช้แทนคำนาม ที่ผู้พูดหรือผู้เขียนได้กล่าวแล้ว หรือเป็นที่เข้าใจกันระหว่าง ผู้ฟังและผู้พูด เพื่อไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำ ดังจะเห็นต่อไปนี้ นายสิริเพื่อนของนายประสิทธิ์กล่าวแก่นายประสิทธิ์ว่า "ระหว่างทางไปโรงเรียน ขอให้นายประสิทธิ์แวะที่วัด เรียนหลวงปู่ของนายสิริ ด้วยว่า นายสิริขอให้นายประสิทธิ์มารับหนังสือไปให้ครูของนายสิริที่โรงเรียน" ข้อความที่ยกมานี้จะไม่มีใช้ในภาษา ตามปกติใช้แทนชื่อบุคคลที่ได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้ นายสิริเพื่อของนายประสิทธิ์กล่าวว่า "ระหว่างทางไปโรงเรียน ขอให้คุณแวะที่วัด เรียนหลวงปู่ของผมด้วยว่า ผมขอให้คุณมารับหนังสือไปให้ครูของผมที่โรงเรียน" คำที่ขีดเส้นใต้ เป็นคำที่ใช้แทนคำนาม คือ นายประสิทธิ์และนายสิริ เรียกว่า คำสรรพนาม ในการสื่อความหมาย (สื่อสาร) ระหว่างบุคคล เราจะมีผู้พูด (หรือผู้เขียน) ผู้ฟัง (หรือผู้อ่าน) และบุคคลที่เป็นผู้ที่พูดถึงหรือคิดไปถึง ผู้พูด คือ บุรุษที่ 1 ผู้ฟัง คือ บุรุษที่ 2 บุคคลหรือสิ่งที่กล่าวถึงหรือคิดไปถึง คือ บุรุษที่ 3
เราจะใช้คำสรรพนามแสดงความหมายว่าเป็นบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 หรือบุรุษที่
3 ได้
ฝ่ายชายแก่ ก็คำนับลานายบ้านไปถึงที่ไต้ซุ่นทำนา พบไต้ซุ่นก็ร้องไห้ ไต้ซุ่นถามว่า
"ท่าน ข้อสังเกต
จากตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้ จะเห็นว่าภาษาไทยเราอาจใช้คำนามเป็นคำแทนผู้พูด
ผู้ฟัง
นอกจากนี้คำสรรพนามในภาษาไทยคำเดียวกันอาจใช้ให้มีความหมายเป็นบุรุษที่
1 หรือบุรุษที่ 2 |
| การใช้คำสรรพนามในการสื่อสาร 1. สรรพนามแทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึงหรือคิดถึง สรรพนามที่ใช้แทนผู้ส่งสาร (คือผู้พูด หรือผู้เขียน) นับเป็นบุรุษที่ 1 เช่น ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ดิฉัน กู อาตมา เรา ข้าพระพุทธเจ้า ฯลฯ สรรพนามที่ใช้แทนผู้รับสาร (คือผู้ฟัง หรือผู้อ่าน) นับเป็นบุรุษที่ 2 เช่น เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า มึง พระคุณเจ้า ฝ่าพระบาท ฯลฯ สรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งที่กล่าวถึง หรือคิดไปถึง นับเป็นบุรุษที่ 3 เช่น เขา พวกเขา มัน 2. สรรพนามใช้ชี้ระยะ คำสรรพนามที่กำหนดให้รู้ความ ใกล้ ไกล ของนามที่ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจกันได้ ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น นี้ โน้น (โน่นไกลกว่านั่น นี่ใกล้ที่สุด) เช่น นี่ คือเพื่อนเก่าของฉัน โน่น เป็นวัดเก่า นั่น ไม่มีราคา 3. สรรพนามใช้ถาม คำสรรพนามที่มีความหมายเป็นคำถาม ได้แก่คำว่า ใคร อะไร ผู้ใด สิ่งใด อันไหน เช่น ใครต้องการน้ำชาบ้าง เขามาเรียกใคร หนูแดงกินอะไร อะไรเปื้อนรองเท้า 4. สรรพนามบอกความไม่เจาะจง นักเรียนต่างก็ทำงานของตน
(ความหมายแยก หมายถึงนักเรียนแต่ละคน) 6. สรรพนามเชื่อมประโยค |
| คำกริยา คำกริยา คือ คำที่แสดงความหมายว่า กระทำ หรือมีอาการ หรืออยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง ตัวอย่าง เด็กทอดหมู แสดงความหมายว่า กระทำ ต้นถั่วเติบโตเร็ว แสดงความหมายว่า มีอาการ หมาตายแล้ว แสดงความหมายว่า อยู่ในสภาพ ลุงเป็นไข้ แสดงความหมายว่า อยู่ในสภาพ อากาศเย็นลงแล้ว แสดงความหมายว่า อยู่ในสภาพ
คำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้เป็นคำกริยา
การใช้คำกริยาในการสื่อสาร
2) กริยาใช้เหมือนคำนาม คือ เป็นประธานหรือกรรมของกริยาอื่นก็ได้ ข้อสังเกต |
| คำวิเศษณ์ คำวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำอื่น เป็นการเพิ่มความหมายขึ้น เช่น บอกลักษณะ คุณภาพ ปริมาณ จำนวน เวลา สถานที่ ตัวอย่าง คำวิเศษณ์ขยายคำนาม ตึกใหญ่อยู่ปลายเนิน ผักสดอยู่ในตะกร้า บ้านสามหลังสีเขียว คำวิเศษณ์ขยายคำสรรพนาม เขาเองบอกกับฉัน ใครหนอเอาหนังสือไป คำวิเศษณ์ขยายคำกริยา พี่เดินหน้า น้องเดินหลัง นกเขาขันเพราะ โรงเรียนเลิกค่ำ คำวิเศษณ์ขยายคำวิเศษณ์ ครูอธิบายดีมาก ในภาษาไทย คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายคำใด มักมีตำแหน่งตามหลังคำนั้น ตัวอย่าง ลงพัดแรง คนสูงได้เปรียบคนเตี้ย คนกินจุไม่อ้วนเสมอไป แต่บางกรณีอาจใช้คำวิเศษณ์มาข้างหน้าคำที่ขยาย ตัวอย่าง มากหมอมากความ น้อยคนนักไม่เห็นแก่ลาภยศ ทุกวันพระเขาจะพาลูกไปวัด
2. คำนามบางคำ อาจทำหน้าที่ขยายคำอื่นได้ ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าคำนามคำนั้น
ทำหน้าที่
3. ในการเรียงคำเข้าประโยคในภาษาไทย ส่วนใหญ่เรามักให้ส่วนขยายตามหลังคำที่ขยาย
แต่บางคำเราใช้ไว้ข้างหน้าคำที่ขยาย |
| คำบุพบท คำบุพบท คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคำหนึ่งหรือกลุ่มคำหนึ่งให้สัมพันธ์กับคำอื่นหรือกลุ่มคำอื่น เพื่อบอกสถานที่ เวลา แสดงอาการ หรือแสดงความเป็นเจ้าของ ตัวอย่าง คนในเมือง เรือใต้น้ำ ดาวบนท้องฟ้า อาหารสำหรับเธอ ปากกาของฉัน หนังสือ สำหรับอ่านเล่น น้ำสำหรับดื่ม เดินทางโดยเครื่องบิน ผ้านี้ทำด้วยฝ้าย เราเดินไป ตามถนน พี่คุยกับน้อง เขาร้องต่อศาล เรากินเพื่ออยู่ เขาพูดตามจริง เขาทำงาน จนเที่ยงคืน ฉันรีบมาโดยเร็ว สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งภาคพื้นยุโรป นี่ค่อรางวัล ยอดเยี่ยมสำหรับประเภทสารคดี |
| คำสันธาน คำสันธาน คือ คำที่เชื่อมประโยคกับประโยค หรือคำกับกลุ่มคำ ประโยคที่ใช้คำสันธาน จะแยกออกเป็นประโยคที่มีความบริบูรณ์มากกว่าหนึ่งความได้ ตัวอย่าง
จะเห็นว่าคำที่ขีดเส้นใต้ข้างบนนั้น เชื่อมระหว่างประโยค 2 ประโยค และควรสังเกต ข้อสังเกต ตัวอย่าง
การรวมความเข้าไว้ดังตัวอย่างข้างต้นเป็นการประหยัดคำ ทำให้เข้าใจความได้ง่าย
4. คำสันธานอาจอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ในประโยคดังนี้
5. มีคำบางคำกรณีก็ใช้เป็นบุพบท บางกรณีก็ใช้เป็นสันธาน
6. คำสันธานอาจเป็นกลุ่มคำก็ได้ |
| คำอุทาน คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์ หรือความรู้สึกของผู้พูด คำอุทานส่วนมาก จะไม่มีความหมายตรงตามถ้อยคำ แต่จะมีความหมายทางเน้นความรู้สึก และอารมณ์ของผู้พูด เป็นสำคัญ ตัวอย่าง
โอ้โฮ ! ภูเขาลูกนี้สูงเยี่ยมเทียมเมฆเลย ข้อสังเกต
คำอุทานเสริมบทที่แทรกกลางก็มี เช่น สัปปะดี้สีปะดน (จากคำ สัปดน) เป็นต้น หมายเหตุ
มีคำต่อท้ายบางคำมีความหมายเดียวกันกับคำที่อยู่ข้างหน้า คำต่อนั้นเป็นภาษาถิ่น |
ที่มา กรมวิชาการ หลักภาษาไทย
จุดมุ่งหมายในการอุทิศตนเพื่อนำเสนอ
1. เพื่อจัดทำแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ตำราที่มีคุณค่าของสถาบันการศึกษาที่ผู้จัดทำได้ศึกษาให้นักเรียนและผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้า
2. เพื่อรำลึกถึงสุนทรภู่ จินตกวีเอกของโลก ที่เป็นต้นแบบในการแต่งกลอน และรำลึกถึงคุณครูระเบียบ เหล่านาค
คุณครูในดวงใจของผู้จัดทำ
ครูภาทิพ ศรีสุทธิ์
7 ก.ค.48
คุณเป็นผู้เยี่ยมชมลำดับที่ ตั้งแต่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๔
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐