HOME คุยกับครูภาทิพ ทดสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย เรียนรู้ร้อยกรอง

กิจกรรมการเรียนรู้การเรียนรู้

สื่อ สารคดีเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร

1. นักเรียนอ่านเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร แล้วสังเกตการใช้สำนวนภาษา วิธีการนำเสนอเนื้อหา

2. นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากการอ่านเรื่องนี้

3. เปรียบเทียบวัฒนธรรม ค่านิยม แนวคิด ในสมัยรัชกาลที่ 5 กับปัจจุบัน

4. ศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดเบญจมบพิตร

5. ศึกษาสำนวนโวหารที่ใช้ในการเขียนสารคดี

6. เขียนเล่าประสบการณ์การเที่ยวงานวัด งานประเพณีในท้องถิ่น

7. ทดสอบความรู้ความเข้าใจเรื่องความสนุกในวัดเบญจมบพิตร


พระพุทธชินราชจำลอง

ประวัติวัด

      วัดเบญจมบพิตร มีชื่อเต็มว่า "เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" สร้างขึ้นในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยุ่ที่ถนนศรีอยุธยา
ทางด้านใต้ของสนามเสือป่า เขาดินวนา เดิมเป็นวัดโบราณชื่อวัดแหลม
หรือวัดไทรทอง
      ได้มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๒ โดยพระราชโอรสสมเด็จพระ
พุทธเลิศหล้านภาลัย ขนานนามว่า วัดเบญจมบพิต(ไม่มี ม)
หมายถึงพระอนุชา และพระขนิษฐาที่ร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกัน ซึ่งมีอยู่ ๕ พระองค์

ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าฯ ให้ขยายวัดรวมทั้งที่ธรณ๊สงฆ์ให้กว้างลงไปทางใต้ รวมวัด
แหลม และวัดดุสิต ที่รวมเป็นเขตพระราชฐานไปด้วย ทรงเปลี่ยนพระนาม
เป็นวัด "เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" มีความหมายว่า
เป็นวัดของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๕ในพระบรมราชจักรีวงศ์
(เบญจ แปลว่า ห้า บพิตร แปลว่ากษัตริย์)

 

สถาปนิกผู้ออกแบบและประธานในการก่อสร้า

คือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวัติวงศ์ ผู้ทรงปรีชาสามารถเชิงศิลปะหลายด้าน

พระราชประสงค์ในการสร้างวัด
๑. เป็นวัดที่แสดงแบบอย่างการช่าง ศิลปกรรม วิจิตรศิลป์ และวัฒนธรรม
ในสมัยของพระองค์ ซึ่งใช้การคำนวณและออกแบบตามหลักวิชาตะวันตก
๒. จะให้เป็นที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณแบบต่าง ๆ ของไทย
๓. จะให้เป็นวัดที่บรรจุ พระบรมสรีรางคาร(เถ้ากระดูก)ของพระองค์
๔. จะให้เป็นวัดวิทยาลัยที่ศึกษาหลักวิชาทางพระศาสนาและสามัญศึกษาของกุลบุตร

สิ่งที่น่าสนใจในวัดเบญจมบพิตร
๑. พระอุโบสถทำด้วยหินอ่อน จึงเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า
"The Marble Temple" รูปทรงพระอุโบสถหลังนี้มีผู้กล่าวว่าเป็น
"ยอดของสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์" กล่าวคือเป็นรูปทรงจตุรมุข
ที่หน้าบันของมุขเด็จแต่ละด้านมีลวดลายไทยสลักเป็นรูปต่าง ๆ
สวยงามมาก


2 พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถคือ พระพุทธชินราชจำลอง
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวโปรดเกล้าให้ช่างหลวงจำลองแบบจาก
องค์เดิมที่จังหวัดพิษณุโลก


3 พระระเบียงวิหารคต รอบพระระเบียงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
ปางต่าง ๆ ทั้งที่ เป็นองค์จริงและที่จำลอง ทั้งหมด ๕๒ องค์
ที่มุขเด็จด้านตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ปิดทอง อยู่ผนังหลัง
พระพุทธชินราช คือ หลวงพ่อธรรมจักร

ยังมีอะไร ๆ นอกจากนี้อีกมากมาย หากนักเรียนมีโอกาสไป กทม.
ควรหาเวลาแวะชม

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
1 เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจากประสงการณ์ การบันทึกประสบการณ์ เป็นสิ่งมี
คุณค่า ช่วยให้คนรุ่นหลังได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ
2. การจัดงานวัดเป็นวิธีดึงคนเข้าสู่วัด ก่อให้เกิดความศรัทธที่จะทะนุบำรุงวัด
เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
3. ผู้ที่ไปชมวัด ย่อมได้ประโยชน์กลับมาตามความสนใจของตน
4. สถานที่หนึ่งในสมัยหนึ่งย่อมมีความหมายแก่คนในสมัยนั้น
กาลเวลาที่ผ่านไป สถานที่แห่งเดียวกันย่อมมีความหมายเปลี่ยนไป

วิชาการ, กรม คู่มือครูภาษาไทย ท ๑๐๑ ท๑๐๒ ชุดทักษสัมพันธ์ เล่ม ๑ คุรุสภาลาดพร้าว กทม. ๒๕๓๕

 

ความหมายของคำว่า สารคดี

งานเขียนที่มุ่งเสนอเนื้อหาสาระที่เป็นข้อเท็จจริง โดยมีจุดมุ่งหมายให้ความรู้แก่ผู้อ่าน

เป็นสำคัญและอาจจะให้ความเพลิดเพลินเป็นรอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของ

ผู้เขียนสารคดีเรื่องนั้น ๆ ที่จะมีความสามารถในการนำเสนอได้ดีเพียงใด

ลักษณะสารคดี

1) เสนอเนื้อหา หรือเรื่องราว หรือสาระแก่ผู้อ่าน

2) ต้องชักนำความคิดผู้อ่านให้คิดตามแนวที่ผู้เขียนเสนอ หรือตามที่ผู้เขียนมุ่งหมายไว้

3) ต้องให้ความบันเทิงชวนอ่าน คือ มีศิลปะในการใช้ถ้อยคำภาษา สามารถกระทบอารมณ์

ผู้อ่านให้สุนทรตามไปด้วย

ประเภทของสารคดี

1) ความเรียง (Eassy) เป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนสารคดีที่เน้นเรื่องการแสดงความคิดเห็น

ซึ่งได้จากประสบการณ์ การค้นคว้าหรือความคิดของผู้เขียน นอกเหนือจากการเสนอข้อเท็จจริง

2) บทความ (Article) คือ

ความเรียงแบบหนึ่งซึ่งเน้นถึงข้อเท็จจริงโดยใช้หลักฐานอ้างอิงประกอบในลักษณะวิเคราะห์

ปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ หรือในการเสนอความเห็นทัศนคติของผู้เขียนต่อเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

หรือต่อเหตุการณ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม ในประเด็นของการใช้ถ้อยคำนั้น

จะนิยมใช้ภาษาที่กระชับ ภาษาทางการ แต่ต้องมีความงามของภาษาแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ

และชัดเจน และบทความแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้

2.1) บทความบรรยาย

2.2) บทความแสดงความคิดเห็น

2.3) บทความวิเคราะห์

2.4) บทความวิจารณ์

2.5) บทความสารคดี

2.6) บทความวิชาการ

3) สารคดีท่องเที่ยว (Travelogue) คือ

วรรณกรรมร้อยแก้วที่ผู้เขียนบันทึกเรื่องราวที่ได้ประสบมาด้วยถ้อยคำที่เป็นศิลปะ

เพื่อให้ผู้อ่านเพลิดเพลินและได้ความรู้เรื่องใหม่ ๆ ในดินแดนใหม่ที่ผู้เขียนได้ไปเที่ยวมา

เป็นการเสนอประสบการณ์จำลองให้แก่ผู้อ่าน โดยให้ความรู้ทางด้าน สภาพท้องถิ่น สภาพของคน

ความเป็นอยู่ของคน ความรู้ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ประเพณีวัฒนธรรม

การทำมาหากิน หรือที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น สารคดีท่องเที่ยว

4) สารคดีชีวประวัติ (Biography) เป็นงานเขียนที่กล่าวถึงเรื่องราว และพฤติกรรมของ

บุคคลจริง จะเขียนเน้นด้านบุคลิกภาพ ความรู้ และความคิดเห็นในด้านต่าง ๆ

ตลอดจนผลงานที่น่าสนใจเพื่อนำประวัติชีวิตนั้นมาศึกษาแง่มุมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการ

ดำเนินชีวิตของผู้อื่นต่อไป สารคดีชีวประวัติ หากเป็นงานเขียนที่ผู้อื่นเขียนเรียกว่า ชีวประวัติ

แต่ถ้าผู้เขียนเรียบเรียงเรื่องราวชีวิตของตนเองเรียกว่า อัตชีวประวัติ

5) อนุทิน (Diary) เป็นการบันทึกความจำ ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิต โดยปรกติแล้วผู้บันทึกมีเจตนาที่จะบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ของชีวิตตนเอง

แต่การบันทึกนั้นได้สอดแทรกความสำนึกต่อเหตุการณ์สำคัญ ๆ

ของสังคมจะทำให้อนุทินนั้นมีประโยชน์ต่อการศึกษาเหตุการณ์ต่าง ๆ ของสังคมอีกด้วย


6) จดหมาย (Letter) เป็นจดหมายที่เขียนโต้ตอบกันระหว่างคน 2 คน หรือฝ่ายใดเขียนขึ้น

ฝ่ายเดียวก็ได้ เช่น ไกลบ้าน ซึ่งเป็นพระราชหัตถเลขา ที่พระบาทสมเด็จพระจุลเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงเขียนถึงเจ้าฟ้าหญิงนิภานพดลฝ่ายเดียว พ่อสอนลูก ของนายทวี บุญยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรี

ซึ่งเขียนถึงลูกในขณะลี้ภัยการเมืองอยู่ในปีนัง ส่วน สาส์นสมเด็จเป็นจดหมายโต้ตอบ

ระหว่างสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาริศรวนุวัติวงศ์

และ บันทึกความรู้ เป็นจดหมายโต้ตอบระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์

กับ พระยาอนุมานราชธน เป็นต้น

7) บันทึกและความทรงจำ (Memoire and Memory) บันทึก คือ เรื่องราวหรือเหตุการณ์

ที่บุคคลบันทึกระหว่างปฏิบัติงานสำคัญเกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก เขียนขึ้นไว้เป็นหลักฐาน

ประกอบเรื่องสำคัญ หรือระยะเวลาสำคัญ เช่น บันทึกของทูตไทยของนายบุญชนะ อัตถากร

บันทึกไว้ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการ (ชื่อกระทรางสมัยนั้น) และ เหตุเกิด

ในกรุงรัตนโกสินทร์ ของ วิสิษฐ์ เดชกุญชร เป็นต้นส่วน ความทรงจำ คือเรื่องราวในอดีต

ที่ผู้แต่งพยายามเขียนเล่าด้วยการนึกทบทวนประสบการณ์ของตนเองจากการจดจำเรื่องราว

ในหนหลัง เช่น ความทรงจำ ของสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ และ ฟื้นความหลัง ของ เสฐียรโกเศศ

(พระยาอนุมานราชธน) เป็นต้น8) จดหมายเหตุ (Archives) เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญทาง

ประวัติศาสตร์ มักเป็นเรื่องราวของทางราชการ หรือกึ่งราชการ เช่นจดหมายเหตุของลาลูแบร์

(เมื่อ พ.ศ. 2230) จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. 116 ของ พระยาศรีสหเทพ (เส็ง) และ

จดหมายเหตุความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทรเทวี เป็นต้น9) คติธรรม (Moral Precept)

เป็นงานเขียนที่มุ่งสอนจริยธรรม หรือศีลธรรม โดยการนำเรื่องทางธรรมะมาเขียนให้เข้าใจง่าย

เช่น สนิมในใจ ของ พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ ธรรมกับไทย : ในสถานการณ์ปัจจุบัน ของ

พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตโต) ตามรอบพระอรหันต์ ของ พุทธทาสภิกขุ และ เสียงศีลธรรม

ของ แปลก สนธิรักษ์ เป็นต้น


10) บทสัมภาษณ์ (Interview) เป็นงานเขียนที่เกิดจากการสัมภาษณ์บุคคล และมีเนื้อเรื่อง

เป็นสาระประโยชน์ เช่น บทสัมภาษณ์ของ ส. ศิวรักษ์ สัมภาษณ์ พระยาอนุมานราชธน เป็นต้น

ที่มา http://arc.rint.ac.th/center/pongsak/e_learning/unit5_12.html

 

การใช้สำนวนโวหาร

ภาษาเขียนที่ปรากฏในสารคดีบทความทั้งหลาย ประกอบด้วยโวหาร 5 โวหารด้วยกันคือ

ขั้นตอนในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว

ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย

แบ่งออกเป็น 5 คือ

1) บรรยายโวหาร

2) พรรณนาโวหาร

3) เทศนาโวหาร

4) สาธกโวหาร

5) อุปมาโวหาร

1. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์

การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระ

สำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้

บรรยายโวหาร เพราะเหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียน

อย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจนงานเขียนที่ควรใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนอธิบาย

ประเภทต่าง ๆเช่น เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ ตำรา บทความ การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง

เช่น บันทึก จดหมายเหตุ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นประเภทบทความเชิงวิจารณ์ ข่าว เป็นต้น

2. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้

ความแจ่มแจ้งละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับ

ข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช

่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ และอารมณ์

ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่

่เต็มด้วยสำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ

3. เทศนาโวหาร หมายถึง

โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าว

ได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่าน คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร

จึงยากกว่าโวหารที่กล่าวมาแล้วทั้ง 2 โวหาร เพราะต้องใช้กลวิธีในการชักจูงใจ

4.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง

หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม

บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหารเช่นการเลือกยกตัวอย่างมีหลักที่

ควรเลือกให้เข้ากับเนื้อความ อาจยกตัวอย่างสั้น ๆ ในบรรยายโวหารหรืออาจยกตัวอย่าง

ที่มีรายละเอียดประกอบในพรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เป็นต้น ในการเขียน

ข้อเขียนต่าง ๆ นิสิตควรรู้จักเลือกใช้โวหารให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายในการเขียน

และเนื้อหาในบางโอกาส อาจต้องใช้โวหารหลายชนิดในงานเขียนชิ้นหนึ่งก็ได้

หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโอกาส จุดมุ่งหมายและเขียนได้อย่างถูกต้อง

ตามลักษณะโวหารนั้น ๆ

5.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมา

เปรียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์

ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าอุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง

อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร

เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่านโดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือเปรียบเทียบอย่าง

ละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมาโวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด

ที่มา : http://www.praphansarn.com/lifewrite/clinicwriter185.asp

 

ตัวอย่างผลงานการเขียนเล่าประสบการณ์การเที่ยวงานของนักเรียน ม.1 รุ่นก่อน ๆ

นุกสนานงานชักพระ


      สุราษฎร์ธานีเคยเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ

จึงทำให้มีเอกลักษณ์เด่นหลายด้าน โดยเฉพาะทางด้านประเพณี

สุราษฎร์ธานีมีรปะเพณีที่น่าสนใจหลายอย่าง และประเพณีชักพระก็เป็น

ประเพณีทีสำคัญอย่างหนึ่ง ชักพระเป็นพิธีบุญอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้

ที่กระทำสืบกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ประเพณีชักพระถือเป็นประเพณีที่

มีความมโหฬารยิ่งกว่าประเพณีใด ๆ ในจังหวัดทั้งสิ้น ชักพระก็คืองานแห่พระนั่นเอง

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าลากพระ ซึ่งเป็นศัพท์ของชาวปักษ์ใต้

ตามความหมายของคำศัพท์หมายถึง พิธีบุญที่มีการแห่พระพุทธรูปออกจากวัด

ไปบำเพ็ญกุศลแล้วแห่กลับวัด วันที่มีมีการชักพระคือวันแรม ๑ค่ำ

เดือน ๑๑ ของทุกปี เป็นวันที่พระสงฆ์ออกพรรษา หรือที่เรียกว่าวัน ปาวรณา

ที่อำเภอเมืองมีการชัดพระทั้งทางบกและทางน้ำ จัดเป็นงานประจำปี

ของจังหวัด ในวันนั้นเรือพระน้ำทั้งหลายจะมาชุมนุมกลางแม่น้ำตาปี

บริเวณหน้าตลาดเทศบาล ส่วนเรือพระบกจะมาชุมนุมกันที่ บริเวณท่าเรือ

เกาะสมุย มีการประกวดความงามของเรือพระด้วย และที่น่าสนใจประทับใจ

อีกอย่างหนึ่ง คือมีการแข่งเรือยาว ซึ่งผู้แข่งขันทุกคนมีความตั้งใจที่จะคว้า

ชัยชนะ แต่การแข่งขันก็ต้องมีผู้แพ้และชนะ ถึงอย่างไรไม่ว่าใครใครจะแพ้ชนะในการ

แข่งขัน ทุกคนก็มีน้ำใจนักกีฬา

     ในฐานะที่ฉันเป็นคนสุราษฎร์ธานีคนหนึ่ง ฉันก็มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ที่เห็นชาวสุราษฎร์ธานี ช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีชักพระ สืบทอดมาแต่โบราณ


ด.ญ.ปานชนน์ โชคประสิทธิ์ ม.๑ Ep๓...5/24/2001 10:21:08 AM


            ประสบการณ์เรื่องสนุกสนานงานชักพระ


      เมื่อเดือน ๑๑ ที่ผ่านมา ดิฉันไปเที่ยวงานชักพระจัดขึ้นที่หน้าศาลหลักเมือง

ดิฉันไปกับคุณแม่และน้อง ซึ่งบรยากาศในงานค่อนค่างที่จะแออัดหน่อย เพราะ

ทุกคนที่มาในงานนี้ต่างก็อยากจะดูเรือพระและขบวนแห่กัน ซึ่งรถขบวนแห่

แต่ละคันล้วนแต่สวยงามกันทั้งนั้น ดิฉันชอบพี่ที่เค้าเดินนำหน้าขบวนแห่มากค่ะ

เพราะพี่เค้าแต่งตัวสวยงามมาก เช่น แต่งตามวรรณคดี แต่งแบบแปลกๆ

แหวกแนวก็มีค่ะส่วนที่ชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือ ขบวนแห่แต่ละคันตกแต่ง

แบบไทยๆ บางคันก็ตกแต่งตามวัฒนธรรมท้องถิ่น

      ดิฉันภูมิใจที่ได้เห็นภาพเกียวกับประเพณีชักพระ ดิฉันอยากจะชักชวนให้

ชาวไทยทุกคนรักษาและสืบทอดประเพณีชักพระนี้ให้คงคู่กับคนไทยตลอดไปค่ะ..


ด.ญ.จิตวิสุทธิ์ อักษรชื่น เลขที่ 13 ม.1/E.P1...5/24/2001 5:18:49 PM


: ความสนุกในวัดไม้เสียบ (ประเพณีชิงเปรต)


      งานสนุกที่หนึ่งในวัดไม้เสียบ คือ การละเล่นประเพณีชิงเปรต อันเป็นงาน

ในเดือน10 ซึ่งที่นครศรีธรรมราช ( เป็น-จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้ )

จัดเป็นประเพณีสำคัญที่สุดของทุกปี ในครั้งนั้นดิฉันยังเด็กอยู่ดิฉันจำความได้ว่า

พ่อพาดิฉันไปเยี่ยมปู่ที่นครศรีธรรมราช พอดีวันนั้นตรงกับวันปล่อย-เปรต หรือ

“ประเพณีชิงเปรต” พ่อพาดิฉันพร้อมกับพี่สาวพี่ชายน้องชายและน้องสาวลูกป้าลูกอา

ไปทำบุญที่วัดไม้-เสียบ หลังจากที่พวกเราทำบุญกันเสร็จ ดิฉันและญาติๆ

รุ่นราวคราวเดียวกัน ขออนุญาตพ่อไปดูการละเล่นและร้านค้าในงานวัด

พี่ๆน้องๆได้ชวนกันไปดูประเพณีชิงเปรต ซึ่งเป็นกิจกรรมการละเล่นกลางแจ้งที่สำคัญ

ที่สุดของงาน ดิฉันเห็นเสาไม้หลาโอน (ต้นไม้ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง)

ทาน้ำมันก๊าด ปักลงบนพื้นดิน โดยยอดเสาจะมีการแขวนพวกขนม

และเงินไว้ พวกผู้ชายและพวกคนที่อยากได้เงินได้ขนมก็พากันมา

ขึ้นปีนเสา แต่ละคนปีนขึ้นเกาะได้ประเดี๋ยวหนึ่งก็ตกลงมาล้มกัน

เกลื่อนกลาด พวกเราและพวกคนดูก็พากันหัวเราะขำขันกันอย่างสนุก

ดูกันได้สักพักพวกเราก็พากันไปดูการละเล่นอย่างอื่น คือ “เดินกระสอบ”

กิจกรรมก็จัดขึ้นหน้าโบสถ์ พอเริ่มการแข่งขันพวกเราก็มาดู

เริ่มแข่งต่างคนก็ต่างวิ่งๆเดินๆเพื่อให้ถึงเส้นชัยเป็นคนแรก พวกเรากับพวกคนดูก็พากันหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่เพียงแต

่วิ่งๆเดินๆอย่างเดียว ซ้ำยังพากันหกล้มคลุกคลานเต็มไปหมด จากนั้นเรา

ก็เดินไปดูกิจ-กรรมอื่นๆทั้งหัวเราะตลกและน่าเบื่อ ผสมกันไปยิ่งทำให้สนุก

      พอเริ่มเย็นพ่อก็มารับพวกเราให้กลับบ้านปู่ หลังจากนั้นดิฉันกับพ่อก็เดิน

ทางกลับสุราษฎร์ฯ โดยสวัสดิ์ภาพ

ความสนุกในวัดไม้เสียบ โดย กันย์กนก นุ่นสง

แต่งเมื่อวันที่ Wednesday 13 August 2003 - 14:44